Tuesday, October 30, 2012

ทำงานอย่างปล่อยวาง พระไพศาล วิสาโล

ทำงานอย่างปล่อยวาง
โดยพระไพศาล วิสาโล

      งานนั้นเป็นมากกว่าอาชีพ หรือบันไดไต่เต้าสู่สถานภาพที่สูงขึ้น หากยังสามารถเป็นเครื่องมือพัฒนาตนและบำรุงใจให้เจริญงอกงามได้ด้วย ท่านอาจารย์พุทธทาสจึงได้ย้ำว่า “การทำงานคือการปฏิบัติธรรม”
     บทที่แล้วได้พูดถึงคุณประโยชน์ของงานว่าสามารถส่งเสริมมโนธรรมของเราให้เข้มแข็งขึ้น ช่วยลดละความเห็นแก่ตัว ด้วยการคำนึงถึงประโยชน์ของผู้อื่น ทำให้ปล่อยวางจากความยึดติดถือมั่นในตัวตนได้ง่ายขึ้น
       การยึดติดถือมั่นในตัวตนเป็นที่มาแห่งความทุกข์ทั้งปวงของมนุษย์ก็ว่าได้ อะไรไม่ทำให้เราทุกข์มากเท่ากับการสูญเสียพลัดพรากจากสิ่งที่เป็น “ตัวกู ของกู”เลย ใช่แต่เท่านั้นแม้จะได้อะไรมาสักอย่าง (เช่น เงินทอง ตำแหน่ง ชื่อเสียง) แต่หากรู้สึกว่า “ของกู” น้อยกว่า “ของแก” เท่านี้ก็เป็นทุกข์แล้ว ด้วยเหตุนี้เศรษฐีร้อยล้านพันล้านจึงไม่เคยมีความสุขหรือหยุดหาเงินเลย เพราะรู้สึกเสมอว่า “กู”ยังมีไม่พอ
       อัตตาหรือตัวตนนั้นพร้อมจะยึดทุกอย่างมาเป็น “ตัวกู ของกู”อยู่เสมอ รวมทั้ง “งานของกู” ด้วย ความยึดติดดังกล่าวแม้จะมีข้อดีตรงที่ทำให้เรารู้สึกเป็นเจ้าของงาน ดังนั้นจึงมีแนวโน้มจะทุ่มเทให้กับงานอย่างแข็งขัน แต่ในอีกด้านหนึ่งมันก็กดดันให้เราทำงานอย่างมีความทุกข์ เวลามีใครมาวิจารณ์งานที่เราทำ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นก็คือ ไม่เพียง “งานของกู”เท่านั้นที่ถูกวิจารณ์ แต่ยังรู้สึกเลยไปถึงว่า “ตัวกู”ก็ถูกวิจารณ์ด้วย ปฏิกิริยาที่ตามมาคือตอบโต้กลับด้วยถ้อยคำที่แข็งกร้าวหรือรุนแรง ซึ่งทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ร้าวฉาน
       งานจึงเป็นที่มาแห่งการกระทบกระทั่งกันได้ง่าย แต่ในเวลาเดียวกันสำหรับผู้มีปัญญา นี้เป็นโอกาสดีที่จะได้ฝึกใจให้รู้จักละวางอัตตา เช่น แทนที่จะจดจ่อกับความรู้สึกว่า “ฉันถูกวิจารณ์” ก็หันมาใส่ใจกับคำวิจารณ์ดังกล่าวว่า “ที่เขาพูดนั้นถูกไหม ? “ การวางใจอย่างหลังนี้นอกจากจะไม่ทำให้เราทุกข์แล้ว ยังทำให้เราได้ประโยชน์จากคำวิจารณ์นั้นด้วย ท่าทีอย่างนี้เรียกว่าท่าทีแห่งปัญญา ซึ่งต้องอาศัยสติเข้ามาเป็นตัวนำทาง ส่วนใหญ่ที่ทุกข์กับคำวิจารณ์ก็เพราะ สติทำงานไม่ทัน จึงเกิด “ตัวกู”ออกมารับคำวิจารณ์เต็ม ๆ ผลก็คือเกิดความฉุนเฉียวทุรนทุรายตามมา อย่างไรก็ตามถึงแม้ความฉุนเฉียวเกิดขึ้นแล้ว ก็ยังไม่สายที่สติจะเข้ามาตามรู้ หากสติตามทัน จิตก็จะหลุดหรือปล่อยวางจากความฉุนเฉียวได้ ทำให้ปัญญาเกิดขึ้นตามมา และหันมาใคร่ครวญคำวิจารณ์นั้นว่ามีประโยชน์มากน้อยเพียงใด
       นักทำหนังโฆษณามือทองคนหนึ่งของไทยเล่าว่า บ่อยครั้งที่ผลงานของเขาถูกวิจารณ์โดยคณะกรรมการเซ็นเซอร์ของรัฐ และไม่ยอมให้ออกฉายทางโทรทัศน์ ความรู้สึกอย่างแรกที่เกิดขึ้นกับเขาคือ โกรธ แต่หลังจากนั้นเขาก็จะนำความเห็นของคณะกรรมการดังกล่าวมาพิจารณา และมักจะมีความคิดดี ๆ เกิดขึ้นตามมา เมื่อนำผลงานดังกล่าวไปปรับแก้ก็จะได้ผลงานที่ดีขึ้น ผลงานที่สร้างชื่อให้แก่เขาหลายชิ้นเกิดจากการปรับแก้ดังกล่าว เขาจึงพูดว่า “กรรมการมีหน้าที่วิจารณ์ ส่วนเรามีหน้าที่โกรธ” แต่เขาก็ทิ้งท้ายว่า อย่าโกรธนาน ต้องนำคำวิจารณ์นั้นมาพิจารณาด้วย
       ถ้าจะให้ดี เมื่อทำงานใดก็ตามควรปล่อยวางจากความยึดมั่นว่างานนั้นเป็น “ของเรา” เพราะในความเป็นจริงงานนั้นก็มิใช่ของเรา มันมิได้อยู่ในอำนาจที่เราจะบังคับบัญชาได้ เคยไหมที่งานไม่เป็นไปดังใจเรา นั่นก็เพราะงานนั้นไม่ใช่ของเรา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราคนเดียว แต่ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยมากมาย รวมทั้งเพื่อนร่วมงาน และผู้คนแวดล้อม ตลอดจนดินฟ้าอากาศและสถานการณ์บ้านเมือง ท่าทีเช่นนี้นอกจากจะช่วยให้เราเปิดกว้างรับความช่วยเหลือจากคนอื่น ไม่คิดหวงแหนไว้กับเราคนเดียวแล้ว ยังเอื้อให้เราทำงานร่วมมือกับคนอื่นได้อย่างเป็นสุข ไม่หมายมั่นจะแข่งขันกับใคร
       ทุกวันนี้มีการแข่งขันถึงขั้นชิงดีชิงเด่นกันมาก แม้อยู่ในหน่วยงานเดียวกัน แต่หากต่างกรมกองหรือแผนก ก็ยากจะร่วมมือกัน ทั้งนี้ก็เพราะความยึดมันถือมั่นว่า “งานของกู” รวมถึงความยึดมั่นว่า “กรม-กอง-แผนกของกู” ผู้คนจึงทนไม่ได้ที่จะเห็นกรมกองหรือแผนกอื่นทำงานรุดหน้าหรือประสบความ สำเร็จ ทั้ง ๆ ที่ความสำเร็จของกรมกองหรือแผนกเหล่านั้นหมายถึงประโยชน์สุขของประเทศชาติ และความผาสุกของประชาชน ซึ่งก็คือความปรารถนาของเรามิใช่หรือ
       นอกจากการปล่อยวางจากความยึดมั่นว่า “งานของเรา”แล้ว เราควรฝึกใจให้ปล่อยวางจากความยึดมั่นในผลของงานด้วย เริ่มตั้งแต่ขณะที่ทำงาน แทนที่จะจดจ่อกับความสำเร็จที่ยังมาไม่ถึง เราควรจะใส่ใจอยู่กับงานที่ทำอยู่เบื้องหน้า การวางใจแบบนี้จะช่วยให้เราทำงานได้อย่างมีความสุข เพราะไม่ต้องกังวลว่าเมื่อไรจะเสร็จ..... เสร็จแล้วจะมีคนชมหรือไม่...ถ้ามีคนตำหนิเราจะรู้สึกอย่างไร ฯลฯ นอกจากนั้นการใส่ใจกับงานที่ทำเฉพาะหน้า ยังทำให้เรามีสมาธิได้ง่าย เวลาจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในทางตรงกันข้าม ยิ่งอยากให้งานเสร็จไว ๆ เรากลับจะยิ่งรู้สึกว่างานเสร็จช้ามาก
        พึงระลึกว่าผลสำเร็จนั้นไม่อยู่ในอำนาจของเรา แต่ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยต่าง ๆ มากมาย สิ่งเดียวที่เราพอจะคุมได้ก็คือการกระทำของเราเอง ถ้าเราอยากให้งานสำเร็จ เราต้องทำให้ดีที่สุด แต่แม้จะทำดีที่สุด ก็ใช่ว่าจะสำเร็จได้ดังใจ จึงมีภาษิตจีนกล่าวว่า “การกระทำเป็นของมนุษย์ ความสำเร็จเป็นของฟ้า” พูดอย่างพุทธก็คือ เรามีหน้าที่ประกอบเหตุ ส่วนผลนั้นเป็นเรื่องของกฎธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้เวลาเราทำงาน จึงควรทำให้ดีที่สุด ปล่อยให้ผลสำเร็จเป็นเรื่องของธรรมชาติไป
        ท่านอาจารย์พุทธทาสจึงแนะว่าให้เรา “ยกผลงานให้เป็นของความว่าง” ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ก็อย่าไปยึดว่ามันเป็นของเรา ถ้าเป็นความสำเร็จ ก็มิใช่ความสำเร็จของเรา หากเรายึดมั่นว่าเป็นความสำเร็จของเรา อัตตาก็จะพองโต เกิดความหลงใหลได้ปลื้ม หรือหลงตัวลืมตนได้ง่าย จนเกิดความสำคัญมั่นหมายว่า “กูแน่” ใครที่เคยอยู่ใกล้กับคนที่มีความคิดเช่นนี้ ย่อมรู้ได้เองว่าคนอย่างนี้น่ารักและน่าคบหรือไม่
        ในทำนองเดียวกันหากผลออกมาเป็นความล้มเหลว ก็ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นความล้มเหลวของเรา มันเป็นแค่ความล้มเหลวของงานเท่านั้น แต่เราไม่ได้ล้มเหลวด้วย จึงไม่ได้ทุกข์ท้อหรือหดหู่ ขณะเดียวกัน เมื่อไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นความล้มเหลวของเรา ใครจะวิจารณ์ผลงานเหล่านั้น เราก็ไม่ทุกข์ แต่พร้อมจะรับฟังเพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขในครั้งต่อไป
        ความสำเร็จนั้นมักตามมาด้วยรางวัล เช่น คำสรรเสริญ ชื่อเสียง ตำแหน่ง หรือ ยศ ทรัพย์ ส่วนความล้มเหลวนั้นมักตามมาด้วยสิ่งที่ตรงกันข้าม ผู้ที่ติดยึดกับความสำเร็จ ย่อมหลงใหลในรางวัลดังกล่าวได้ง่าย แต่หากปล่อยใจให้หลงใหลกับมันแล้ว แน่ใจได้อย่างไรว่าจะพึงพอใจกับสิ่งที่ได้มา เกือบทั้งหมดย่อมอยากได้อีก หากไม่ได้ก็เป็นทุกข์
       ใช่แต่เท่านั้น ของเดิมที่ได้มา แน่ใจได้อย่างไรว่าจะอยู่กับเราไปตลอด เมื่อใดที่มันเสื่อมสลายไป หรือถูกพรากไปจากเรา เราก็เป็นทุกข์สถานเดียว ทั้งนี้ยังไม่ต้องพูดถึงความรู้สึกของเราเมื่อรู้ว่าคนอื่นได้มากกว่าเรา (เช่นมีชื่อเสียงเด่นดังกว่าเรา ได้เลื่อนขั้นมากกว่าเรา) หรือเมื่อพบว่ามีบางคนที่จะมาช่วงชิงสิ่งนั้นไปจากเรา คนที่รู้สึกว่าตัวเองเก่ง เพียงแค่ได้เจอคนอื่นที่เก่งกว่า หรือรู้ว่ามีคนที่กำลังจะเก่งเท่าเรา เท่านี้จิตใจก็หวั่นไหวแล้ว
        ด้วยเหตุนี้ถ้าไม่อยากทุกข์ก็ควรรู้จักปล่อยวางสิ่งเหล่านี้ (ซึ่งพุทธศาสนาเรียกว่า “โลกธรรม”) หมายความว่าเมื่อจะทำงานก็ไม่ได้เอาสิ่งเหล่านี้เป็นจุดมุ่งหมาย และขณะที่ทำก็ไม่ได้ใส่ใจหรือกังวลกับสิ่งเหล่านี้ และเมื่อทำเสร็จ แม้จะได้สิ่งเหล่านี้มา ก็ไม่หลงใหลได้ปลื้ม เพราะรู้ดีว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เที่ยง เจือไปด้วยทุกข์ และไม่ใช่ของเราจริง ๆ มันเป็นแค่สิ่งที่คนอื่นหยิบยื่นให้ อะไรก็ตามที่ถูกหยิบยื่นให้แก่เรา ย่อมถูกดึงกลับไปได้ทุกเมื่อ
        เมื่อไม่หวังหรือยึดมั่นกับชื่อเสียงเกียรติยศหรือรางวัลใด ๆ เราย่อมไม่กลัวความล้มเหลว ความคิดว่า “ถ้าทำแล้วไม่สำเร็จจะทำไปทำไม?” จะไม่มีอยู่ในหัวเลย แต่จะทำงานชิ้นใดก็เพราะเห็นว่ามันมีประโยชน์หรือเป็นสิ่งถูกต้อง แม้โอกาสสำเร็จจะมีน้อยก็ยังทำ และหากทำเต็มที่แล้วประสบความล้มเหลว ก็ไม่มัวคร่ำครวญเสียใจหรือโทษคนอื่น แต่จะใคร่ครวญว่าเกิดความผิดพลาดที่ตรงไหน หากเกิดจากตนเอง ก็พร้อมปรับปรุงแก้ไข
        เมื่อไม่กลัวความล้มเหลวหรือชื่อเสียงเกียรติยศและคำสรรเสริญ ก็ไม่กลัวคำวิจารณ์ แต่จะน้อมรับคำวิจารณ์ และหาประโยชน์จากคำวิจารณ์นั้น ทั้งที่เป็นประโยชน์ต่องาน และที่เป็นประโยชน์ในแง่การลดละตัวตน ในทำนองเดียวกันอุปสรรคก็มิใช่สิ่งน่ากลัว ตรงกันข้ามมันกลับเป็นแบบฝึกหัดให้ฉลาดและเข้มแข็ง รวมทั้งกระตุ้นให้เกิดทางออกหรือนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้ด้วย

        ถึงขั้นนี้แล้วความเห็นต่างหรือความขัดแย้งทางความคิดก็มิใช่ปัญหาอีกต่อไป ใช่หรือไม่ว่าเราไม่ชอบฟังความเห็นต่าง (อาจรวมไปถึงไม่ชอบคนที่เห็นต่างจากเรา) ก็เพราะความยึดมั่นถือมั่นในความคิดของเราว่า “ถูกต้องที่สุด” หรือ “ดีที่สุด” รวมไปถึงความยึดมั่นในตัวเราว่าเหนือกว่าหรือเก่งกว่าคนอื่น รวมทั้งยึดมั่นใน “หน้าตา”ด้วย (ความยึดมั่นอย่างแรกคือ “ทิฏฐิ” อย่างหลังคือ “มานะ”) ทั้งหมดนี้เป็นเพราะมีอัตตาชักใยอยู่เบื้องหลัง อัตตานั้นทนไม่ได้ที่จะเห็นใครเก่งกว่า ดีกว่า รวยกว่า หรือเหนือกว่า แต่หากเรารู้เท่าทันธรรมชาติของอัตตา และฝึกฝนจิตใจให้ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นใน “ตัวกู ของกู” อยู่เสมอ ทิฏฐิมานะก็จะเบาบาง เปิดช่องให้ปัญญาเข้ามาแทนที่ ดังนั้นจึงพร้อมที่จะรับฟังความเห็นต่าง อย่างน้อยก็ตระหนักดีว่า ความคิดของเราอาจมีข้อจำกัด ในเมื่อมุ่งประโยชน์ของงานหรือประโยชน์สุขของส่วนรวมเป็นสำคัญ ก็พร้อมจะปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้งานนั้นก่อประโยชน์แก่ส่วนรวมได้มากที่สุด

        การทำงานอย่างนี้แหละที่ท่านอาจารย์พุทธทาสเรียกว่า “ทำงานด้วยจิตว่าง” คือว่างจากกิเลสหรือว่างจาก “ตัวกู ของกู” ว่างอย่างนี้ไม่ทำให้วางเฉยหรืองอมืองอเท้า แต่ทำให้ทำงานได้อย่างเต็มที่ ไม่เฉื่อยเนือยเพราะขี้เกียจ หรือเฉไฉไปตามอารมณ์ ทำให้งานเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ดีงามหรือมุ่งตรงเพื่อความถูกต้อง ไม่แปรเปลี่ยนเป็นเครื่องมือสนองกิเลสหรืออัตตา ขณะเดียวกันก็ทำให้งานนั้นกลายเป็นเครื่องพัฒนาจิตและลดละอัตตาไปด้วยในตัว

        งานกับวิถีแห่งจิตวิวัฒน์จึงมิใช่สิ่งที่อยู่คนละขั้ว
หากเป็นเรื่องเดียวกัน


 กิ่งธรรมจาก http://www.visalo.org
 

No comments:

Post a Comment