Tuesday, January 31, 2012

เพื่อนสหธรรมิกรูปแรกในสวนโมกข์

     เพื่อนสหธรรมิกรูปแรกในสวนโมกข์
โดยพุทธทาสภิกขุ

         ในปีที่สาม ฉันเริ่มมีเพื่อนที่อยู่ร่วมจำพรรษาด้วยหนึ่งรูป เป็นสองรูปด้วยกัน. สำหรับภิกษุรูปนี้ ฉันนึกว่ามีข้อความบางอย่างที่ควรเขียนไว้เป็นที่ระลึก. ชื่อ ใหม ฉายา สาสนปโชโต นามสกุล ทุมสท้าน เป็นชาวภาคอีสาน จังหวัดชัยภูมิ อยู่ด้วยกันเรื่อย ๆ มาหลายปี จนป่วยและกลับไปมรณภาพที่บ้าน. เมื่อมาอยู่สวนโมกข์ ได้เดินเท้ามาตลอดทาง มีความเข้มแข็งอดทนผิดธรรมดา ซื่อตรง เปิดเผย เหมาะสมแก่การเป็นนักปฏิบัติธรรมทุกประการ ไม่เป็นเปรียญ ไม่มีนักธรรมเอก แต่ฉันรับเอาไว้เป็นพิเศษด้วยความเลื่อมใส และปรากฏว่าทุกคนก็เลื่อมใส และทำให้ฉันเข้าใจได้ดีในข้อที่ว่า พวกที่รอบรู้กระทั่งจบพระไตรปิฎกในกาลก่อน ๆ กลับมาเลื่อมในในพระบางรูปที่ไม่มีความรู้ปริยัติเลยนั้น หมายความว่าอย่างไรกัน. คนพวกนี้มึนชาต่ออารมณ์ สม่ำเสมอ ตรงและจริงทุกประการ เมื่อมีภูมิทางปริยัติน้อย ก็ขยันศึกษาไต่ถาม อดทนต่อคำสั่งสอน นานเข้ารู้อะไรที่ต้องการอย่างพอตัวเหมือนกัน สงบเสงี่ยม ไม่พูดหรือพูดน้อย เทศน์ไม่เป็นแต่น่าฟังมากที่สุด ยิ่งอยู่ด้วยกันนาน ยิ่งเห็นว่ามีศีลเป็นที่ไว้ใจ. ซึ่งทำให้นึกว่าคุณธรรมชนิดนี้ เป็นสิ่งที่เพียงพอแล้ว แม้สำหรับที่จะให้เทวดาบูชา.
          ฉันเองรู้สึกว่ามีคนชนิดนี้เพียงคนเดียวก็พอแล้วสำหรับสวนโมกข์ที่จะมีนามว่าเป็นสำนักปฏิบัติธรรม ทำให้นึกต่อไปว่า เป็นโชคดีมากที่พอมีเพื่อนเป็นคนแรกก็เป็นที่พอใจถึงเพียงนี้, และนึกต่อมาในตอนหลังว่า การที่มีกฎจำกัดรับเฉพาะผู้ที่เป็นเปรียญและนักธรรมเอกนั้น คงไม่ให้ผลสมตามตั้งใจเสียแล้ว แต่ก็จนใจที่ไม่รู้จะทำอย่างไร เลยถือเป็นหลักกันขึ้นใหม่ว่า ฉันมีสิทธิที่จะรับบุคคลพิเศษเป็นส่วนตัว ต่างหากจากคณะธรรมทานอีกส่วนหนึ่งด้วย.
          ในเรื่องนี้ท่านที่สนใจในการจัดตั้งสำนักปฏิบัติธรรมเช่นนี้ คงยินดีฟังไว้สำหรับเป็นเครื่องมือพิจารณาในการวางกฎเกณฑ์บางอย่าง เพราะว่าจะไม่วางหรือไม่มีหลักเสียเลยก็ไม่ได้, หรือวางผิดก็ไม่ได้อีกเหมือนกัน.
          ข้อสังเกตที่อยากจะขอแนะนำไว้อย่างหนึ่งก็คือว่า ข้อที่ท่านกล่าวไว้ว่า ต้องอยู่ร่วมกันนาน ๆ จึงจะรู้ว่าเขาเป็นคนดีหรือไม่ดีนั้น เป็นความจริงยิ่งนัก. และอันนี้เอง เป็นความยุ่งยากลำบากสำหรับการวางกฎเกณฑ์และการตัดสินใจว่าควรรับไว้เป็นพิเศษหรือไม่. ฉะนั้นถ้าทำได้และเป็นทางดีที่สุด ก็จงเลือกรับแต่ผู้ที่เคยพบเคยเห็นกันมานานแล้ว หรือเป็นศิษย์ที่เติบโตขึ้นมาในสำนักของตนเอง หรือของเพื่อนฝูงที่ไว้ใจได้ในความคิดความเห็น รวบรวมเอามาฝึกฝนให้เป็นเวลานาน ๆ จะเป็นวิธีที่เบาสบายที่สุด. และทั้งการอบรมจิตใจแบบนี้ก็เป็นเวลานานปีหรือตลอดชีวิต เพราะฉะนั้น ไม่เป็นการจำเป็นที่จะรับกันเรื่อย เมื่อมีจำนวนเต็มแก่เสนาสนะแล้ว หยุดรับเสียจะดีกว่า. หรือถ้าไม่ต้องการบุญกุศลอันกว้างขวาง ฉันขอแนะนำว่า มีเพื่อนดี ๆ สัก ๓-๔ คนก็พอแล้ว สำหรับที่จะหาความสุขกันไปจนตาย ไม่ต้องเปิดรับใครที่ไหน.
*******
กิ่งธรรมจาก http://www.buddhadasa.org

Monday, January 30, 2012

เราสุข คนอื่นสุข สังคมก็สุข

เราสุข คนอื่นสุข สังคมก็สุข
                                  พระไพศาล วิสาโล 


       เมื่อเราสามารถเข้าใจตัวเอง จนเกิดความสุขในการอยู่กับตัวเองเเละคนรอบข้างแล้ว เเต่ถ้า คนในสังคมอีกเป็นจำนวนมากยังคงมีความทุกข์ ยังได้รับความเดือดร้อน โดยที่เราไม่รู้สึกอินังขังขอบด้วย มันก็คงเป็นความสุขที่ไม่น่ายินดีนัก 

       ดังนั้น ถ้าตัวเรามีความพร้อมในระดับหนึ่ง ควรหาโอกาสเข้าไปช่วยเหลือสังคม เอื้อเฟื้อเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์ ด้วยสังคมไทยในเวลานี้มีปัญหารุมเร้า ที่ก่อความทุกข์แก่ผู้คนจำนวนมาก เนื่องจากเป็นสังคมที่มีความเลื่อมล้ำสูงมากทางเศรษฐกิจ จึงเป็นที่มาของปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความเเตกเเยก อาชญากรรม คอรับชั่น อบายมุข สิ่งเเวดล้อม ฯลฯ 
       โดยมีการศึกษาวิจัยหลายชิ้นที่ได้ข้อสรุปตรงกันว่า ประเทศที่มีความเลื่อมล้ำทางรายได้มาก จะมีปัญหาทางสังคมมากด้วยเช่นกัน ไม่ใช่เฉพาะปัญหาอาชญากรรม และความรุนแรงเท่านั้น แต่รวมถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาสุขภาพทั้งกายและใจ
      จึงไม่น่าเเปลกใจเลย ที่ประเทศของเราจะมีปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ในวันนี้ 
       ถ้าเราอยู่ในฐานะที่สามารถดูเเลตัวเอง ครอบครัว เเละคนรอบข้างได้เป็นอย่างดีก็ควรมีจิตอาสาที่จะช่วยเหลือผู้อื่น มีความเป็นผู้ให้ รู้จักเสียสละเเก่คนที่ยังขัดสน เพื่อให้เขาเหล่านั้นสามารถลืมตาอ้าปากขึ้นมาได้ เเละเป็นกำลังสำคัญในการช่วยพัฒนาประเทศชาติต่อไป โดยการกระทำเช่นนี้เป็นการปฏิบัติตามหลักธรรมทางพุทธศาสนาที่เรียกว่า สังคหวัตถุ 4 อันเป็นธรรมะเพื่อการยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คนในสังคม ซึ่งได้เเก่
       1. ทาน คือ การบริจาคทรัพย์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องถวายกับพระสงฆ์เท่านั้น
           เเต่ควรให้แก่คนที่เดือดร้อนด้วย
       2. ปิยวาจา คือ พูดดี สุภาพ ไพเราะ พูดให้กำลังใจ ไม่โกหก ไม่สอดเสียด
       3. อัตถจริยา คือ การบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ ที่สมัยนี้เรียกว่า จิตอาสาเเต่อัตถจริยาต่างจาก

          จิตอาสาอยู่บ้าง ตรงที่ไม่ได้ทำเป็นครั้งคราวแต่ทำอย่างสม่ำเสมอจนเป็นชีวิตประจำวัน
       4. สมานัตตตา คือ ความมีตนเสมอกับผู้อื่น หมายถึง ความไม่ถือตัว ไม่อวดเบ่งปฏิบัติกับคนอื่น

          อย่างเท่าเทียมกัน
         หากทุก ๆ คนสามารถปฏิบัติได้อย่างสม่ำเสมอ เเม้สังคมที่เราอยู่จะยังมีความหลากหลาย เเตกต่างกันทั้งในเเง่คิด วิถีชีวิต หรือสิ่งที่เชื่อแต่ผู้คนก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข ด้วยความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลซึ่งกันเเละกัน
*******
กิ่งธรรมจาก http://www.visalo.org

กลางคืนโลกตื่นกว่ากลางวัน

  กลางคืนโลกตื่นกว่ากลางวัน
โดยพุทธทาสภิกขุ 
      ลางคืนทุกสิ่งทุกอย่างพากันหลับจริงหรือ? ข้อนี้ไม่มีความจริงเลยแม้แต่น้อย จากการศึกษาด้วยธรรมชาตินั่นเอง เราจะรู้สึกว่า กลางคืนเสียอีกเป็นเวลาที่โลกตื่นที่สุด แต่ว่าเป็นความตื่นอย่างประณีตเหลือเกิน.

อเมริกามองจากอวกาศยามค่ำคืน ภาพจาก NASA



          เมื่อจะมองดูกันในแง่ของสัตว์นานาชนิดก็พบว่า มีสัตว์ที่ตื่นและทำงานไม่น้อยกว่ากลางวัน วิ่งว่อนเอาจริงเอาจังไม่น้อยกว่ากลางวัน เว้นเสียแต่มนุษย์ของโลกและสัตว์บางประเภทเท่านั้น ที่ดูเหมือนว่าหลับเอาเสียจริง ๆ ส่วนมนุษย์ของธรรมะนั้น กลางคืนเป็นเวลาที่ตื่นที่สุด เพราะว่ากลางวันความรู้สึกของจิตมักจะถูกริบไปเสียในด้านต่าง ๆ จนแทบจะหมดสิ้น ด้วยสิ่งอันรบกวน หรือยากที่จะดิ่งลงสู่อารมณ์อันสงัด ครั้นตกถึงกลางคืน ความว่างได้มีขึ้นอย่างสดชื่น ความแจ่มใสของจิตแหลมคมยิ่งกว่ากลางวัน ในภายในจึงรุ่งเรืองไปด้วยความสว่างของการมองเห็นสิ่งที่สว่างบางสิ่ง เป็นจิตที่ตื่นอยู่อย่างสดชื่นยิ่งนัก แม้จะหลับก็หลับชนิดที่ตื่นอยู่ทุกเมื่อ พร้อมที่จะรู้สึกสิ่งทั้งหลาย ตรงตามที่เป็นจริงอยู่เสมอไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย. ครั้นตกถึงกลางวัน มีเรื่องที่จะทำ มีแขกที่จะต้องต้อนรับมีผู้อื่นที่ต้องช่วยเหลือสงเคราะห์ ความเหน็ดเหนื่อยนั้นได้ทำให้มีความมึนชาอ่อนเพลียไป จนมืดมัวคล้ายกับความหลับ ซึ่งผิดกับความแจ่มใสอันจะมีได้ในตอนที่ดึกสงัดล่วงไปแล้ว.

          ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงเห็นว่ากลางคืนนั้น ธรรมชาติไม่ได้หลับไปอย่างโลกเลยช่างตรงกันข้าม เหมือนลักษณะอื่น ๆ ที่ตรงกันข้ามระหว่างธรรมกับโลกนั้นเหมือนกัน. สัตว์เล็ก ๆ บางชนิดเสียอีกตื่นอยู่อย่างแจ่มใส โดยเฉพาะปลวก กลางคืนว่องไวรวดเร็วยิ่งกว่ากลางวันเป็นอันมาก แต่มันจะเป็นสัตว์ของธรรมด้วยหรืออย่างไรนั้น ไม่ทราบ. แต่มนุษย์ของโลกนี้เป็นที่แน่นอนอย่างหนึ่งว่า ในเวลากลางวันนั้นไม่ได้ตื่นอยู่ด้วยธรรมแล้ว ซ้ำกลางคืนก็ยังไม่ตื่นยิ่งขึ้นไปอีกด้วย ด้วยเหตุนี้เองกระมัง โลกจึงไร้สันติภาพอันถาวร ชนิดที่เรากำลังเรียกร้องหา.
*******
กิ่งธรรมจาก http://www.buddhadasa.org

Sunday, January 29, 2012

โสเป็น โสตาย

โสเป็น โสตาย 
 โดย หลวงปู่หล้า เขมปัตโต



                                            วัดบรรพตคีรี (วัดภูจ้อก้อ)
                                     ต.หนองสูงใต้ อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร 

        จ เป็นตัวสมมุติดั้งเดิมเป็นฝ่ายจิตตะสังขาร แล้วก็สามารถอาจหาญใส่ชื่อลือนามว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ยืนยันว่าของเหล่านี้เป็นบริวารสมบัติของเราอย่างจริงจังแท้ๆ แล้วก็ลงทุนลงแรงปรนนิบัติแบบโสเป็นโสตาย ค่ำไม่ได้ยืนคืนไม่ได้อยู่ ตา หู จมูก ลิ้น ถูกกล่าวตู่พร้อมทั้งกายด้วย แต่ก็ช่วยใจได้บ้างในเวลาดิน น้ำไฟ ลมไม่วิกาลมากนัก เมื่อไหวติงไปมาไม่ได้แล้วก็ช่วยอะไรให้ใจไม่ได้เป็นอันขาด และเมื่อถูกใส่ชื่อลือนามว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย แล้ว ก็ไม่รับยินดีต่อใจและก็ไม่ปัด และก็ไม่อุเบกขาอุเบกขวางอะไรๆ ทั้งนั้น

        เมื่อเป็นดังนี้ใจจะรับตอบรับถามตนเองด้วยวิธีไหนล่ะ ตกลงใจก็จะจนมุมตนอยู่ดีๆ นี้เอง เพราะปัญหาทั้งหลายตนเองเป็นผู้ปลูกสร้างขึ้น จะปฏิเสธไปไหนๆ ก็คงไม่มีประตูจะไปรอด ก็ต้องถอยหลังคืนมาหาตนอันเป็นต้นตอของเหตุ ผลของเหตุใดๆ ไม่ว่าทางดีไม่ว่าทางชั่วที่ตัวก่อขึ้น ที่เรียกว่ากรรมใดใครก่อ ตนถามตนตอบตนวนเวียนอยู่ในอู่ของสังสารวัฏ วัฏฏะจักรก็ว่าอวิชชาก็เรียก จิตตะสังขารก็เอ่ย เอ่ยไปเอ่ยมาก็มักจะหลงเงาและหยอกเงาตนเองวนเวียนอยู่ไม่รู้จะจบสิ้นได้ แต่เมื่อสนใจไปๆ มาๆ ทวนหาเข้าตนคือใจๆ แล้ว ปัญญาก็เกิดขึ้นเป็นพี่เลี้ยงนางนมของใจ

        ก็พอมีเวลาย้อนมาสอนตนคือใจๆ สอนใจได้ การหมายพึ่ง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็เบาใจไปเบาใจไปทีละเล็กทีละน้อยค่อยเป็นไปค่อยเป็นไปได้เรียบร้อยไปเป็น ตอนตอน การนอนใจเหมือนแต่ก่อนก็ผ่อนเบาลง ใจก็กลายเป็นผู้ทรงศีลเป็นผู้ทรงธรรมไปในตัว ใจก็จะเห็นทั้งโทษทั้งคุณที่ตนก่อและสร้างขึ้น โดยไม่มีท่านผู้ใดมาแย้ง สร้างทั้งเหตุต่างๆ ผลต่างๆ เป็นฝ่ายรับ แล้วจะรู้จักเลือกเหตุกรรมพืชที่ควรก่อและไม่ควรก่อ ที่ควรสร้างและไม่ควรสร้าง ไม่สุ่มเดาคาดคะเนเพราะใจได้ประสบเหตุการณ์มาทั้งดีและชั่ว อันเป็นบทเรียนมาทดสอบอยู่ในตัว

        เป็นศาลไต่สวนเป็นศาลพิจารณา และเป็นศาลตัดสินอยู่ในตัวแล้ว เป็นสันทิฏฐิโกลงโอชัดแจ้งด้วยใจตนเอง จะหายเพ่งโทษจะหายเพ่งคุณไปให้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ที่เขาไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรกับใจ ใจก็ต้องสอนตนเองพึ่งตนเองไปจนถึงที่สุดทุกข์โดยชอบโดยด่วนในปัจจุบันใจแท้ๆ เน้อ เพราะใจอันเดียวเป็นโสดไม่มีเพื่อนเป็นไม่มีเพื่อนตายมารับประกันสุขทุกข์ อุเบกขาให้เงียบ ใจจงปฏิบัติใจให้ไกลความหลง จงต่อสู้กับความหลงที่ทรงอยู่รอบเมืองใจให้ชนะไปโดยด่วน ใจไม่ปฏิบัติใจไปทางโลกุตตระใจ ใจก็จะถูกแพ้ความหลงของใจอยู่ไม่รู้จะจบสิ้นได้

       สนิมใจก็คือกิเลส สนิมภายนอกก็ออกมาจากธาตุเหล็ก ธาตุดินก็ว่าเพราะเป็นของแข็ง ใจไม่ขัดเกลาสนิมออกจากตน ก็ไม่รู้ว่าจะให้ของภายนอกอะไรๆ มาขัดสีให้ ไม่มีหนทางเลยใจไม่ปฏิบัติใจๆ ก็ปล่อยให้สนิมใจคือกิเลสทรงมีอิทธิพลมีอำนาจสูงขึ้นสูงขึ้นทวีบวกคูณพอกพูล พูนให้สูงขึ้นเหมือนพูนดินก็ว่า พูดไปไหนๆ ก็ใจเป็นผู้พูด เขียนไปไหนๆ ก็ใจเป็นผู้เขียน อ่านไปไหนๆ ก็ใจเป็นผู้อ่าน ฟังไปไหนๆ ก็ใจเป็นผู้ฟัง คนตายแล้ววิญญาณไม่ได้อยู่ที่ศพ พูดเขียนอ่านฟังไม่ได้ใจอันเดียวเที่ยวก่อคุณก่อโทษให้ตนเองแบบวนเวียน

       เหตุนี้พระนิพพานธรรมจึงปล่อยวางใจข้ามไปเสีย ไม่มีท่านผู้ใดมายึดถือเอาใจเป็นตน ตนเป็นใจดังที่เคยหลงมา ก็จบปัญหาของใจไปในตัว แลก็ไม่กลัวว่าจะหลงใจ ทิ้งทั้งเหล็กทิ้งทั้งสนิมแล้ว เหล็กจะมาจากประตูใดสนิมจะมาจากประตูใดก็ต้องจบกันเหตุๆ ผลๆ ของใจก็ดี ว่างๆ เวิ้งๆ ของใจก็ดีก็ทรงมีอยู่ในตัว ใจก็มิได้สำคัญว่าตนเป็นใจๆ เป็นต้นเหตุของใจพืชของใจกรรมของใจ ผลของเหตุผลของพืชผลของกรรมแห่งใจก็จบกัน แม้จะกลายเป็นอันละเอียดจนไม่มีท่านผู้ใดเข้าไปมั่นหมายสลายอุปทานทั้งสิ้น ทั้งผู้รู้ๆ และไม่รู้ก็ไม่มีอันใดเข้าไปเป็นจ้าวเป็นจอม สูญและไม่สูญก็ไม่มีใครเข้าไปเป็นเจ้าจอมว่า 
*******
กิ่งธรรมจาก http://www.dhammajak.net

ศึกษาให้รู้จักความจริงของธรรมชาติ.

รู้จักความจริงของธรรมชาติ
โดย พุทธทาสภิกขุ 

       วิทยาศาสตร์ในที่นี้หมายถึงความจริงของธรรมชาติ, ตามธรรมชาติ, ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ. เดี๋ยวนี้ก็อยากจะพูดถึงเค้าเงื่อนของธรรมชาติ ว่าเราพิจารณาดูแล้วเห็นเรื่องทุกเรื่องเป็นเรื่องของธรรมชาติ, ในหลักของพุทธศาสนาจะเรียกว่าธรรมชาติเสมอกันหมด ไม่มีอะไรมากไปกว่าธรรมชาติ. การศึกษาใหม่ ๆ การศึกษาฝรั่งก็ดี ที่มีคำว่า super natural เหนือธรรมชาติ หรือผิดธรรมชาตินั้นน่ะ เป็นคำพูดที่ไม่มีในพุทธศาสนา, ในพุทธศาสนาไม่มีคำว่า เหนือธรรมชาติหรือผิดจากธรรมชาติ
          มันจะเป็นธรรมชาติไปหมด. นี่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในโลก ยังไม่ทันพุทธศาสนา เพราะว่าคำวิทยาศาสตร์ที่ใช้กันอยู่ในโลก มันยังมีคำว่า super natural คือเหนือธรรมชาติ; แต่หลักพุทธศาสนาไม่มีอะไรที่จะเหนือธรรมชาติ หรือผิดจากธรรมชาติ เป็นธรรมชาติไปหมด.
          รู้จักธรรมชาติที่มีอยู่ตามธรรมชาติ, รู้จักตัวของธรรมชาติ จะเป็นร่างกายก็ได้ เป็นจิตใจก็ได้ เป็นความรู้สึกคิดนึก เป็นการกระทำอะไรก็ได้ มันเป็นธรรมชาติ, แล้วมันก็มีกฎของธรรมชาติ บังคับให้เป็นไป, แล้วมันก็มีหน้าที่ที่จะต้องทำตามกฎนั้น ๆ, แล้วก็ได้รับผลจากการกระทำนั้น ๆ.
          เช่น คนคนหนึ่งมีเนื้อหนัง ร่างกาย กระดูก โลหิต อะไรต่าง ๆ ทั้งหมดนี้คือ ธรรมชาติ จะเรียกว่าประกอบอยู่ด้วยธาตุ ๔ ก็ได้, หรือจะประกอบอยู่ด้วยธาตุอะไรก็แล้วแต่จะเรียกด้วยวิชาอะไร; แต่ว่ามันเป็นธรรมชาติ มีมาตามธรรมชาติ สืบต่อกันมาตามธรรมชาติ เป็นตัวธรรมชาติ.
          ทีนี้ในตัวธรรมชาติ ในตัวธรรมชาตินี้ มันมีกฎของธรรมชาติบังคับอยู่ มันจึงเปลี่ยนแปลง; เช่นเนื้อหนังของเรา เจริญเติบโตได้ เป็นผู้ใหญ่ได้ เป็นของขับถ่ายออกได้ เป็นของเกิดใหม่ได้ เป็นของสะสมไว้ได้ นี่กฎของธรรมชาติทำให้เป็นอย่างนี้ ในตัวเรามีทั้งธรรมชาติ เป็นทั้งธรรมชาติ และมีกฎของธรรมชาติ.
          แล้วเราก็มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามกฎของธรรมชาติ นับตั้งแต่ว่าเราต้องกินอาหารต้องถ่ายอุจจาระ ถ่ายปัสสาวะ ต้องบริหารร่างกายให้ถูกต้อง มันจึงจะไม่ตายมันอยู่ได้; ถ้ามันมีความทุกข์เกิดมาจากอะไร ก็ต้องบริหารให้ถูกต้อง, ความทุกข์เกิดมาจากกิเลสตัวไหนข้อไหน ก็ต้องละกิเลสตัวนั้นข้อนั้น แล้วก็ไม่มีความทุกข์;
          นี้ก็กฎของธรรมชาติ. กิเลสเกิดขึ้นมา เพราะความไม่รู้ความโง่ของมนุษย์นั้นเอง, ความโง่ของมนุษย์นั้นเอง ปรุงให้เกิดสิ่งที่เรียกว่ากิเลส แล้วสิ่งที่เรียกว่ากิเลสก็บังคับให้ทำไปผิด ๆ แล้วก็เดือดร้อนเป็นทุกข์ ทั้งตัวเองและผู้อื่น. ถ้าศึกษาเรื่องนี้ดี รู้อย่างเพียงพอแล้ว กิเลสเกิดไม่ได้ คือโง่ไม่ได้นั่นเอง. เมื่อโง่ไม่ได้มันก็ไม่มีกิเลสเกิด มันก็ไม่มีทำอะไรผิด, แล้วมันก็ไม่มีปัญหา มันไม่มีความทุกข์.
          เมื่อเราทำหน้าที่ตามธรรมชาติถูกต้องแล้ว ก็ได้รับผลเป็นที่พอใจ คือไม่ต้องเป็นทุกข์. มนุษย์เป็นอย่างนี้ มนุษย์เป็นอย่างนี้, แม้แต่สัตว์เดรัจฉานก็เป็นอย่างนี้, แม้แต่สุนัขตัวหนึ่งนี้, ทั้งหมดนั้นมันก็เป็นธรรมชาติ มันเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ ทุกอณูทุกปรมาณู ที่ประกอบกันขึ้นเป็นร่างกายของมัน มันเลยมีหน้าที่ตามแบบของมัน : จะต้องกินอาหาร จะต้องถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ, จะต้องบริหารอย่างนั้นอย่างนี้ตามกฎของธรรมชาติ มันรอดชีวิตอยู่ได้ มันได้รับผลจากการปฏิบัติถูกต้องตามหน้าที่ของธรรมชาติ.
          ต้นไม้ต้นไล่นี้ก็เหมือนกัน มันมีตัวธรรมชาติ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นต้นไม้, จะเป็นธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ธาตุอะไรก็แล้วแต่จะเรียกตามภาษาอะไร วิชาแขนงไหน. ต้นไม้แต่ละต้นทั้งต้นนี้มันเป็นธรรมชาติ, แล้วมัน มีกฎของธรรมชาติบังคับอยู่ ทุก ๆ ปรมาณู มันต้องเปลี่ยนไปทุก ๆ ปรมาณู ตามกฎของธรรมชาติ. ดังนั้นต้นไม้จึงมีหน้าที่ ที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ; เช่นว่ามันจะต้องดูดน้ำขึ้นไป ดูดแร่ธาตุขึ้นไป เมื่อมีแสงแดด มันก็ปรุงให้เป็นอาหารทางใบส่งกลับมาเลี้ยงลำต้นงอกงาม แล้วมันก็รอดอยู่ได้ เพราะมันปฏิบัติถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ.
          ฉะนั้นเราจึงพูดว่า สิ่งที่มีชีวิตในระดับมนุษย์ก็ดี ในระดับสัตว์เดรัจฉานก็ดี ในระดับต้นไม้ต้นไล่ก็ดี อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์อันนี้, เพราะมันเป็นตัวธรรมชาติ, ได้, แล้วมันถูกควบคุมอยู่ด้วยกฎของธรรมชาติทุก ๆ ปรมาณู. นี่จะเรียกว่าเป็นสิ่งสูงสุด กฎของธรรมชาติเป็นสิ่งสูงสุด เข้าไปควบคุมอยู่ในทุก ๆ ปรมาณู ที่ประกอบกันขึ้นเป็นโลก; แม้แต่ในกองอุจจาระกฎของธรรมชาติก็เข้าไปควบคุมกองอุจจาระ ให้เปลี่ยนแปลงกลายเป็นอย่างอื่นไปได้, กลายเป็นอาหารของหนอน กลายเป็นอาหารของแมลงอะไรไปได้. นี่เรียกว่าไปควบคุมอยู่ทุก ๆ ปรมาณู ที่ประกอบกันขึ้นเป็นโลก, นี้เราเรียกว่ากฎของธรรมชาติ ใครจะเรียกว่าพระเจ้า หรือใครจะเรียกอะไรก็สุดแท้ ไม่มีใครห้าม. แต่สำหรับพุทธบริษัทก็เรียกว่า กฎของธรรมชาติ ควบคุมสิงสถิตอยู่ในทุก ๆ ปรมาณู ของสิ่งที่ประกอบกันขึ้นเป็นสากลจักรวาล, สากลจักรวาลจะมีกี่ปรมาณู กี่อะตอม จะมีกฎของธรรมชาติเข้าไปควบคุมอยู่ทุก ๆ ปรมาณู แล้วมันก็เป็นไปตามกฎนั้น.
          ฉะนั้นสิ่งใดจะมีชีวิตรอด สิ่งนั้นต้องประพฤติให้ถูกต้องตามกฎอันนั้น คือให้ถูกต้อง; อย่างกฎวิทยาศาสตร์ที่ว่า The fittest the survival, the fittest the survival - สิ่งใดเหมาะสมสิ่งนั้นจะรอดอยู่. นี่มันจะต้องมีการประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้อง ตามกฎของธรรมชาติ ที่ควบคุมอยู่ในทุก ๆ ปรมาณู ของสิ่งที่ประกอบกันขึ้นเป็นจักรวาลนี้. แม้แต่ก้อนหินนี่ ไม่มีชีวิตนี้ มันก็ยังเป็นธรรมชาติ มีกฎของธรรมชาติควบคุมอยู่ทุกปรมาณู ให้ทุก ๆ ปรมาณูของก้อนหินนี้เปลี่ยนไปตามกฎเกณฑ์อันนั้น, และในที่สุดมันจะเป็นอย่างอื่น หรือมันจะเป็นอย่างไรก็สุดแท้ เพราะมันจะเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ.
          นี้คือความเป็นวิทยาศาสตร์ ตามหลักแห่งพุทธศาสนา ซึ่งอาตมาได้กล่าวแล้วว่า พุทธศาสนานี้เป็นศาสนาประเภท evolutionist ไม่มีเค้าเงื่อนแห่ง creationist เหลืออยู่เลย; แต่การที่คนจะถือไขว้เขวกันนั้น มันห้ามไม่ได้มันแล้วแต่คน. แต่ถ้าถือหลักพุทธศาสนาโดยตรง โดยถูกต้องแล้วมันจะมีลักษณะเป็น evolutionist เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ตามกฎของอิทัปปัจจยตา, แล้วก็สามารถที่จะใช้กฎเกณฑ์อันนี้ทำอะไรได้
          สร้างนั่นสร้างนี่ขึ้นมาได้ โดยถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ, สามารถที่จะสร้างอะไรขึ้นมาได้ สามารถที่จะเลิกร้างอะไรก็ได้ เพราะทำถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ.
          ขอให้เรามองดูส่วนลึกที่สุด ของสิ่งที่เรียกว่าความจริง ๆ, ความจริงของธรรมชาติ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานของวิชาวิทยาศาสตร์ สำหรับจะค้นคว้า สำหรับจะรู้ สำหรับจะบัญญัติแต่งตั้งกฎเกณฑ์อะไรต่าง ๆ; เป็นสิ่งที่ว่าเป็นใจกลาง เป็นแกนกลางของสากลจักรวาล สากลจักรวาล ของ cosmos, มันยิ่งกว่า ยิ่งกว่าทุกโลกอีกของสากลจักรวาล ทุก ๆ จักรวาลรวมกันเป็นนี่, ไม่ใช่เพียงแต่ระหว่างชาตินะ มันระหว่างจักรวาล ประกอบอยู่ด้วยกฎเกณฑ์อันนี้, แล้วจะอยู่เป็นใจกลาง สำหรับที่ใครจะศึกษาให้รู้ แล้วก็ปฏิบัติ แล้วก็ได้รับผลตามที่ตนต้องการ; จึงถือโอกาสว่า พูดในวันที่ว่ามันจะขึ้นปีใหม่ ขอให้ความรู้ของเราก้าวหน้า ๆ ก้าวหน้า ไปตามคำว่า ปีใหม่ ๆ ปีใหม่เรื่อย ๆ ไป, แล้วมันจะถึงความสมบูรณ์เข้าสักวันหนึ่ง ถูกต้องตามความจริงทั้งหมดทั้งสิ้น, แล้วมนุษย์ก็จะหมดปัญหา. มนุษย์ก็จะถือความจริงข้อเดียวกัน, ความจริงสิ่งเดียวกันแล้วก็จะรักใครกัน เป็นมนุษย์คนเดียวกันทั้งสากลจักรวาล.
          เดี๋ยวนี้ยังเป็นไปไม่ได้ แม้แต่ในประเทศไทยนิดเดียวก็ยังรักกันไม่ได้; เว้นไว้แต่เมื่อไรเราจะเข้าถึงความจริงอันสูงสุดของสากลจักรวาล, แล้วทุกคนจะยอมปฏิบัติ เป็นสมาชิกของสากลจักรวาลเดียว, จะรักใคร่กัน จะเลิกเบียดเบียนกัน เลิกรบราฆ่าฟันกัน เลิกแย่งชิงกัน เลิกเอาเปรียบกัน อย่างที่กำลังกระทำอยู่บัดนี้; เพราะมันมีตัวกู มีของกู เกิดมาจากความโง่ของตน เห็นแก่ตน มีความเห็นแก่ตน.
          เดี๋ยวนี้เพียงแต่ทุก ๆ ศาสนา ช่วยกันทำลายความเห็นแก่ตนของมนุษย์ให้หมดไป ก็นับว่าประเสริฐที่สุดแล้ว แล้วก็เป็นหน้าที่ด้วย. ไปศึกษาดูให้ดี โดยประวัติความเป็นมาของแต่ละศาสนา ดูจะตั้งต้นขึ้นมาจากปัญหาที่เกิดมาจากความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ทั้งนั้น คือมนุษย์ไม่รักกัน แล้วก็เดือดร้อนกันไปหมด, หรือว่าเห็นแก่ตัวยึดถือตัวก็กลัวตาย อย่างนี้เป็นต้น มันก็เดือดร้อนเป็นทุกข์ส่วนตัว. นี่เห็นแก่ตัว เบียดเบียนผู้อื่น มันก็เป็นความทุกข์ส่วนสังคม, ความทุกข์ส่วนตัวหรือความทุกข์ส่วนสังคม มันเกิดมาแต่ความเห็นแก่ตัว; เป็นหน้าที่ของแต่ละศาสนา จะต้องช่วยกันกำจัด, แล้วศาสนาก็อย่ามาเห็นแก่ตัวเสียเอง จนเกิดการขัดแย้ง กระทบกระทั่ง ทะเลาะวิวาทระหว่างศาสนาเลย.
*******
กิ่งธรรมจาก http://www.buddhadasa.org

Wednesday, January 25, 2012

       ท่านผู้อ่านท่านใด เคยหยิบพระไตรปิฏก จากตู้ตามวัดตามวาเวลาเราไปวัดมาอ่านบ้าง แน่นอนมีหลายท่านที่ยังไม่เคย คิดจะจับมาอ่านก็ง่วงแล้ว แถมยังงงอีก ที่เรารู้ธรรมะบ้างก็ด้วยจากความเมตตาของ ของเนื้อนาบุญ ที่ปฏิบัติ และศึกษาคำสอนแล้ว นำมาบอกกล่าวพวกเราอีกต่อหนึ่ง 
       ด้วยความไม่คิดจะปิดบังในสิ่งที่รู้แต่อย่างใด จุดประสงค์เดียว คือ ความสงบสุขของมวลมนุษย์
      เหมือนอย่าง ท่านพุทธทาสภิกขุ นำเนื้อความจาก พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ มาบอกกล่าวพวกเรา ครับ 
       อ่านแล้วอย่างลืม กดแบ่งปันให่แก่คนที่เรารักรู้ตามด้วย 
       การให้ธรรมะ  ชนะการให้ทั้งปวง
 
 พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ 
โดย พุทธทาสภิกขุ 
ผู้เชื่อฟังพระตถาคต จะได้รับประโยชน์สุขสิ้นกาลนาน


       ภิกษุ ท.! เราแล เป็นผู้ฉลาดในเรื่องโลกนี้ ฉลาดในเรื่อง โลกอื่น, เป็นผู้ฉลาดต่อ วัฏฏะอันเป็นที่อยู่ของมาร ฉลาดต่อ วิวัฏฏะอันไม่เป็นที่อยู่ของมาร, เป็นผู้ฉลาดต่อ วัฏฏะอันเป็นที่อยู่ของมฤตยู ฉลาดต่อ วิวัฏฏะอันไม่เป็นที่อยู่ของมฤตยู. ชนเหล่าใดถือว่าเรื่องนี้ควรฟังควรเชื่อ ข้อนั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข แก่ชนทั้งหลายเหล่านั้นสิ้นกาลนาน.  
 
(ครั้นพระผู้มีพระภาคได้ตรัสคำนี้แล้ว พระสุคตได้ตรัสคำอื่นอีกดังนี้ว่า :-)
ทั้งโลกนี้แลโลกอื่น ตถาคตผู้ทราบดีอยู่ ได้ประกาศไว้ชัดแจ้งแล้ว. ทั้งที่ที่มารไปไม่ถึง และที่ที่มฤตยูไปไม่ถึง ตถาคตผู้รู้ชัดเข้าใจชัด ได้ประกาศไว้ชัดแจ้งแล้ว เพราะความรู้โลกทั้งปวง. ประตูนครแห่งความไม่ตาย ตถาคตเปิดโล่งไว้แล้ว เพื่อสัตว์ทั้งหลายเข้าถึงถิ่นอันเกษม. กระแสแห่งมารผู้มีบาป ตถาคตปิดกั้นเสียแล้ว กำจัดเสียแล้ว ทำให้หมดพิษสงแล้ว. ภิกษุ ท.! เธอทั้งหลายจงเป็นผู้มากมูมด้วยปราโมทย์ ปรารถนาธรรมอันเกษมจากโยคะเถิด.
บาลี จูฬโคปาลสูตร มู.ม. ๑๒/๔๒๑/๓๙๑.
ตรัสแก่ภิกษุ ท. ที่ฝั่งแม่น้ำคงคาใกล้เมืองอุกกเวลา.
*******
กิ่งธรรมจากhttp://www.buddhadasa.org

Monday, January 23, 2012

ผู้ชนะที่แท้จริง

ผู้ชนะที่แท้จริง
 โดย ภาวัน


ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

         ปาโว นูร์มิ นักวิ่งทางไกลชาวฟินแลนด์ เป็นความหวังของเพื่อนร่วมชาติในกีฬาโอลิมปิคปี ๒๔๗๑ แต่ขณะวิ่งแข่งขันรอบคัดเลือกระยะทาง ๓,๐๐๐ เมตรบนเส้นทางที่มีเครื่องกีดขวาง เขาเกิดล้มขณะโดดข้ามน้ำและทำนาฬิกาที่พกติดตัวหล่นหาย
        ทันทีที่เห็นเหตุการณ์ ลูเซียง ดูเกสจากฝรั่งเศส ซึ่งวิ่งตีคู่กันมา ได้ตัดสินใจหยุดวิ่ง และช่วยพยุงคู่แข่งให้ลุกขึ้นยืน ใช่แต่เท่านั้นเขายังเก็บนาฬิกาที่ตกน้ำขึ้นมาให้
        เมื่อลุกขึ้นมา แทนที่จะรีบวิ่งชดเชยเวลาที่เสียไป นูร์มิกลับวิ่งเคียงข้างดูเกสไปตลอดทาง เมื่อถึงเส้นชัย เขาเสนอให้ดูเกสได้ที่หนึ่ง แต่ดูเกสปฏิเสธ เพราะเห็นว่านูร์มิคือผู้ควรแก่ตำแหน่งดังกล่าว
        ในกีฬาโอลิมปิคปี ๒๕๓๑ ขณะที่แลรี เลอมิกซ์แห่งแคนาดาคุมเรือใบตามคู่แข่งอันดับหนึ่งมาติด ๆ เขาเห็นนักกีฬาจากสิงคโปร์กำลังลอยคออยู่กลางกระแสน้ำเชี่ยวไม่ไกลจากเรือของเขาที่พลิกคว่ำอยู่ คลื่นลมตอนนั้นแรงมากอาจทำให้เขาจมน้ำได้ เลอมิกซ์จึงหันเรือออกจากเส้นทาง ยอมสละโอกาสที่จะได้เหรียญทอง เพื่อนำตัวชาวสิงคโปร์กลับไปยังเรือที่พลิกคว่ำ ผลก็คือเขาเข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ ๑๑
        ทั้งลูเซียง ดูเกส และ แลรี เลอมิกซ์ ไม่มีชื่อปรากฏในทำเนียบผู้ชนะของกีฬาโอลิมปิค แต่นั่นไม่ใช่เพราะเขามีความสามารถน้อยกว่าคนอื่น หากเป็นเพราะเขาเห็นว่าเพื่อนมนุษย์สำคัญกว่าชัยชนะ แม้เขาจะทุ่มเทฝึกฝนตนเองอย่างหนักเพื่อเหรียญทองโอลิมปิค แต่ก็ไม่ยอมให้ชัยชนะนั้นมาบดบังครอบงำความเป็นมนุษย์ในตัวเอง อันได้แก่ความมีน้ำใจ รู้สึกเอื้ออาทรต่อเพื่อนมนุษย์ และไม่ยอมอยู่นิ่งเฉยเมื่อเห็นผู้อื่นประสบความเดือดร้อน
        คนส่วนใหญ่นั้นทันทีที่เข้าสู่ลู่วิ่งหรือสนามแข่งขัน มักกลายเป็นเครื่องจักรที่มุ่งไล่ล่าหาชัยชนะอย่างเดียว จนลืมความเป็นมนุษย์ของตนเอง หาไม่ก็เห็นคนอื่นเป็นแค่คู่แข่งหรือปรปักษ์ จนมองไม่เห็นว่าเขาเป็นเพื่อนร่วมโลก แต่ทั้งดูเกสและเลอมิกซ์เป็นแบบอย่างของผู้ที่เห็นว่า ความเป็นมนุษย์นั้นต้องมาก่อนความเป็นนักกีฬาทีมชาติ
         จะว่าไปแล้วทั้งสองคนยังเป็นแบบอย่างของ "ผู้ชนะ"อย่างแท้จริง เพราะชัยชนะของเขานั้นประเสริฐและทำได้ยากกว่าชัยชนะในการแข่งขัน นั่นคือการชนะกิเลสตัณหาในใจของตน กิเลสตัณหานั้นย่อมต้องการเป็นผู้ชนะ ปรารถนาความเด่นดังและคำยกย่องสรรเสริญ มีชื่อจารึกในประวัติศาสตร์ หรือเป็นที่จดจำของผู้คน จะด้วยวิธีใดก็แล้วแต่ แม้ต้องเอาเปรียบผู้อื่นหรือละเลยเพิกเฉยความทุกข์ของผู้อื่น ก็ยอมทั้งนั้น แต่ทั้งดูเกสและเลอมิกซ์ ไม่ยอมให้กิเลสครอบงำใจ พร้อมช่วยเหลือผู้อื่น โดยไม่สนใจคำสรรเสริญเยินยอหรือประโยชน์ส่วนตน
       คนเรามักคิดถึงการชนะคนอื่น จนมองข้ามการชนะใจตนเอง แต่ถ้าอยากจะชนะใจตนเองได้ก็ต้องวางความคิดที่จะชนะผู้อื่นเสียก่อน น่าแปลกก็ตรงที่เมื่อใดที่เราชนะใจตนเองได้ การชนะใจผู้อื่นก็เกิดขึ้นตามมาเอง ใครก็ตามที่รับรู้ถึงเรื่องราวของคนทั้งสองย่อมอดประทับใจและชื่นชมเขาไม่ ได้ และรู้สึกถึงแรงบันดาลใจที่อยากทำความดีต่อผู้อื่นด้วยเช่นกัน แต่คงไม่มีใครที่ประทับใจได้มากเท่ากับผู้ที่ได้รับผลพวงจากการชนะใจของเรา โดยตรง ดังเช่น นักกีฬาที่ได้รับความช่วยเหลือจากดูเกสและเลอมิกซ์ นูร์มินั้นถึงกับปฏิเสธที่จะวิ่งนำหน้าดูเกสและยินดีมอบชัยชนะให้เขา
        "ถ้าคุณชนะแต่ไม่ได้ช่วยเหลือใครในเวลาที่คุณควรช่วย นั่นเป็นชัยชนะประเภทไหนกัน" เป็นคำตอบของฮาเกนสโมเอน โค้ชสกีวิบากชาวนอร์เวย เมื่อมีคนถามว่าเหตุใดเขาจึงช่วยนักกีฬาชาวแคนาดาซึ่งทำไม้ค้ำสกีหักในการแข่งขันโอลิมปิคปี ๒๕๔๙ หากฮาเกนสโมเอนไม่ยื่นไม้ค้ำสกีอีกข้างหนึ่งให้ เธอก็คงไม่อาจกลับเข้าสู่การแข่งขันและพาทีมแคนาดาคว้าเหรียญทองในที่สุด
        คนอย่างดูเกส เลอมิกซ์ และฮาเกนสโมเอน แม้เป็นคนเล็ก ๆ แต่ช่วยให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้น ความเสียสละของเขาทำให้ผู้คนมีศรัทธาในเพื่อนมนุษย์มากขึ้น และอยากทำความดีให้แก่ผู้อื่น ไม่มัวหดหู่สิ้นหวังในพฤติกรรมของผู้คนหรือนิ่งดูดายต่อความทุกข์ของคนรอบตัว คนอย่างบุคคลทั้งสามนี้แหละที่เป็น "ฮีโร่"อย่างแท้จริง เพราะทำสิ่งยิ่งใหญ่โดยไม่ต้องการประกาศตัวตนให้ใครรับรู้ ฮีโร่เช่นนี้หาได้อยู่ไกลตัวเราไม่ อาจอยู่รอบตัวเรานี้เอง เป็นแต่เราไม่รับรู้ถึงความเสียสละของเขา พูดไปทำไมมีเราเองก็สามารถเป็นฮีโร่ดังกล่าวได้ ขอเพียงแต่ถนอมรักษาความเป็นมนุษย์ของเราเอาไว้ให้มั่นคง
******* 
กิ่งธรรมจากhttp://www.visalo.org/

ธรรมมีอยู่ทุกหย่อมหญ้า

ธรรมมีอยู่ทุกหย่อมหญ้า
 หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
โดย พระไพศาล วิสาโล

       ทุกวันนี้น้อยคนจะรู้ว่าเมื่อ ๑๐๐ ปีที่แล้ว "พระป่า"หาได้เป็นที่ยอมรับนับถืออย่างกว้างขวางเช่นปัจจุบันไม่ ตรงกันข้ามกลับถูกมองด้วยสายตาหวาดระแวง ยิ่งพระป่าสายอีสานที่เป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่น ด้วยแล้ว ผู้ปกครองสงฆ์ในเวลานั้นถือว่าเป็นตัวปัญหา ที่ต้องจัดการหรือไม่ก็ต้องขับไล่ออกไปให้พ้นจากเขตปกครองเลยทีเดียว เพราะมองว่าพระเหล่านั้นนอกจากอยู่อย่างไม่เป็นหลักแหล่ง ไม่สังกัดวัดที่แน่นอนแล้ว ยังไม่สนใจศึกษาพระปริยัติธรรม อันเป็นนโยบายสำคัญของคณะสงฆ์ขณะนั้น มิหนำซ้ำยังชักชวนพระจำนวนไม่น้อยให้ละทิ้งปริยัติธรรม หันมาฝักใฝ่ในวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งผู้ปกครองสงฆ์จำนวนไม่น้อยเห็นว่าเป็นเรื่องงมงายไม่เป็นเหตุผลตามหลักพุทธศาสนา 
       เหตุการณ์หนึ่งซึ่งเป็นที่กล่าวขาน กันในเวลานั้นก็คือ การขับไล่คณะศิษย์ของหลวงปู่มั่นออกจากจังหวัดอุบลราชธานีในปี ๒๔๖๙ คราวนั้นพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม ซึ่งเป็นศิษย์คนสำคัญของหลวงปู่มั่นนำพระป่ากว่า ๕๐ รูปเดินธุดงค์มาปักกลดในป่าบ้านหัวตะพาน โดยมีแม่ชีและฆราวาสนับร้อยร่วมคณะมาด้วย เมื่อทราบข่าวเจ้าคณะมณฑลอีสาน ได้สั่งการให้เจ้าคณะอำเภอและเจ้าหน้าที่จากอำเภออำนาจเจริญและม่วงสามสิบ ขับไล่ท่านเหล่านั้นออกจากป่า ขณะเดียวกันก็ห้ามมิให้ประชาชนใส่บาตรให้คณะธุดงค์ แต่พระอาจารย์สิงห์ปฏิเสธที่จะออกจากพื้นที่ โดยยืนยันว่าท่านเป็นชาวอุบล และไม่ได้ก่อปัญหาใด ๆ เรื่องยุติลงได้เมื่อเจ้าคณะจังหวัดได้มีลิขิตถึงนายอำเภอให้ผ่อนปรนใน เรื่องนี้ หลังจากที่ได้รับการร้องขอจากศิษย์หลวงปู่มั่นเช่น พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร
       เจ้าคณะมณฑลอีสานท่านนี้ คือพระโพธิวงศาจารย์(อ้วน ติสโส) อย่างไรก็ตามเมื่อท่านได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระพรหมมุนี ทัศนคติของท่านต่อพระป่าก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ท่านหันมาศรัทธาเลื่อมใสหลวงปู่มั่นและพระป่า สาเหตุสำคัญก็เพราะท่านได้ประจักษ์ถึงคุณค่าของสมาธิภาวนา ก่อนหน้านั้นท่านล้มป่วยมาเป็นเวลานาน แต่ได้รับการเยียวยาจนหายขาดจากพระอาจารย์ฝั้น ซึ่งไม่เพียงใช้สมุนไพร หากยังอาศัยสมาธิภาวนาในการรักษาด้วย และยิ่งมีศรัทธาปสาทะในกรรมฐานมากขึ้น เมื่อได้รับคำแนะนำจากพระอาจารย์ลี ธัมมธโรแห่งวัดอโศการาม ซึ่งเป็นลูกศิษย์อีกท่านหนึ่งของหลวงปู่มั่น อานิสงส์ของสมาธิภาวนานั้นประจักษ์แก่ท่านอย่างชัดเจน จนถึงกับอุทานว่า "ตลอดชีวิตของเรา เราไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่า สมาธิภาวนาจะมีประโยชน์ ถึงเพียงนี้"
       ในเวลาต่อมาท่านได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ดำรงตำแหน่งสังฆนายก ทำหน้าที่ปกครองทั้งสังฆมณฑล ตามกฎหมายคณะสงฆ์ในเวลานั้น ในช่วงนี้เองที่ท่านได้พบกับหลวงปู่มั่น หลังจากที่ได้ยินกิตติศัพท์ของท่านมานานผ่านลูกศิษย์ของท่าน เมื่อได้สนทนาธรรมกับหลวงปู่มั่น สมเด็จ ฯ อดพิศวงไม่ได้ในความลุ่มลึกแห่งธรรมของท่าน ขณะเดียวกันก็แปลกใจว่าหลวงปู่มั่นเข้าใจธรรมอย่างลึกซึ้งได้อย่างไร ในเมื่อท่านเรียนปริยัติธรรมน้อยมาก นอกจากไม่ได้เป็นเปรียญแล้ว ยังไม่สำเร็จนักธรรมเอกด้วย ในทัศนะของสมเด็จ ฯ คนเราจะเข้าใจธรรมได้ก็ต้องผ่านการศึกษาจากตำรา ตัวท่านเองก็ได้รับการศึกษาในทางปริยัติธรรมสูงถึงระดับเปรียญโท แต่ก็ยังมีความรู้ทางธรรมไม่เท่าหลวงปู่มั่น ซึ่งครั้งหนึ่งถูกมองว่าเป็น "พระจรจัด"
        ด้วยความสงสัยดังกล่าว สมเด็จ ฯ จึงถามหลวงปู่มั่นว่า ในเมื่อท่านอยู่แต่ในป่า ไม่มีตำรา จะเรียนรู้ธรรมจนสอนพระและญาติโยม ได้อย่างไร หลวงปู่มั่นตอบสั้น ๆ ว่า "ธรรมนั้นมีอยู่ทุกหย่อมหญ้าสำหรับผู้มีปัญญา"
*******
กิ่งธรรมจาก http://www.visalo.org

Friday, January 20, 2012

พยายามทะลุเปลือกเข้าถึงหัวใจศาสนาให้ได้

พยายามทะลุเปลือกเข้าถึงหัวใจศาสนาให้ได้
โดย พุทธทาสภิกขุ


         เราจะต้องเข้าถึงหัวใจแห่งศาสนา ก็เพราะว่ามันมีเปลือกนอกหุ้มอยู่; กล้าพูดว่าศาสนาทุกศาสนามีเปลือกหรือมีเนื้องอกที่เกิดขึ้นหุ้มห่อศาสนานั้น ๆ, ส่วนที่เป็นหัวใจจึงอยู่เป็นส่วนที่ลึก เข้าใจได้ยาก มันจำเป็นที่จะต้องมีเปลือก. อย่าไปเสียใจเลย เรื่องพิธีรีตอง เรื่องลัทธิประกอบข้างนอก ซึ่งเป็นเปลือกนั้นมันต้องมีศาสนาตั้งอยู่ได้ก็เพราะเปลือก. นี่พูดแล้วคล้าย ๆ กับว่า มันตรงกันข้าม ดูตั้งแต่ว่าผลไม้ ผลไม้ ผลไม้แต่ละชนิดต้องมีเปลือก; ถ้าไม่มีเปลือกมันเป็นผลไม้ไม่ได้, เนื้อในมันก็เสียหายหมดกินไม่ได้. ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า เมื่อต้นไม้มันจะออกผลนี้ มันต้องออกเปลือกก่อนเสมอแหละ, มันตั้งต้นเป็นเปลือกเล็ก ๆ ขึ้นมา แล้วก็ค่อย ๆ เจริญเติบโตขยายใหญ่ แล้วมีเนื้อในเพิ่มขึ้นทีหลัง, นี่มันรู้จักออกเปลือกก่อน เพื่อจะคุ้มครองเนื้อใน, มันต้องมีเปลือกจำเป็นที่จะต้องมีเปลือก, ไม่มีเปลือกมันมีเนื้อในไม่ได้.
          ศาสนาที่อยู่มาได้นี้ ก็เพราะว่ามีเปลือก คือพิธีต่าง ๆ อะไรต่าง ๆ ที่ค่อนข้างดูแล้วมันก็เป็นความงมงาย, หรือเป็นความเชื่ออย่างงมงาย มันก็เป็นเปลือก ที่มันจะห่อหุ้มสติปัญญาอันลึกซึ้งไว้. เราจะต้องค่อย ๆ ทำลายเปลือกเข้าไป ๆ ให้ถึงเนื้อในซึ่งเป็นหัวใจแห่งศาสนาของตน ๆ; ไม่ใช่จะดูหมิ่นสบประมาทอะไร ในการที่จะพูดว่า ทุกศาสนามีเปลือกกำลังมี เปลือกหุ้มห่อ, และถ้าสาวกในชั้นหลังเปลี่ยนแปลงหนักเข้าก็สร้างเปลือกให้ศาสนาตนเองมากเข้า ๆ จนย้อนกลับไปสู่ ระดับไสยศาสตร์, ไสยะ แปลว่า หลับ, ไสยศาสตร์เป็นความรู้ของคนหลับ.
          พุทธศาสตร์ พุทธะ แปลว่า ตื่น พุทธศาสตร์จึงเป็นศาสตร์ของคนตื่น, ไสยศาสตร์เป็นศาสตร์ของคนหลับ; แต่แล้วมันก็ ทิ้งกันไม่ได้ ไสยศาสตร์มันก็เป็นเปลือกคือความเชื่อตามธรรมดาสามัญของคนที่ไม่มีความรู้อะไร, มันก็ต้องมีความเชื่อ มีความอยากจะเอาตัวรอด ก็ต้องยึดถือชั้นเปลือก ๆ ไปก่อน แล้วก็ค่อย ๆ เข้าถึงชั้นใน, ไสยศาสตร์จึงคู่กันมากับพุทธศาสตร์.
          ไม่ว่าในของศาสนาไหน ประชาชนโดยทั่วไปก็ต้องมีลักษณะเป็นคนหลับ ถือไสยศาสตร์, โดยเฉพาะอย่างยิ่งหวังพึ่งปัจจัยภายนอก. ดังนั้นถ้าศาสนาไหนเกิดขึ้นมา สอนให้พึ่งปัจจัยภายนอกก็ได้เปรียบ สอนง่ายเข้าใจกันได้ง่าย รับถือกันได้โดยง่าย; แต่ในที่สุดมันดับทุกข์สิ้นเชิงไม่ได้, มันก็ต้องเลื่อนชั้นเป็นศาสนาตื่นมีสติปัญญาสามารถจะขจัดปัญหาอันละเอียดอัน สุขุมของโมหะของอวิชชา.
          เป็นอันว่า เรื่องมีเปลือกนี้จำเป็นที่จะต้องมี เหมือนกับว่าผลไม้ถ้าไม่มีเปลือก เนื้อในมันก็อยู่ไม่ได้; แต่เรากินเปลือกนั้นกินไม่ได้, แล้วมันต้องรู้จักแกะเปลือกออกไป เข้าถึงเนื้อในแห่งผลไม้. พระศาสนานี้ก็เหมือนกัน ควรจะเข้าถึงหัวใจกันให้ได้ ว่าความไม่เห็นแก่ตัว. ความเห็นแก่ตัวนั้นไม่ต้องสอน มันมาจากสัญชาตญาณที่ควบคุมไม่ได้, มันเตลิดเป็นธรรมชาติฝ่ายต่ำ มันก็เห็นแก่ตัว ปัญหามันก็เกิดขึ้น มีความทุกข์ทรมาน. เมื่อเกิดความทุกข์ทรมานก็เท่ากับเป็นการลงโทษ, เมื่อรับโทษหนักเข้า ๆ รับโทษนั่นแหละหนักเข้า ๆ คือมีความทุกข์มากเข้า ๆ มันก็รู้สึกได้เองว่านี่เป็นความทุกข์, มันจึงหันไปหาสภาพที่ตรงกันข้าม คือนึกถึงความดับทุกข์. นี่เรียกว่า มีความทุกข์ถึงที่สุดแล้ว ก็จะเหลียวหาเครื่องดับทุกข์ เป็นที่พึ่งเพื่อดับทุกข์โดยสิ้นเชิง, ศรัทธาเปลี่ยนจากความงมงายนั้นไปหาสิ่งที่จะดับทุกข์ได้จริง.
          ฉะนั้น ตามหลักปฏิจจสมุปบาท สูตรที่สมบูรณ์นั้นกล่าวศรัทธาต่อท้ายจากความทุกข์; ปฏิบัติส่วนสมุทยวารกล่าวถึงความทุกข์เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์แล้ว ก็กลับขึ้นรอบใหม่, ก็มีศรัทธา คิดจะดับทุกข์ จึงแสวงหา, ไปหาสัตตบุรุษคบสัตตบุรุษ ปฏิบัติตามสัตตบุรุษ, จนกระทั่งรู้จักเรื่องมรรค ผล นิพพาน. ฉะนั้นความทุกข์นั่นเองบีบบังคับคนเรา ให้ทนอยู่ไม่ ได้ต้องเปลี่ยน, ก็เปลี่ยนจากความทุกข์ ก็มามีศรัทธา, แล้วตั้งต้นกันใหม่ในสิ่งที่จะดับทุกข์ได้. ก่อนนี้เป็นศรัทธางมงายของอวิชชา, เดี๋ยวนี้เปลี่ยนมาเป็นศรัทธาของสติปัญญา, มีสติปัญญาแล้ว จึงศรัทธา ก็สามารถที่จะเดินไปในทางที่ถูกต้อง เพื่อจะดับทุกข์ได้. 


          นี่ เห็นไหมว่า เราจะต้องเจาะเปลือก, เราจะต้องปอกเปลือก จะต้องเจาะเปลือก เพื่อเข้าถึงเนื้อใน ถึงหัวใจแห่งพระศาสนาที่จะช่วยได้, ก็ให้อภัยกันได้ ที่ว่าศาสนามันต่าง ๆ กัน. จำเป็นที่จะต้องมีศาสนาต่าง ๆ กัน เพราะว่ามนุษย์มันมี หลายชนิดมีหลายชั้น, เรียกว่ามีภูมิหลังต่างกันคือมีวัฒนธรรมเป็นภูมิหลังของชีวิตต่างกัน; ฉะนั้นเขาจะต้องเลือกหาศาสนาที่เหมาะสมกับภูมิหลังแห่งชีวิตของเขา; ดังนั้นจึงมีศาสนาต่าง ๆ ต่าง ๆ เรียกว่ามากพอที่จะให้เลือกครบทุกระดับแห่งมนุษย์ที่มีชีวิต คือมีภูมิหลังต่าง ๆ กัน. นี้เราจึงจำเป็นจะต้องมีศาสนาต่างกัน แต่แล้วเราจะมาทะเลาะวิวาทกันไม่ได้, เราต้องเข้าถึงหัวใจของศาสนาทุกศาสนา ซึ่งจะกำจัดความเห็นแก่ตัว.
          การเรียนของเรา ก็ต้องเรียนให้รู้หัวใจของศาสนา, การรู้ของเราก็ต้องรู้หัวใจของศาสนา, การปฏิบัติก็ต้องปฏิบัติให้ถึงหัวใจของศาสนา, การได้รับผลของการปฏิบัติก็ต้องเข้าถึงหัวใจ ชั้นที่เป็นผลของการปฏิบัติ. นี่เรียกว่าต้องเข้าถึงหัวใจของศาสนา. ศาสนาอื่นต่างออกไป ก็มีหลักเกณฑ์ที่ต่างออกไป ไปศึกษาได้. ในที่นี้จะบรรยายระบุเฉพาะพุทธศาสนา ให้เข้าถึงหัวใจของศาสนาแต่ละศาสนาแล้วก็จะสำเร็จประโยชน์.
          พระศาสดาเป็นผู้เปิดเผยพระศาสนา, ศาสนาเกิดขึ้นเพราะการเปิดเผยของพระศาสดา. ชนทั้งหลายเป็นศาสนิกคือเป็นผู้ ฟังและปฏิบัติตาม, ศาสนามีความสัมพันธ์กันอย่างยิ่งระหว่างพระศาสดากับศาสนาและศาสนิกแห่งศาสนานั้น ๆ, เป็นหน้าที่ของศาสนิกแห่งศาสนานั้น ๆ จะต้องเข้าถึงหัวใจแห่งศาสนาของตน ๆ.
*******
กิ่งธรรมจาก http://www.buddhadasa.org

ความเห็นแก่ตัวเป็นอันตรายมาก

ความเห็นแก่ตัวเป็นอันตรายมาก
 โดยพุทธทาสภิกขุ


        ความเห็นแก่ตัวนี้เป็นอันตราย เป็นศัตรูร้ายยิ่งกว่าสิ่งใดของมนุษย์; เพราะเห็นแก่ตัวนั่นแหละมันจึงเกิดความโลภ, เมื่อมี อะไรมาทำให้โลภ มันเกิดความโกรธ, เมื่อมีอะไรมาทำให้โกรธ, เกิดความโง่ ในเมื่อมีอะไรมาทำให้โง่. มันเป็นผลแห่งการที่ควบคุมสัญชาตญาณไว้ไม่ได้.
          เรื่องนี้สำคัญมาก ควรจะทราบไว้เป็นหลักเกณฑ์ว่าชีวิตทุกชนิด ชีวิตระดับมนุษย์ ชีวิตระดับสัตว์เดรัจฉาน ชีวิตระดับต้นไม้ต้นไล่, มันมีสัญชาตญาณ คือความรู้สึกเกิดได้เอง โดยไม่ต้องอบรมสั่งสอนอะไร; เช่นความรู้สึกว่ามีตัวตนเป็นตัวตนนี้ก็มี, ไม่มีชีวิตมันก็ไม่รู้จะดำเนินอยู่อย่างไร มันมีสัญชาตญาณว่ามีตัวตน มีตัวฉัน, แล้วมันก็ต้องเกิดสัญชาตญาณที่ จะต้องกินอาหาร จะต้องแสวงหาอาหาร จะต้องต่อสู้เมื่อควรต่อสู้ จะต้องหนีภัยเมื่อควรหนีภัย; นี้มันเป็นได้ในสิ่งที่มี ชีวิต แม้ในระดับต้นไม้.
          อย่าไปพูดเขลา ๆ ตาม ๆ กันว่า ต้นไม้ไม่มีจิต ไม่มีวิญญาณ; มันก็มีความรู้สึกตามระดับอันน้อยอันต่ำของต้นไม้, มันมี ความรู้สึกในความหมายอย่างเดียวกัน คือมันต้องการจะมีอยู่, มันต้องการจะคงชีวิตอยู่ มันจึงมีการสืบพันธุ์มีเจตนาที่จะสืบพันธุ์, แล้วมันก็มีเจตนาที่จะหล่อเลี้ยงชีวิต มันก็จะต่อสู้กับสิ่งทุกสิ่งเป็นอันตรายต่อชีวิต, แล้วก็จะป้องกันสิ่งที่เป็นอันตรายแก่ชีวิต; อย่างนี้เป็นเสมอกันหมด มันเป็นสัญชาตญาณที่จำเป็นอย่างยิ่ง ถ้ามันขาดเสียแล้วชีวิตมันเป็นไปไม่ได้. นี้เรียกว่าสัญชาตญาณพื้นฐาน, เป็นความรู้ที่ได้เกิดเองตามพื้นฐาน, เป็นพื้นฐานของสิ่งที่เรียกว่าชีวิต ขาดสัญชาตญาณแล้ว ชีวิตมันก็ไม่มีรากฐานอะไร มันก็อยู่ไม่ได้.
          เอ้า ทีนี้สัญชาตญาณนี่แหละ มันมีปัญหาว่าควบคุมไว้ได้หรือไม่? ควบคุมให้ดำเนินไปถูกต้องได้หรือไม่? ถ้าไม่มีการควบคุมที่ถูกต้อง สัญชาตญาณมันก็เปลี่ยนไปเป็นกิเลสคือความเห็นแก่ตนตามธรรมดาที่ถูกที่ควรนั้น มันก็เปลี่ยนไปเป็นเห็นแก่ตน, มันรุนแรงเป็นความเห็นแก่ตน; นี่คือเป็นต้นเหตุแห่งปัญหาทั้งปวง, เป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์.
          ตามหลักพุทธศาสนาถือว่า อัตตวาทุปาทาน-เป็นยึดมั่นหมายมั่นว่ามีตัวมีตน มีของกู มีตัวกู เป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์. นี้เพราะสัญชาตญาณพื้นฐานกลาง ๆ นั้นควบคุมไว้ไม่ได้ มันจึงตกมาเป็นญาณชนิดที่อันตราย เป็นกิเลส; แต่ถ้าสัญชาตญาณนั้นควบคุมไว้ได้ด้วยระเบียบปฏิบัติที่ถูกต้อง สัญชาตญาณก็เปลี่ยนรูปเปลี่ยนตัวไปเป็นโพธิ, โพธิคือมีความรู้อันถูกต้องในทางที่จะดับทุกข์.
          นี้เราเรียกว่าสัญชาตญาณพื้นฐาน ธรรมดา ๆ นั้น ถ้ามันเปลี่ยนไปในทางต่ำ เป็นธรรมชาติฝ่ายต่ำ มันก็เป็นปัญหา เกิดกิเลสและเกิดทุกข์; ถ้าเป็นไปในทางฝ่ายสูง เป็นธรรมชาติฝ่ายสูงขึ้นมา ก็เป็นโพธิ, มันก็รู้เรื่องที่จะดับทุกข์ ที่จะแก้ ปัญหา. ฉะนั้นเราจะโชคดี โชคร้ายอะไร มันก็อยู่ที่ตรงนี้ ไม่ใช่มีอะไรอื่น ว่าบังคับสัญชาตญาณไว้ในทางที่จะเป็นโพธิ สูงขึ้นไปได้หรือไม่? ถ้าได้มันก็ปลอดภัย, ถ้าไม่ได้มันก็เปลี่ยนมาเป็นสัญชาตญาณที่เป็นกิเลส หรือฝ่ายต่ำ เกิดโลภะ โทสะ โมหะหมด มันก็ต้องทนทุกข์ทรมาน.
          นี่แหละเรียกว่าสัญชาตญาณที่ควบคุมไว้ในระดับที่ถูกต้องไม่ได้นั่นแหละ มันเกิดเป็นตัวตน เป็นของตนขึ้นมา, แล้วมันเห็นแก่ตน เป็นปัญหาแก่คนทุกคน เดือดร้อนลงไปถึงสัตว์และถึงต้นไม้. ความเห็นแก่ตนนี่มันทำความเดือดร้อนแก่คนทุกคน ทุกฝ่าย, และลงไปถึงสัตว์ถึงต้นไม้ พลอยได้รับความเดือดร้อน เพราะความเห็นแก่ตนของคน.
          ผู้มีปัญญาในอดีต ที่ได้ให้กำเนิดแก่ศาสนาทั้งหลายมองเห็นสิ่งนี้ร่วมกัน ว่าความเห็นแก่ตนเป็นต้นเหตุ จะต้องกำจัด จะต้องทำลาย, หรืออย่างน้อยก็ว่าควบคุมตามที่ควรจะควบคุม. ที่จริงสัญชาตญาณนั้น จะทำลายเลิกล้างไปหมดไม่ได้ มันได้แต่ควบคุม, ควบคุม ๆ คือพัฒนาจนกว่าจะถึงที่สุด มันจึงจะสิ้นสุด, มันจะเป็นได้ต่อเมื่อเป็นพระอรหันต์. เมื่อพูดอย่างคนธรรมดาสามัญ เราก็ไม่ต้องพูดถึงว่ากำจัดสัญชาตญาณได้โดยสิ้นเชิง, เราจะพูดแต่เพียงว่าควบคุมสัญชาตญาณไว้ได้เป็นไปในทางแห่งโพธิ. ดังนั้นขอให้พิจารณาดูว่า ศาสนาทุกศาสนามุ่งหมายจะกำจัดความเห็นแก่ตน ไม่ว่าศาสนาไหน ไม่ว่าศาสนาที่จะถูกประณามว่าดุร้าย หรืออะไรก็สุดแท้เถอะ, แต่เจตนาส่วนใหญ่จะกำจัดความเห็นแก่ตนของสังคม. ในบางศาสนา ในบางถิ่น บางกาละ บางเทศะ ต้องใช้อำนาจเด็ดขาด; เพราะฉะนั้นพระศาสดาแห่งศาสนานั้น จึงใช้วิธีการอันเด็ดขาดรุนแรง, แต่พุทธศาสนานี้เป็นไปในทางสงบ คือต้องการสติปัญญา, ไม่ต้องใช้ความรุนแรงก็มีหลักระเบียบวางไว้. แต่ว่าทุกศาสนามุ่งหมายที่จะกำจัดความเห็นแก่ตน. ดังนั้นขอให้แต่ละคน ๆ ไม่ว่าจะถือศาสนาอะไรอยู่ ขอให้มุ่งหมายที่จะกำจัดความเห็นแก่ตน, แล้วมันจะไม่ เกิดโลภะ โทสะ โมหะ ในระดับที่เป็นอันตรายรุนแรงจนกว่ามันจะหมดสิ้นไปนั่นแหละ.
          พวกที่ถือศาสนาเงิน ถือศาสนากามารมณ์ ถือศาสนาอะไรก็ควรจะพิจารณาดู ว่าสิ่งเหล่านี้มีผลอย่างไร, เดือดร้อนอย่างไร, เห็นจริงแล้ว รู้จักแล้ว มันจะได้บรรเทากันเสียบ้าง ก็มาเข้าหลักเดียวกันว่ามนุษย์จะรอดได้ด้วยการทำลายความเห็นแก่ตน. ความเห็นแก่ตนลุกลาม จนอยากจะเป็นเจ้าโลก อยากจะครองโลก, คุมพวกกันบ้าง แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายบ้าง ที่จะครองโลก จึงเกิดปัญหายืดเยื้อคือสงครามอันถาวร. เราไม่มีสันติภาพถาวร แต่เรากลับมีวิกฤตการณ์อันถาวร เพราะเรามี ความเห็นแก่ตน; เมื่อใดทำลายความเห็นแก่ตนเสียได้ เมื่อนั้นก็จะมีสันติภาพเกิดขึ้นในโลก.
          ถ้าทุกคนเข้าถึงหัวใจแห่งศาสนาของตนแล้ว ก็ทำลายความเห็นแก่ตนได้, แล้วโลกทั้งโลกมันก็เป็นโลกที่ปราศจากความเห็นแก่ตน, ก็เป็นโลกที่มีสันติภาพอันถาวร. ดังนั้นข้าพเจ้าจึงขวนขวายอย่างยิ่ง ที่จะทำให้ทุกคน เข้าถึงหัวใจแห่งศาสนาของตน ๆ ตามวิธีการปฏิบัติแต่ละระดับแต่ละขั้นแต่ละตอน ตามแต่วิธีการจะมีอยู่อย่างไร. ขอแต่ให้กำจัดหรืออย่างน้อยก็บรรเทา ความเห็นแก่ตนเสียให้ได้.
 *******
กิ่งธรรมจากhttp://www.buddhadasa.org

Thursday, January 19, 2012

ความรอดตัวของวัยรุ่น

      เพาะธรรม สร้างภูมิทางใจให้วัยรุ่นหญิง ชาย  กับธรรมบรรยายของท่านพุทธทาสภิกขุ  ที่ทันยุค ทันเหตุการณ์ในปัจจุบันนี้
 
ความรอดตัวของวัยรุ่น

บรรยายให้โอวาท แก่คณะลูกเสือจังหวัดตรัง ซึ่งมาพักแรมที่ค่ายธรรมบุตร
โดย พุทธทาสภิกขุ 



        เดี๋ยวนี้ตามที่สังเกตเห็นทั่วไปก็คือว่า มีคำพูดที่เป็นที่เสียหายแก่ยุวชนวัยรุ่น อยู่คำหนึ่งที่เขาเรียกว่า ปัญหาเกี่ยวกับคนวัยรุ่น ซึ่งมันหมายความว่า เมื่อก่อนนี้คนวัยรุ่นไม่ค่อยมีปัญหา. เดี๋ยวนี้กลายเป็นว่า คนวัยรุ่นมีปัญหา โดยเฉพาะรัฐบาลหยิบขึ้นไปเป็นปัญหาสำหรับพิจารณา ; แล้วประชาชนก็บ่นกัน. ดังนั้นขอให้คนวัยรุ่นเองนั้นรู้ได้ว่า เรากำลังเป็นผู้ที่ถูกหยิบขึ้นมาเป็นปัญหา ; เมื่อก่อนนั้นไม่เคยมี หรือมีก็เหมือนกับไม่มี คือมันมีน้อยเกินไป เดี๋ยวนี้กลับมีมากขึ้น.

          ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่พวกเราที่นั่งอยู่ที่นี่ ก็ยังต้องพลอยเสียเกียรติเสียชื่อร่วมกัน เพราะพูดว่า วัยรุ่นกำลังเป็นปัญหา ; ยิ่งกว่านั้นก็คือว่า เขาว่าวัยรุ่นกำลังเป็นปัญหาทั่วทั้งโลก, ทั่วทั้งโลกเป็นปัญหา. ในทีนี้หมายความว่า ทำความยุ่งยากลำบากขึ้นหลายอย่างหลายประการ นับตั้งแต่ว่า : เป็นอันธพาล, ชกต่อยตีกัน แม้ในโรงเรียนแม้ในมหาวิทยาลัย ; ซึ่งเมื่อก่อนนี้หาดูไม่ได้. เดี๋ยวนี้กลายเป็นมีมากขึ้น และที่มากไปกว่านั้นก็คือ อาละวาดบนรถประจำทาง บนยานพาหนะ ; กระทั่งทำสิ่งที่เป็นอาชญากรรมหนัก ๆ ไปกว่านั้น, เรื่องการตีรันฟันแทงบ้าง เรื่องชู้สาวบ้าง เรื่องที่เป็นสิ่งที่เรียกว่าอาชญากรรมเต็มตัว และก็อย่างแรงด้วย ; นี่มันกำลังมีอยู่พวกหนึ่งและจะมากขึ้นทุกที ; อีกพวกหนึ่งก็ยังรักษาตัวดีมีอยู่เหมือนกัน.
         นี่เราก็คิดดูให้ดีก็แล้วกันว่า เรากำลังจะเป็นอย่างไร จะไปเข้าพวกไหน ? กำลังจะไปเข้าพวกไหน ? โรคร้ายชนิดนี้เป็นโรคร้ายที่ติดต่อกันได้ง่าย และก็โดยไม่รู้สึกตัวด้วย. การที่จะเปลี่ยนไปเป็นอันธพาลนั้นเป็นได้ง่าย และโดยไม่รู้สึกตัวด้วย ; ดังนั้น อย่าได้ประมาทเลย เพราะเหตุว่าถ้ามีความประมาทเสียแล้ว ก็เห็นว่าความเป็นอันธพาลนั้น หาใช่ความเป็นอันธพาลไม่ ; มันเป็นเสียอย่างนั้น. เมื่อ เกิดประมาทมืดมัวแล้วจะเห็นว่า ที่เป็นอันธพาลนั่นแหละคือถูกต้อง ถือว่าดีไม่ใช่เป็นอันธพาล จึงเลยเป็นกันมาก.
          เดี๋ยวนี้มันกลายเป็นการทำตามอย่างกัน เหมือนกับแฟชั่น ที่เขาเรียกแฟชั่นชนิดหนึ่ง แฟชั่นไว้ผม แฟชั่นเสื้อผ้า แล้วมันก็มีแฟชั่นอันธพาล ; ใครได้แสดงลักษณะอันธพาล เขาก็รู้สึกว่าเก๋ดี หรือว่าถึงกับมีเกียรติ ; เป็นอันธพาลสูบบุหรี่ นี่ก็คิดว่าเก๋ดี. เขาไม่เห็นว่าเหล่านี้เป็นสิ่งที่น่าติเตียน และโง่เขลาเปลืองเปล่า ๆ ให้โทษแก่ร่างกาย. นี่ขอให้รู้ไว้เถิดว่า ความชั่วนั้นมันครอบงำเราได้ง่าย เพราะเราไม่รู้สึกตัวว่าเป็นความชั่ว ; เรื่องที่เห็นง่ายที่สุด เช่นเรื่องสูบบุหรี่ เปลืองก็เปลือง, ให้โทษแก่ร่างกายก็ยังให้ แต่คนก็ไม่คิด.

          เมื่อเช้านี้ ท่านอาจารย์องค์หนึ่งท่านเล่าให้ฟังว่าพอเลิกสูบบุหรี่ น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้โดยอัตโนมัติกิโลครึ่ง พอลองกลับไปสูบบุหรี่ใหม่ น้ำหนักตัวก็ลดลง ๑ กิโลครึ่ง ; ท่านว่าอย่างนี้, ท่านยืนยันว่าอย่างนี้. การที่น้ำหนักตัวเพิ่ม น้ำหนักตัวลดนี้ก็ไม่ใช่สิ่งเล็กน้อยนะ มันมีเหตุผล เพียงสูบบุหรี่อย่างเดิมน้ำหนักตัวก็ลดลงกิโลครึ่ง, เพียงไม่สูบเฉย ๆ กลับเพิ่มขึ้นกิโลครึ่ง. การสูบบุหรี่เป็นอันตรายแก่สุขภาพอนามัย เปลืองด้วย และไม่มีเหตุผลว่าทำไมเราจะต้องสูบบุหรี่ ; นอกจากจะเห่อตามแฟชั่นที่เขาสูบกันว่าเก๋ดี เป็นลูกผู้ชายต้องกินเหล้าต้องสูบบุหรี่. นี่เรามันก็ไปเข้าใจเสียอย่างนั้น ก็เป็นอันว่า : เข้าใจว่าที่ชั่วนั่นคือดี มันก็ไม่ละเลิกเท่านั้นเอง.

          อีกประการหนึ่งการที่ว่าจะไปชกต่อยกัน หรือทำระเบิดขวด หรือทำอะไรที่มันร้ายกว่านั้น ก็เห็นเป็นของดีไปหมด ; นี่อย่าทำเล่นกับสิ่งที่เรียกว่ากิเลส, กิเลสมันต้องเก่งกว่าคนนั้นเสมอไป มันจึงหลอกคนให้ทำอะไรที่ไม่น่าทำได้ ; จึงต้องถือว่า ปัญหาแรกที่สุดของคนวัยรุ่น ก็คือที่ การนิยมไปทำสิ่งซึ่งไม่ควรทำ ; จนต้องมีการบังคับให้ตัดขากางเกงให้ถูกต้องบ้าง ให้ตัดผมให้ถูกต้องบ้าง อะไรเช่นนี้แสดงว่า เมื่อปล่อยตามความต้องการของความรู้สึกแล้ว มันเป็นไปกับแฟชั่นของคนอันธพาลบ้าง ของแฟชั่นที่อยากจะเปลี่ยนเรื่อยบ้าง.

          ขออย่าได้มองข้ามสิ่งเหล่านี้ : ความเห็นผิดเป็นชอบ นี่คือต้นเหตุของความล้มละลาย ต้นเหตุของปัญหาต่าง ๆ ต้นเหตุของความที่จะทำลายตัวเรา แล้วเราก็ไม่รู้ว่าทำลายตัวเรา เห็นเป็นของดีไปได้. เช่นเห็นกงจักรเป็นดอกบัว ปรากฏชัดไปว่า : การเล่าเรียนเอาดีไม่ได้, เป็นเจ้าชู้ตั้งแต่เล็ก, ใช้เงินเปลืองตั้งแต่เล็ก, ไม่มีบิดามารดาครูอาจารย์, ไม่มีบุญ ไม่มีบาป ; วัยรุ่นก็พากันเป็นเสียอย่างนี้. บางทีเขาจะถือว่า นี่เป็นเครื่องหมายของคนดี หรือเครื่องหมายของคนสมัยใหม่ที่เจริญหรืออย่างไร.

          วัยรุ่นฝรั่งที่มาที่วัดนี้ชอบพูดว่า "ผมไม่มีศาสนา", พูดว่า ผมไม่มีศาสนา ก็รู้สึกว่าพูดอย่างนั้นถูกต้องที่สุด และเก่งด้วย และเก๋ด้วย มีเกียรติด้วย ; พูดว่าผมไม่มีศาสนา. ไม่เท่าไรแฟชั่นอย่างนี้จะมาถึง พวกคนไทยที่ตามก้นฝรั่ง ในแง่หนึ่งส่วนหนึ่ง คนไทยตามก้นฝรั่งเหมือนสุนัขตัวผู้ตามก้นตัวเมียอย่างนั้นแหละ ; เขาทำกันอย่างไรก็ทำตาม, ก็ไปได้ด้วยกัน. นี่ขอให้ระวังให้ดี ; ถ้าเราจะไปตามก้นฝรั่งที่ถือว่าเจริญนั้นต้องเลือกดูสิ่งที่ดีมีประโยชน์ อย่าให้ทำลายวัฒนธรรมศีลธรรมอะไรของคนไทยเรา. คนเรา ถ้าไม่มีศาสนาก็หมายความว่าทำอะไรได้ตามใจตามชอบใจ ; คิดดูเถอะมันจะเป็นอย่างไร.

          เรื่องกางเกงไม่มีขา หรือว่าไม่ต้องปิดกายกันแล้ว, หรือไว้ผมบ้า ๆ บอ ๆ พวกฝรั่งนำทำทั้งนั้น ; คนไทยโง่ ก้นหัวตามก้นเขา มันก็มีปัญหาด้วย ; คือลำบากยุ่งยากด้วย และไม่เป็นไทยด้วย. ถ้าเป็นไทยต้องเป็นอิสระ ; เดี๋ยวนี้โง่ ก้นหัวไปตามก้นเขา หรือจะเป็นอิสระได้ ก็ไม่ใช่ไทย ; และสิ่งนั้นก็ผิด ๆ ด้วย. ดังเช่นชอบไว้ผมยาว เหมือนพวกฝรั่งฮิปปี้ หรือพวกอะไรก็ไม่รู้ เรียกยาก.

          พวกนักศึกษาไทย ชั้นมหาวิทยาลัยไว้ผมยาวเป็นฮิปปี้มาที่นี่ เป็นนักศึกษาก็มี เป็นครูก็มี ก็เลยถามดูว่าทำทำไม ? ประโยชน์อะไร ? เขาว่าทำตามความพอใจ เพื่อไม่ให้มีอะไรมาบังคับบัญชา มาผูกมัดเขา, เขาต้องการจะเป็นอิสระ. เราก็เลยบอกเขาว่า เป็นอิสระชนิดที่คนอื่นไม่ลำบาก นั่นจึงจะเป็นอิสระที่ถูกที่ควร ; ถ้าอิสระชนิดหนึ่งที่คนอื่นต้องลำบากละก็ ไม่ถูกไม่สมควร, ไม่ใช่อิสระที่สมควร.

          ทีนี้เขาถามว่า ไว้ผมยาวนี่มันทำให้คนอื่นลำบากอย่างไร ? ผมก็ของผมนี่ อยู่บนหัวผม. ผมไว้ผมยาวมันจะลำบากอย่างไร ? นี่เขาตอบคำถาม เขาแย้งขึ้นมาอย่างนั้น. เราบอกว่า : ผมยาวของคุณนั่น มันทำให้พวกเราเสียเวลามองดู เพื่อสังเกตให้รู้ว่า "คุณนี่เป็นคนบ้าหรือคนดี" ; เพียงเท่านี้ก็ถือว่าทำให้เราเดือดร้อน เราต้องเสียเวลาคอยสังเกตว่าคนนี้มันบ้าหรือดี. พอครั้งแรกเราเห็นเข้าก็กลัว, เกรงว่าจะเป็นคนบ้า มันจะทำอันตรายเอา เพราะฉะนั้นการไว้ผมยาวของคุณนี่ มันทำให้คนอื่นลำบากเสียแล้ว ถ้าต้องการเสรีภาพก็ทำอย่างอื่นเถอะ ชนิดที่คนอื่นไม่ต้องลำบาก จึงจะเรียกว่าสมควรหรือเป็นอิสระที่น่านับถือ. ในที่สุดก็ตกลงกันไม่ได้ แล้วก็ไม่ต้องพูดกัน หยุดไว้แค่นี้.

          อยากจะเอาเรื่องอย่างนี้แหละมาเป็นหลักว่า ทำไมเราจะต้องไปทำให้มันแปลก หรือไปทำให้คนอื่นยุ่งยากลำบาก จนคนอื่นไม่รู้ว่าคนบ้าหรือดี ? ในเรื่องแต่งเนื้อแต่งตัว เรื่องผมเผ้า เรื่องอะไรก็ตาม, จนกระทั่งแม้แต่เรื่องเล่าเรียน เล่นหัว ร้องเพลง ก็ควรจะไม่ต้องทำให้คนอื่นพลอยลำบาก. เหล่านี้เป็นเรื่องวัยรุ่น เป็นปัญหาของวัยรุ่น เพราะวัยรุ่นกำลังจะเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ คือยังเป็นไม่สมบูรณ์ ; เขาเรียกว่ารุ่น, รุ่น ๆ ๆ จะเป็นผู้ใหญ่ก็ยังไม่ใช่ จะเป็นเด็กก็ยังไม่เชิง มันก็อยู่ในระหว่างที่เรียกว่าจะเป็น หัวเลี้ยวหัวต่อ. ถ้ามันเลี้ยวไปถูกทางก็นับว่าดี ถ้าเลี้ยวไปผิดทางก็ต้องลำบากแน่ ; ถ้าผิดทางมากเกินไปต้องฉิบหาย ถ้าอย่ามีเรื่องอย่างนี้ การเรียนจะดีกว่านี้.

          ทุกคน ๆ ที่นั่งอยู่ที่นี่ ถ้าอย่ามีเรื่องบ้า ๆ บอ ๆ อย่างนี้ การเรียนจะดีกว่านี้. เดี๋ยวนี้เราไปเสียเวลา ไปคิดไปนึกอะไรในเรื่องที่ไม่ควรต้องสนใจ ; และบางทีถึงขนาดที่เรียกว่า ไปใช้เงินเปลืองเพื่อสิ่งเหล่านี้ก็มี, หนักเขาก็กลายเป็นเรื่องเพศ เรื่องเจ้าชู้ เรื่องอะไรตั้งแต่อยู่ในวัยเรียน ; การเรียนมันก็เสีย. ถ้าเราเคารพศาสนา นับถือศาสนา เคารพบิดามารดา นับถือครูบาอาจารย์ มันก็ไม่ทำอย่างนี้ได้ ; ฉะนั้น ถ้าเรียกว่า วัยรุ่นก็ขอให้เดินตามผู้ใหญ่ คือเดิมตามกฎระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด.

          เพื่อให้จำได้ง่ายก็อยากจะบอกให้ทราบว่า คนฉลาดที่สุดแต่โบราณเขาพูดไว้เป็นหลักจนกระทั่งบัดนี้ก็ไม่มีใครค้านได้ ไม่มีใครเอาเหตุผลมาพิสูจน์ว่ามันผิดเสียแล้ว, คือคนโบราณเขาพูดไว้ว่า : คนเราเกิดมากกว่าจะตายนี้ ให้แบ่งเป็น ๔ ระยะ.

          ตั้งแต่เกิดมาหรือ วัยรุ่น อย่างนี้ เขา เรียกว่า พรหมจารี อย่าเพ่อเข้าใจผิด ๆ คิดเอาเองว่า พรหมจารีคืออะไร ; เดี๋ยวจะว่าให้ฟัง. ตั้งแต่เกิดมา ตั้งแต่หนุ่มสาวก่อนแต่งงาน เขาเรียกพรหมจารี. พอแต่งงานแล้วเขาเรียกว่า คฤหัสถ์ เป็นคฤหัสถ์ไปจนพอใจถึงที่สุด. ทีเขาเรียกว่าเกษียณอายุนั่น อายุ ๖๐ ปีเขาก็ไปเป็นผู้หาความสงบเรียกว่า วนปรัสถ์ ; ไปหาความสงบส่วนตัว ไม่ยุ่งด้วยเรื่องนั่นนี่. ถ้ายังอยู่ต่อไปได้อีกอายุ ๘๐ - ๙๐ ปี ถึง ๑๐๐ ปี เขาเรียกว่า สันยาสี เป็นผู้นำแสงสว่างให้แก่ผู้อื่น พูดจากให้เป็นประโยชน์แก่เด็ก ๆ.

          ถ้าทำได้อย่างที่กล่าวมานี้ เรียกว่าถูกต้องครบบริบูรณ์ ; ถ้าไม่ได้อย่างนี้เรียกว่าเกิดมาได้ไม่ครบ ไม่เต็ม, ไม่เต็มคน, เขาเรียกว่าไม่เต็มคน, เกิดมามีความเป็นมนุษย์ไม่เต็ม. ถ้าเต็มก็ต้องเป็นพรหมจารี คือตั้งแต่เกิดมาถึงหนุ่มสาวที่ดี เป็นพ่อบ้านแม่เรือนไปถึงที่สุดมันก็ดี นับว่าไม่หลงจนเข้าโลง, อายุมากพอสมควรแล้วก็รู้จักหาความสงบ, ได้ความสงบส่วนตัว ก็รู้จักทำผู้อื่นให้ได้รับแสงสว่าง ด้วยการพูดจา.

          ที่เราเกิดมาเป็นหนุ่มสาว อายุสมมติว่า ๒๐ ปี, ๒๐ ปีนี่ควรจะเป็นพรหมจารี, ๒๐ ปีถึง ๖๐ ปี เป็นคฤหัสถ์ ผู้ครองเรือน, เหลือนั้นก็เป็นผู้สงบ เป็นวนปรัสถ์บ้าง, เป็นสันยาสี อบรมสั่งสอนพูดจาหรือเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ผู้อื่นบ้าง. ๑ ปี ถึง ๒๐ ปี นี่คือจุดเริ่มต้น ; คือว่าตั้งต้นดีก็ดี ตั้งต้นไม่ดีก็ไม่ดี. ฉะนั้นจึงขอบอกพวกเธอทุกคนที่นี่ว่า เธอกำลังอยู่ในระยะที่อันตราย เป็นระยะตั้งต้น ; ถ้าตั้งไม่ดีก็ไม่ดี, ตั้งดีก็ดี. อย่าไปคิดเรื่องอื่นให้คิดแต่ในเรื่องตั้งต้นให้ดี, ตั้งต้นให้ดีก็คือเป็นพรหมจารีที่ดี. พรหมจารี ในที่นี้เขาเรียกว่า ประพฤติดี ประพฤติประเสริฐ : พรหม แปลว่า ประเสริฐ, จารี แปลว่า ประพฤติ, พรหมจารี แปลว่า ผู้ประพฤติประเสริฐ.

          ตรงนี้สำคัญมาก ต้องให้ประพฤติให้ดีที่สุดเอาไว้ก่อน ; เพราะฉะนั้นจึงเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณี, ระเบียบวินัยที่เขามีไว้สำหรับคนรุ่นสำหรับคนหนุ่มสาว ; ดังนั้นอย่าเหยียบย่ำระเบียบขนบธรรมเนียม วินัยเหล่านั้นเป็นอันขาด. พอเธอเหยียบย่ำเธอก็เป็นอันธพาลผีสิง ไม่ต้องมีใครมาพูดมากล่าวแล้ว พอไปทำเข้ามันก็เป็นเท่านั้น, การเหยียบย่ำกฎประเพณีวินัยอะไรต่าง ๆ ของนักเรียน นี่ก็เป็นอันธพาลแบบผีสิง : คือต่อสู้ดื้อดึงดื้อด้าน ไม่ยอมที่จะประพฤติตามกฎระเบียบ, ถือว่าการดื้อหรือการฝืนกฎระเบียบนั้นได้ นั้นดี นั้นเก๋ ; นั่นเป็นอันธพาลผีสิง. แล้วเรื่องต่อไปมันจะเป็นอย่างไร ; เราดูเอาเองก็แล้วกัน. เด็กคนนี้เป็นอย่างนี้ เด็กคนหนึ่งมันเป็นตรงกันข้าม ; อย่างนี้จะเหมือนกันไม่ได้ มันจะต้องต่างกันลิบ. ดังนั้น อยากจะขอร้องวิงวอนพวกเธอทุกคนว่า ขอให้ช่วยตั้งหน้าตั้งตาสังเกตดูเด็กบางคนที่เขาดี ๆ ให้มากสักหน่อย. อย่าไปหัวเราะเยาะเขา อย่าไปล้อเลียนเขา อย่าไปแกล้งขัดคอเขา, กลัวว่าเขาจะดีกว่าเรา แล้วก็หาทางให้มันเสื่อมเสียไป ; นี่มันก็ไม่ถูก.

          ถ้าสังเกตดูแล้วจะเห็นได้ว่า คนที่รอดตัวไปได้, เรียนได้ดี มีความเจริญเร็วนั่นเพราะเขาเป็นคนดี. คนดีในที่นี้ คือเป็นพรหมจารีที่ถูกต้อง คือไม่ประพฤติกระทำสิ่งที่มันนอกคอกนอกเรื่อง ทำแต่ในสิ่งที่มันเป็นหน้าที่โดยตรง : ขั้นแรกก็คือ ศึกษาเล่าเรียนอย่างดีที่สุด ไม่ไปเสียเวลา ไม่ต้องไปทำนั่นนี่ ไม่ต้องเปิดวิทยุพลางทำการบ้านเขียนหนังสือพลาง, เดี๋ยวนี้มีกันมาก ทำบทเรียน หรือทำการบ้าน ก็เปิดวิทยุพร้อมกันไป, มือเขียนไป ; อย่างนี้เป็นคนที่มีจิตใจเลื่อนลอย. จริงอยู่ฟังวิทยุพลาง ทำงานพลางก็ได้เหมือนกัน ; แต่มันไม่ดี. นี้เรียกว่าเราตามใจกิเลสมากเสียแล้ว, ไม่เคารพระเบียบ.

          ทีนี้ตามใจกิเลสไม่เท่าไรก็กลายเป็นนิสัย เป็นคนชอบนั่นชอบนี่ ชอบดนตรี ชอบเพลง ชอบอะไรมากขึ้น, แล้วมันก็ชอบเกินขอบเขตจนมาเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม. เหมือนกับผู้หญิงคนหนึ่ง ทีแรกนุ่งผ้าพอพ้นเข่า ละอายกระดาก ; แล้วก็ขืนทำไป. ทีนี้ก็ถกขึ้นมา ; ทีแรก ๆ รู้สึกกระดาก ทีหลังมันก็ไม่กระดาก ; แล้วไปนุ่งชุดบิกินี่ อะไรก็ได้, ไม่กระดาก ผลสุดท้ายเปลือยก็ได้ ไม่ละอาย ไม่กระดาก ; คือค่อย ๆ เลื่อนขึ้นไปทีละนิด ๆ ; แล้วเขาก็เป็นคนเหมือนเรานี่ ไม่ใช่จะเลวกว่าเรา หรือวิเศษวิโสอะไร, เขาเกิดมาในพ่อแม่ที่เป็นอย่างนี้ ในที่สุดมันก็ไม่มีความละอาย.

          ความลับในเรื่องนี้ มันมีอยู่คือ ค่อย ๆ ทำไปทีละนิด ๆ คือ เลวลงทีละนิด ; มันไม่รู้สึกหรอก. อะไร ๆ ที่ว่าทำไปทีละนิดจะไม่รู้สึก ; ถ้าเป็นไปในทางที่ดีก็ดีไป ไม่รู้สึก, ถ้าเลวก็เลวไปไม่รู้สึก. เหมือนทีแรกเราเดินเท้าเปล่าไม่ได้, ปวด. แต่ถ้าเราขยันเดินไป มันก็เดินได้ทีหลัง ; หินขรุขระก็เดินได้ไม่ปวด เป็นไปในทางดี มันต่อต้านได้เอง. ดังนั้น ขอให้อดทนให้มีความดี ไปในทางดี คืออดทนให้มันดี ไปในทางดี. อย่าให้มันค่อย ๆ รุดไปในทางหน้าด้าน ไม่ละอาย, ไม่มีหิริโอตตัปปะ แม้เป็นผู้หญิงก็ไม่ละอายยังทำได้อย่างนั้น ; พวกผู้ชายก็ไปก้มหัวบูชาคนที่นุ่งผ้าน้อย, หรือคนไม่ละอายนั่น. นี่พวกวัยรุ่นผู้ชายต้องระวังให้ดี อย่าไปบูชาสิ่งชนิดนั้น ; มันจะเรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง, แล้วก็จะมีการเรียนที่เลว.

          วัยรุ่นผู้หญิงก็เหมือนกัน ก็ต้องระวังอย่างเดียวกัน ; คือจะต้องมีระเบียบวินัย มีกฎเกณฑ์อะไรเป็นหลัก, แล้วก็ประพฤติอย่างดีที่สุด. อย่าเพ่อแหกคอกแหกวินัยกฎระเบียบ ; ถ้าทำอะไรผิดระเบียบแล้ว จะต้องละอาย ให้รู้จักละอายให้มาก นี่เรียกว่าจิตใจมันยังอยู่ในความดี อยู่ในขอบเขตของความดี ; พอไม่ละอายต่อความผิด ก็ถือว่าเลวแล้ว เป็นผู้ชั่วไปแล้ว.

          นี่คือปัญหาวัยรุ่น ไม่ใช่อย่างอื่น ; อย่าไปหวังอย่างอื่น. เรื่องเล่าเรียน เรื่องไม่ได้เล่าเรียนนั้น มันไม่ใช่ปัญหา, ปัญหามันอยู่ที่ แม้มีที่เล่าเรียน มันก็เรียนไม่ได้ ; หรือเรียนได้อย่างเลว. บางคนก็ซัดไปว่า ไม่มีเงิน พ่อแม่จนเรียนไม่ได้ ไม่ได้เรียน ; นี่มันก็โง่ มันก็โกหกด้วย. เราไปเห็นคนที่พ่อแม่ไม่มีเงินเลย ไม่ได้ส่งเสียเลย เขายังเรียนกันได้จนสำเร็จ, และดีกว่าเด็กที่พ่อแม่เงินมากส่งเสียเสียอีก ; คือว่าเขา ตั้งต้นดี จนทุกคนเอ็นดูสงสาร ทำให้มีคนช่วย พระเณรช่วย เขาก็ได้เล่าเรียนดีเสียอีก ดีไปกว่าพวกแรก, ได้ผลดี โดยไม่ต้องใช้เงินมาก ใช้เงินน้อย หรือแทบจะไม่ได้ใช้เลย.

          คนที่ตั้งตนดี การเรียนของเขากลับดี ดีกว่าเด็กที่พ่อแม่มีเงินมาก ส่งเสริมมาก. เด็กที่เรียนไม่ดีแล้วยังหลอกต้มพ่อแม่สุกแล้วสุกอีก ; ในที่สุดมันก็เละเหลวพ่อแม่ก็เดือดร้อน. ไปเรียนในกรุงเทพฯ ก็หลอกพ่อแม่ตลอดเวลา, พ่อแม่ส่งเงินไปให้ถลุง เพราะท่านไม่รู้ ; การเรียนก็เลว. พ่อแม่ก็เกิดความลำบากเดือดร้อนเป็นหนี้เป็นสิน ; นี่เป็นอย่างนี้. ทีแรกก็รักพ่อแม่ ทำไม่ลง, มันทำไม่ลงในทันที ; แต่แล้ว มันค่อย ๆ ทำได้ทีละนิด ๆ ; มันไปคบเพื่อนชั่ว, มันทำได้ทีละนิด ๆ จนเรียกว่าทำอย่างต้มพ่อแม่สุกเปื่อยก็ทำได้, นี่เขาเรียกว่า ไม่บังคับตัวด้วย, เพราะไปคบเพื่อนชั่วด้วย, มันก็อย่างนี้เอง.

          นี่คือปัญหาวัยรุ่น ; ไม่ใช่ปัญหาไม่มี่เงิน หรือไม่มีที่เรียน ไม่มีการเรียน. ถ้าดีจริงจะต้องมีที่อยู่ที่เรียน มีโอกาสประพฤติตนเป็นคนดี, และจะต้องมีโอกาสช่วยได้. เดี๋ยวนี้เหลวไหล ก็ไปแก้ตัวว่า ไม่มีที่เรียน ไม่มีเงินเรียน ไม่มีใครช่วย ; ใครจะไปช่วยคนเลว ๆ แบบนั้น, เทวดาก็ไม่ช่วย, ผีก็ไม่ช่วย คนเลวแบบนั้น ; อย่าว่าแต่คนจะช่วย. เพราะฉะนั้น เราจะต้องทำตัวให้เป็นคนดี มนุษย์ก็เอ็นดูสงสาร ; แม้เทวดาถ้ามี ก็เอ็นดูสงสาร ; แม้แต่ผีซึ่งเป็นสัตว์ที่เลวมันก็ยังเห็นด้วย ว่าคนนี้ดี. มันยังจะเอาใจช่วยได้เหมือนกัน. เพราะฉะนั้นปัญหาวัยรุ่นนี้ มันอยู่ตรงที่ไม่ประพฤติดี นี้ไม่ใช่อยู่ที่ไม่มีอะไร หรือว่าบ้านเราไม่มีมหาวิทยาลัยพอ หรืออะไร.

          สรุปสั้น ๆ ปัญหาเรื่องวัยรุ่น คือบังคับตัวเองไม่ได้ ; นี่คือความล้มเหลวของวัยรุ่น คือบังคับตัวเองไม่ได้. จำแต่คำนี้คำเดียวไว้ก่อนว่า : มันบังคับตัวเองไม่ได้ ; บังคับตัวเองให้เป็นพรหมจารีที่ดีไม่ได้, บังคับให้เป็นนักเรียนที่ดีไม่ได้. บังคับตัวเองไม่ได้ เพราะเหตุอะไรบ้าง ก็มีหลายอย่าง :

          เช่น คบเพื่อนชั่ว ทำให้บังคับตัวเองไม่ได้ แล้วไม่พยายามจะบังคับ ; เพราะมันบังคับตัวเองไม่ได้ มันบังคับตัวเองให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ก็ไม่ได้, จะบังคับตัวเอง อย่าไปคบเพื่อนชั่ว มันก็บังคับไม่ได้. ลงได้บังคับจิตใจตัวเองก็ไม่ได้, คืออย่าทำเลว ก็บังคับไว้ไม่ได้, พออยากสูบบุหรี่ สูบ, อยากดูหนัง ดู, อยากไปทำอะไร ทำ, โดยไม่ต้องมีเหตุผลว่าควรหรือไม่ควร, ที่ถูก เราจะทำอะไร เราต้องมีเหตุผล, อยู่ในอำนาจของเหตุผลเสียก่อนว่าควรหรือไม่ควร. แต่ง่ายกว่านั้นคือ พ่อแม่นั้นดีที่สุด ; อย่าอวดดีว่าเราเข้าโรงเรียน เราเก่งกว่าพ่อแม่, พ่อแม่โง่. อย่านึกอย่างนั้นเป็นอันขาด ; ไปถามเถอะว่า อะไรควรทำไม่ควรทำ พ่อแม่จะบอกได้ดีที่สุด ; เพราะเขาเกิดก่อนเรามาก. อย่าดูถูกพ่อแม่ และอย่าถึงขนาดว่าต้มพ่อแม่ให้สุก.

          นี่ความสำคัญมันอยู่ที่ความเคารพบิดามารดา ครูบาอาจารย์ หรือคนที่ควรเคารพ ; มันก็เลยบังคับตัวเองได้. เมื่อบังคับตัวเองได้ ก็อยู่ในร่องในรอยของความดี ทั้งการเรียนก็ได้ดี ความประพฤติดี คนรักใคร่ เอ็นดูสงสารมาก ; เรียกว่าสังคมดี มันก็มีความเจริญ เท่านั้น.

          ขอให้ไปบังคับตัวเองให้ได้ เพื่อประโยชน์สัก ๔-๕ อย่างก็พอ : คือเพื่อให้เป็นบุตรที่ดีของบิดามารดาให้ได้ ให้ เป็นศิษย์ที่ดี ของครูบาอาจารย์ให้ได้, ให้เป็นเพื่อนที่ดี ของเพื่อนให้ได้, ให้เป็นพลเมืองที่ดี ของประเทศชาติให้ได้, ให้ เป็นพุทธบริษัท หรือพุทธมามกะ ที่ดีของพระพุทธเจ้าให้ได้. นี่เรียกว่า ๕ ดี เป็นบุตรที่ดีของบิดามารดา, เป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์, เป็นเพื่อนที่ดีของเพื่อนด้วยกัน, เป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ, และเป็นพุทธมามกะ พุทธบริษัทที่ดีของศาสนาของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นถ้าเธอจำดี ทั้ง ๕ ดีนี้ไว้ได้ ; ปัญหาวัยรุ่นหมด ; แต่ว่าทั้งหมดนั้นมันขึ้นอยู่ที่บังคับตัวเอง.

          ถ้าบังคับตัวเองไม่ได้ มันจะดี ๕ อย่างนี้ไม่ได้, ถ้าบังคับตัวเองได้ มันจะดีได้ทั้ง ๕ อย่างนี้ : เป็นลูกที่ดี เป็นศิษย์ที่ดี เป็นเพื่อนที่ดี เป็นพลเมืองที่ดี เป็นพุทธมามกะที่ดี. เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดสนใจ ที่ว่าจะแก้ปัญหาของตัวในวัยรุ่นก็จงจำคำ ๕ คำนี้ ๕ ดีนี้ไว้ให้ได้ ; แล้วก็จำคำที่ว่า ได้หรือไม่ได้. มันอยู่ที่การบังคับตัวเองได้หรือไม่ได้. ถ้าบังคับตัวเองได้ มันก็ต้องดี, บังคับไม่ได้ มันก็ดีไปไม่ได้.

          ขอให้สนใจใน ๕ อย่างนี้ ให้มากเป็นพิเศษ, ถามตัวเองอยู่อย่าง โดยตรงไปตรงมา ไม่ลำเอียงว่า : เราเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่หรือยัง ? ต้องถามด้วยความซื่อตรง, ต้องตอบด้วยความซื่อตรง. เราอยู่คนเดียวไม่ต้องมีใครได้ยิน กูเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่หรือยัง ? ถ้ามันเลวข้อไหนก็เขกหัวมันเข้า. บุตรที่เลวคือว่าเหลวไหลในการเรียน, ขี้เกียจในการเรียน ; ก็เขกหัวมันได้, เป็นเจ้าชู้ตั้งแต่เล็ก ก็เขกหัวมันเข้า, ใช้เงินของพ่อแม่ ที่ได้มาด้วยเหงื่อไคลนั้นเปลือง ไม่เห็นใจไม่สงสาร ก็เขกหัวมันเข้า. ตัวหาเงินยังไม่ได้ก็ไปใช้สุรุ่ยสุร่าย. เรื่องการสูบบุหรี่ เรื่องดูหนังนี่ ตัวหาเงินยังไม่ได้ ; แต่ก็ใช้เงินของพ่อแม่ ที่หามาด้วยเหงื่อไคล ; อย่างนี้มันใช้ไม่ได้.

          ทดสอบอย่างนี้ : เราเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่หรือยัง ? เราเป็นศิษย์ที่ดี ; ของครูบาอาจารย์หรือยัง ? รู้ได้ง่าย ๆ เดี๋ยวนี้ที่นี่ แม้ในห้องเรียน ในอะไรก็รู้ได้ ; เป็นผู้ซื่อตรงต่อระเบียบวินัย คำสั่ง การบังคับบัญชา เป็นศิษย์ที่ดี. นี่โดยมากยังรวมหัวกันเพื่อแอนตี้ครูบาอาจารย์ก็มี, เรียกครูบาอาจารย์ว่าไอ้ ว่าอีก็มี,พอโกรธขึ้นมามันก็ลำบากกันไปหมด ; ยิ่งครูอาจารย์เป็นหญิงด้วย นักเรียนเป็นผู้ชายอย่างนี้ มันยากที่จะดีได้ ; เพราะฉะนั้นต้องระวัง เมื่อปัญหามันมีขึ้นมา.

          ทีนี้เป็นเพื่อนที่ดีของเพื่อน ถ้าเป็นเพื่อนที่ดีของเพื่อน มันชกต่อยกันไม่ได้ นี่ยังมีด่า มีตี มีชกมีต่อย อะไรกันอยู่ก็พิสูจน์อยู่ในตัวแล้ว ; ยังยิ่งมีมึง ๆ กู ๆ กันอยู่ก็เป็นเพื่อนดีต่อกันไม่ได้.

          นี่เรื่องของเด็ก ๆ : เป็นลูกที่ดี เป็นศิษย์ที่ดี เป็นเพื่อนที่ดี ; ทีนี้พอโตหน่อยมันยังเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติ เป็นพุทธมามกะที่ดีของพระพุทธศาสนาด้วย แล้วจึงค่อยศึกษาต่อไป.

          ขอให้ถือว่าปัญหาวัยรุ่นนี้แก้ได้ ด้วยการดี ๆ สัก ๕ อย่างนี้ : ลูกที่ดี ศิษย์ที่ดี เพื่อนที่ดี พลเมืองที่ดี พุทธมามกะที่ดี ; นี่ได้เพียง ๕ อย่างนี้ แก้ปัญหาวัยรุ่นทั้งหมดได้เลย. ผิดจากนี้เป็นอันธพาล, เป็นวัยรุ่นอันธพาล. ดีทั้ง ๕ อย่างนี้ ได้มาโดยการบังคับตัวเอง อดกลั้นอดทน บังคับตัวเอง ; มีสัจจะ จริงใจ ที่จะทำให้ดี, มีทมะ บังคับตัวเองทำให้ดี, มีขันติ อดทนเมื่อจะต้องอดทน ; การทำดีมันต้องทน ไม่มีการทำดีที่ไหนที่ไม่ต้องทน ยิ่งดีมากยิ่งต้องทนมาก, มีจาคะ ละสิ่งเลว ๆ สิ่งใด ละออกไป, สิ่งใดเลว ละออกไป นี่เรียกว่า จาคะ คือละ ; ก็เป็นคนดีได้ตามความปรารถนา.

          ปัญหาวัยรุ่นหมดไป เพราะดี ๕ ดีนี้. ทำได้ด้วยมีความจริงใจ คือมีสัจจะ บังคับตัวเอง คือมีทมะ มีความอดทน คือมีขันติ สละความชั่ว คือมีจาคะ. นี่พระพุทธเจ้าสอน สำเร็จอยู่ที่การบังคับตัวเอง คืออดทนนั่นแหละ, นอกนั้นมันแวดล้อมความบังคับตัวเอง, สำเร็จอยู่ที่การบังคับตัวเอง.

          ถ้าเราไม่มีจริงใจ เราก็ไม่บังคับตัวเอง, เราไม่อดทน เราก็บังคับอยู่ไม่ได้. เราไม่สละความชั่วเสียบ้าง เราก็บังคับไม่ไหว, มันกดดันสูงมากไป. ดังนั้นขอให้มี สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ บังคับตัวเองให้ได้, ให้เป็นคนดี ๕ ประการ. ปัญหาวัยรุ่นหมดจะมีการเรียนก็ดี ความประพฤติก็ดี สังคมก็ดี ; คนทุกคนจะรักจะเอ็นดู ผีสางเทวดา ถ้ามีก็เอ็นดู, ไม่มีก็แล้วไป, ถ้ามีก็จะเอ็นดูแก่คนเด็ก ๆ ชนิดนี้.

          การที่ขอร้องให้พูดเรื่องเกี่ยวกับปัญหาของคนวัยรุ่นก็พูด อย่างนี้, แล้วก็พูดตรง ๆ อย่างนี้ ไม่ต้องเสียเวลาอ้อมค้อม แล้วก็ ไม่ได้พูดระบุเฉพาะพวกเธอที่นั่งอยู่ที่นี่ ระบุวัยรุ่นทั้งโลกเลย ไม่ใช่แต่ประเทศไทย มีปัญหาอย่างเดียวกันหมด. โลกกำลังจะล่มจมเพราะว่าวัยรุ่นเป็นอันธพาลมากขึ้น, โลกทั้งโลกกำลังจะล่มจม เพราะ ว่าวัยรุ่นเป็นอันธพาลมากขึ้น ในประเทศเราก็เหมือนกัน ประเทศอื่นก็เหมือนกัน เมื่อมันเกิดแบ่งแยกกันเป็น ๒ พวกอย่างนี้แล้ว ; เราอยู่ฝ่ายนี้เถอะ อยู่ฝ่ายที่พระพุทธเจ้าแนะนำนี้ อยู่ฝ่ายดี ; อย่าไปอยู่ฝ่ายที่บาปหรือกิเลส หรือผีหรือพญามารมาแนะนำเลย.

          ก็เป็นอันว่า ได้พูดโดยหัวข้อเกี่ยวกับ ความรอดตัวของวัยรุ่น อย่างครบถ้วนโดยหัวข้อ โดยแนวสังเขป, รายละเอียดก็ไปคิดเอาเองได้ไม่ยาก ; ถ้าไม่ลืมหัวข้อเหล่านี้เสีย. ถ้าลืมหัวข้อเหล่านี้เสีย ก็เป็นอันเลิกกัน.
กิ่งธรรมจาก http://www.buddhadasa.org

Wednesday, January 18, 2012

กระบวนการเรียนรู้แบบพุทธ

กระบวนการเรียนรู้แบบพุทธ
โดย พระไพศาล วิสาโล 


          หากกระบวนการเรียนรู้แบบพุทธหมายถึงกระบวนการที่เป็นไปเพื่อความเจริญแห่งปัญญา สาระของกระบวนการเรียนรู้แบบพุทธก็ได้ถูกย่นย่อไว้แล้วในพุทธพจน์ข้างล่างนี้ 
 
"ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ ประการเหล่านี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญแห่งปัญญา กล่าวคือ การเสวนาสัตบุรุษ การฟังสัทธรรม โยนิโสมนสิการ ธรรมานุธรรมปฏิบัติ" (๒๑/๒๔๙)
       จากพุทธพจน์ข้างต้น สามารถแยกกระบวนการเรียนรู้ออกเป็น ๓ ขั้นตอน คือ
       ๑. การรับรู้ ได้แก่การเสวนาสัตบุรุษ และการฟังสัทธรรม
       ๒. การคิด ได้แก่ โยนิโสมนสิการ
       ๓. การปฏิบัติ ได้แก่ ธรรมานุธรรมปฏิบัติ

                                                                    การรับรู้
        จะเห็นได้ว่า การรับรู้เป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการเรียนรู้แบบพุทธ พุทธศาสนาให้ความสำคัญอย่างมากแก่การรับรู้สิ่งที่ดีงามถูกต้อง(สัทธรรม) ซึ่งรวมถึงการเรียนรู้จากบุคคลที่เป็นกัลยาณมิตร(สัตบุรุษ)

       อย่างไรก็ตาม กระบวนการรับรู้นั้นนอกจากประกอบด้วยข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ หรือคำชี้แนะอันเป็นองค์ประกอบภายนอกแล้ว องค์ประกอบภายใน อันได้แก่ ความสามารถในการรับรู้เข้าใจก็มีความสำคัญอย่างมาก แม้จะได้ยินได้ฟังสิ่งดีงาม แต่หากรับรู้หรือเข้าใจคลาดเคลื่อน การรับรู้ก็ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์
      ความคลาดเคลื่อนในการรับรู้อย่างแรกก็คือ การรับรู้ไม่ตรงตามความเป็นจริง เช่นได้ยินหรือเห็นไปอีกอย่างหนึ่ง ความคลาดเคลื่อนดังกล่าวเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยมากในชีวิตประจำวัน ปัจจัยสำคัญนั้นไม่ได้อยู่ที่อายตนะทั้ง ๕ เช่นหู หรือตา แต่อยู่ที่ใจหรือความรู้สึกนึกคิด คนที่กำลังหวาดกลัวด้วยไม่เคยเข้าป่า ย่อมเห็นรากไม้เป็นงูได้ง่าย ๆ ในทำนองเดียวกันพ่อที่กำลังกังวลกับงานการย่อมได้ยินไม่ตลอดว่าลูกกำลัง ปรึกษาเรื่องอะไร ส่วนคนที่กำลังคุมแค้นอยู่ในใจ ถ้ามีใครยิ้มให้ก็อาจมองว่าเขายิ้มเยาะตนก็ได้ พูดตามหลักปฏิจจสมุปบาทก็คือ สังขารเป็นปัจจัยแก่วิญญาณ
       การรับรู้คลาดเคลื่อนนั้นมิได้เป็นผลจากการปรุง แต่งของอารมณ์ความรู้สึกในขณะนั้นเท่านั้น หากยังเกิดจากทัศนคติหรือทิฏฐิที่ฝังแน่นในใจด้วย เคยมีการทดลองโดยอาจารย์ผู้หนึ่งพาคนแปลกหน้าไปแนะนำให้นักศึกษา ๕ กลุ่มรู้จัก ในแต่ละกลุ่ม ก็แนะนำแตกต่างกันไป เช่นแนะนำว่าเป็นนักศึกษาบ้าง ศึกษานิเทศก์บ้าง อาจารย์บ้าง อาจารย์อาวุโสบ้าง และศาสตราจารย์บ้าง หลังจากนั้นอาจารย์ก็ให้นักศึกษาแต่ละชั้นกะประมาณความสูงของบุคคลผู้นั้น ปรากฏว่านักศึกษาแต่ละกลุ่มประเมินความสูงของชายผู้นั้นแตกต่างกันไป ที่น่าสนใจก็คือ ความสูงของคน ๆ นั้นในสายตาของนักศึกษาแต่ละกลุ่มจะขึ้นอยู่กับว่าบุคคลผู้นั้นแนะนำตัวเอง ว่าอย่างไร “ศาสตราจารย์”จะมีความสูงมากที่สุด และที่สูงน้อยที่สุดคือ”นักศึกษา” นั่นหมายความว่า ยิ่งแนะนำตัวว่ามีสถานะทางสังคมสูงเท่าไร ก็ยิ่งมีความสูงในสายตาของนักศึกษามากเท่านั้น สรุปก็คือ การให้ค่าแก่สถานภาพทางสังคมมีผลต่อการรับรู้ของนักศึกษา(และคนทั่วไป) แม้จะเป็นเพียงการรับรู้ทางกายภาพ หรือการรับรู้ด้วยตาก็ตาม
       ด้วยเหตุนี้ ในกระบวนการเรียนรู้แบบพุทธ นอกจากจะให้ความสำคัญแก่ข้อมูลข่าวสารหรือเนื้อหาที่จะรับรู้แล้ว สิ่งที่จะมองข้ามไปไม่ได้ก็คือความสามารถในการรับรู้ ในทางพุทธศาสนาสิ่งที่จะช่วยให้เกิดการรับรู้ตรงตามความเป็นจริงก็คือ สติ สติช่วยให้บุคคลรู้เท่าทันอารมณ์ความรู้สึกที่กำลังเกิดขึ้นในใจ สามารถยกจิตจากอารมณ์และรับรู้สิ่งต่าง ๆ ที่กำลังประสบอย่างตรงตามความเป็นจริงได้ (active listening ที่กำลังพูดถึงในหลายวงการ ก็คือการฟังอย่างมีสติ ปลอดจากอคติและสมมติฐานล่วงหน้านั่นเอง) สติหากมีกำลังเพียงพอและต่อเนื่อง ยังจะช่วยให้บุคคลมองเห็นตัวเองอย่างลึกซึ้งจนตระหนักถึงทัศนคติหรือความลำเอียงทางเชื้อชาติ เพศ เศรษฐกิจ สถานะ ที่ฝังลึกอยู่ในตน อันเป็นอุปสรรคต่อการรับรู้โลกตามความเป็นจริง
       สติยังช่วยให้ปัญญาหรือความรู้ที่มีอยู่ ถูกดึงมาใช้งานให้เกิดประโยชน์ด้วย และหากฝึกฝนมาดีพอ ทั้ง ๆ ที่เห็นหรือรับรู้สิ่งที่ไม่ดี แทนที่จะเป็นโทษก็อาจเป็นคุณด้วย พุทธศาสนาแม้จะเน้นการรับรู้สิ่งที่ดี แต่เมื่อมีเหตุจะต้องประสบกับสิ่งที่ไม่เกื้อกูล ท่านก็สอนให้รู้จักเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดี พระเถระบางรูปในสมัยพุทธกาล เช่น พระลกุณฑกภัททิยะเห็นนางคณิกาหัวเราะแย้มยิ้ม แทนที่จะเกิดกามราคะในใจ ท่านกลับพิจารณาเป็นอารมณ์ จนเกิดความสลดสังเวชในสังขาร และบรรลุอนาคามิผลทันที ยิ่งพระนาคสมาลด้วยแล้ว ท่านบรรลุอรหัตผลขณะเห็นผู้หญิงฟ้อนรำกลางถนนด้วยซ้ำ
        ในพุทธศาสนามีคำว่า อินทรียสังวร หรือการสำรวมอินทรีย์ หมายถึงการระวังไม่ให้อกุศลธรรมครอบงำใจเมื่อรับรู้สิ่งต่าง ๆ ด้วยอินทรีย์ทั้ง ๖ มักเข้าใจกันว่าอินทรียสังวรหมายถึงการระวังหูระวังตาไม่ไปรับรู้รับเห็น สิ่งที่ไม่ดีไม่งาม นี้ยังเป็นความหมายที่แคบ การสำรวมอินทรีย์ที่แท้จริงหมายความรวมถึง การรักษาใจให้เป็นปกติ ไม่เกิดอกุศลแม้จะเห็นสิ่งไม่ดีไม่งาม พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) อธิบายคำนี้ให้เข้าใจง่าย ๆ ว่าหมายถึง"การใช้อินทรีย์ให้เป็น" ความหมายดังกล่าวมีความสำคัญมาก การฝึกฝนอบรมเยาวชน(และผู้ใหญ่)ที่แล้วมาเน้นให้หลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่ดี (เช่น สื่อลามก และสื่อรุนแรง) แต่การสอนเพียงเท่านี้ไม่เพียงพอเสียแล้ว เพราะทุกวันนี้สิ่งดังกล่าวได้แพร่สะพัดไปทั่ว และตามเข้าไปถึงห้องนอน (โดยผ่านโทรทัศน์ วีดีโอ และคอมพิวเตอร์) ในเมื่อสิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คนยุคบริโภคนิยมไปแล้ว จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องฝึกฝนให้เยาวชน(และผู้ใหญ่)รู้ว่าจะวางใจอย่าง ไรเมื่อประสบพบเห็นสิ่งเหล่านี้ พูดง่าย ๆ คือฝึกให้เป็นฝ่ายรับที่ชาญฉลาด แทนที่จะเอาแต่หลบเลี่ยง(ซึ่งเป็นไปไม่ได้แล้ว)
       แน่นอนว่าสติเป็นองค์ประกอบที่สำคัญมากสำหรับอินทรียสังวร แต่อินทรียสังวรจะเกิดผลดีได้ต้องอาศัยปัญญาหรือการรู้จักคิดด้วย นี้เป็นเรื่องของโยนิโสมนสิการ
       ก่อนที่จะพูดต่อไปถึงเรื่องโยนิโสมนสิการ ควรกล่าวด้วยว่ายังมีความคลาดเคลื่อนในการรับรู้อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่การเข้าใจเนื้อหาสาระหรือจับประเด็นได้ไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน ในกรณีที่เป็นการฟังหรือการอ่าน การรับรู้ที่ถูกต้องมิได้หมายความว่าได้รับรู้ถ้อยคำอย่างถูกต้องครบถ้วนเท่านั้น หากยังรวมไปถึงการเข้าใจเนื้อหาหรือสามารถจับประเด็นที่อีกฝ่ายหนึ่งต้องการสื่อได้ และถ้าให้ดีกว่านั้นก็คือสามารถเข้าใจอรรถหรือจุดมุ่งหมายของเนื้อหาดังกล่าว ประเด็นนี้จะได้กล่าวต่อไป
                     
                                                               การคิด
        เมื่อรับรู้ข้อมูลข่าวสารหรือคำแนะนำได้อย่างถูกต้อง ตรงประเด็น และครบถ้วนแล้ว กระบวนการเรียนรู้ขั้นต่อมาก็คือ การคิด หรือการนำเอาสิ่งที่รับรู้นั้นมาย่อย จัดระเบียบ หรือเสริมเติมต่อเพื่อให้เกิดปัญญาเพิ่มพูนขึ้น เปรียบดังการย่อยอาหารให้เกิดพลังงานเพื่อความเจริญเติบโตของร่างกาย
       โยนิโสมนสิการคือการใช้ความคิดอย่างถูกวิธี สามารถจัดได้เป็น ๒ ประเภทใหญ่ ๆ คือ โยนิโสมนสิการแบบปลุกปัญญา คือการคิดเพื่อให้เกิดความรู้แจ้งตามสภาวะหรือความเป็นจริง โยนิโสมนสิการประเภทนี้มุ่งให้เกิดโลกุตตรสัมมาทิฏฐิ เข้าถึงอิสรภาพทางจิตและปัญญา แต่ในระดับสามัญหรือโลกียธรรมหมายถึงการคิดเพื่อให้เกิดปัญญาเพิ่มพูนขึ้น ส่วนโยนิโสมนสิการอีกประเภทหนึ่งคือ โยนิโสมนสิการแบบเสริมสร้างคุณภาพจิต เป็นการใช้ความคิดเพื่อให้เกิดกุศลธรรม เป็นอุบายลดโลภะ โทสะและโมหะ โดยใช้ธรรมฝ่ายดีมากดข่มหรือทดแทน
       พระพรหมคุณาภรณ์ได้แจกแจงโยนิโสมนสิการ ๒ ประเภทดังกล่าวออกมาเป็น ๑๐ วิธีอย่างละเอียด ผู้สนใจสามารถอ่านได้จาก พุทธธรรม จึงไม่ขอกล่าวในที่นี้
       อย่างไรก็ตาม ขอกล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้รู้จักคิดหรือเกิดโยนิโสมนสิการก็คือการรู้จักตั้งคำถาม คำถามนั้นเป็นตัวนำความคิดและกำหนดการรับรู้เพื่อแสวงหาคำตอบ พระพุทธองค์ได้ใช้คำถามในการกระตุ้นให้เกิดปัญญาบ่อยครั้งมาก อันที่จริงการที่มีพุทธศาสนาเกิดขึ้นได้ก็เพราะเจ้าชายสิทธัตถะหมั่นตั้งคำถามกับตนเองอยู่ตลอดเวลาว่า ทำอย่างไรถึงจะพ้นทุกข์ได้ คำถามนี้คำถามเดียวเท่านั้นที่ทำให้ทรงสละวังออกบวช ละทิ้งอาฬารดาบส อุททกดาบส และเลิกละการบำเพ็ญทุกรกริยา จนค้นพบสัจธรรม อันทำให้พ้นทุกข์สิ้นเชิง
        คำถามอีกเช่นกันที่ทำให้องคุลีมาลฉุกคิดขึ้นมา เลิกไล่ล่าพระพุทธองค์ และสนใจสดับฟังธรรมจากพระองค์ คำถามนั้นก็คือ"เราหยุดแล้ว แต่เหตุใดท่านจึงยังไม่หยุด ?"
       เมื่อถูกลูกศรเสียบอก ปัญหาเร่งด่วนที่จะต้องหาคำตอบคืออะไร ถามหาว่าใครยิงธนู ? ธนูมาจากไหน ? ทำด้วยอะไร ? หรือตอบให้ได้ว่า ทำอย่างไรจะถอดลูกธนูออกมาได้ ? คำถามเหล่านี้พระพุทธองค์ได้ใช้ในการกระตุ้นให้ผู้คนเกิดฉุกคิดขึ้นมา และสนใจในการปฏิบัติธรรมเพื่อพ้นทุกข์ แทนที่จะคอยจะหาคำตอบในทางอภิปรัชญา ว่า โลกเที่ยงหรือไม่ ?คนเรามาจากไหน ? ตายแล้วไปไหน ? ซึ่งล้วนเป็นคำถามที่ทำให้ชีวิตว่างเปล่าและหลงทิศหลงทาง
       กระบวนการเรียนรู้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่รู้จัก คิดหรือคิดไม่ถูกวิธี ขณะเดียวกันคนจะคิดเป็นหรือคิดถูกวิธีได้ก็เพราะรู้จักตั้งคำถาม กระบวนการศึกษาที่ถูกต้องจึงควรให้ความสำคัญแก่การฝึกให้รู้จักตั้งคำถาม ด้วย มิใช่เก่งแต่การแสวงหาหรือจดจำคำตอบอย่างเดียว
      เนื่องจากการเรียนรู้แบบต่าง ๆ พูดถึงเรื่องการคิดไว้มากแล้ว จึงจะไม่ขอกล่าวในที่นี้มากนัก



                                                                  การปฏิบัติ
        ในทางพุทธศาสนา การปฏิบัติเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ การเรียนรู้ที่ขาดการปฏิบัติย่อมมิใช่การเรียนรู้ที่ครบถ้วนสมบูรณ์หรือถูก ต้อง นี้อาจเป็นจุดสำคัญที่ทำให้การศึกษาแบบพุทธแตกต่างจากการศึกษาแบบตะวันตก หลายสำนัก เพราะฝ่ายหลังนั้นเน้นการใช้ความคิดล้วน ๆ จึงเป็นการเรียนรู้ในระดับพุทธิปัญญา(intellect)
      การศึกษาหรือสิกขาในทางพุทธศาสนา ประกอบด้วย ๓ ส่วน คือ อธิสีลสิกขา อธิจิตสิกขา และอธิปัญญาสิกขา เรียกสั้น ๆ ว่าศีล สมาธิ ปัญญา ทั้ง ๓ ส่วนนี้ต้องอาศัยการปฏิบัติเป็นส่วนสำคัญ นอกเหนือจากการสดับฟัง การอ่าน และการคิด
       พึงสังเกตว่าการปฏิบัติที่พระพุทธองค์ทรงเน้นดังปรากฏในพุทธพจน์ต้นบทความก็คือการปฏิบัติที่เรียกว่าธรรมานุธรรมปฏิบัติ คำนี้มักแปลกันว่า ปฏิบัติธรรมโดยสมควรแก่ธรรม หรือปฏิบัติธรรมน้อยคล้อยแก่ธรรมใหญ่ พระธรรมปิฎกให้อธิบายเพิ่มเติมว่าหมายถึง"ปฏิบัติธรรมถูกหลัก คือทำให้ข้อปฏิบัติย่อยเข้ากันได้ สอดคล้องกันและส่งผลแก่หลักการใหญ่ เป็นไปเพื่อจุดหมายที่ต้องการ" (พุทธธรรม หน้า ๖๘๔) พูดง่าย ๆ คือปฏิบัติตรงตามจุดมุ่งหมาย
       การปฏิบัติให้ตรงตามจุดมุ่งหมายมิใช่เรื่องง่าย พระพุทธองค์เคยตรัสกับพระสารีบุตรว่า ผู้ที่ยินดีในธรรมานุธรรมปฏิบัติ นับว่าหาได้ยาก แม้ว่าในที่นี้พระองค์จะทรงหมายถึงผู้ปฏิบัติเพื่ออรหัตผล แต่ในระดับโลกียธรรมธรรมานุธรรมปฏิบัติก็ยังเป็นเรื่องยากอยู่ดี เพราะการปฏิบัติธรรมนั้น นอกจากจะต้องรู้ข้อธรรมแล้ว ยังต้องรู้จุดมุ่งหมายของธรรมข้อนั้น ๆ ด้วย จึงจะปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง แต่นักปฏิบัติเป็นอันมาก แม้จะรู้ข้อธรรมแต่ไม่เข้าใจจุดมุ่งหมาย ดังนั้นเราจึงเห็นคนถือศีลจำนวนไม่น้อย เกิดความหลงตัวหรือยกตนข่มทานว่าสมาทานศีลมากกว่าหรือเคร่งกว่าคนอื่น ทั้ง ๆ ที่ศีลนั้นมีจุดหมายเพื่อการลดละและขัดเกลาตนเอง น้อมจิตสู่ความสงบสำหรับเป็นฐานสู่สมาธิและปัญญา ในทำนองเดียวกันหลายคนถือสันโดษแล้วก็เลยเฉื่อยชา ไม่เอางานเอาการทั้ง ๆ ที่สันโดษนั้นพระองค์ทรงสอนเพื่อผู้คนจะได้เอากำลังและเวลาที่เคยปรนเปรอตน ไปใช้ในการสร้างสรรค์ความดีงามทั้งสำหรับตนและส่วนรวม อีกตัวอย่างคือสุขและสัปปายะ จุดมุ่งหมายของทั้ง ๒ ประการ เพื่อเอื้อให้การปฏิบัติเป็นไปด้วยดี แต่คนเป็นอันมาก เมื่อได้รับความสุขและอยู่ในที่สบาย(สัปปายะ) ก็พอใจเพียงเท่านั้น หยุดนิ่ง ไม่สนใจที่จะเพียรพยายามพัฒนาตน
       ตัวอย่างที่ยกมาข้างต้นก็เพื่อจะชี้ว่า นอกจากจะให้ความสำคัญแก่การปฏิบัติในฐานะที่เป็นขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการ เรียนรู้แล้ว การเข้าใจจุดมุ่งหมายของการปฏิบัติแต่ละอย่างก็เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ ด้วยเหตุนี้กัลยาณมิตรหรือครูบาอาจารย์ จึงไม่เพียงแต่จะต้องเป็นผู้ที่สามารถชี้แนะสิ่งดีงาม(ธรรม)แก่ศิษย์แล้ว ยังจะต้องเข้าใจกระจ่างชัดในจุดมุ่งหมาย(อรรถ)ของสิ่งเหล่านั้นด้วย พร้อมกันนั้นก็สามารถช่วยให้ศิษย์รู้จักคิด สามารถเข้าใจเนื้อหาสาระของสิ่งที่ตนสอน จับหลักจับประเด็นได้ พร้อมกับเข้าใจจุดมุ่งหมายของหลักหรือสาระเหล่านั้นได้ด้วย (พระพรหมคุณาภรณ์เรียกวิธีคิดแบบนี้ว่า วิธีคิดแบบอรรถธรรมสัมพันธ์) เมื่อเข้าใจจุดมุ่งหมายแล้ว ก็สามารถประยุกต์สิ่งที่ได้เรียนรู้มาให้เกิดผลได้ในทุกสถานการณ์ หรือสามารถบูรณาการสิ่งเหล่านั้นให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับชีวิตประจำวัน ได้ คนเป็นอันมากไม่สามารถเอาความรู้มาใช้ในประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ สาเหตุสำคัญก็เพราะไม่เข้าใจจุดมุ่งหมายของความรู้เหล่านั้น ประวัติศาสตร์ ปรัชญา หรือแม้แต่ศาสนา จึงเป็นเพียงแค่ความรู้ในตำราที่ใช้ประโยชน์เฉพาะเวลาสอบหรือโต้เถียงกัน เท่านั้น ในทำนองเดียวกันวิทยาศาสตร์ก็กลายเป็นเรื่องของเทคโนโลยี แต่มิได้ช่วยให้คนรู้จักคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลเลย
        ผู้ที่สนใจการปฏิบัติในฐานะที่เป็นกระบวนการเรียน รู้ ขอแนะให้ดูตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมจากบทความเรื่อง"ปลูกผักสร้างคนที่ โรงเรียนวัดวังสวัสดี"ใน สานปฏิรูป ฉบับที่ ๑๔ เดือนเมษายน ๒๕๔๒ บทความนี้เป็นเรื่องของโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กโดยใช้การปลูกผักเป็นสื่อหรืออุบาย เด็กจะเรียนรู้คณิตศาสตร์ ศีลธรรม นิเวศวิทยา วิชาธุรกิจและการจัดการ รวมทั้งคุณค่าของการร่วมมือกัน จากการที่ได้ร่วมกันปลูกผัก ในด้านหนึ่งนี้คือการฝึกให้เด็กเกิดการเรียนรู้โดยการลงมือปฏิบัติและใช้ ความจริงเป็นตัวตั้ง (แทนที่จะเอาวิชาเป็นตัวตั้ง) อีกด้านหนึ่งนี้เป็นตัวอย่างของการบูรณาการความรู้และวิชาการทั้งหลายให้มา ผสานกันโดยมีแปลงผักเป็นจุดเชื่อมต่อ แต่แปลงผักจะนำผู้เรียนไปสู่โลกแห่งวิชาความรู้สาขาต่าง ๆ ได้ก็ต่อเมื่อครูหรือผู้แนะนำนั้นรู้ชัดในอรรถหรือจุดมุ่งหมายของกิจกรรม ต่าง ๆ ที่แนะให้เด็กทำ หาไม่แปลงผักก็มีความหมายเพียงแค่อาหารกลางวันราคาถูกหรือคะแนนเสริม ประสบการณ์เท่านั้น
       ควรกล่าวย้ำด้วยว่า การปฏิบัติที่จะเอื้อต่อการเรียนรู้อย่างแท้จริงนั้น ต้องไม่จำกัดอยู่เพียงแค่การทำ"การบ้าน"หรือการทำแบบฝึกหัดในหนังสือเท่านั้น หากยังหมายถึงการพาตนออกจากห้องเรียนสู่โลกกว้าง ได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนและสรรพสิ่งท่ามกลางสังคม เพื่อรู้จักชีวิตและความเป็นจริง
       การรับรู้ การคิด และการปฏิบัตินี้ ในที่สุดก็จะเชื่อมกันเป็นวัฎจักร เพราะเมื่อปฏิบัติอย่างถูกต้อง นอกจากจะช่วยให้รู้จักคิดได้ดีขึ้น และเกิดความรู้ใหม่แล้ว ยังทำให้เกิดทัศนคติใหม่ เกิดความใฝ่รู้ มองสิ่งต่าง ๆ ว่าเอื้อให้เกิดปัญญาได้ทั้งนั้น อีกทั้งยังอาจเกิดทัศนคติที่ดีต่อผู้อื่นมากขึ้น เช่นเห็นว่าการร่วมมือกันจะทำให้เกิดการเรียนรู้ได้มากขึ้น ทัศนคติเหล่านี้ย่อมเปิดใจให้รับรู้สิ่งต่าง ๆได้มากขึ้น ละเอียดลออถี่ถ้วนขึ้น เรียกว่าเปิดใจกว้างและเป็นกลางได้มากขึ้น เป็นการเพิ่มสมรรถนะในการใช้อินทรีย์ให้เกิดประโยชน์ การรับรู้เช่นนี้ย่อมส่งผลให้เกิดการคิดและการปฏิบัติที่เกื้อกูลเป็นกุศลมากขึ้น เอื้อให้เกิดความเจริญแห่งปัญญา และนำไปสู่ความงอกงามแห่งชีวิตและสังคมในที่สุด
       นอกจากการสัมพันธ์เชื่อมโยงจนครบวงจรแล้ว ในทางพุทธศาสนายังเห็นว่า ทั้งการรับรู้ การคิด และการปฏิบัติ ในตัวมันเองก็เป็นบ่อเกิดแห่งปัญญาได้ด้วยโดยที่ไม่ต้องรอให้เชื่อมโยงจนครบ กระบวนการเสียก่อน ดังเรียกปัญญาที่เกิดจากการรับรู้สดับฟังว่าสุตมยปัญญา เรียกปัญญาที่เกิดจากการคิดว่าจินตามยปัญญา และเรียกปัญญาที่เกิดจากการปฏิบัติว่าภาวนามยปัญญา อย่างไรก็ตามกล่าวโดยรวมแล้วความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ การคิด และการปฏิบัติก็ยังเป็นสิ่งสำคัญต่อการเรียนรู้ แม้แต่ปัญญา ๓ ประเภทที่กล่าวมา เมื่อพิจารณาอย่างถึงที่สุด ก็มิได้อาศัยการรับรู้ การคิด และการปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งล้วน ๆ หากยังต้องมีองค์ประกอบอีก ๒ อย่างเป็นทุนเดิมหรือปัจจัยหนุน เพียงแต่ไม่เด่นเท่านั้น
                                                                                 *******
กิ่งธรรมจาก http://www.visalo.org