Friday, November 30, 2012

ทำงานด้วยธรรมะจะเกิดความพอใจและเป็นสุข.

              ทำงานด้วยธรรมะจะเกิดความพอใจและเป็นสุข.
                            ดย พุทธทาสภิกขุ 
 
          ที่สำคัญที่สุดก็คือ ทำลายความเห็นแก่ตัว ทำลายความขี้เกียจในการทำงานนั้นเอง. ขอให้ทำงานเถอะ จะทำลายความขี้เกียจในการทำงาน, เราจะให้การงานนี้ไม่เป็นนรกสำหรับเรา, ไม่เป็นการทรมานสำหรับเรา, แต่ให้เป็นสิ่งที่น่าชื่นใจสำหรับเรา คือเป็นการศึกษาชีวิต ศึกษาธรรมะ ปฏิบัติชีวิต แล้วก็มีความสุขสนุกอยู่ในการงาน ซึ่งเป็นความสุขจริง. ถ้าเราเป็นคนจริง มีธรรมะจริง รู้ว่าการทำหน้าที่ของมนุษย์คือการปฏิบัติธรรมะ ก็พอใจในการทำงาน มันก็เป็นความสุขอยู่ที่ความพอใจ.
          เราพูดเป็นหลักจิตวิทยาได้เลยว่า ความสุขนั่นคือความพอใจ, เกิดมาจากความพอใจ. ถ้าความพอใจโง่ ก็สุขโง่, ความพอใจหลอกลวง ก็สุขหลอกลวง, ถ้าความพอใจแท้จริง ก็เป็นสุขแท้จริง. ฉะนั้นเราไปทำให้มันเกิดความพอใจที่แท้จริงพอใจในชีวิต พอใจในการงาน แล้วก็ทำอยู่ด้วยความพอใจ ก็เป็นสุข.
          ความพอใจนี้มันเป็นอย่างอื่นไม่ได้ มันต้องเกิดความสุข; ความพอใจทุกชนิดจะให้เกิดความสุข. เราพอใจอย่างถูกต้องมันก็เกิดความสุขอย่างถูกต้อง, ไม่ใช่พอใจอย่างกิเลส. ถ้าพอใจอย่างกิเลส มันไม่คิดทำงาน พอได้ไม่ทำงานมันก็พอใจ; อย่างนี้มันก็เป็นความสุขปลอม เดี๋ยวนี้มีความพอใจอย่างถูกต้อง มันก็เป็นความสุขอย่างถูกต้อง ขอให้พอใจเมื่อได้ทำอะไรอยู่ แล้วเป็นสุขเพลิดเพลินอยู่ มันก็เลยไม่ต้องนึกถึงเงินที่จะได้รับเมื่อไปขายเมื่อไปอะไรนั้นมันเป็นความ สุขหลอกลวง.
          เราเป็นข้าราชการทำงานอยู่ที่โต๊ะทำงาน เป็นสุขอย่างยิ่งในการทำงาน แต่เราเบื่อมันก็ตกนรกอยู่ที่โต๊ะทำงาน. เราคิดว่าพอถึงเย็นเลิกงาน เราจะไปเที่ยวกินเหล้าเมายากามารมณ์ อะไรก็เป็นความสุข นั้นกลายเป็นความโง่, มันไม่ใช่ความสุขไปยัดเยียด ให้เป็นความสุขมันก็เป็นความโง่. ฉะนั้นสุขที่แท้จริงอยู่เมื่อทำการงานถูกต้องตามความเป็นมนุษย์; เรามีความเป็นมนุษย์ ทำหน้าที่ของมนุษย์อย่างถูกต้อง เราพอใจ เรายกมือไหว้ตัวเองได้ นั้นคือความสุข. พอถึงวันเงินเดือนออกไม่รู้ไม่ชี้ มันไม่ไปไหนเสียดอก เราไม่ต้องไปนึกถึงมัน; จะเอาเงินเดือนไปใช้ก็ใช้ให้ถูกต้อง, อย่าบ้าใช้เพื่อทำลายตัวเองให้วินาศ.
          ชาวนาคนหนึ่ง ไถนามีความสุขอย่างยิ่ง: ขุดดินก็มีความสุข ไถนาก็มีความสุข อะไรๆ ก็มีความสุข; พอข้าวสุกเอาไปขายได้ ไม่รู้ไม่ชี้. ลูกเมียครอบครัวเขาจะไปทำกันอย่างไร ก็ไม่รู้ไม่ชี้, ฉันมันเป็นสุขเมื่อไถนา เมื่อขุดนา เมื่อทำการงาน; นี่ความสุขอย่างนี้มันแท้จริงกว่า. ถ้าจะไปเอาเงินที่เขาขายข้าวนั้นได้ มากินเหล้าเมายา มันก็เรื่องบ้าเลย, มันเป็นคนบ้าเลย. แต่ก็เป็นกันอยู่โดยมาก เมื่อขายข้าวได้ก็ไปบีบคั้นเอามาจากภรรยา, เอามากินเหล้าเมายาตามแบบของคนบ้า ตามแบบของคนยักษ์มารภูติผีปีศาจ, มันหาความสุขด้วยเรื่องหลอกลวงชนิดนั้น.
          ชาวนาของพระพุทธเจ้าเป็นสุขอยู่ เมื่อขุดนา ทำนาไถนา อะไรเสร็จ มันเป็นสุขเพียงพอแล้ว, มันไม่ต้องการความสุขชนิดไหนอีก, ไม่ต้องเอาเงินขายข้าวได้ไปซื้อเหล้า ซื้อสิ่งสำเริงสำราญอะไร.
          นี่ขอให้มีความสุขจากการงาน ในขณะที่ทำการงานมันสุขเสียแล้ว มันก็ไม่ต้องไปหาความสุขที่หลอกลวงคดโกงที่ไหนอีก, นี้ปัญหามันหมดไป. เรามีการงานที่เป็นสวรรค์ไม่เป็นนรก นี้เรียกว่าดำรงชีวิตถูกต้องในแง่ของการงาน.

กิ่งธรรมจาก  http://www.buddhadasa.org

No comments:

Post a Comment