Thursday, October 18, 2012

การปฏิบัติถูก ต้องเป็นมัชฌิมาปฏิปทา

การปฏิบัติถูก ต้องเป็นมัชฌิมาปฏิปทา
โดย พุทธทาสภิกขุ

http://www.buddhadasa.org/images/gallery/3/g080.jpg 
 
         มัชฌิมาปฏิปทานี้ระวังให้ดี ๆ มันไม่เกี่ยวกับคำว่าเคร่งนะ; ถ้าพูดว่าเคร่งอย่างถูกต้อง ต้องคือมัชฌิมาปฏิปทา; แต่ถ้าเกินมัชฌิมาปฏิปทาแล้วก็ มันเกินเคร่งแล้ว มันบ้าแล้ว ถ้าพอดีนั้นน่ะคือเคร่ง. คนทั้งหลายที่ชอบเคร่ง ชอบคำว่าเคร่ง จะทำอะไรอย่างเคร่งนั้น จงรู้ไว้เถิดว่าคำว่าเคร่งนั้นหมายความว่าพอดี คือมัชฌิมาปฏิปทา; ถ้าเกินพอดีมันก็เป็นอัตตกิลมถานุโยคบ้าง, เป็นกามสุขัลลิกานุโยคบ้าง, ถ้าพอดีก็จะเป็นนั่นน่ะ ถูก. ถ้าจะเคร่งให้ถูกต้องตามความหมายของคำว่าเคร่งแล้ว ก็จงเป็นมัชฌิมาปฏิปทา; เดี๋ยวนี้มันเคร่งอย่างหลับหูหลับตา, เคร่งอย่างสุดโต่ง เคร่งอย่างสุดเหวี่ยง มันไม่ พบกับความจริง.

          คำอีกคำหนึ่งที่น่าสนใจ แล้วจำง่าย ๆ เข้าใจได้ก็คือ คำว่ามัธยัสถ์, มัธยัสถ์ เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยเข้าใจคำว่ามัธยัสถ์ แล้วไปเห็นว่าเป็นเรื่องขี้เหนียวขี้ตืดไปเสียอีก. มัธยัสถ์นั่นแหละคำเดียวกับมัชฌิมาปฏิปทา; มัธยะ แปลว่ากลาง, อัสถ แปลว่า ตั้งอยู่ คำว่า มัธยัสถ์ แปลว่า ตั้งอยู่ตรงกลาง, ตั้งอยู่ตรงกลางนั่นคือมัธยัสถ์, แล้วมัธยัสถ์ไม่ใช่ประหยัด ขี้เหนียวขี้ตืดอะไร อย่างที่คนโดยมากเข้าใจเอาไปเป็นเรื่องล้อเล่นทางฝ่ายผิด. มัธยัสถ์ คือคำที่ประเสริฐที่สุด ตรงกับคำว่ามัชฌิมาปฏิปทา; คำว่ามัธยัสถ์ แปลว่า ตั้งอยู่ตรงกลาง. ทำอะไรขอให้เป็นมัชฌิมาปฏิปทาอย่างนี้ ก็จะมีชีวิตชนิดที่เดินตามทำนองคลองธรรมของพุทธศาสนา นี้ว่าโดยหลักทฤษฎีมีหัวใจอย่างนี้.

          ทีนี้ จะพูดโดยหลักปฏิบัติโดยตรงบ้าง ว่ามีหัวใจอย่างไร มันก็คือ มัชฌิมาปฏิปทาที่มาทันเวลา หรือว่ามีอยู่เป็นพื้นฐาน, มีชีวิตอยู่โดยหลักมัชฌิมาปฏิปทานี้ เป็นหลักปฏิบัติในชั้นที่เป็นหัวใจ โดยหลักปฏิบัติมันแยกเป็น ๒ อย่าง : -

          เมื่อมีอารมณ์มากระทบ ก็มัชฌิมาปฏิปทาให้มันถูกต้อง, เมื่อไม่มีอารมณ์มากระทบ มันจะปรุงขึ้นมาจากภายใน ก็มี มัชฌิมาปฏิปทาให้ถูกต้อง; ถ้าดำรงอยู่ในมัชฌิมาปฏิปทาแล้ว อนุสัยจะส่งนิวรณ์ออกมาไม่ได้, จะมีชีวิตที่ปราศจากนิวรณ์อยู่ทั้งวันทั้งคืน เยือกเย็นที่สุด. นี่ควบคุมชีวิตไว้ในลักษณะให้เป็นมัชฌิมาปฏิปทา ให้สัญชาตญาณเป็นไปในทางโพธิ อย่าลงมาทางฝ่ายกิเลส, มีสติ ปัญญา สัมปชัญญะ สมาธินี้ เป็นหลักปฏิบัติอย่างยิ่ง.

          พอมีอะไรมากระทบ สิ่งแรกที่ต้องการจะใช้คือสติ, ระลึกได้ทันทีว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น; แล้วสติไปโดยเร็ว วิ่งไปโดยเร็ว สมตามคำว่าสติ. คำว่า สติ นั้นแปลว่า แล่นไปเร็วเหมือนกับลูกศร; คำว่าลูกศร ก็แปลว่า แล่น คำว่า สติ ก็แปลว่า แล่น, ความหมายอย่างเดียวกัน. คำว่าสติเกิดขึ้นโดยเป็นอาการของลูกศรแล่นไปเร็ว; กิริยาที่แล่นไปเร็วอย่างนั้นเอามาเรียกชื่อว่าสติ, เป็นภาษาธรรมะขึ้นมา.

          สติแล่นไปเร็ว ไปถึงปัญญา ตามที่เคยศึกษาไว้อย่างไร อบรมไว้อย่างไร สติไปขนเอาปัญญามาทันเหตุการณ์เฉพาะหน้าที่อารมณ์กระทบ; ตัวปัญญานั่นแหละ พอมาถึงเฉพาะหน้าเหตุการณ์ มันเปลี่ยนชื่อเรียกว่าสัมปชัญญะ; สัมปชัญญะกับปัญญามีความหมายอย่างเดียวกัน. ปัญญาที่เก็บไว้ในคลังเรียกว่าปัญญา พอเอาออกมาใช้การในขณะเหตุการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้น โดยสตินำเอามาปัญญานั้นจะเปลี่ยนชื่อเป็นสัมปชัญญะเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ แล้วสมาธิก็มาเพิ่มกำลัง-เพิ่มกำลัง-เพิ่มกำลังให้แก่สัมปชัญญะ ต่อสู้สถานะเหตุการณ์ร้ายที่เกิดขึ้นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ; ไม่ว่าอารมณ์ใด ๆ มันควบคุมได้ ไม่ปรุงแต่งเป็นเวทนา ตัณหา ที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์.

          ขอให้ทุกคนมีสติรวดเร็วเพียงพอ, มีปัญญาที่ศึกษาไว้เพียงพอ เป็นปัญญาในคลัง และสำหรับสติจะขนเอามาเป็นสัมปชัญญะอย่างเพียงพอ, แล้วมีกำลังของสมาธิทุ่มเทให้แก่สัมปชัญญะ เผชิญหน้ากับอารมณ์ ทำลายอารมณ์ร้ายให้แตกกระจายไป ไม่ปรุงให้เกิดกิเลสขึ้นมาได้. นี่คือวิธีที่จะช่วยตนเอง, ช่วยตนเอง จะเรียกว่าจิตก็ได้ จิตมันก็คือธรรมชาติ รู้สึกนึกคิดอะไร และกระทำไปตามธรรมชาติแห่งกาย, กระทำไปตามความต้องการของจิต; แต่จิตต้องมีสัมมาทิฏฐิ รู้ว่าอะไรเป็นอย่างไร, อะไร ๆ มันก็รวมอยู่ที่จิต. อาการต่าง ๆ ของจิต คือชื่อต่าง ๆ ที่เป็นปัญหา ฝ่ายชั่วก็ได้ฝ่ายดีก็ได้, อาการของจิตทั้งนั้น.
          นี่ ใจความสำคัญของคำว่า ตัวเองจะต้องช่วยตัวเอง มันไม่มีจิตไหนอีกแล้ว มันมีจิตดวงนี้ดวงเดียวเท่านั้น ที่จะเป็นอย่างนี้ ที่จะเป็นอย่างนี้ ที่จะเป็นอย่างนี้; จิตต้องช่วยตัวเอง ด้วยการฝึกฝนไว้ดีแล้ว จะเป็นไปแต่ในทางที่ถูกต้อง. จิตช่วยตัวเอง คือตนเป็นที่พึ่งแห่งตน มีความหมายอย่างนี้; ไม่ใช่ว่ามีตัวตนเป็นอัตตา เป็นอะไรอย่างที่เขาเชื่อกัน. ตนนี้ก็คือจิตที่ มันมีมัชฌิมาปฏิปทามีความถูกต้องทั้ง ๘ ประการกำกับอยู่ มันก็ช่วยตนเองได้.

          ฉะนั้นขอให้เราถือหลักช่วยตนเอง ด้วยมีธรรมะ ๔ เกลอ, คงจะแปลกหูบ้าง ที่จะเรียกว่าธรรมะ ๔ เกลอคือสติไปขนเอาปัญญามาเป็นสัมปชัญญะ แล้วมีสมาธิ แล้วระดมลงไป; สติ ปัญญา สัมปชัญญะ สมาธิ นี่ธรรมะ ๔ เกลอขาดไม่ได้, ชุดนี้ต้องมาพร้อมกันทั้งสี่. ธรรมะ ๔ เกลอมาครบแล้ว จะแก้ไขสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ อย่าลังเลอย่าเฉื่อยชาในการที่จะอบรมให้มีธรรมะ มีปัญญา มีสัมปชัญญะ แล้วก็มีสมาธิ, แล้วขอยืนยันว่า โดยการปฏิบัติอานาปานสติอย่างเดียว สิ่งทั้ง ๔ เกลอนี้จะมีครบ มีให้ครบ, เชี่ยวชาญชำนาญ มันก็มากขึ้น ก็สะดวกในการที่จะนำมาใช้.

          ทีนี้มันก็เป็นเรื่องที่ว่า ปฏิบัตินี้มันไปจุดจบกันที่ไหน? มันกลายเป็นว่าเพื่อให้รู้ถึงที่สุด ความจริงอันสูงสุดที่ดับทุกข์ได้ นั้นเป็นส่วนความรู้ ยอดสุดของความรู้; ทีนี้ยอดสุดของผลของการปฏิบัติคือหลุดพ้นได้, แล้วตัวการปฏิบัติ ก็คือการทำความหลุดพ้นนั่นเอง. ถ้าเอากันที่จำเป็นที่สุดแล้ว คือการปฏิบัติเพื่อให้เกิดการหลุดพ้นนั่นเอง, เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาในแง่ของการปฏิบัติ. ถ้าเป็นปริยัติก็รู้เรื่องความหลุดพ้น, ถ้าปฏิบัติก็ปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น, ถ้าเป็นผลของการปฏิบัติก็คือความหลุดพ้น มรรค ผล นิพพาน เป็นความหลุดพ้น. ฉะนั้นเรื่องมันจึงรวมอยู่คำเดียวที่ว่า หลุดพ้น, หลุดพ้นไม่ติดอยู่ที่ไหน.

 กิ่งธรรมจาก http://www.buddhadasa.org

No comments:

Post a Comment