Monday, September 3, 2012

นิพพาน

นิพพาน


       นิพพาน มิได้มีความหมายเป็นบ้านเมืองหรือโลกของพระเป็นเจ้าที่เต็มไปด้วยความสุขชนิดที่ใฝ่ฝันกันและเป็นอยู่อย่างนิรันดร
       นิพพานมิใช่มีความหมายเป็นการหลุดรอดของตัวตน จากโลกนี้ไปสู่โลกเช่นนั้น หรือภาวะแห่งความมีตัวตนเช่นนั้น
       แต่ว่า "นิพพาน" มีความหมาย เป็นความดับสนิทแห่งความเร่าร้อนเผาลน ความเสียบแทงยอกตำ และความผูกพัน ร้อยรัด อันมีอยู่ในจิตใจของมนุษย์ โดยตัดต้นเหตุแห่งความเป็นอย่างนั้นเสี่ยได้สิ้นเชิง ความเป็นอย่างนี้ อยู่อย่างเป็นอนันตกาล คือมีอยุ่ในที่ทุกแห่งและทุกเวลา พร้อมที่จะปรากฎแก่จิต ซึ่งปราศจากกิเลส อยู่เสมอ เราจึงกล่าวว่า นิพพาน มีสภาพเป็นนิรันดร มีอยู่ในที่ทุกแห่งทุกเวลาอย่างไม่ขาดระยะ ใกล้ชิดติดอยู่กับตัวเราในวัฏฏสงสารนี่เอง หากแต่เข้าไม่ถึงหรือมองไม่เห็น เพราะจิตมีกิเลส ซึ่งเป็น"เปลือก"ชนิดหนึ่งห่อหุ้มอยู่ มองย้อนดูอีกทางหนึ่ง จะเห็นว่ากิลเลสและความทุกข์อาจจะมีอยู่ในสภาพแห่งความเป็นเช่นนั้น ฉะนั้้น จึงกล่าวว่า นิพพาน ไม่เป็นที่ตั้งอาศัยแห่งกิเลสและความทุกข์ แต่เป็นแดน ที่ดับสนิทของกิเลสและความทุกข์ มองดูกันอีกทางหนึ่ง
      เมื่อจิตประกอบด้วยปัญญา มองเห็นสภาพแห่งความเป็นเช่นนั้นของนิพพาน หน่วงเอานิพพานนั้นมาเป็นอารมณ์ โดยมีความ สลดสังเวชในความหลงของตนในกาลก่อนแล้ว กิเลสก็เริ่มเหือดแห้งไป ความทุกข์ก็เหือดแห้งไปตาม ฉะนั้น จึงกล่าวว่า นิพพาน เป็นธรรมเครื่องดับกิเลสแห่งความทุกข์ทั้งหลาย
       แต่เมื่อสรุปแล้ว นิพพานนั้นก็คือ สภาพอันเป็นความดับสนิทแห่งความเร่าร้อนเผาลน ความเสียบแทงยอกตำ และความผักพันร้อยรัดของมนุษย์ ในทางจิตดังกล่าวแล้ว กิริยา ที่ความเร่าร้อนเป็นต้นเหล่านั้นดับลง นั้นคือ กิริยาที่จิตลุถึงความสิ้นกิเลส หรือลุถึงนิพพาน เรียกว่า การนิพพาน การนิพพานของมนุษย์เราโดย ที่แท้ก็คือความที่จิตของคนเราเข้าถึงสภาพแห่งความไม่มีความเร่าร้อนเผาลน ความเสียบแทงยอกตำ และความผูกพันร้อยรัดอย่างเด็ดขาดสิ้นเชิง โดยประการทั้งปวงนั่นเอง
       ภาวะแห่งนิพพาน และการนิพพาน ปรากฎขึ้นในโลกเป็นครั้งแรก เพราะการเกิดขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เข้าถึงความ ดับสนิทแห่งความเร่าร้อนเป็นต้นนั้น เป็นบุคคลแรกในโลก การเกิดของพระองค์ก็คือการประสูติ การตรัสรู้ และการปรินิพพาน รวมกันทั้ง ๓ อย่างนั่นเอง ฉะนั้น การประสูติ การตรัสรู้ และการปรินิพพาน จึงเป็นของอันเดียวกัน รวมเข้าด้วยกันแล้วก็เป็นชัยชนะของโลก  ในการที่มีผู้เอาชนะความเร่าร้อนความเสียบแทงและความผูกพันของโลกได้ และด้วยเหตุนี้เอง ท่านจึงกำหนดไว้ว่า เหตุการณ์ทั้งสามอย่างนี้ มีขึ้นในวันเดียวกัน คือ วันเพ็ญวิสาขบูชา
       นิพพาน แปลว่า ดับเย็นสนิทของสิ่งที่ร้อน อะไรเป็นของร้อน ชีวิตเป็นของร้อน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมมารมณ์ วิญญาณ ผัสสะ และเวทนาทั้งหมด ที่อาศัย  ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เหล่านี้ ซึ่งเป็นตัวชีวิตเป็นของร้อน ร้อนเพราะอะไร ร้อนเพราะไฟ คือ ราคะ โทสะ โมหะ ความเย็นสนิทของสิ่งเหล่านี้ เพราะไม่ถูกไฟ คือ ราคะ โทสะ โมหะ เผาให้ร้อน นั้นคือนิพพาน ฉะนั้นนิพพานก็คือความเป็นของเย็นสนิท ของชีวิตซึ่งเคยเป็นของร้อนมาก่อนนั่นเอง นี้เป็นนิพพานส่วนของบุคคลคนหนึ่งๆ ซึ่งเขาได้ทำให้ปรากฎขึ้นจากนิพพานใหญ่หรือนิพพานรวม ซึ่งเป็นนิรันดร หรือตั้งอยู่ตลอดอนันตกาล.

กิ่งธรรมจาก
หนังสือ 2 ภาษา ไทย-อังกฤษ
นิพพาน โดยพุทธทาสภิกขุ (แปล หน้าต่อหน้า) (ไทย-อังกฤษ)
แปลเป็นภาคภาษาอังกฤษโดย ดร.เจมส์ รัตนนันโท ภิกขุ

No comments:

Post a Comment