Friday, August 10, 2012

เมื่อท่านพุทธทาสพูดถึงโยมมารดามีอิทธิพลต่อท่าน

  พุทธทาสพูดถึงอิทธิพลของโยมมารดาที่มีต่อท่าน
พระประชา ปสนฺนธมฺโม  สัมภาษณ์ 


อาจารย์ครับ ทางฝ่ายโยมมารดามีอิทธิพลต่ออาจารย์ทางด้านไหนบ้าง
          ผมคิดว่าเรื่องประหยัด ถ้าจะให้บอกว่ามีอะไรมาจากโยมหญิงบ้าง เห็นจะเป็นเรื่องประหยัด เรื่องละเอียดลออในการใช้จ่าย เพราะว่าถูกสอนให้ประหยัดแม้แต่น้ำที่จะล้างเท้า ห้ามใช้มาก แม้แต่น้ำกินจะตักมากินนิดหนึ่งแล้วสาดทิ้งไม่ได้ แม้แต่ใช้ฟืนก็ต้องใช้พอดี ไม่ให้สิ้นเปลือง ถ้ายังติดไม่หมดต้องดับ เก็บเอาไว้ใช้อีก ทุกอย่างที่มันประหยัดได้ต้องประหยัด มันมากเหมือนกัน ประหยัดไปได้ทุกวิธี มันก็เลยติดนิสัย มันมองเห็นอยู่เสมอ ไอ้ทางที่จะประหยัดเพื่อประโยชน์ มองเห็นอยู่ว่าต้องทำอย่างไร
          โยมชายหรือเตี่ยซึ่งเป็นคนจีนกลับไม่ค่อยประหยัด เรื่อย ๆ ปล่อยไปตามธรรมดา โยมหญิงละก็ประหยัดจนถี่ยิบไปหมด ประหยัดแม้กระทั่งเวลา ขึ้นชื่อว่าเวลาต้องใช้ให้เป็นประโยชน์ เมื่อจะพักผ่อนก็ไม่ต้องเสียไปเปล่า ๆ ต้องมีอะไรทำไปด้วย ตัวอย่างการประหยัด เช่น อย่างคั้นกะทินี่ ธรรมดาเขาคั้นกัน ๒ ครั้ง เราต้องทำถึง ๓ ครั้ง เพราะว่าต้องเอาไอ้ที่เสร็จจากครั้งที่ ๒ มาตำให้ละเอียดแล้วคั้นอีกที น้ำกะทิยังได้อีกแยะเหลือเกิน โดยมากคนเขาขี้เกียจ เขาทิ้งกัน คั้น ๒ ครั้งจะทิ้ง เราเอามาตำ ๆ ๆ ๆ แล้วคั้นอีกที น้ำยังขาวจัด แล้วคั้นอีกทีเป็นครั้งที่ ๔ ประหยัดกันถึงขนาดนี้ ที่บ้านอื่นเขาไม่ประหยัดกันถึงขนาดนี้
          ผมติดนิสัยประหยัดเพื่อให้มันใช้น้อย แต่มันก็มีนิสัยประหยัดเพื่ออวดด้วย เพื่ออวดการประหยัดก็มี คือแสดงว่ามีความรู้ในการที่จะประหยัด กลายเป็นเรื่องรู้ให้ดีที่สุด แม้ไม่จำเป็นต้องประหยัดก็จะประหยัดเพื่อให้เห็นว่าทำได้
          แต่เดี๋ยวนี้ชักขี้เกียจประหยัด ตอนหลัง ๆ นี่เราไม่ค่อยระวังเรื่องประหยัด แต่ก่อนพอดีพอร้ายมักทำอะไรเอง ไม่อยากจ้าง ไม่อยากจ่ายเงิน ใช้สิ่งของเครื่องมือเครื่องใช้ก็ต้องประหยัด เสียก็ซ่อม ไม่ทิ้งทันที บางอย่างเขาทิ้งเราไม่ได้ทิ้ง อย่างตะปูเก่า ๆ เขามักทิ้งกัน เราเอามาตัดปรับปรุงไว้ใช้ได้อีก
          โยมชายนั้นไม่ค่อยได้อยู่บ้าน โยมหญิงอยู่ตลอดเวลา ผมก็สนิทกับโยมหญิงมากกว่า ผมสนิทกับโยมหญิงมากกว่าเพราะต้องเข้าไปช่วยในครัวด้วย ผมจึงทำครัวเป็นทุกอย่างตามที่โยมหญิงทำเป็น และโยมชายก็ทำเป็นจนเรียกว่าเก่งกว่าผู้หญิงทั่ว ๆ ไป เพราะว่าย่าทำเป็น เคยทำขาย ทำขนมขายหลาย ๆ อย่าง โยมผู้ชายเลยทำเป็นทุกอย่าง
          เมื่อไปอยู่วัด ผมก็ยังไปเป็นผู้นำในการทำครัว เด็กวัดด้วยกันเขาไม่เชื่อว่าเราทำได้ พระเณรเขาก็ไม่เชื่อ เคยพนันกัน โยมผมทำห่อหมกเป็น เด็กวัดทั้งหลายไม่เชื่อว่าผมทำห่อหมกเป็น เลยพนันกัน ก็เลยแสดงฝีมือให้ดู ไม่มีอะไรที่ทำไม่เป็น ตั้งแต่ที่ง่าย ๆ จนถึงไอ้ที่ยาก ๆ อย่างห่อหมก หรือแกงเนื้อควายอย่างที่เป็นมาตรฐานของแม่ครัวชั้นดี เขาทำกันอย่างไรเราก็ทำได้ ก็เลยเปิดสอนให้ทำกับข้าวกันเสียในวัด โดยมากเขาทำไม่ค่อยเป็นกัน
          การทำอาหารให้อร่อยนั้น มันมีความหมายแห่งศิลปะ โยมชายผมทำเป็นเหมือนผู้หญิง เพราะถูกย่าบังคับ ถูกสถานการณ์บังคับ ผมทำเป็นเพราะโยมหญิงให้ช่วยทำงานในครัวมาตั้งแต่เด็ก ให้ตำเครื่องแกง ให้ขูดมะพร้าว แต่ไอ้ขูดมะพร้าวนี่ โยมไม่ค่อยชอบที่ผมขูด ถ้านายธรรมทาสขูดละก็โยมชอบ เพราะของเขาปั้นนิ่มมือ น้ำกะทิออกมาก เราขูดมันจะหยาบ (หัวเราะในคอ) ไม่ค่อยได้น้ำกะทิ มันได้กากเสียมาก นายธรรมทาสเขาขูดเหมือนคนไม่มีแรง แล้วมันละเอียด น้ำกะทิก็ออกมาง่าย แทบไม่ต้องออกแรงบีบเลย
          เวลาทำอะไร โยมมักจะตักเตือนให้ทำให้ดีที่สุด ถ้าทำอะไรหยาบ ๆ มักจะถูกทักท้วง อย่างเรื่องทำอาหารให้อร่อยที่ว่าเป็นศิลปะนี่ ต่อมาผมจับหลักได้ว่ามันจะต้องประกอบด้วย ๓ ส่วนเสมอ คือ ต้องมีเนื้อหรือผักซึ่งเป็นสิ่งถูกแกง แล้วก็ต้องมีเครื่องแกง ที่จะทำให้สิ่งที่ถูกแกงนั้นมีรสอร่อย แล้วก็ต้องมีน้ำมันคือน้ำกะทิ ที่ทำหน้าที่ละลายเครื่องแกงออกมา แล้วผสานเข้าไปในเนื้อหรือผักที่ถูกแกงนั้น บ้านเรา ส่วนที่เป็นน้ำมันนั้นก็ใช้มะพร้าว ถ้าเป็นหมู่ชนที่เขาไม่รังเกียจเนื้อสัตว์ เขาก็ใช้น้ำมันสัตว์ ไปดูเอาเถอะ ไม่ว่าแกงอะไร จะประกอบด้วย ๓ ส่วนนี้เสมอ แม้แต่ทอดมันซึ่งเป็นของแห้ง มันก็ต้องประกอบด้วยเนื้อ เครื่องแกง แล้วก็น้ำมัน ซึ่งส่วนมากก็เป็นมะพร้าวที่รวมอยู่ในนั้น หรือน้ำมันที่ใช้ทอด ถ้าจะมาเป็นห่อหมก มันก็ยังประกอบด้วย ๓ อย่างนั่นแหละ คือ เนื้อปลา เครื่องแกง แล้วก็น้ำกะทิ เอามาคนกันเข้ากับสิ่งเหล่านั้นแล้วจึงมานึ่ง เป็นเนื้อเละ ๆ น้ำกะทิจึงจะทำหน้าที่ให้เครื่องแกงกับสิ่งที่ถูกแกงสัมพันธ์กันที่สุด เครื่องแกงจะละลายอยู่ในน้ำกะทิ น้ำกะทิมันจะรวมอยู่กับเนื้อ ในบางกรณีที่ทำเป็นของแห้งเลย เช่นที่เขาเอามาพอกไม้แล้วก็ปิ้งจนกลายเป็นของแห้ง บ้านนี้เขาเรียกจันลอน พอปิ้งสุกดีแล้วก็ผ่าเลาะออกมา ถ้าจะให้อร่อยขึ้นไปอีก ก็เอาที่ปิ้งเสร็จแล้วไปหั่นคั่วกับน้ำกะทิข้น ๆ อีก
          ไม่ว่าจะเป็นของเหลว เป็นของเละ ๆ หรือว่าเป็นของแห้ง มันไม่พ้นไปจากเรื่องของ "๓ ส่วน" นอกจากที่ไม่สมบูรณ์แบบอย่างแกงส้ม แต่บางคราว สำหรับบางคน ก็ยังนิยมใส่กะทิอยู่นั่นเอง สมัยต่อมาเมื่อผมบวชแล้ว บางทีก็ต้องสอนเณร สอนเด็กวัดให้ทำกิน เพราะทำกันไม่เป็น เวลาผมควบคุมให้ทำ บางครั้งโยมชาวบ้านเดินผ่านวัดได้กลิ่นแกง ทนไม่ไหวต้องเข้ามาขอชิมก็มี (หัวเราะลงคอ)
          แม้แต่ของหวานมันก็ต้องเป็นเรื่องของ ๓ ส่วนเหมือนกัน คือ แป้ง น้ำตาล แล้วน้ำมัน แป้งคือสิ่งที่จะถูกกระทำ แล้วก็น้ำตาลปรุงรสให้หวาน แล้วก็น้ำมันคือน้ำกะทิ เป็นเครื่องช่วยให้มัน ขนมส่วนใหญ่ก็ต้องประกอบด้วย ๓ ส่วนนี้ เช่นขนมเปียกอย่างเปียกปูน มันก็ไม่มีอะไรนอกจากแป้ง น้ำตาล และกะทิ เคล้ากัน นี่เป็นหลักใหญ่ มาแต่เดิม แล้วจะเติมอะไรลงไปเป็นส่วนแต่งรสนั้นได้อีกที ถ้าเป็นหมู่ประชาชนที่ไม่รังเกียจน้ำมันสัตว์ จะใช้น้ำมันหมูก็ได้ แทนน้ำกะทิ หรืออย่างอินเดียซึ่งเป็นต้นตำรับของเรา เขาก็ใช้นมวัว เดี๋ยวนี้เขาก็ยังมีอยู่ ไอ้ขนมที่ประกอบด้วย ๓ อย่างเป็นหลักแม่บท คือไอ้ที่เราเรียกว่ากะละแม บ้านนี้เขาจะเรียกพญาขนม ผมเข้าใจว่านี่เราถ่ายทอดต้นฉบับมาจากอินเดีย ผมไปพบที่อินเดีย ถามเจ้าของร้านว่ามีมาแต่ครั้งไหน เขาก็ไม่รู้ แต่ว่ามันต้องดึกดำบรรพ์ที่สุด เขาไม่เรียกกะละแม เขาเรียกฮูละวา มีนม แป้ง น้ำตาล กวนเข้ากัน แล้วของเขามันเหนียวกว่าของเรา ใสกว่าด้วย จะตักจะอะไรยุ่งยาก แล้วก็แพงมากด้วย มันคล้ายกับเป็นเนื้อเข้มข้นของสิ่งทั้งปวง ใช้นมเคี่ยวจนข้นแทนกะทิของเรา คำหนึ่งหลายสตางค์ ถ้าคิดเป็นเงินไทย ผมคิดว่านี่เป็นต้นกำเนิดของขนมอาเซียเรา ถ้าเป็นยุโรป เป็นฝรั่ง จะเป็นอีกพวกหนึ่ง มันจะมีไข่เข้ามาเพิ่มในส่วนที่เป็นแป้ง เนยทำหน้าที่แทนน้ำมัน น้ำตาลก็เหมือนกันเขามีความรู้ที่จะทำไข่ให้เป็นเรื่องเป็นราว มันก็ไม่พ้นเรื่องของ "๓ ส่วน" นี่คุณดูเถอะว่าเลข ๓ มันมีความศักดิ์สิทธิ์อย่างไร สำหรับอาหารที่จะกินเข้าไป ทั้งของคาวของหวาน
          ทีนี้เมื่อโปรตุเกสเข้ามาครั้งแรก เขาก็คงรู้จักแต่เค้ก ทีนี้คนไทยคงเอาส่วนผสมของขนมเค้กนี้ มาทำให้เป็นทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ฝรั่งมีบ้าง แต่มันไม่ถึงขั้นนี้ ไม่มากอย่างและไม่อร่อยวิจิตรอย่างนี้ อย่างทองหยิบทองหยอดนี่มันเลยครูอาจารย์ฝรั่งที่มาสอนให้ไปไกล
          มาถึงตรงนี้ทำให้เรานึกขึ้นมาได้อีกเรื่องหนึ่ง คือเรารู้สึกว่าคนไทยแต่ก่อนนั้น เขาทำอะไรต้องเก่งกว่าครูเสมอ นี่เป็นเอกลักษณ์ของคนไทยที่คนไม่ค่อยรู้สึก อย่างเรื่องแต่งตัว เดิมเราก็รับมาจากอินเดีย ไอ้โจงกระเบนอะไรนี่ เราก็มาทำจนสวยเลอเลิศเป็นแบบไทยเราเอง แกงนี่ก็เหมือนกัน เราก็เอามาจากแขก แต่แกงของแขกน่ะเรากินไม่ค่อยลงหรอก แต่เราก็เอามาทำเสียเป็นแกงเขียนหวาน แกงอะไรต่ออะไร จนแขกก็ต้องหลงไปแหละ (หัวเราะหึ ๆ) เรื่องอาหารของคาวของหวานนี่เราต่างทำดีกว่าครูทั้งนั้น อย่างแกงเลียงอะไรนี่เรารับมาจากจีน เราก็ทำดีกว่าครู
          เรื่องกาพย์กลอนนี่ก็ไม่มีชาติไหนจะเท่าเทียมไทยหรอก คือสัมผัสใน แต่เดิมเราคงรับมาจากอินเดีย ก็มีแต่สัมผัสนอก แล้วก็น้อยมาก หรือไม่มีเลย อย่างคาถาปัฐยาวัตร สามัญคาถา หรือฉันท์ต่าง ๆ สัมผัสของเขามีน้อยมากหรือไม่มีเลย มีแต่การกำหนดจำนวนพยางค์ และเสียงหนักเสียงเบา พอมาถึงเมืองไทย เราปรุงกันเสียวิเศษ มีทั้งสัมผัสใน สัมผัสนอก โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอนนี้เป็นเรื่องที่กินใจมากที่สุด รับมาจากจีนก็ดี จากอินเดียก็ดี เราเคยทำดีกว่าครูเสมอ อย่างโคลงกลอนของฝรั่ง เมื่อเทียบกันแล้ว มันสู้กันไม่ได้
          ดนตรีก็เหมือนกัน พอมาถึงมือคนไทยมันดีกว่าเก่าแน่ ๆ จะเข้ มันดีกว่าขิมเยอะแยะ (หัวเราะหึ ๆ) การร้องเพลงก็เหมือนกัน เพลงของไทยนี่ไม่มีชาติไหนจะกินได้ เรื่องนี้ต้องเคยศึกษาเรื่องเพลงถึงจะรู้ความจริงข้อนี้ ผมหลงใหลเรื่องเพลงมาแต่ไหนแต่ไร แต่ไม่มีโอกาสทางนี้ แต่ก็พอรู้เรื่องบ้าง อย่างความเป็นดนตรีของเพลงไทยนั้น มันขยายซับซ้อนเป็นเพลง ๒ ชั้น ๓ ชั้น ละเอียดอ่อนมาก ไม่มีของชาติไหนทำเหมือนหรอก
          ทีนี้มาดูพวกรำ พวกละคร มันก็มาจากพวกเต้นกลองยาวของอินเดีย ของแขก เรารับมาแล้วปรับปรุงเรื่อย ๆ ขึ้นมา จนแปรสภาพจากเต้นกระโดดพรวดพราดแบบเดิม มาเป็นรำอย่างอ่อนช้อยแช่มช้าอย่างมีลีลาของเราเองอย่างนิ่มนวล จนมาเป็นละครในละครนอก เป็นโขนเป็นอะไรมากมาย
          ทุกอย่างเราไม่เคยทำอะไรไม่ดีเกินครู ดีเกินครูทุกอย่างแหละ นี่เป็นอัจฉริยภาพของบรรพชนของเรา พวกที่นิยมเอกลักษณ์ไทยควรจะนึกถึงข้อนี้ แต่พวกที่กรุงเทพฯ เขาอาจไม่ยอมรับก็ได้ เพราะเขาไม่รู้จักวิธีที่จะมอง แต่ผมว่าเอกลักษณ์ไทยต้องใส่ลงไปด้วยว่าเราทำอะไรดีกว่าครูเสมอ

 กิ่งธรรมจาก http://www.buddhadasa.org

No comments:

Post a Comment