Wednesday, December 26, 2012

คืนดีรับปีใหม่



      คืนดีรับปีใหม่เป็นธรรมะบรรยายที่ท่านพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ได้บอกเหตุและผลที่เราคืนดีรับปีใหม่ ปี 2556 ให้กับตนเอง คนรอบกาย บ้านรอบข้าง ชุมชนข้างเคียง 

                                  คืนดีรับปีใหม่
                            โดยพระไพศาล วิสาโล

 
        โทรศัพท์ มือถือกำลังกลายเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของคนยุคนี้ไปแล้ว แต่คงไม่มีใครใช้อวัยวะส่วนนี้อย่างสมบุกสมบันเท่ากับหนุ่มเดนมาร์กผู้หนึ่ง ข่าวว่าชายผู้นี้ส่งข้อความทางโทรศัพท์มือถือวันละ ๒๑๗ ชิ้นโดยเฉลี่ย นั่นหมายความว่าเขาใช้โทรศัพท์มือถือทุก ๔-๕ นาทีตลอดเวลาที่ยังตื่นอยู่ รายงานข่าวไม่ได้กล่าวว่าชายผู้นี้ใช้โทรศัพท์เฉลี่ยกี่ครั้งขณะที่กำลังกิน ข้าวหรือระหว่างปลดทุกข์อยู่ในห้องน้ำ
        แต่ที่แน่ ๆ ก็คือชายผู้นี้สร้างสถิติดังกล่าวขณะกำลังรักษาตัวที่คลินิกแห่งหนึ่งเพื่อ รักษาโรคติดการพนันและเสพติดอินเตอร์เน็ต
        ฟังข่าวนี้แล้วก็”ฟันธง”ได้เลยว่าชายผู้นี้ไม่ปกติแน่นอน เราอาจเดาต่อไปได้ด้วยว่าสาเหตุที่เขาใช้โทรศัพท์อย่างบ้าระห่ำก็เพื่อเป็น การทดเทิดที่ไม่ได้เล่นการพนันหรือใช้อินเตอร์เน็ตอย่างแต่ก่อน
        อย่างไรก็ตามถ้ามองให้ดีก็จะพบว่าพฤติกรรมของชายผู้นี้สะท้อนอะไรบางอย่าง ของคนสมัยนี้ด้วยไม่ใช่น้อย ใช่หรือไม่ว่าคนจำนวนไม่น้อยเวลานี้กำลังมีอาการเสพติดโทรศัพท์ (ไม่ว่าแบบมือถือหรือปกติ) ถ้าวันไหนไม่มีโทรศัพท์อยู่ใกล้ตัว จะรู้สึกกระสับกระส่าย หรือถึงกับ”ลงแดง”หากไม่ได้พูดโทรศัพท์กับใครเลยตลอดวัน ไม่ต้องดูอื่นไกล ผู้ที่เป็นคุณพ่อคุณแม่ลองสังเกตอาการลูกชายลูกสาวของตนดู หรือบางทีเราอาจมีอาการดังกล่าวอยู่บ้างแล้วก็ได้
        แต่ถึงแม้จะไม่เสพติดโทรศัพท์ ก็อย่าเพ่อตายใจ นั่นอาจเป็นเพราะเราติดอย่างอื่นแทนอยู่แล้วก็ได้ (เช่น โทรทัศน์ วีดีโอเกม ) หนุ่มเดนมาร์กที่ว่าหากยังมีโอกาสเล่นการพนันหรือท่องอินเตอร์เน็ตตาม กิจวัตรเดิม ก็คงไม่หันไปใช้โทรศัพท์มือถืออย่างน่ากลัวถึงขนาดนั้น
        มีเหตุผลมากมายที่ทำให้ผู้คนสมัยนี้เสพติดอะไรต่ออะไรไปคนละแบบ ถ้าจะจาระไน คงต้องอาศัยผู้รู้หลายสาขา แต่สาเหตุหนึ่งที่สำคัญก็คือ ผู้คนสมัยนี้ทนอยู่กับตัวเองไม่ค่อยได้ ถ้าให้อยู่นิ่ง ๆ เฉย ๆ คนเดียว ไม่นานจะรู้สึกระสับกระส่ายขึ้นมา ต้องเหลียวซ้ายแลขวาคว้าอะไรมาใส่ปาก หาไม่ก็เปิดโทรทัศน์ ฟังเพลง พูดโทรศัพท์ หรือง่วนกับอะไรก็ได้ ทั้งนี้เพื่อจะได้ไม่ต้องอยู่กับตัวเอง

         ถ้าถามว่าส่วนไหนของเราที่เราทนได้ยากที่สุด คำตอบคงไม่ใช่รูปร่างหน้าตา ยิ่งถ้าเป็นสาวสวยหนุ่มหล่อด้วยแล้ว กลับอยากจะพิศดูสารรูปของตนนาน ๆ ด้วยซ้ำ (แต่เดี๋ยวนี้ก็มีจำนวนไม่น้อยแล้วที่เป็นทุกข์เพราะรู้สึกว่ายังมีเสน่ห์ ไม่พอ ถึงกับอดอาหารจนผอมแห้ง หาไม่ก็พาตนไปเป็นเหยื่อของคลินิกศัลยกรรม) ว่าไปแล้ว สิ่งที่เราทนได้ยากจริง ๆ ก็คือความคิดของเรานั่นเอง เราทนอยู่เฉย ๆ คนเดียวไม่ได้นานก็เพราะเรากลัวความฟุ้งซ่านของตัวเอง เมื่อใดที่อยู่นิ่ง ๆ คนเดียว ความคิดของเรานี่แหละที่จะคว้าอะไรต่ออะไรมาประดังประเดใส่หัวเราจนวุ่นวาย ไปหมด หาไม่ก็พาเราไปจมปลักอยู่กับเรื่องที่ชวนให้วิตกกังวล ทุกข์โศก คับแค้นใจ ทั้ง ๆ ที่ผ่านไปแล้ว หรือบ่อยครั้งก็ยังไม่ทันเกิดขึ้น แต่ปรุงแต่งไปล่วงหน้าเสียก่อน
        ความคิดของเราเองนี้แหละที่คอยหาเรื่องมารังควานตัวเราเอง สรรหาความทุกข์มาทิ่มแทงตัวเอง เอาความโกรธ เกลียด มาเผาลนจิตใจเราเองไม่หยุดหย่อน จนกินไม่ได้นอนไม่หลับ น่าแปลกก็คือ ทั้ง ๆ ที่มันเป็นความคิด ”ของเรา” แต่เรากลับคุมมันแทบไม่ได้ เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่า อีก ๑ นาทีต่อจากนี้ มันจะคิดอะไร นอกจากมันจะไม่อยู่ในโอวาทของเราแล้ว บ่อยครั้งมันกลับทะเลาะเบาะแว้งกับเรา สร้างความสับสนขัดแย้งภายในใจเรา เราทนอยู่กับตัวเองไม่ได้ก็เพราะเรากลัวว่ามันจะอาละวาดใส่เรา เพราะเหตุนี้เราจึงต้องหาอะไรมาเสพมาบริโภค ทำอะไรก็ได้เพื่อให้ใจเรา”วุ่น” จะได้ไม่มีช่องให้มันมารบกวนเราได้ หาไม่ก็ต้องหาอะไรมาปรนเปรอมัน สุดแท้แต่มันจะชอบอะไร มันจะได้มาวุ่นวายกับเรา
       ทั้งหมดที่พูดมาดูราวกับว่าความคิดของเราช่างแย่เหลือเกิน ที่จริงความคิดของเราไม่ได้มีนิสัยเป็นอันธพาลเลย เขาน่าจะเป็นมิตรที่ประเสริฐของเราด้วยซ้ำ แต่อะไรทำให้เขาทำตัวเกเรอย่างนั้น ทารกทุกคนน่ารักทั้งนั้น แต่เหตุใดบางคนพอโตขึ้นกลับมีนิสัยก้าวร้าว หยาบกระด้าง เอาแต่ใจตัว ใช่หรือไม่ว่าเป็นเพราะพ่อแม่เลี้ยงดูไม่ถูกต้อง เอาแต่ทำมาหากินจนไม่มีเวลาใส่ใจลูก ฉันใดก็ฉันนั้น ความคิดหรือจิตของเราทำตัวเกเรจนเราไม่อยากอยู่ด้วย ก็เพราะเราละเลยทอดทิ้งเขานั่นเอง เราทำอะไรต่ออะไรมากมาย แต่แทบไม่มีเวลาให้กับจิตใจของเราเลย แม้เราจะเลี้ยงดูบ่มเพาะความคิดให้เติบใหญ่ มีกำลังและความรู้มากมาย แต่กลับไม่อบรมให้ถูกต้อง ผลจึงไม่ต่างจากพ่อแม่ที่ได้แต่สรรหาของดีของแพงมาให้ลูกกิน แต่ไม่ใส่ใจที่จะสั่งสอนลูก ลูกจึงโตแต่กาย หากจิตใจกลับอ่อนแอปวกเปียก
        ความคิดนั้นเป็นส่วนหนึ่งของเรา ทุกวันนี้คนจำนวนไม่น้อยได้ทำให้ความคิดจิตใจกลายเป็นปฏิปักษ์กับตนเอง ดังนั้นจึงเท่ากับทำให้ตัวเองเป็นปฏิปักษ์กับตนเอง ผลก็คือเกิดความเดือดร้อนวุ่นวายจนหาความสงบไม่ได้ อยู่ว่าง ๆ คนเดียวเมื่อไร สงครามเป็นต้องเกิดขึ้นภายในใจ ด้วยเหตุนี้ใครต่อใครจึงชอบหนีตัวเอง คอยทำตัวไม่ให้ว่าง ถ้าไม่ทำงานซก ๆ ก็ดูโทรทัศน์เป็นชั่วโมง เที่ยวเตร่จนดึกดื่น คุยโทรศัพท์หรือสนทนาอินเตอร์เน็ตจนสายแทบจะไหม้ หนักกว่านั้นก็เข้าหายาเสพติดไปเลย วิธีเหล่านี้ยังให้ผลพลอยได้ประการหนึ่งคือ เป็นโอกาสที่จะหนีคนรอบข้างด้วย ทั้งนี้เพราะนับวันเราไม่เพียงแต่หมางเมินกับตัวเองเท่านั้น หากยังแปลกแยกกับคนรอบตัว ไม่เว้นแม้แต่พ่อแม่พี่น้องหรือคู่ครอง สงครามจึงไม่ได้เกิดขึ้นแค่ภายในใจเท่านั้น หากยังมักเกิดขึ้นในความสัมพันธ์กับผู้อื่นรอบตัวด้วย ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่ผู้คนต้องหาทางออกด้วยการไปหมกมุ่นกับสิ่งอื่นแทน

        แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไร เราก็ไม่มีวันที่จะหนีตัวเองได้ และไม่ว่าจะแสวงหาเท่าไร ก็ไม่มีวันพบใครที่จะเป็นมิตรอันประเสริฐไปกว่าตัวเองได้ จะไม่ดีกว่าหรือหากเราจะหันกลับมาเผชิญหน้าและผูกมิตรกับตัวเองสียที นี้เป็นวิธีเดียวที่จะสงบศึกภายในใจได้
        เรามาสงบศึกและสร้างสันติภายในใจเราด้วยการหันมาให้เวลากับชีวิตด้านในของตน เองดีไหม ความคิดจิตใจของเราถูกอัดแน่นด้วยข้อมูลข่าวสารมามากจนเต็มอิ่มแล้ว แต่กลับหิวโหยความสงบสุขและการผ่อนพัก ดังนั้นจึงไม่มีอะไรที่ดีไปกว่าการแสวงหาความสงบสุขมาหล่อเลี้ยงจิตใจของเรา ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ความคิดของเราได้พักผ่อนบ้าง การจัดสรรโอกาสเพื่อให้ความคิดจิตใจได้สงบนิ่งอย่างน้อย๑๐ นาทีต่อวันเป็นเงื่อนไขที่ขาดไม่ได้ของการทำสัญญาสงบศึกกับตัวเอง และถ้าต้องการสันติภาพที่ยั่งยืน เราต้องเต็มใจที่จะอุทิศเวลาและความเพียรให้มากขึ้นกว่านี้
        สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้สำหรับสันติภาพที่แท้จริงก็คือเมตตาหรือความรัก นอกจากเวลาและความสงบแล้ว เราควรให้ความรักแก่ตนเองมาก ๆ ด้วย อย่ารังเกียจตนเองถึงแม้หน้าตาจะไม่สะสวย หุ่นไม่ผอมบาง หรือฉลาดสู้คนอื่นไม่ได้ แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือรู้จักแผ่เมตตาให้ตนเองเมื่อประสบกับเรื่องที่ไม่ น่าพึงพอใจ แทนที่เราจะทำร้ายตัวเองด้วยการเอาความโกรธเกลียดมาเผาลนจิตใจ หรือเติมฟืนไฟให้มันพลุ่งพล่านรุนแรงขึ้น ไม่ดีกว่าหรือหากเราจะสงสารตัวเอง และนำเมตตาธรรมมาชโลมใจแทน
        แม้จะแผ่เมตตาให้แก่คนที่เบียดเบียนเราไม่ได้ อย่างน้อยก็น่าที่จะแผ่เมตตาให้แก่ตัวเองว่า ขอให้สงบเย็นเป็นสุขเถิด เพียงถูกเขากระทำแค่นี้เราก็ทุกข์พอแล้ว นี่เราจะมาซ้ำเติมตัวเองอีกหรือ ยิ่งเราโกรธเกลียดเขามากเท่าไร เราเองก็จะเป็นฝ่ายทุกข์มากเท่านั้น ใช่ว่าเขาจะทุกข์ร้อนไปด้วยก็หาไม่ ยิ่งเรารักตัวเอง เมตตาตัวเองมากเพียงใด ยิ่งจำต้องดับไฟแห่งความโกรธเกลียดให้เร็วเพียงนั้น ทั้งนี้ด้วยการถอนจิตออกไปจากเรื่องนั้น หรือเอาความคิดไปจดจ่อกับเรื่องอื่นที่สบายใจกว่าแทน และหากเรามีเมตตามากพอ ก็ควรแผ่ไปให้แก่ผู้ที่กระทบใจเราด้วย อย่างน้อยผลดีก็จะเกิดขึ้นแก่เราเองคือทำให้ใจเราสงบเย็นขึ้น ถ้าจะเมตตาตัวเองให้เป็น เราต้องรู้จักเมตตาผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ที่เป็น”ศัตรู”ของเราด้วย
        สิ่งประเสริฐสุดอย่างหนึ่งที่เราสามารถทำได้ในชีวิตนี้ก็คือ การมอบความเป็นมิตรให้แก่ตนเอง นานมาแล้วที่เราเหินห่างหมางเมินกับตนเอง จนบางครั้งถึงกับเป็นปฏิปักษ์กัน ยังไม่ถึงเวลาอีกหรือที่เราจะหันมาเป็นมิตรกับตนเอง เพื่อจะได้อยู่ร่วมกับตนเองอย่างสงบสันติเสียที
        ปีใหม่นี้เป็นโอกาสดีที่เราจะเริ่มต้นคืนดีกับตัวเอง ปีแล้วปีเล่าที่เราให้ของขวัญใครต่อใครมากมาย ไยปีนี้ไม่ลองมอบมิตรภาพให้แก่ตัวเองบ้าง แล้วอย่าลืมหันไปคืนดีกับคนรอบข้างด้วยล่ะ
       ไม่มีอะไรอีกแล้วที่จะทำให้เราและคนรอบข้างมีความสุขเท่ากับของขวัญวิเศษอย่างนี้

กิ่งธรรมจาก http://www.visalo.org

No comments:

Post a Comment