Tuesday, February 28, 2012

มองแต่ไม่เห็น ภาวัน

เพาะธรรม ตอน 
มองแต่ไม่เห็น
โดย ภาวัน


       ขณะที่เขาขับมอเตอร์ไซค์ใกล้ถึงสี่แยก ก็เห็นสัญญาณไฟเขียว จึงพุ่งไปข้างหน้า แต่พอถึงกลางสี่แยก รถเก๋งซึ่งแล่นมาจากทิศทางตรงกันข้าม ก็เลี้ยวซ้ายแล้วชนเขาอย่างจัง เขากระเด็นจากรถกระแทกพื้น โชคดีที่เขาเพียงแต่ดั้งจมูกหักและเสียฟันไปสองสามซี่ อย่างไรก็ตามเขาถูกปรับเนื่องจากไม่สวมหมวกกันน็อค ส่วนคนขับรถเก๋งถูกปรับที่ไม่ยอมให้ทางรถมอเตอร์ไซค์
       เหตุการณ์นี้ดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ว่าเมืองเล็กเมืองใหญ่ สาเหตุนั้นมักสรุปกันว่าเป็นเพราะความประมาทของคนขับไม่ฝ่ายใดก็ฝ่ายหนึ่ง หรือทั้งสองฝ่าย แต่บ่อยครั้งทั้งคู่ยืนยันว่าตนขับด้วยความระมัดระวัง คนขับรถเก๋งหลายคนยืนยันว่าไม่เห็นรถมอเตอร์ไซค์เลยก่อนที่จะพุ่งชน บางคนถึงกับบอกว่า “ผมให้สัญญาณไฟเลี้ยวก่อนแล้ว หนำซ้ำยังดูจนแน่ใจว่าถนนว่าง จึงเลี้ยว จู่ ๆ ก็มีอะไรมาชนรถของผม มารู้อีกทีก็เห็นคนนอนแผ่อยู่บนถนนพร้อมกับมอเตอร์ไซค์” ส่วนคนขับมอเตอร์   ไซค์ก็พูดทำนองว่า “ผมขับอยู่ดี ๆ รถคันนั้นก็พุ่งมาชนผม แถมคนขับยังมองมาที่ผมด้วยซ้ำ “
       เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยมากจนยากที่จะสรุปว่าเป็นเพราะความประมาทอย่างเดียว ในที่สุดนักวิชาการคู่หนึ่งเชื่อว่าตนพบคำตอบ คริสโตเฟอร์ ชาบริส และดาเนียล ไซมอนส์ ได้ทำการทดลองที่มีชื่อเสียงมาก เขานำวีดีโอคลิปความยาวไม่ถึง ๑ นาทีมาให้คนกลุ่มแล้วกลุ่มเล่าชม วีดีโอนั้นเป็นภาพนักกีฬา ๒ ทีมเดินสลับกันไปมาในวง ระหว่างนั้นก็โยนลูกบาสเกตบอลให้แก่เพื่อนในทีมไปด้วย ทีมหนึ่งใส่เสื้อสีขาว อีกทีมหนึ่งใส่เสื้อสีดำ รวมแล้วมีไม่ถึงสิบคน
      สิ่งที่ผู้ชมได้รับมอบหมายให้ทำก็คือ นับในใจว่าทีมเสื้อขาวนั้นโยนลูกให้กันกี่ครั้ง โดยไม่ต้องสนใจทีมเสื้อดำ เมื่อฉายวีดีโอเสร็จ ผู้ฉายก็ถามว่า มีการโยนลูกกี่ครั้ง แน่นอนว่าคำตอบค่อนข้างหลากหลาย แต่ที่จริงนั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญอยู่ที่คำถามข้อที่สองว่า “ระหว่างที่นับลูกนั้น มีใครเห็นกอริลล่าบ้าง” ประมาณครึ่งหนึ่งรู้สึกงงงันว่า เขากำลังพูดถึงเรื่องอะไร ดังนั้นจึงมีการฉายคลิปวีดีโอนั้นซ้ำอีกครั้ง คราวนี้ทุกคนไม่ต้องนับแล้ว และให้สังเกตว่าเห็นอะไร ไม่นานทุกคนก็พบคำตอบ เพราะพอคลิปวีดีโอฉายได้ไม่ถึง ๓๐ วินาที ก็มีคนแต่งชุดกอริลล่าเดินเข้ามากลางวงปะปนอยู่กับทั้งสองทีม แถมยังหันหน้าให้กล้อง และตบอกก่อนที่จะเดินจากไป
      “กอริลล่า”นั้นปรากฏกลางจอนาน ๙วินาที แต่เกือบครึ่งของผู้ชมมองไม่เห็นเลย ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น คำตอบก็คือ เมื่อใจเราจดจ่ออยู่กับอะไรสักอย่าง มีแนวโน้มที่เราจะมองไม่เห็นสิ่งที่ไม่คาดคิด ทั้ง ๆ ที่มันอยู่ต่อหน้าเราแท้ ๆ
       มีการ ทดลองทำนองนี้อยู่หลายครั้ง โดยนักวิชาการคนละกลุ่ม คราวหนึ่งเปลี่ยนจากคนเล่นบาสเกตบอล มาเป็นตัวอักษรสีขาวและสีดำ คนดูเพียงแต่นับอักษรสีขาวที่เคลื่อนมาแตะริมจอคอมพิวเตอร์ ไม่ต้องสนใจสีดำ ปรากฏว่าร้อยละ๓๐ มองไม่เห็นกากบาทสีแดงที่เคลื่อนมากลางจอ ทั้ง ๆ ที่สีแดงเป็นสีที่โดดเด่น ต่างจากกอริลลาสีดำซึ่งเป็นสีเดียวกับของอีกทีมหนึ่งที่โยนบาสเกตบอลในการ ทดลองก่อนหน้านั้น
        มีการทดลองอีกครั้งหนึ่งซึ่งเชื่อมโยงกับการเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์โดยตรง คราวนี้กำหนดให้อาสาสมัครขับรถโดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์จำลองสถานการณ์จริง (simulator) ทุกคนได้รับโจทย์ว่า เมื่อถึงสี่แยก ให้มองหาลูกศรสีน้ำเงินซึ่งชี้ว่าให้เลี้ยวไปทางไหน ทั้งนี้ไม่ต้องสนใจลูกศรสีเหลือง ขณะที่รถวิ่งมากลางสี่แยก ก็ให้รถมอเตอร์ไซค์อีกคันหนึ่งแล่นสวนมาแล้วหยุด การทดลองพบว่า หากคนขับมอเตอร์ไซค์สวมเสื้อสีน้ำเงินซึ่งเป็นสีเดียวกับลูกศรที่ต้องมอง คนขับรถเก๋งจะสังเกตเห็นและหยุดทัน แต่ถ้าคนขับมอเตอร์ไซค์สวมเสื้อสีเหลือง ร้อยละ ๓๖ จะพุ่งขับชน โดยที่บางคนไม่ได้แตะเบรกเลยด้วยซ้ำ
        การทดลองเหล่านี้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า คนเรามิได้เห็นทุกอย่างที่อยู่ต่อหน้า หากเป็นสิ่งที่ไม่คาดหวังว่าจะเจอหรือไม่อยู่ในความสนใจ ก็มีแนวโน้มที่จะมองไม่เห็น นั่นหมายความต่อไปว่า สิ่งที่เราไม่เห็น ก็ไม่ได้แปลว่าสิ่งนั้นไม่มี ดังนั้นจึงอย่าเชื่อสายตาของเรามากนัก เพราะมันมีข้อจำกัดมากมาย
       บ่อยครั้งที่ผู้คนทะเลาะกันเพราะเชื่อสายตาของคนมากไป แต่ถ้าเราไม่ยึดมั่นสำคัญหมายว่าสิ่งที่เราเห็นเท่านั้นที่เป็นความจริง เราคงจะทะเลาะกันน้อยลง และฟังกันมากขึ้น 
*******
       ทุกครั้งที่ผมอ่านงานเขียนของภาวัน แล้วมีอะไรมาบำรุงสติปัญญาเป็นประจำ จนไม่อยากให้สิ่งอันมีคุณค่าอันนี้ผ่านไป โดยที่ชุมชนเพาะธรรมได้เรียนรู้ไปพร้อมกัน ดำเนินรอยตามอัครสาวกของพระพุทธเจ้า ที่ท่านได้รับทราบเรื่องดีๆมีคุณค่าต้องบอกกล่าวกัน 
 *******
เพาะธรรมจาก  http://www.visalo.org

Wednesday, February 22, 2012

ถอนพิษความทรงจำอันเจ็บปวด

เพาะธรรม
ถอนพิษความทรงจำอันเจ็บปวด
โดย ภาวัน

ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
 
       ในชีวิตของเราย่อมมีเหตุการณ์มากมายที่ยากจะลืมเลือนได้ จะวิเศษเพียงใดหากเหตุการณ์เหล่านั้นล้วนเป็นเรื่องที่หวานชื่นระรื่นใจ แต่ความจริงก็คือมันมักเป็นเรื่องราวที่ขมขื่น หนาวเหน็บและเจ็บปวด นึกทีไรความเศร้าโศก โกรธแค้น หรือรู้สึกผิดก็เกาะกุมใจ ครั้งแล้วครั้งเล่าที่อยากกำจัดมันออกไปจากความทรงจำ แต่ยิ่งพยายามกำจัด มันก็ยิ่งประทับแน่น ยิ่งผลักไสมันให้ไกล มันก็ยิ่งโผล่หน้ามาหลอกหลอน
        จะว่าชะตากรรมชอบเล่นตลกกับเราก็ได้ แต่อันที่จริงแล้วตัวการมิใช่อะไรอื่นเลย หากเป็นธรรมชาติของใจเราเอง สิ่งใดที่เราเกลียดหรือรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ มันจะมีแรงดึงดูดต่อใจของเรา สังเกตไหมเวลาเราโกรธเกลียดใคร เราจะนึกถึงคน ๆ นั้นบ่อย ๆ เศร้าโศกเสียใจเรื่องอะไร มันก็จะยิ่งผุดโผล่ขึ้นมาในใจ แต่นั่นยังไม่เท่าไร ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อเราพยายามผลักไสหรือกำจัดมัน มันยิ่งตามมารบกวนจิตใจบ่อยขึ้น แม้กระทั่งในยามหลับ
        ที่ออสเตรเลียเคยมีการทดลองกับนักศึกษาจำนวน ๑๐๐ คน โดยให้แต่ละคนเลือกความนึกคิดมาหนึ่งเรื่องที่เขาไม่ชอบแต่มักปรากฏในจิตใจ จากนั้นก็ให้นักศึกษาครึ่งหนึ่งกดข่มความคิดนั้นก่อนนอน ๕ นาที เมื่อตื่นขึ้นมาให้ทุกคนรีบเขียนบันทึกเกี่ยวกับความฝันในคืนนั้นทันที การวิเคราะห์พบว่า นักศึกษากลุ่มหลังนี้ฝันถึงความคิดดังกล่าวมากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้กดข่มมัน
        การทดลองนี้ยืนยันว่ายิ่งอยากกำจัดความคิดหรือความทรงจำอย่างใดอย่างหนึ่ง มันยิ่งตามมารบ
กวนทั้งในยามตื่นและหลับ
        ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?
        การค้นพบทางด้านประสาทวิทยาอาจให้คำตอบในเรื่องนี้ได้ เมื่อประสบเหตุการณ์ที่ทำให้เรารู้สึกเจ็บปวด โกรธแค้น หรือเศร้าโศก ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความเครียด ซึ่งไปกระตุ้นให้อามิกดาลา (สมองส่วนที่ทำงานเกี่ยวกับอารมณ์) สั่งการให้มีการบันทึกความจำเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้น ฮอร์โมนดังกล่าวหลั่งออกมามากเท่าไร ความจำในเรื่องนั้น ๆ ก็จะยิ่งฝังลึกโดยมีอารมณ์ความรู้สึกเข้าไปย้ำ
        อารมณ์ความรู้สึกที่เกิดจากเหตุการณ์เหล่านั้นจึงเป็นตัวการสำคัญที่ตอกย้ำความทรงจำให้ประทับแน่นมากขึ้น ยิ่งเจ็บปวดมากเท่าไร ก็ยิ่งลืมเลือนได้ยาก แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ตรงนี้เท่านั้น ตอนที่หวนระลึกถึงเหตุการณ์นั้นอีก แล้วเราเกิดความรู้สึกเจ็บปวดตามมา แถมยังพยายามจะไปกำจัดมัน ความเครียดที่เกิดจากกระบวนการดังกล่าว ยิ่งทำให้ความทรงจำนั้นฝังลึกมากขึ้น
        ดังนั้นถ้าไม่อยากให้มันฝังลึกมากไปกว่านี้ อย่างแรกที่ต้องทำก็คือ อย่าไปรู้สึกเป็นปฏิปักษ์กับความทรงจำดังกล่าว เมื่อเหตุการณ์ใด ๆ ผุดโผล่ขึ้นมาในใจ อย่าไปหงุดหงิดหรือโกรธเกลียดมัน ปล่อยมันไป ไม่ต้องสนใจมัน รวมทั้งไม่ต้องอยากไปกำจัดมันด้วย เพราะถ้าเราหงุดหงิดใส่มัน โกรธเกลียดมัน หรืออยากกำจัดมันเมื่อไร ฮอร์โมนความเครียดจะหลั่งออกมาและทำให้ความทรงจำในเรื่องนั้นฝังลึกขึ้น
        เราไม่อาจเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ในอดีตได้ แต่เราสามารถเปลี่ยนแปลงท่าทีหรือความรู้สึกต่อเหตุการณ์ที่ผ่านมาได้ แทนที่จะพยายามปฏิเสธมัน หรือผลักไสกดข่มความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ เหล่านั้น เราลองหันมายอมรับมันหรือวางใจเป็นกลางกับมัน ใหม่ ๆอาจทำได้ยาก แต่เราสามารถฝึกใจได้ ด้วยการนั่งนิ่ง ๆ ทำใจให้สงบ แล้วค่อย ๆ นึกถึงเหตุการณ์นั้น เมื่อความรู้สึกเจ็บปวดเกิดขึ้น ก็ให้รับรู้เฉย ๆ โดยไม่พยายามกดข่มหรือปฏิเสธมัน เปิดใจต้อนรับเสมือนเป็นเพื่อนสนิทของเรา หากอยากร้องไห้ ก็ขอให้ร้องไห้ออกมา หากมีเพื่อนหรือประจักษ์พยานรับรู้ด้วย ก็ยิ่งดี การที่เรากล้าเปิดเผยเรื่องราวเหล่านี้ให้เขาฟัง แสดงว่าเราทำใจยอมรับมันได้มากขึ้นแล้ว
        เมื่อใดก็ตามที่เราวางใจเป็นกลาง สงบ ไม่หวั่นไหวกับเหตุการณ์ในอดีต เหตุการณ์เหล่านั้นก็ไม่อาจโบยตีหรือหลอกหลอนเราได้อีกต่อไป มันอาจจะไม่เลือนรางในเร็ววัน แต่ก็จะรบกวนจิตใจเราน้อยลง ถึงจะมาปรากฏในมโนสำนึกอีก แต่ก็ไร้พิษสง ไม่ทำให้เราเจ็บปวดอีก แต่เดิมที่เคยเป็นเสมือนแผลเรื้อรัง ที่แตะต้องเมื่อไร ก็เจ็บเมื่อนั้น บัดนี้แผลได้สมานสนิท แม้จะเป็นแผลเป็น แต่ก็แตะต้องได้โดยไม่รู้สึกเจ็บปวดอีกต่อไป
        ความทรงจำเกี่ยวกับความผิดหวัง พลัดพราก สูญเสียในอดีตนั้น ไม่จำเป็นต้องพ่วงมากับความรู้สึกเจ็บปวด โกรธแค้น เศร้าโศกเสมอไป และมันมิใช่สิ่งเลวร้ายไปเสียหมด แต่ยังสามารถเป็นต้นทุนที่เพิ่มประสบการณ์ชีวิต ทำให้เราเข้มแข็งและมีปัญญามากขึ้น ใช่หรือไม่ว่านี้คือหัวใจสู่ชีวิตที่สงบเย็นและเป็นสุข
*******
กิ่งธรรมจาก  http://www.visalo.org

จริตคน คนมีจริต จริตลิขิตคน



จริตคน คนมีจริต จริตลิขิตคน ทุกคนมีจริต
เตีย ที่ดี รวบรวมและบ่น


       พูดถึงจริต เชื่อว่าหลายท่าน อาจรับไม่ได้ ทั้งนี้เป็นเพราะว่ามีคำหนึ่งที่พอเราได้ยินแล้ว ลมออกหู เป็นควัน คือ ดัดจริตหรือ เป็นคนมีราคะจริต อะไรทำนองนั้น
       เรื่องนี้ ได้ทดลองกับเพื่อนร่วมสำนักงาน 
       โดยที่จะบอกก่อนว่า เป็นเรื่องที่สมมติขึ้น กันไว้ก่อน
        ถ้ามีใครบอกว่า คุณเป็นคนมีราคะจริต คุณมีความรู้สึกอย่างไร
       ได้เรื่องครับ ทั้งที่บอกก่อนแล้วว่า สมมติ แต่ทุกคนร้อยทั้งร้อย ที่ถูกถามก็ตาเขียวปัด มองมาที่ผมบางคนโดยเฉพาสุภาพสตรี ยิ่งยังโสดด้วยแล้ว หน้าแดงยังกะเนื้อมะละกอสุก เชียว นะขอรับ
       อะไรทำให้เกิดเหตุการณ์ที่ว่า ผมกลัวเหตุการณ์จะบานปลาย เลยรีบบอกความหมายจริง
       เลยได้ถาม เพราะอะไร 
       ทุกคนตอบเสียงเดียวกันว่า หมายถึง มีความต้องการทางเพศและก็สูงอีกต่างหาก อะไรทำนองนั้น
       ไหนบอกว่า เป็นชาวพุทธ แล้วท่านละเมื่อถูกถามด้วยคำถามเดียวกันนี้ จะตอบผมว่าอย่างไร
       ได้คำตอบเก็บไว้ในใจ แล้วเรามาศึกษาเรื่อง จริต  แล้วคุณเข้าใจว่าอย่างไร มองหน้าผมแบบไหน
       ทีจริงแล้วจริตมีกันทุกคน ทางศาสนาพุทธนั้น ก่อนที่พระท่านจะสอนใครท่านต้องดู จริตคนนั้นเสียก่อน แล้วจัดบทเรียน บทปฏิบัติ ให้สอดคล้องกับการเรียนรู้ของคน คนนั้น
        เรื่องนี้เป็นไปตามแนวการวิเคราะห์ผู้เรียน ที่พระพุทธเจ้า ทรงใช้วิเคราะห์เวลาจะเสด็จไปสอน
       โดนท่านทรงแบ่งจริตคนในโลกนี้ มีกี่อย่าง อะไรบ้างนั้น
       โดยที่คุณครู ถ้ารู้เรื่องจริต จะสามารถจัดกิจกรรมได้สอดคล้องกับเรียนรู้ของนักเรียนนักศึกษาได้    
       คำว่า "จริต" ในที่นี้หมายถึงสภาวะจิตของคนตามธรรมชาติจากการแบ่งจริตมนุษย์เป็น 6 ประเภทใหญ่ๆ คือ
        1.ราคะจริต คือสภาวะจิตที่หลงติดในรูป รส กลิ่น เสียงและสัมผัสจนเป็นอารมณ์
        2.โทสะจริต หรือสภาวะจิตที่โกรธง่าย ฉุนเฉียวง่าย เพียงพูดผิดสักคำ ได้เห็นดีกัน
        3.โมหะจริต หรือจิตที่มักอยู่ในสภาพง่วงเหงาหาวนอนหรือซึมเศร้าเป็นอาจิณ
        4.วิตกจริต หรือสภาวะจิตที่กังวล สับสนและวุ่นวายฟุ้งซ่านแทบทุกลมหายใจ
        5.ศรัทธาจริต คือสภาวะจิตที่มีปรัชญาหรือหลักการของตัวเองและพยายามผลักดันให้ตัวเองและผู้อื่นบรรลุถึงจุดหมายนั้น
       6.พุทธิจริต คือสภาวะจิตที่เน้นการใช้ปัญญาในการไตร่ตรอง คิดหาเหตุหาผลมาแก้ปัญหาต่างๆในชีวิต ทั้งชีวิตส่วนตัว ชีวิตการทำงาน รวมทั้ง มีความสนใจ เรื่องการยกระดับและพัฒนาจิตวิญญาณ 
       จริตแต่ละอย่างมีลักษณะ จุดอ่อน จุดแข็ง และการแก้ไขแตกต่างกันดังนี้

        ราคะจริต     
        ลักษณะ บุคลิกดี มีมาด น้ำเสียงนุ่มนวลไพเราะ ติดในความสวย ความงาม ความหอมความไพเราะ ความอร่อย ไม่ชอบคิด แต่ช่างจินตนาการเพ้อฝัน 
       จุดแข็ง มีความประณีตอ่อนไหว และละเอียดอ่อน ช่างสังเกตุเก็บข้อมูลเก่ง มีบุคลิกหน้าตาเป็นที่ชอบและชื่นชมของทุกคนที่เห็น วาจาไพเราะ เข้าได้กับทุกคน เก่งในการประสานงาน การประชาสัมพันธ์และงานที่ต้องใช้บุคลิกภาพ
       จุดอ่อน ไม่มีสมาธิ ทำงานใหญ่ได้ยาก ไม่มีเป้าหมายในชีวิต ไม่มีความเป็นผู้นำ ขี้เกรงใจคน ขาดหลักการ มุ่งแต่บำรุงบำเรอผัสสะทั้ง 5 ของตัวเอง คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ชอบพูดคำหวานแต่อาจไม่จริง อารมณ์รุนแรงช่างอิจฉา ริษยา ชอบปรุงแต่ง
       วิธีแก้ไข พิจารณาโทษของจิตที่ขาดสมาธิ ฝึกพลังจิตให้มีสมาธิเข้มแข็ง หาเป้าหมายที่แน่ชัดในชีวิต พิจารณาสิ่งปฏิกูลต่างๆของร่างกายมนุษย์เพื่อลดการติดในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส 

       โทสะจริต
        ลักษณะ จิตขุ่นเคือง โกรธง่าย คาดหวังว่าโลกต้องเป็นอย่างที่ตัวเองคิด พูดตรงไปตรงมา ชอบชี้ถูกชี้ผิด เจ้าระเบียบ เคร่งกฎเกณฑ์ แต่งตัวประณีต สะอาดสะอ้าน เดินเร็ว ตรงแน่ว
       จุดแข็ง อุทิศตัวทุ่มเทให้กับการงาน มีระเบียบวินัยสูง ตรงเวลา วิเคราะห์เก่ง มองอะไรตรงไปตรงมา มีความจริงใจต่อผู้อื่นสามารถพึ่งพาได้ พูดคำไหนคำนั้น ไม่ค่อยโลภ
       จุดอ่อน จิตขุ่นมัว ร้อนรุ่ม ไม่มีความเมตตา ไม่เป็นที่น่าคบค้าสมาคมของคนอื่น และไม่มีบารมี ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ สร้างวจีกรรมเป็นประจำ มีโรคภัยไข้เจ็บได้ง่าย
       วิธีแก้ไข สังเกตดูอารมณ์ตัวเองเป็นประจำ เจริญเมตตาให้มากๆ คิดก่อนพูดนานๆ และพูดทีละคำ ฟังทีละเสียง อย่าไปจริงจังกับโลกมากนัก เปิดใจกว้างรับความคิดใหม่ๆ พิจารณาโทษของความโกรธต่อความเสื่อมโทรมของร่างกาย 

       โมหะจริต 
        ลักษณะ ง่วงๆ ซึมๆ เบื่อๆ เซ็งๆ ดวงตาดูเศร้าๆ ซึ้งๆ พูดจาเบาๆ นุ่มนวลอ่อนโยน ยิ้มง่าย อารมณ์ ไม่ค่อยเสีย ไม่ค่อยโกรธใคร ไม่ชอบเข้าสังคม ไม่ชอบทำตัวเป็นจุดเด่น เดินแบบขาดจุดมุ้งหมาย ไร้ความมั่นคง
       จุดแข็ง ไม่ฟุ้งซ่าน เข้าใจอะไรได้ง่ายและชัดเจน มีความรู้สึก มักตัดสินใจอะไรได้ถูกต้อง ทำงานเก่ง โดยเฉพาะงานประจำ ไม่ค่อยทุกข์หรือเครียดมากนัก เป็นคนดี เป็นเพื่อนที่น่าคบ ไม่ทำร้ายใคร
       จุดอ่อน ไม่มีความมั่นใจ มองตัวเองต่ำกว่าความเป็นจริง โทษตัวเองเสมอ หมกมุ่นแต่เรื่องตัวเองไม่สนใจคนอื่น ไม่จัดระบบความคิด ทำให้เสมือนไม่มีความรู้ ไม่มีความเป็นผู้นำ ไม่ชอบเป็นจุดเด่น สมาธิอ่อนและสั้นเบื่อง่าย อารมณ์อ่อนไหวง่ายใจน้อย
       วิธีแก้ไข ตั้งเป้าหมายชีวิตให้ชัดเจน ฝึกสมาธิสร้างพลังจิตให้เข้มแข็ง ให้จิตออกจากอารมณ์ โดยจับการเคลื่อนไหวของร่างกาย หรือเล่นกีฬา แสวงหาความรู้ และต้องจัดระบบความรู้ความคิด สร้างความแปลกใหม่ให้กับชีวิต อย่าทำอะไรซ้ำซาก 

        วิตกจริต
       ลักษณะ พูดเป็นน้ำไหลไฟดับ ความคิดพวยพุ่ง ฟุ้งซ่านอยู่ในโลกความคิด ไม่ใช่โลกความจริง มองโลกในแง่ร้ายว่าคนอื่นจะเอาเปรียบกลั่นแกล้งเรา หน้าจะบึ้ง ไม่ค่อยยิ้ม เจ้ากี้เจ้าการ อัตตาสูงคิดว่าตัวเองเก่ง อยากรู้อยากเห็นไปทุกเรื่อง ผัดวันประกันพรุ่ง
       จุดแข็ง เป็นนักคิดระดับเยี่ยมยอด มองอะไรทะลุปรุโปร่งหลายชั้น เป็นนักพูดที่เก่ง จูงใจคน เป็นผู้นำหลายวงการ ละเอียดรอบคอบ เจาะลึกในรายละเอียด เห็นความผิดเล็กความผิดน้อยที่คนอื่นไม่เห็น
       จุดอ่อน มองจุดเล็กลืมภาพใหญ่ เปลี่ยนแปลงความคิดตลอดเวลา จุดยืนกลับไปกลับมา ไม่รักษาสัญญา มีแต่ความคิด ไม่มีความรู้สึก ไม่มี วิจารณญาณ ลังแล มักตัดสินใจผิดพลาด มักทะเลาวิวาท ทำร้ายจิตใจ เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น มีความทุกข์ เพราะเห็นแต่ปัญหา แต่หาทางแก้ไม่ได้
       วิธีแก้ไข เลือกความคิด อย่าให้ความคิดลากไป ฝึกสมาธิแบบอานาปานัสสติ เพื่อสงบสติ อารมณ์ เลิกอกุศลจิต คลายจากฟุ้งซ่าน สร้างวินัย ต้องสร้างกรอบเวลา ฝึกมองภาพรวม คิดให้ครบวงจร หัดมองโลกในแง่ดี พัฒนาสมองด้านขวา 

       ศรัทธาจริต
       ลักษณะ ยึดมั่นอย่างแรงกล้าในบุคคล หลักการหรือความเชื่อถือและความศรัทธา คิดว่าตัวเองเป็นคนดี น่าศรัทธา ประเสริฐ กว่าคนอื่น เป็นคนจริงจัง พูดมีหลักการ
       จุดแข็ง มีพลังจิตสูงและเข้มแข็งพร้อมที่จะเสียสละเพื่อผู้อื่น ต้องการเปลี่ยนแปลงตัวเองและสังคมไปสู่สภาพที่ดีกว่าเดิม มีพลังขับเคลื่อนมหาศาล มีลักษณะความเป็นผู้นำ
       จุดอ่อน หูเบา ความเชื่ออยู่เหนือเหตุผล ถูกหลอกได้ง่าย ยิ่งศรัทธามาก ปัญญายิ่งลดน้อยลง จิตใจคับแคบ ไม่ยอมรับความคิดที่แตกต่าง ไม่ประนีประนอม มองโลกเป็นขาวและดำ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตนคิดว่าถูกต้อง สามารถทำได้ทุกอย่างแม้แต่ใช้ความรุนแรง
       วิธีแก้ไข นึกถึงกาลามสูตร ใช้หลักเหตุผลพิจารณาเหนือความเชื่อ ใช้ปัญญานำทาง และใช้ศรัทธาขับเคลื่อน เปิดใจกว้างรับความคิดใหม่ๆ ลดความยึดมั่นในตัวบุคคลหรืออุดมการณ์ ลดความยึดมั่นในตัวกูของกู 

       พุทธจริต 
       ลักษณะ คิดอะไรเป็นเหตุเป็นผล มองเรื่องต่างๆ ตามสภาพความเป็นจริงไม่ปรุงแต่ง พร้อมรับความคิดที่แตกต่างไปจากของตนเอง ใฝ่เรียนรู้ ช่างสังเกตุ มีความเมตตาไม่เอาเปรียบคน หน้าตาผ่องใส ตาเป็นประกาย ไม่ทุกข์
       จุดแข็ง สามารถเห็นเหตุเห็นผลได้ชัดเจน และรู้วิธีการแก้ไขปัญหาต่างๆได้อย่างถูกต้อง อัตตาต่ำ เปิดใจรับข้อเท็จจริง จิตอยู่ในปัจจุบัน ไม่จมปลักในอดีต และไม่กังวลในสิ่งที่จะเกิดในอนาคต พัฒนาปรับปรุงตัวเองอยู่เสมอ เป็นกัลยาณมิตร
       จุดอ่อน มีความเฉื่อย ไม่ต้องการพัฒนาจิตวิญญาณ ชีวิตราบรื่นมาตลอด หากต้องเผชิญพลังด้านลบ อาจเอาตัวไม่รอด ไม่มีความเป็นผู้นำ จิตไม่มีพลังพอที่จะดึงดูดคนให้คล้อยตาม วิธีแก้ไข้ ถามตัวเองว่าพอใจแล้วหรือกับสภาพความเป็นอยู่ในปัจจุบัน เพิ่มพลังสติสมาธิ พัฒนาจิตใจให้มีพลังขับเคลื่อนที่แรงขึ้น เพิ่มความเมตา พยายามทำให้ประโยชน์ให้กับสังคมมากขึ้น 
     จริตทั้ง 6 ประเภทที่กล่าวมา นำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร้ขอบเขต ทำให้เรารูจักคนมากขึ้น และแนะนำคนอื่นได้ ท่องจำ นำไปใช้กันดูครับ
*******
ปลายดินสอจาก http://www.panyathai.or.th

Monday, February 20, 2012

วัตถุนิยม–พุทธศาสนา ในทรรศนะคฤหัสถ์และบรรพชิตชาวอเมริกัน

วัตถุนิยม–พุทธศาสนา
ในทรรศนะคฤหัสถ์และบรรพชิตชาวอเมริกัน
 โดย สุลักษณ์ ศิวรักษ์ 


 อนึ่ง สำหรับคนไทยรุ่นใหม่ที่หันเหไปในทางที่นิยมนักคิดนักเขียนต่างประเทศด้วยแล้ว ข้าพเจ้าขอแปลจดหมายของอลัน กินสเบิร์ก มาให้อ่าน โดยที่เขาคนนี้เป็นกวีร่วมสมัยที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างยิ่งของสหรัฐ เขาเคยติดกัญชา และชอบเสพกามกับคนเพศเดียวกัน โดยเขาเคยมาเมืองไทย และเป็นคนแรกที่แปลบทกวีนิพนธ์ของ อังคาร กัลยาณพงศ์ ออกเป็นภาษาอังกฤษด้วย
         คำของเขาแปลได้ดังนี้

         อเมริกันทุกคนต้องการจากโลกยิ่ง ๆ ขึ้นทุกที ทั้งนี้ก็เพราะเรามีชีวิตอยู่หนเดียวนี่เท่านั้น จะแสวงหาให้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ได้เจียวหรือ แต่ความผิดพลาดมีอยู่ตรงที่ในอเมริกานั้น คนสะสมวัตถุที่ตายแล้วยิ่ง ๆ ขึ้นทุกที ไม่ว่าจะเครื่องยนต์กลไก ทรัพย์สมบัติ แม้จนข้อมูลต่าง ๆ โดยไม่สนใจที่จะสะสมให้มากขึ้น ของสิ่งที่ควรสะสม กล่าวคือความรู้สึกที่ดีงาม ความรักในทางเพศ ความรู้สึกอันนุ่มนวลควรทนุถนอม ความรู้สึกในทางเคารพรักซึ่งกันและกัน
          คุณจะมีพรมที่มีค่ายิ่งขึ้นเป็นทวีคูณ ถ้าคุณเข้าใจซึ้งถึงคุณค่าของพรมผืนนั้น การได้ครอบครองมากขึ้น หมายถึงรู้ซึ้งถึงคุณค่าในสิ่งนั้น ๆ ยิ่งขึ้น การรู้ซึ้งนี้แลกล่าวได้ว่าเป็นคลังของสิ่งที่เราเรียกว่า ความรู้สึก ความรู้สึกซึ้งถึงร่างกาย หรือความรู้สึกที่แสดงออกทางร่างกาย จากภายในนี้แลคือประเด็นอันสำคัญ
          คุณอาจเป็นเจ้าของช้างสัก ๑ เชือก หรือธนาคารสัก ๑ แห่ง หรือมีอำนาจเหนือสิ่งนั้น ๆ แต่ถ้าคุณไม่ได้รับความสุขจากสิ่งนั้น ๆ ก็เท่ากับคุณได้ครอบครองปรมาณูที่ตายแล้ว หรือความคิดที่ตายแล้วนั่นเอง
          ธุรกิจของเรามีแนวโน้มไปในทางที่เป็นเครื่องยนต์กลไกยิ่ง ๆ ขึ้น จนเรากดดันไม่ให้ได้แสดงความรู้สึกออกมาในหน้าที่การงาน เพราะความรู้สึกเข้ากับเครื่องยนต์กลไกไม่ได้
          ผู้คนไหลเข้าและไหลออก ณ ที่ทำงานของเราอย่างตรงเวลา ดุจดังเป็นข้าทาสของเครื่องยนต์กลไกที่หาจิตวิญญาณมิได้ โดยที่ที่ทำงานของเราเก็บรักษาเครื่องยนต์กลไกที่ว่านี้ไว้อย่างเป็นของสำคัญ
          สื่อมวลชนกลายเป็นยักษ์มารที่คอยกินคน ถ้าคุณต้องการมีชีวิตอยู่ในจักรวาลที่ตายแล้ว หรือจักรวาลที่ผู้คนไม่มีความหมาย นั่นก็เป็นทางเลือกของคุณ โดยที่คนส่วนใหญ่ก็ถูกบังคับให้เลือกเช่นนั้น หรือเขาคิดว่าเขาต้องเลือกเช่นนั้น
          ในขั้นสุดท้ายแล้ว เขาพากันคิดว่าไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากเลือกเอาของตาย จนเกิดการไม่ไว้ใจใด ๆ ในทุกทิศทาง และผลบั้นปลายของทิศทางนี้ก็คือ เราต้องมีอาวุธนิวเคลียร์ ดังที่เรามีนโยบายต่อต้านคอมมูนิสต์ ให้เห็นว่าเราจำเป็นต้องมีศัตรู แล้วจะได้ใช้ทรัพยากรไปในทางสร้างอาวุธที่ทันสมัยยิ่ง ๆ ขึ้น โดยเราเชื่อกันว่าไม่มีทางเลือกอย่างอื่นอีกเอาเลย
          เราเกิดมาเป็นมนุษย์ แม้ทารกก็ต้องการความสัมผัสจากมนุษย์อย่างมีชีวิตจิตใจร่วมกัน หาไม่ทารกก็ต้องตามใจปาก กล่าวคือธรรมชาติของเรานั้นต้องการความนุ่มนวล ไม่ว่าจะทารกหรือคนที่โตแล้ว ก็ต้องการความละเมียดละไมด้วยกันทั้งนั้น แต่แล้ววัฒนธรรมของเรา หรือระบบของเราที่เรียกว่าระบบทุนนิยมดังที่ปฏิบัติกันอยู่นั้น เน้นที่การแข่งขันกัน โดยไม่ให้มีความร่วมมือกันอย่างแท้จริง กล่าวคือเราใช้วิธีบังคับให้มนุษย์มีปฏิกิริยาต่อกันและกัน ดังต่างก็มิใช่เพื่อนมนุษย์ฉะนั้น
          เป็นอันว่าเราจบลงด้วยมีคุณค่าน้อยลงไปทุกที ๆ ไม่ได้มีมากขึ้นเอาเลย แม้คุณจะไม่ได้เป็นเพียงเจ้าของของธนาคารอันดับแรกของชาติ ต่อให้คุณเป็นเจ้าของของโลกพิภพนี้ทั้งหมด คุณก็หาความสุขไม่ได้ เพราะสัมพันธภาพที่คุณมีอยู่ในระบบที่ว่านี้ คุณควบคุมแต่สสารหรือวัตถุ โดยมีความรู้สึกนึกคิดที่ตายแล้ว
          หาไม่ก็เหมือนแอมฟิตามิน หรือเครื่องกลที่กดให้สมองตื่นเต้นขึ้นได้อย่างปลอม ๆ เพราะอวัยวะทั้งหมดไม่ได้มีส่วนร่วมกับการสื่อสารดังกล่าว โดยที่การสื่อสารที่ว่านี้มีมาจากแรงกดดันภายนอกเท่านั้นเอง
          คำว่า ความสำเร็จ ตามมาตรฐานของสหรัฐนั้น ได้มาด้วยการสูญเสียของความเป็นตัวเราอย่างแท้จริง เพราะปราศจากความรู้สึกในทางส่วนตัวเอาเลย เพราะมัวแต่คำนึงกันว่าเธอได้น้อยเกินไป เธอควรจะได้มากกว่านี้ ดูคนส่วนใหญ่จะติดยึดอยู่กับวัตถุที่ตายแล้วพวกนี้แหละให้เป็นแกนอันสำคัญ โดยที่นิสัยสันดานของพวกเขาก็น้อมนำไปในทางความยิ่งใหญ่ เหมือนเรือเอี้ยมจุ๊นยิ่ง ๆ ขึ้นทุกที จึงไม่น่าแปลกใจอะไรเลย ที่คนพวกนี้มักเป็นโรคกระหาย หาไม่ก็ขาดเอกลักษณ์ของตัวเอง อย่างเก่งก็เล่นคำให้คม ๆ กันเท่านั้นเอง อย่างปราศจากเนื้อหาสาระที่ลึกซึ้งอย่างสิ้นเชิง
          ความข้อนี้พระเยซูคริสต์ทรงสังเกตเห็นมานานแล้ว วิตแมนในอเมริกาก็เช่นกัน ทั้งหมดที่ว่ามานี้ คือการสูญเสียที่แท้จริง
          ฉะนั้น ยาเสพติดจึงต้องเข้ามาหาพวกเรา ในช่วงแห่งประวัติศาสตร์อันเหมาะสม LSD เข้ามาตัดมายากลของสรรพสิ่งที่ตายแล้ว จนเป็นการรับรู้ถึงแต่ละบุคคลอย่างปราศจากจิตสำนึกที่แท้ ที่ไม่มีความรู้สึก หรือสติสัมปชัญญะที่ตื่นขึ้นอย่างปลอม ๆ ในชั่วขณะหนึ่ง ๆ โดยที่ LSD ช่วยให้เกิดภาพลักษณ์ในจักรวาลขึ้นในห้วงแห่งสำนึก ทั้งนี้เพราะเราถูกตัดขาดออกจากการรับรู้โดยองค์รวมของอวัยวะทั้งหมดมานาน แล้ว ดังที่คนซึ่งถูกสะกดให้อยู่ในจักรวาลที่ตายแล้วมาจนตลอดชีวิต แล้วได้รับการปลุกให้ตื่นขึ้น และมาได้เห็นจักรวาลทั้งหมด รวมทั้งตัวเขาเอง โดยฤทธิ์ยา LSD ทั้งนี้ย่อมช่วยให้สมองปั่นป่วนแน่ ที่เริ่มรับรู้ว่าชีวิตเราทั้งหมด หมดไปกับจักรวาลอันหลงผิดนี้ โดยที่คนแทบทั้งหมดก็อยู่ในสภาวะเช่นนี้
          บัดนี้เป็นยุคสมัยของจรวด มีทั้งประชากรที่ล้นโลก มีการสื่อสารทางอิเลกโตรนิคอย่างเป็นระบบไปทั่วโลก โดยที่โลกเราก็กำลังถูกขู่ให้ถึงกับความพินาศด้วยลูกระเบิดที่ร้ายแรงยิ่ง และแต่ละประชาชาติก็เพิ่มการเป็นศัตรูต่อกันและกันยิ่งขึ้นอย่างหาเหตุผลไม่ได้ แล้วเราจะหาชั่วขณะใดได้เล่า ที่จะลงจากยานอวกาศอันได้แก่โลกพิภพของเรานี้ เพื่อแสวงหาเคมีวิทยาอย่างใหม่ที่ช่วยให้จิตสำนึกของเราเปลี่ยนไป และให้เรารับรู้ถึงสภาพความทุกข์ที่เราเผชิญอยู่
          สำหรับผู้เฒ่า ที่จำต้องมาคิดถึงเรื่องเช่นนี้ นับว่าเป็นการแปลกประหลาดมาก โดยที่บทเรียนจากประวัติศาสตร์ก็ยิ่งทำให้เราเร่งร้อนในการรับรู้ยิ่ง ๆ ขึ้น ดังที่เทคโนโลยี่ก็เร่งเร้าเรายิ่ง ๆ ขึ้นด้วยเช่นกัน โดยเราต้องถามว่าเราจะย้อนกลับไปสู่อดีตได้ละหรือ เราจะเป่าเอาอ้ายที่แสดงสถานภาพอยู่ในเวลานี้ให้หายไปได้อย่างไร หรือเราจะลดความกลัว ให้เห็นว่าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไป ดังความฝัน แล้วเราจะได้คอยแสวงหา และช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน ถ้าเราเดินไปได้ตามแนวนี้ เราก็คงได้รับความปลอดภัย ดังที่ไอน์สไตน์และพวกที่ถือพุทธเข้าใจความข้อนี้อย่างลับ ๆ มานานนักแล้ว กล่าวคือสภาพอันน่าสพึงกลัวในโลกของเรานี้ แท้ที่จริงก็ไม่มีภยันตรายอันใดมาก หากเป็นเพียงคลื่นของมายากลเท่านั้นเอง แต่ที่เราจะรับความข้อนี้ได้ คงไม่ยาก ถึงกระนั้นการรับความข้อนี้ก็ดีกว่าที่จะปล่อยให้พวกเรากลายเป็นบ้าไป จนเห็นมารสับสนทุก ๆ มุม ดังที่ยุคสมัยจรวดของอเมริกันสะกดให้เราพากันตกอยู่ในสภาพเช่นนั้น

          อัลเลน กินสเบิร์กเขียนความข้อนี้ลงใน Wall Street Journal อันเป็นนิตยสารทางเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐแต่ปี ค.ศ. ๑๙๖๖ (พ.ศ. ๒๕๐๙ ปีที่ข้าพเจ้ามีลูกเป็นคนแรก) และแล้วภายหลังเขาไปพบท่านตรุงปะรินโปเจ ซึ่งตั้งมหาวิทยาลัยพุทธขึ้นเป็นแห่งแรกในสหรัฐเมื่อปี ๑๙๗๔ (พ.ศ. ๒๕๑๗) เขาก็กลายเป็นพุทธศาสนิกไป จนได้อุทิศตนให้กับมหาวิทยาลัยพุทธแห่งนั้น (Naropa University) ด้วยการไปสอนวิชาวรรณคดี และวิธีเขียนกวีนิพนธ์ทุก ๆ ปี จนในที่สุดเขาได้หาทุนสร้างหอสมุดให้มหาวิทยาลัยนาโรปะ จนมีชื่อว่าหอสมุดกินสเบิร์กอยู่ในบัดนี้ (โดยที่ทั้งเขาและท่านตรุงปะ สิ้นชีวิตไปแล้วทั้งคู่)
          เมื่อได้ฟังคำของคนอเมริกันรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นกวีอย่างมีชื่อเสียง ที่ท้าทายความคิดกระแสหลักของสหรัฐในทางวัตถุนิยม จนกลายมาเป็นพุทธศาสนิกแล้ว ขอให้เราลองมาฟังคำของพระธนิสสโรภิกขุ ซึ่งเป็นชาวอเมริกัน ที่เคยมีชื่อว่า เจฟรีย์ เดอกราฟ แล้วมาบวชที่เมืองไทย ในปี ค.ศ. ๑๙๗๖ (พ.ศ. ๒๕๑๙ ซึ่งเป็นปีมหาวิปโยคของไทย) แล้วกลับไปเป็นเจ้าอาวาสที่วัดป่าในสหรัฐแต่ปี ๑๙๙๓ (พ.ศ. ๒๕๓๖) ดูบ้าง โดยที่เรานับถือฝรั่งมานาน ลองฟังถ้อยคำของฝรั่งนอกกระแสหลัก ที่หันมาหาพระศาสนาดูสิว่า จะเป็นบทเรียนให้กับไทยร่วมสมัยได้อย่างไรหรือไม่
         ในช่วงอาทิตย์อุทัย อาตมานั่งอยู่บนขอบของแผ่นศิลาบนยอดเขาทางภาคใต้ ของรัฐยูท่าห์ เหนืออาตมาขึ้นไป คือท้องฟ้า สีจาง ๆ อันกว้างใหญ่ ใต้อาตมาลงไปเป็นเมืองรอกวีล และพ้นนั้นออกไปก็มีหน้าผา สีกุหลาบและสีปลาซัลมอนของอุทยานแห่งชาติชื่อ ซีออน
          ถ้านี่เป็นเมืองไทย อาตมาย่อมอาจลงไปบิณฑบาตที่เมืองรอกวีลได้ แล้วอาตมาก็จะเป็นอิสระที่จะจาริกไปตามแผ่นศิลาใหญ่บนยอดเขาต่าง ๆ เพื่อนั่งภาวนาใต้หุบเขายามกลางวันและภาวนาบนนั้นยามกลางคืน โดยอาจทำความเพียรอยู่เป็นสัปดาห์ ๆ ก็ได้ แต่ตามความเป็นจริง ณ ที่สหรัฐนี้ เพื่อนของอาตมาซึ่งขับรถพาอาตมามาที่นี่ ย่อมต้องทำอาหารเลี้ยงอาตมา และเพียงภายในเวลาไม่กี่วัน เราต่างก็ต้องกลับไปสู่ภาระหน้าที่ของเราในรัฐคาลิฟอเนีย เพื่อนคนนี้ย่อมกลับไปสู่ครอบครัวของเขา อาตมาก็กลับไปวัดของอาตมา
          ชีวิตของพระในอเมริกานั้นมีอิสรภาพน้อยกว่าในเมืองไทย อาตมาได้รับการฝึกอบรมที่ประเทศไทยมาสิบสี่ปี อาตมารู้ได้ถึงข้อแตกต่างจนเข้าไปถึงกระดูกของตัวเอง ที่เมืองไทย พระจะจาริกไปไหน ๆ เป็นเดือน ๆ ก็ได้ โดยแน่ใจได้ว่าจะมีคนเอาอาหารมาใส่บาตร เมื่อเราเดินออกบิณฑบาตตอนเช้า แม้พระส่วนใหญ่จะพอใจแสวงหาความมั่นคงของชีวิตตามวัดบ้านหรือวัดเมือง ยิ่งกว่าการออกไปเสี่ยงภัยในป่าก็ตามที แต่อุดมคติของพระป่าก็ยังดำรงคงอยู่ในเมืองไทย ไม่ใช่มีอยู่อย่างลอย ๆ หากเป็นทางเลือกของการดำรงชีวิตอย่างหนึ่ง
          นับเป็นศตวรรษ ๆ มาแล้ว ที่พระนักปฏิบัติได้จาริกไปในป่าต่าง ๆ ทางเอเชียอาคเนย์เรื่อยมา นับเป็นการดำรงชีพอย่างพึ่งพากันและกันของนักบวช ที่มีชีวิตอยู่อย่างง่าย ๆ ที่บรรสานสอดคล้องกับชาวไร่ชาวนาที่อยู่ตามชายป่าซึ่งพอจะมีปัจจัยไว้พอสำหรับเลี้ยงพระเหล่านี้
          พระวินัยกำหนดให้พระดำรงชีพอยู่นอกเหนือระบบเศรษฐกิจแบบการตลาด คือให้พระเลี่ยงกิจกรรมอันจะทำให้พระเหินห่างจากการมีชีวิตอย่างป่า ๆ อันบริสุทธิ์นี้ กล่าวคือพระวินัยห้ามพระทำไร่ไถนา ห้ามพระเลี้ยงปศุสัตว์ ห้ามพระทำมาค้าขาย หรือเก็บอาหารไว้ แต่มองในอีกแง่หนึ่ง พระก็เป็นนักล่าและนักเก็บเกี่ยว แต่พระย่อมไม่ฆ่าสัตว์ ไม่เก็บพืชผักผลไม้ หรือขุดดิน พระก็ล่า และเก็บเกี่ยวต่างหากไปจากชาวบ้าน คือพระเก็บเกี่ยวจากอามิสทานที่ชาวบ้านถวาย และพระก็ล่ากิเลสของตน เพื่อทำตนให้บริสุทธิ์สมกับไทยทานที่พระได้รับมา ด้วยการเลี้ยงชีพอย่างปล่อยวาง อย่างเบาบาง และอย่างมีคุณธรรม ด้วยการมีความต้องการน้อยที่สุดสำหรับการดำรงชีพ
          ทั้งพระและโยมต่างก็เป็นผู้ให้ ในความสัมพันธ์ของกันและกันเช่นนี้ โดยที่พระก็มีอิสระที่จะมีเวลาเป็นวัน ๆ สำหรับภาวนาตามสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่เหมาะสมสำหรับการเจริญสติ เพื่อทดสอบขันติและวิริยะ โดยกล้าเผชิญกับภยันตรายในทางร่างกายและจิตใจจากสัตว์ป่า เพราะยึดเอาพระธรรมเป็นสรณะ ที่ช่วยให้เกิดความมั่นใจเป็นหลักในการดำรงชีวิต ทั้งนี้ช่วยให้พระรู้ซึ้งถึงพระธรรมคุณ และเข้าใจในรสพระธรรมจากการปฏิบัติธรรม ซึ่งไม่อาจหาได้จากการอ่านพระคัมภีร์
          ข้างฝ่ายทายกทายิกาก็ย่อมมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับสมณะ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์มาแล้วจากการอุทิศชีวิตทั้งหมดเพื่อรสของพระธรรม โดยพระก็พร้อมที่จะอธิบายพระธรรมที่ตนได้สัมผัส ให้เป็นคุณประโยชน์แก่ญาติโยม
          ตามปกติพระป่ามักไม่เขียนอะไรไว้บนแผ่นกระดาษ หรือทิ้งรอยเท้าไว้ตามรอยที่ท่านจาริกไปตามวนา คนที่เขียนประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนาในเอเชียอาคเนย์โดยทั่ว ๆ ไป จึงมักไม่ได้รับรู้ถึงพระคุณเจ้าเหล่านี้ แต่ถ้าเจาะลึกลงไปในทางอดีตอย่างจริงจัง ก็จะเห็นได้ว่าพระป่าได้มีบทบาทอย่างสำคัญที่ช่วยให้พระสัทธรรมดำรงคงอยู่อย่างมีชีวิตชีวา
          เวลาเกิดสภาวะวิกฤต ที่คนในศูนย์แห่งอำนาจขาดศรัทธาปสาทะ โดยเฉพาะก็เมื่อพุทธศาสนาไกล่เกลี่ยกับชีวิตชาวเมือง จนเนื้อหาสาระของพระธรรมจางหายไปได้มาก ๆ ผู้คนย่อมจะหันไปหาพระป่า ให้มาช่วยผลักดันในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาขึ้นได้
          ด้วยวิธีนี้นี่แล ที่พระป่าเหล่านี้เป็นตัวสร้างคุณค่าในทางธรรม เพื่อต้านพลังทางเศรษฐกิจและค่านิยมทางโลก ๆ ให้หันมาหาพระสัทธรรมที่แท้ได้
          ถ้าพุทธศาสนาแบบป่า มาลงรากได้ที่อเมริกา ก็จะเป็นการดีมิใช่น้อย โดยที่นี่ก็เหมือนขบวนการความเป็นป่าอย่างอื่น ๆ ที่มีในสหรัฐ คือต้องอยู่นอกเหนือกระแสหลัก เพราะนี่แลคือประเด็นที่สำคัญ คือความเป็นพระป่า มีอยู่เพียงอย่างทางเบื้องหลังเท่านั้น เพื่อช่วยให้พุทธศาสนาในอเมริกามีตีนอันติดดิน โดยช่วยสร้างทางเลือกให้ และบางครั้งก็ช่วยแก้ไขให้ หรืออาจต้านทานกระแสของการตลาดทางกระแสหลักได้ด้วย เพื่อให้ปรากฏซึ่งวัฒนธรรมแห่งการตื่น คือความเป็นพุทธนั่นเอง
          พร้อม ๆ กันนั้น คณะสงฆ์ที่ถือธุดงควัตรตามรุกขมูล ย่อมอาจช่วยฝึกปรือให้ฆราวาสที่อาจอยากแสวงหาธรรมะอย่างป่า ๆ ให้เข้าหาป่าอย่างจริงจังและลึกซึ้ง ดังประเพณีของอเมริกันก็เคยมีแล้วจากภูมิปัญญาของชาวป่า เช่นของพวกอินเดียนแดง รวมมาจนถึงบุคคลเช่น ทอโร่ และมูอีส์ แต่พวกนี้ไม่อาจให้ได้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ เพราะไม่ได้วิเคราะห์เจาะลึกลงไปถึงความแก่ ความเจ็บ และความตาย โดยไม่มีข้อเสนอแนะว่าจะไปพ้นความแก่–เจ็บ–ตาย ได้อย่างไร
          ขอให้คิดดูว่าสหรัฐของเราจะร่ำรวยขึ้นถึงเพียงไหน ถ้าตามวนาของเรา มีคนซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่าเขาเข้าถึงสภาวะจิตอันสูงส่ง หรือลุ่มลึกทางด้านการภาวนา โดยเขาอาจให้คำตอบได้อย่างแม่นยำในเรื่องความทุกข์ต่าง ๆ โดยที่คนพวกนี้ก็เข้าได้กับชาวบ้านชาวเมือง
          คนที่เบื่อระบบเศรษฐกิจแบบการตลาด ย่อมต้องการบางคนที่เขาควรหันไปหาได้ โดยที่คนบางคนที่ว่านี้ ย่อมอาจหันพระธรรมจักรให้เป็นไปได้เรื่อย ๆ ในทุกขณะที่เขาแนบสนิทกับป่า โดยมีชีวิตที่แท้จริงกับความเป็นป่าที่ว่านี้
          เขาเหล่านี้ย่อมเข้าถึงพระธรรมวินัย ซึ่งพิสูจน์มาแล้วว่านำมาประยุกต์ได้อย่างไม่จำกัดกาล เป็นเวลากว่าสองพันห้าร้อยปี ที่ช่วยให้บางคนไปพ้นการเกิดและการตาย
          บุคคลที่ว่าหรือพระป่าเหล่านี้ ดำรงชีพอยู่ได้เพราะวัฒนธรรมแห่งการให้ทาน หรือการถวายบิณฑบาต ซึ่งช่วยให้สมณะพวกนี้มีอิสรภาพในการดำเนินตามครรลองแห่งพระธรรมวินัยเท่า นั้นอย่างเต็มเวลาเอาเลย
          แม้คนที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจแบบการตลาด ก็อาจต้องหันไปหามิตรของเขาที่ละวิถีชีวิตกระแสหลักออกไปมีประสบการณ์อย่างป่า ๆ เพื่อเข้าได้ถึงองค์คุณทางปัญญา ซึ่งสังคมปัจจุบันของเราโยนทิ้งเสียแล้วอย่างน่าเสียดาย
          ถ้าคนในและนอกกระแสเศรษฐกิจการตลาด มีโอกาสได้เรียนรู้ดังวิธีที่กล่าวมานี้ อาจช่วยให้สังคมมีสุขภาพดีขึ้น ทั้งผู้ที่ออกไปอยู่ป่าก็มีโอกาสได้อยู่กับป่า เพื่อรักษาป่าไว้ให้อยู่ในสภาพทางธรรมชาติที่เหมาะสมอีกด้วย และยิ่งถ้าเราได้รับสติปัญญาจากป่ามากเท่าไร ประชาชาติของเราทั้งหมดก็จะเจริญขึ้นในทางอารยธรรมอีกด้วย
          ความสัมพันธ์ดังที่ว่ามานี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร คำตอบก็คือ ต้องมีมวลชนที่รู้จักวิพากษ์วิจารณ์สองประเภท ประเภทหนึ่งคือชาววัด อีกประเภทหนึ่งคือ ชาวบ้าน ที่อาศัยอยู่ใกล้ ๆ ป่า และชาวบ้านเหล่านี้ต้องเห็นคุณค่าของระบบวัดป่า
          จะต้องใช้เวลานานเท่าไร จึงจะเกิดมวลชนที่มีสติปัญญาเช่นนี้ขึ้นได้ คำตอบก็คือต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่าสิบปี แม้สิบทศวรรษก็อาจไม่พบ เพราะวัดที่ดีเกิดขึ้นไม่ได้อย่างฉับพลัน แต่ละคนของชาววัดและชาวบ้านที่ว่า ต้องใช้เวลาส่วนตัวและความเพียรพยายามมากเพื่อฝึกปรือนิสัยปัจจัยให้เกิดความพร้อม ยิ่งจะให้ชาวบ้านชาววัดเชื่อใจ และไว้ใจซึ่งกันและกันอย่างสนิทได้ วัดพุทธในตะวันตกต้องใช้เวลาพิสูจน์ จนคนเห็นว่าคุณค่าของวัดมีจริงอย่างนอกเหนือศีลธรรมจรรยาทั่ว ๆ ไป
          ในปัจจุบัน ทางอเมริกาเหนือ มีวัดป่าเล็ก ๆ ตามธรรมเนียมไทยเพียง ๗ วัด เปรียบได้กับว่าแต่ละวัดเป็นดังโรงกระจกที่ทดลองปลูกพืชเมืองร้อนในเมือง หนาว โดยญาติโยมที่อุดหนุนวัดเช่นนี้ก็มีเป็นจำนวนน้อยเช่นกัน บางครั้งพระก็ออกพ้นฟองสบู่มาถึงกับพบญาติโยมที่มีทุนทรัพย์ถึงขนาดให้ขยาย วัดออกไปได้ในภาคอื่น ๆ ของประเทศ แม้กระนั้นวัฒนธรรมพุทธตามแบบที่ว่านี้ก็ยังบอบบางและยังไม่แน่นอน อาตมาเองก็มองไม่เห็นว่า บรรยากาศทางวัฒนธรรมที่ว่านี้จะเปลี่ยนแปลงไป จนพืชที่เพาะชำไว้ในโรงกระจกจะออกมาหยั่งรากลึกได้หรือไม่ เพื่อเราจะได้ไม่ต้องการตู้กระจกอีกต่อไป
          แต่ที่เรามองไม่เห็นมาก่อนนั้น ก็เกิดปรากฏการณ์บางอย่างขึ้นได้ ดังเมื่ออาตมาออกจากสหรัฐไปเมืองไทยในปี ค.ศ. ๑๙๗๖ นั้น มองไม่เห็นได้เลยว่าเมื่อกลับมาบ้านเกิดเมืองนอนของตน จะได้รับการตอบสนองด้วยดีจากญาติโยมในรอบ ๑๐ ปีที่อาตมามาตั้งวัดป่าขึ้นในประเทศนี้
          ที่สำคัญประการหนึ่งก็คือ ชาวเราเป็นนักล่าและนักเก็บเกี่ยว เราจึงถือว่าอะไรก็ตามที่เข้ามาถึงหนทางของเรา ว่านั่นเป็นของขวัญ เราจึงไม่จำต้องวางแผนระยะยาวไว้ให้เสียเวลา สิ่งที่เราควรจะทำคือ ทำตนของเราให้สมควรกับของขวัญอันเราควรจะได้รับ กล่าวคือธุรกิจประการแรกของเรา คือเริ่มต้นจากการรู้จักเดินลมหายใจให้ถูกต้องตั้งแต่ที่นี่ ในเวลานี้เลยทีเดียว
*******
ชี้ธรรมจาก  http://www.buddhadasa.org

Monday, February 13, 2012

อานุภาพแห่งความรัก

อานุภาพแห่งความรัก
โดย รินใจ 


       จอห์น วู เป็นผู้กำกับที่มีชื่อเสียงในด้านหนังบู๊ ผลงานของเขาเต็มไปด้วยฉากการสู้รบดุเดือดหรือยิงกันสนั่นเมือง โดยมีลีลาสุนทรีย์ที่เป็นแบบฉบับของตัวเอง ตัวอย่างล่าสุดคือหนังเรื่อง “สามก๊ก ตอนโจโฉแตกทัพเรือ” (Red Cliff) แต่ใครที่ได้ดูหนังสั้นเรื่อง “ซองซองกับแมวน้อย” คงนึกไม่ถึงว่านี้หรือคือผลงานของผู้กำกับชาวจีนผู้นี้ เพราะเป็นหนังที่อ่อนละมุน ลุ่มลึก บันดาลใจและสามารถเรียกน้ำตาและรอยยิ้มจากผู้ชมได้
       หนังสั้นเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของหนังชุด “All the Invisible Children” ซึ่งถ่ายทอดปัญหาของเด็กทั่วโลก จากฝีมือของผู้กำกับชื่อดัง ๗ คน เฉพาะส่วนของจอห์นวู นั้นยาวประมาณ ๑๕ นาที แม้จะใช้เวลาไม่นานแต่ก็แน่นไปด้วยเนื้อหา สะท้อนทั้งปัญหาสังคม ความทุกข์ของเด็ก และอานุภาพแห่งความรัก

        “ซองซองกับแมวน้อย” เป็นเรื่องราวของเด็กหญิงสองคนที่มีชีวิตต่างกันราวฟ้ากับดิน ซองซองเป็นลูกคนรวยที่เพียบพร้อมทุกอย่างแต่ขาดความรัก ตรงข้ามกับแมวน้อยซึ่งเป็นเด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยงโดยชายแก่ที่ยากจนแต่ เปี่ยมไปด้วยความรัก เด็กหญิงทั้งคู่มาเกี่ยวพันกันได้ก็เพราะมีตุ๊กตาเป็นตัวเชื่อม ตุ๊กตาราคาแพงตัวนี้ถูกซองซองโยนทิ้งกลางถนน ชายแก่ซึ่งมีอาชีพหาของจากกองขยะมาพบเข้า จึงนำไปมอบให้แมวน้อย เด็กขาพิการที่เขาเก็บได้จากกองขยะบริเวณเดียวกันเมื่อ ๖-๗ ปีก่อน ชีวิตของแมวน้อยถึงจุดพลิกผันเมื่อ “คุณตา”ถูกรถชนตาย เธอจับพลัดจับผลูมาอยู่ภายใต้การควบคุมของชายคนหนึ่งซึ่งบังคับให้เธอและ เพื่อน ๆ (ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้หญิง) ขายดอกไม้กลางกรุงปักกิ่งเพื่อแลกกับอาหาร 

       ชีวิตของแมวน้อยแม้จะลำบากแต่สิ่งหนึ่งที่หล่อเลี้ยงใจให้เธอมีความสุขอยู่ได้ก็คือตุ๊กตาตัวนั้น ซึ่งแม้จะแขนหักแต่เธอก็ดูแลและทนุถนอมอย่างดี หิ้วติดตัวตลอดเวลาที่ขายดอกไม้ จนกระทั่งพบกับซองซองซึ่งอยู่บนรถคันหรู ซองซองไม่รู้เลยว่าแม่กำลังจะขับรถพาไปพบจุดจบเนื่องจากชีวิตคู่ที่ร้าวฉาน แต่ปฏิสัมพันธ์ระหว่างเด็กสองคนในชั่วเวลาไม่ถึงนาทีนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของสองแม่ลูกได้ในวินาทีสุดท้าย
       หนังเรื่องนี้มีหลายมิติ ด้านหนึ่งก็สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำต่ำสูงอย่างมหาศาลระหว่างคนรวยกับคนจน ปัญหาเด็กที่ถูกทอดทิ้งจนกลายเป็นเหยื่อของคนบางประเภท ปัญหาการศึกษาที่คนจนยากจะเข้าถึงเนื่องจากต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นยังชี้ให้เห็นถึงผลกระทบจากนโยบายรัฐบาลที่บังคับให้มีลูกได้เพียงหนึ่งคนเท่านั้น นโยบายดังกล่าวทำให้ลูกผู้หญิงไม่เป็นที่ต้องการ หากไม่ถูกกำจัดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ก็ถูกทิ้งเมื่อคลอดออกมา(ดังกรณีแมวน้อย) ส่วนครอบครัวไหนที่มีลูกผู้หญิง ก็มีโอกาสสูงที่จะร้าวฉานได้ เพราะสามีอยากได้ลูกผู้ชายจึงไปมีเมียน้อย ขณะที่ภรรยาถูกตำหนิที่ไม่สามารถผลิตลูกชายได้ (ดังกรณีครอบครัวซองซอง)
       แต่หนังเรื่องนี้ยังมีเนื้อหาที่ลึกไปกว่านั้น นั่นคือมิติทางด้านจิตใจ จอห์น วูได้ถ่ายทอดความร่ำรวย ๒ ระดับ นั่นคือ ความร่ำรวยทางด้านวัตถุ กับความร่ำรวยทางด้านจิตใจ ครอบครัวของซองซองรวยทรัพย์แต่ไร้สุข ขณะที่ครอบครัวของแมวน้อยแม้ขัดสนไปเกือบทุกอย่างแต่มีความสุข ความสุขนั้นไม่ได้มาจากไหน แต่มาจากความรัก
       หนังได้จำลองสภาพแวดล้อม ๒ แบบ แมวน้อยนั้นแม้จะอยู่ในบ้านที่คับแคบอุดอู้แต่ก็แวดล้อมด้วยบรรยากาศที่อบอุ่นและเต็มไปด้วยความรัก นอกจาก “คุณตา”แล้วเธอยังมีเพื่อนบ้านที่เปี่ยมด้วยน้ำใจ ตรงข้ามกับซองซองที่อยู่ในคฤหาสน์กว้างใหญ่ มีทุกอย่างเพียบพร้อม แต่แวดล้อมด้วยบรรยากาศที่ขาดความรัก พ่อแม่ทะเลาะกันเป็นประจำ ลึก ๆ เธอเองก็รู้สึกว่าลูกผู้หญิงอย่างเธอมีคุณค่าน้อยกว่าลูกผู้ชายในสายตาของพ่อและแม่ เธอจึงรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้างมาก เพราะทั้งบ้านมีกันแค่ ๓ คนเท่านั้น
       ความรักทำให้เกิดความสุข และความสุขก็ทำให้มีน้ำใจต่อผู้อื่น แมวน้อยแม้จะขาดแทบทุกอย่าง (รวมทั้งขาที่ไม่ปกติเหมือนคนอื่น) แต่เธอก็เป็นเด็กที่มีน้ำใจ อยู่ว่าง ๆ เธอก็นวดหลังให้ “คุณตา” เมื่อได้ตุ๊กตามา เธอก็ดูแลอย่างดี ทำความสะอาด ซักเสื้อผ้าให้ อีกทั้งยังเติมแขนที่ขาดหายไป แม้จะรักตุ๊กตามาก แต่เธอก็ไม่หวงแหน หากแบ่งปันให้เพื่อน ๆ ชื่นชม เมื่อพบและได้สนทนากับซองซอง เธอก็แสดงน้ำใจด้วยการยื่นดอกกุหลาบให้
       ในทางตรงข้าม เมื่อขาดความรัก ก็ไร้สุข และเมื่อไร้สุข ก็ยากจะมีน้ำใจได้ ซองซองจึงเป็นเด็กที่ไม่สู้มีน้ำใจ แสดงความเกรี้ยวกราดใส่ตุ๊กตาและสิ่งที่อยู่รอบตัว จะว่าไปแล้วความเกรี้ยวกราดดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องของความทุกข์ที่ต่าง ระบายหรือถ่ายทอดให้กันเป็นทอด ๆ พ่อระบายความทุกข์ใส่แม่ แล้วความทุกข์ของพ่อแม่ก็ถ่ายทอดให้ซองซอง ในที่สุดซองซองก็ระบายความทุกข์ใส่ตุ๊กตาน่ารักนับสิบตัว แต่แล้วความทุกข์ของเธอก็ไม่ได้ลดลงไปเลย
       แต่หนังไม่ได้มืดหม่นเสียทีเดียว จะว่าไปแล้ว สาระสำคัญที่สุดของหนังสั้นเรื่องนี้อยู่ที่ด้านตรงข้ามของความทุกข์ มิใช่ความทุกข์เท่านั้นที่ระบายถ่ายทอดกันได้ ความรักและความสุขก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน หนังเรื่องนี้ชี้ให้เห็นความรักและความสุขที่ถ่ายทอดกันเป็นลูกโซ่ จากใจถึงใจ เริ่มจาก “คุณตา”ที่ให้ความรักและความสุขแก่แมวน้อย จากนั้นแมวน้อยก็ถ่ายทอดความรักและความสุขให้ตุ๊กตา จนแม้แต่ซองซองก็สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของตุ๊กตาที่เคยเป็นของตน นั่นเป็นครั้งแรกที่ผู้ชมเห็นรอยยิ้มของเธอ ใช่แต่เท่านั้นแมวน้อยยังถ่ายทอดความรักและความสุขให้แก่ซองซอง ดอกไม้และมิตรภาพที่แมวน้อยหยิบยื่นให้ซองซองทำให้เธอมีความสุข และความสุขของซองซองก็สามารถแผ่ไปยังแม่ซึ่งกำลังจะคิดสั้น ทำให้เธอได้สติ และเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดีได้
         หนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยรายละเอียดและสัญลักษณ์ที่ให้แง่คิดมากมาย สัญลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งก็คือตุ๊กตาตัวโปรดของแมวน้อย ตุ๊กตาตัวนี้ถูกซองซองโยนทิ้งลงถนนจนแขนแตกละเอียด แต่เมื่ออยู่ในมือของแมวน้อย เธอได้ซ่อมแซมและเติมแต่งอย่างดีจนสวยงาม จนแม้แต่ซองซองก็เอ่ยปากชม ใช่หรือไม่ว่าหนังกำลังบอกเราว่า ชีวิตหรือจิตใจที่แตกร้าวก็สามารถซ่อมให้ดีได้เช่นกัน เช่นเดียวกับชีวิตที่ปวดร้าวระทมทุกข์ของแม่ซองซองย่อมสามารถเยียวยารักษาได้
       นี้คือหนังที่ให้ความหวังแก่ผู้คนและเชิดชู อานุภาพของความรัก ในยามที่ผู้คนพากันไขว่คว้าหาเงินทองด้วยหวังว่าจะได้รับความสุข หนังสั้นเรื่องนี้ชี้ว่าความรักต่างหากที่บันดาลใจให้เกิดสุขที่แท้จริง ความสุขเช่นนี้ให้เท่าไรก็ไม่มีวันหมด ตรงกันข้ามยิ่งให้ก็ยิ่งได้ เพราะเมื่อผู้รับได้รับความสุข ผู้ให้ก็พลอยมีความสุขไปด้วย ขณะเดียวกันเมื่อมีน้ำใจให้ความสุขแก่ใคร เขาก็มักแบ่งปันความสุขให้เป็นการตอบแทน (ฉากหนึ่งในตอนท้ายของเรื่องคือ เมื่อซองซองออกปากชมตุ๊กตาของแมวน้อยว่าสวยจัง แมวน้อยก็ยิ้มพร้อมกับหยิบยื่นดอกกุหลาบให้แก่ซองซอง ทำให้ซองซองมีความสุข อารมณ์ที่บูดบึ้งก่อนหน้านั้นหายไปเป็นปลิดทิ้ง ถึงตรงนี้ก็คงจะเดาออกว่าดอกกุหลาบคือสัญลักษณ์แห่งความสุขที่หนังต้องการ สื่อ)
       ความรักสามารถบันดาลใจให้เกิดสุข และขับไล่ความความทุกข์ให้มลายไปได้ เพียงแค่เรามีความรักหรือมีน้ำใจให้แก่ใครสักคน เราก็สามารถเยียวยาจิตใจของเขาได้ไม่น้อย ในทำนองเดียวกัน คนที่ระทมทุกข์ เพียงแค่ได้อยู่ใกล้คนที่มีความสุข จิตใจอ่อนโยน ก็อาจได้รับรัศมีแห่งความสุข ที่คิดสั้นก็อาจได้สติหรือฉุกคิดขึ้นมาได้
       ความรักสามารถบันดาลความรัก ความสุขสามารถบันดาลความสุข หากเราอยากให้ใครมีน้ำใจหรือมีความสุข ไม่มีวิธีอื่นใดนอกจากมีน้ำใจหรือให้ความสุขแก่เขา คำพูดอันสวยหรูนั้นไม่มีพลังบันดาลใจได้เท่ากับคุณภาพจิตหรือแบบอย่างที่สัมผัสได้ ฉันใดก็ฉันนั้น หากอยากให้ใครมีคุณงามความดีในใจ เราก็ต้องกระทำดีต่อเขา แต่จะทำเช่นนั้นได้เราก็ต้องมีความดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว 
                                                             *******
เพาะรักจาก http://www.visalo.org

Sunday, February 12, 2012

น้อยนั้นงาม

น้อยนั้นงาม
โดย ภาวัน

         เมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว ใครก็ตามจากประเทศสังคมนิยม หากได้ไปเยือนประเทศทุนนิยมอย่างสหรัฐ อเมริกาหรืออังกฤษ ย่อมอดไม่ได้ที่จะตื่นตลึงกับความเจริญรุ่งเรืองของประเทศเหล่านั้น สิ่งหนึ่งที่สะดุดใจอาคันตุกะจากแดนไกลเป็นพิเศษ เห็นจะได้แก่ความอุดมล้นเหลือและหลากหลายของสินค้าตามห้างร้าน
         เสน่ห์อย่างหนึ่งของทุนนิยมที่สามารถสะกดคนทั้งโลก จนสามารถเอาชนะระบบสังคมนิยมได้ ก็คือ การให้เสรีภาพที่จะเลือก เสรีภาพที่ว่ามีให้แก่ทุกคนตั้งแต่ออกจากบ้านไปจับจ่ายใช้สอยเลยทีเดียว เพราะมีของให้เลือกมากมาย ยิ่งมีของหลากหลายให้เลือกมากเท่าไร คนก็รู้สึกว่ามีเสรีภาพมากเท่านั้น
         ผลก็คือทุกวันนี้ ไม่ว่าจะซื้ออะไร ก็มีของให้เลือกมากมาย ไม่ใช่แต่หลากยี่ห้อเท่านั้น แม้ของยี่ห้อเดียวกัน ก็มีหลายรุ่นหลายแบบหลายสเป็คให้เลือก อย่าว่าแต่สบู่ ยาสีฟัน แชมพูเลย แม้กระทั่งบริการโทรศัพท์มือถือ แค่บริษัทเดียวก็มีหลายโปรโมชั่นจนผู้คนสับสนไม่รู้จะเลือกอะไรดี
        ในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ความหลากหลายของสินค้ามีมากมายอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน จำเพาะมันฝรั่งทอดอย่างเดียวมีถึง ๒๐ อย่าง แตกต่างทั้งรสชาติ ขนาด และหีบห่อ ยิ่งแชมพู ยาสีฟันด้วยแล้ว มีไม่น้อยกว่า ๙๐ อย่าง ทุกวันนี้ไม่ว่าจะซื้ออะไรก็ตาม มีของให้เลือกโดยเฉลี่ยถึง ๕๗ อย่าง มีตัวเลขว่าซูเปอร์มาร์เก็ตในสหรัฐขณะนี้มีสินค้าวางขายถึง ๔๘,๗๕๐ รายการ หรือเพิ่มขึ้น ๕ เท่าจากเมื่อ ๓๕ปีที่แล้ว
        ความหลากหลายอย่างล้นเหลือไม่ใช่เป็นเรื่องดีเสมอไป ทั้งกับลูกค้าและห้างร้าน เคยมีการทดลองนำแยม ๒๔ ชนิดมาวางบนโต๊ะให้ลูกค้าเลือกชิม วันต่อมาลดเหลือแยมแค่ ๖ ชนิด ใครที่หยุดดูและทดลองชิมแยมจะได้รับบัตรลด สามารถซื้อแยมยี่ห้อเดียวกันในราคาพิเศษจากในร้านได้ สิ่งที่ผู้ทดลองค้นพบก็คือ คนที่หยุดดูนั้นมีเพิ่มขึ้นหากวางแยมไว้ ๒๔ ชนิด แต่ที่น่าแปลกใจก็คือ เมื่อถึงเวลาซื้อ คนที่หยุดดูแยม ๖ ชนิดมีถึงร้อยละ ๓๐ ที่ เดินไปซื้อแยม ตรงกันข้ามกับคนที่หยุดดูแยม ๒๔ ชนิด มีเพียงร้อยละ ๓ เท่านั้นที่ยอมจ่ายเงิน
        มีการทดลองแบบเดียวกันนี้กับสินค้าชนิดอื่น เช่น ช็อคโกแลต ก็ได้ผลทำนองเดียวกัน ทำให้ได้ข้อสรุปว่าการมีของให้เลือกมากมายนั้น หาได้ส่งเสริมหรือกระตุ้นการขายไม่
        ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น การมีของให้เลือกอย่างมากมายจนลานตานั้นไม่เพียงทำให้ลูกค้าเกิดความสับสน และรู้สึกตัดสินใจยาก เพราะไม่รู้จะเลือกอะไรดี แต่ยังทำให้เกิดความกังวลด้วย เพราะกลัวว่าจะเลือกอันที่ไม่ดี หรือพลาดอันที่ดีที่สุดไป ครั้นเลือกไปแล้ว พบว่าคนอื่นได้อันที่ดีกว่าตน ก็จะยิ่งรู้สึกแย่ (แม้อันที่ตัวเองเลือกจะคุ้มค่าคุ้มราคาแล้วก็ตาม)
        เป็นธรรมดาที่ว่ายิ่งมีของให้เลือกมากมาย ผู้คนก็ยิ่งตั้งความหวังไว้สูงว่าจะต้องเลือกได้สิ่งที่ดีที่สุด แต่จะทำเช่นนั้นได้ก็ต้องมีเวลาหาข้อมูลให้ครบถ้วน เมื่อไม่มีเวลาทำเช่นนั้นจึงมักลงเอยด้วยการเลือกไม่ได้อย่างที่หวัง ดังนั้นแม้จะเลือกได้สิ่งที่ดีแล้ว ก็ยังรู้สึกแย่อยู่ดี เพราะนั่นไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด ผลก็คือ เกิดความรู้สึกไม่ดีกับตัวเองที่เลือกผิด ด้วยเหตุนี้เองจึงไม่น่าแปลกใจที่ลูกค้าหลายคนตัดสินใจไม่ซื้ออะไรเลยเมื่อ เห็นสินค้าวางขายมากมายหลายชนิด
       ความทุกข์จากการมีของให้เลือกมากมายหลายหลากนับวันจะรุนแรงมากขึ้น จนถึงกับมีการแห่เข้า
คอร์สฝึกอบรมเพื่อช่วยให้สามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น “ผู้คนทำอะไรไม่ถูกแล้วเพราะมีทางเลือกมากเกินไป”เป็นความเห็นของผู้จัดคอร์ สดังกล่าวซึ่งกำลังได้รับความนิยม นอกจากนั้นยังมีหนังสือมากมายที่แนะนำการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย จะได้ไม่ต้องวุ่นวายกับทางเลือกที่มีมากมาย เช่น “Living Simply: Choosing less in a world of more”

        ปฏิกิริยาต่อสินค้าที่มีให้เลือกอย่างล้นเหลือลานตา ทำให้ผู้ผลิตจำนวนไม่น้อยหันมาลดจำนวนผลิตภัณฑ์ เช่น พรอคเตอร์แอนด์แกมเบิล ได้ลดชนิดของแชมพูจาก ๒๖ เหลือ ๑๕ ชนิด กลิดเดน ซึ่งเป็นผู้ผลิตสีรายใหญ่ ปรับลดชนิดสีทาผนังจาก ๑,๐๐๐ เหลือแค่ ๒๘๒ ชนิด ปรากฏว่านอกจากต้นทุนจะลดลงแล้ว ยอดขายยังเพิ่มขึ้นด้วย
        น้อยคือมาก หรือ “less is more” เป็นแนวทางใหม่ที่กำลังมาแรง ซึ่งมิได้หมายถึงการผลิตให้หลากหลายน้อยลงเท่านั้น แต่รวมถึงการซื้อให้น้อยลงด้วย นอกจากจะทำให้เงินออมเพิ่มขึ้นแล้ว ยังเพิ่มพูนความสุขทางใจให้แก่ตนเองด้วย อย่างน้อยก็ช่วยให้ความสับสนวุ่นวายลดลงไปมาก
****** 
กิ่งธรรมจาก http://www.visalo.org

Friday, February 10, 2012

คำขอโทษ

วันแห่งความรักนี้คำสองคนที่ควรนำมาใช้สำหรับใครบางคนหรือทุกคน  คือ
คำขอโทษ
โดย รินใจ 

       ขณะที่สมศักดิ์กำลังขับรถอยู่บนเลนขวาของถนนหลวง เขาไม่ได้สังเกตว่าข้างหลังมีรถคันหนึ่งซึ่งกำลังเร่งเครื่องและพยายามแซงขึ้นหน้า ในที่สุดรถคันนั้นก็แซงซ้ายขึ้นไปจนได้ แล้วบีบแตรพร้อมกับตะโกนต่อว่า สมศักดิ์รู้สึกโกรธขึ้นมา จึงเร่งเครื่องเพื่อแซงรถคันนั้น ขณะที่รถแล่นขนานกัน เขาก็ลดกระจกเพื่อเตรียมจะตะโกนตอบโต้
       ชั่วขณะนั้นเองเขาสังเกตว่าอีกคันหนึ่งก็ลดกระจกเช่นกัน เขาจึงมองไปที่คนขับรถคนนั้น แล้วจู่ ๆ เขาก็ตะโกนว่า “ผมขอโทษ !” คนขับรถคันนั้นอึ้งไปทันที แล้วก็ตะโกนตอบว่า “ผมก็ขอโทษ!” แล้วต่างคนต่างก็บอกให้อีกฝ่ายนำไปก่อน “คุณไปก่อน” “ไม่ คุณไปก่อน”
       สมศักดิ์ยอมรับว่าไม่รู้หลุดปากขอโทษไปได้อย่างไร เพราะตอนที่กำลังแซง คิดแต่จะตะโกนด่า แต่ชั่วขณะนั้นเองเขารู้สึกขึ้นมาทันทีว่าการทะเลาะเบาะแว้งกันนั้นเป็นเรื่องที่ไม่เข้าท่าเสียเลย
       สมศักดิ์คงนึกไม่ถึงว่าคำขอโทษของเขานั้นจะทำให้อีกฝ่ายเปลี่ยนท่าทีอย่างฉับพลัน และกลายมาเป็นมิตร เช่นเดียวกับสมศักดิ์ คนขับรถอีกคันหนึ่งก็คงไม่รู้ว่าตนเอ่ยปากขอโทษกลับไปได้อย่างไร เพราะตอนที่ลดกระจกนั้นก็เตรียมตัวจะด่าเต็มที่
       “ผมขอโทษ” คำสามคำนี้ดูเหมือนเป็นคำพื้น ๆ ธรรมดา ๆ แต่มีอานุภาพในการสยบความโกรธและเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดีได้อย่างนึกไม่ถึง
        หมอคนหนึ่งเข้าร่วมทีมผ่าตัดเพื่อช่วยเด็ก แต่เกิดผิดพลาดขึ้นมา เด็กเสียชีวิตคาเตียง เขารู้สึกตกใจและเสียใจมาก เมื่อออกจากห้องผ่าตัด เขาเดินไปหาแม่เด็กและกล่าวคำขอโทษ ต่อมาแม่ของเด็กได้ฟ้องเรียกค่าเสียหาย เมื่อคดีขึ้นถึงศาล ปรากฏว่าทีมผ่าตัดถูกฟ้องทุกคนยกเว้นหมอผู้นั้นผู้เดียว ทนายความของทีมผ่าตัดไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น หมอผู้นั้นก็ไม่สามารถให้คำตอบได้ ทนายความจึงถามแม่ของเด็กระหว่างการซักพยานว่าทำไมถึงไม่ฟ้องหมอผู้นั้นด้วย คำตอบของเธอก็คือ “เพราะเขาเป็นคนเดียวที่ใส่ใจ”
        คำขอโทษนั้นมีพลังที่สามารถเปลี่ยนจิตใจของอีกฝ่ายได้ แต่เมื่อเกิดปัญหาหรือข้อขัดแย้งกันขึ้นมา คำธรรมดาสามัญเพียงไม่กี่คำนี้กลับกลายเป็นสิ่งที่เอ่ยปากได้ยากอย่างยิ่ง เพราะไปเข้าใจกันว่า คำขอโทษเป็นการแสดงถึงความอ่อนแอ และเปิดจุดอ่อนให้อีกฝ่ายหนึ่งเล่นงานได้ง่าย ถ้าหมอขอโทษก็แสดงว่าหมอยอมรับว่าเป็นฝ่ายผิด เท่ากับเปิดช่องให้ฟ้องร้องได้สะดวกขึ้น เพราะฉะนั้นจึงควรปิดปากแน่นไม่ให้คำขอโทษหลุดรอดออกมาได้
       แต่บ่อยครั้งการปิดปากเช่นนั้นกลับทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้น เพราะยั่วยุให้อีกฝ่ายหมายมั่นจะเอาชนะให้ได้ ความขัดแย้งนั้นไม่จำต้องเป็นเรื่องแพ้-ชนะเสมอไป แต่เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งคิดจะปกป้องตัวเองเพราะกลัวเป็นฝ่ายแพ้ อีกฝ่ายก็ถูกผลักดันให้ต้องเป็นฝ่ายรุกเพื่อจะเอาชนะ ใช่หรือไม่ว่า ยิ่งกลัวว่าจะเป็นฝ่ายแพ้ กลับยิ่งผลักไสให้ตนเองอยู่ในสภาพตั้งรับจนเป็นฝ่ายแพ้ในที่สุด
       แทนที่จะคิดแต่เรื่องแพ้-ชนะ ซึ่งนำไปสู่การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย จะดีกว่าไหมหากมองว่าทั้งเราทั้งเขาล้วนเป็นเพื่อนร่วมทุกข์หรือร่วมชะตากรรม ความสูญเสียของอีกฝ่ายคือความสูญเสียของเราด้วย การตายของเด็ก ไม่ใช่เป็นแค่ความสูญเสียของแม่เท่านั้น แต่ยังเป็นความสูญเสียของหมอ ความรู้สึกเช่นนี้จะทำให้เราเห็นอกเห็นใจกันมากขึ้น และยิ่งเห็นอกเห็นใจกันมากเท่าไร ก็สามารถเปิดใจกันได้มากเท่านั้น ถึงตอนนั้นคำขอโทษก็ออกมาเองโดยไม่ต้องพยายามแต่อย่างใด
       ความขัดแย้งไม่สามารถยุติได้ด้วยผลแพ้-ชนะ (เพราะผู้แพ้ย่อมหาทางเอาชนะในที่สุด) แต่สามารถคลี่คลายได้เมื่อความเป็นมิตรบังเกิดขึ้น จริงอยู่อีกฝ่ายอาจไม่ยอมเป็นมิตรกับเรา โดยเฉพาะเมื่อเขาเห็นเราเป็นฝ่ายผิด แต่เมื่อเราเป็นฝ่ายเริ่มต้นก่อนด้วยการกล่าวคำขอโทษ คำสามคำที่ออกมาจากใจจริงนี้แหละที่สามารถเปิดใจเขาให้ยอมรับไมตรีจากเราได้ในที่สุด อีกทั้งยังเปิดใจเขาให้ความดีภายในได้พรั่งพรูออกมา ดังเช่น “คู่กรณี” ของสมศักดิ์ ซึ่งแสดงความเอื้อเฟื้อด้วยการให้ทางสมศักดิ์ขึ้นหน้า แทนที่จะแย่งแซงอย่างตอนแรก
       คำขอโทษนั้นมิได้ส่อถึงความอ่อนแอ แต่ออกมาจากจิตใจที่กล้ายอมรับผิด และกล้าที่จะปฏิเสธบัญชาของอัตตาที่เต็มไปด้วยอหังการ แน่นอนทีแรกอาจรู้สึกกระดากหรือกลัวเสียหน้า แต่เมื่อกล่าวคำขอโทษ สิ่งที่จะเสียก็คืออหังการของอัตตา ส่วนสิ่งจะได้มาคือมิตรภาพ รวมทั้งความเป็น มนุษย์ที่รู้จักเห็นอกเห็นใจและมีสำนึกในความผิดชอบชั่วดี
        ปากแข็งมีแต่ทำให้ให้ใจแข็งกระด้าง หาได้ช่วยให้เราเข้มแข็งแต่อย่างใดไม่
*******
กิ่งธรรมจาก http://www.visalo.org

ความรักจักเกื้อหนุน

ความรักจักเกื้อหนุน
โดย รินใจ 

ความรักของแม่ ภาพประกอบ จากอินเตอร์เน็ต
      มอเต็มศักดิ์ได้รับเลือกเป็นอาจารย์แพทย์ดีเด่นของมหาวิทยาลัย นับเป็นเกียรติประวัติที่น่าภาคภูมิใจ แต่เขาไม่รู้สึกยินดีเอาเสียเลย เพราะกำลังประสบปัญหารุมเร้าหลายอย่าง ทั้งในครอบครัวและที่ทำงาน เกิดความท้อแท้เหนื่อยหน่ายเป็นกำลังจนต้องขอพักงาน
        เป็นเพราะต้องไปปรากฏตัวในงานแสดงมุทิตาจิตที่โรงพยาบาลจัดให้เขา หมอเต็มศักดิ์จึงแวะไปที่โรงพยาบาลหลังจากลางานไปแล้วนับสิบวัน แห่งแรกที่เขาเข้าไปก็คือตึกผู้ป่วยหญิงเพื่อเยี่ยมคนไข้มะเร็งผู้หนึ่งที่ เขาเคยรักษาก่อนพักงาน
        เมื่อเขาเข้าไปในห้องผู้ป่วยคนนั้น ภาพที่ได้เห็นสะกดเขาจนแน่นิ่ง หญิงสาวกำลังนอนอย่างสงบ ข้างเตียงคือแม่ของเธอ สองแม่ลูกกุมมือและสบตากันอย่างเงียบ ๆ ไม่มีถ้อยคำใดเอื้อนเอ่ยออกมา ในห้วงยามอันสงบนั้น เขารู้สึกถึงความรักและความเอื้ออาทรที่แม่ลูกสื่อถึงกันอย่างเต็มเปี่ยม ในยามนั้นไม่ปรากฏร่องรอยแห่งความเจ็บปวดทุรนทุราย ราวกับถูกสยบเอาไว้ให้แน่นิ่ง
        ผู้ป่วยกำลังอยู่ในระยะสุดท้ายของชีวิต แต่หมอเต็มศักดิ์ได้ประจักษ์แก่ใจว่า เธอหาได้ต้องการความช่วยเหลือใด ๆ จากเขาหรือหมอคนใดไม่ เธอไม่ต้องการยาหรือเคมีบำบัดใด ๆ อย่างเดียวที่เธอปรารถนาคือความรัก เพียงความรักจากใจของแม่หรือคนใกล้ชิดก็พอแล้วสำหรับเธอ แม้แต่ถ้อยคำก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็นด้วยซ้ำ
        อาการนิ่งสงบของสองแม่ลูกได้สะกดความวุ่นวายสับสนในใจของหมอเต็มศักดิ์ที่ยืดเยื้อมานานหลายอาทิตย์ ให้สงบลงไปด้วย เขาได้ตระหนักว่าถึงที่สุดแล้วคนเราก็ไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าความรักและความเอื้ออาทรจากคนใกล้ชิด ยิ่งในวาระสุดท้ายของชีวิตด้วยแล้ว อะไรเล่าที่จะสำคัญไปกว่าสายตาและสัมผัสที่เปี่ยมด้วยความรักจากคนรู้ใจ
        จิตใจที่เคยหนักอึ้งด้วยความทุกข์กลับโปร่งเบาขึ้นมาทันที ไม่ใช่เพียงเพราะว่าความทุกข์ของเขานั้นเทียบไม่ได้กับความทุกข์ที่สองแม่ลูกกำลังเผชิญ หากยังเป็นเพราะเขามาได้คิดว่าสิ่งที่ทำให้เขาทุกข์นั้นไม่ใช่สิ่งที่เป็นสาระสำคัญสำหรับชีวิตเลย ชื่อเสียง ความสำเร็จ หน้าตา เงินทอง และอะไรต่ออะไรอีกมากมาย หาใช่สิ่งที่คนเราต้องการในส่วนลึกของจิตใจไม่ โดยเฉพาะเมื่อวาระสุดท้ายของชีวิตมาถึง สิ่งเหล่านี้ไม่มีความหมายอะไรเลย ถึงที่สุดแล้วเราก็ต้องการเพียงแค่ความรัก ความเห็นอกเห็นใจ จากคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
        จะว่าไปแล้วนี้คือบทเรียนสำคัญของชีวิตที่น้อยคนจะตระหนัก สิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อชีวิตมักเป็นเรื่องพื้น ๆ สามัญจนดูเหมือนไม่มีค่า ผู้คนส่วนใหญ่จึงมองข้ามไป กลับไปให้ความสำคัญกับสิ่งอื่นที่หวือหวาน่าตื่นตาตื่นใจ น้ำ และอากาศ นั้นเป็นสิ่งสามัญที่ทุกชีวิตขาดไม่ได้ แต่ใครบ้างที่เห็นค่า ต่อเมื่อปล่อยปละละเลยจนน้ำขาดแคลน อากาศเป็นพิษ เราถึงมาเห็นคุณค่า
       ความรักและความเอื้ออาทรก็เช่นกัน ไม่มีชีวิตใดที่ขาดสิ่งนี้ไปได้ แต่เป็นเพราะได้รับจากคนรอบตัวมาตั้งแต่เล็ก เราถึงเห็นเป็นเรื่องธรรมดาที่ไร้ความสำคัญ ร้ายกว่านั้นก็คือไม่สนใจทะนุถนอมความรักที่ได้มา และไม่คิดจะเพิ่มพูนให้มากขึ้น ตรงกันข้ามกลับบั่นทอนทำลายด้วยการแย่งชิงแข่งขัน ทะเลาะวิวาท หรือฉวยประโยชน์จากกันและกัน เพราะเห็นสิ่งอื่นสำคัญกว่า ผลก็คือเมื่อวาระสุดท้ายของชีวิตมาถึง จึงไม่มีต้นทุนความรักหลงเหลือที่จะหล่อเลี้ยงจิตใจ กลับต้องอยู่และจากไปอย่างอ้างว้างและแห้งผาก คงไม่มีอะไรที่น่าเศร้าเท่ากับการแวดล้อมด้วยผู้คนแต่ไร้ความรักให้สัมผัส
      ทุกความรักที่ได้รับล้วนมีค่า จึงควรรู้สึกซาบซึ้งและขอบคุณ ขณะเดียวกันก็อย่าลืมทะนุถนอมและบ่มเพาะความรักนั้นให้เจริญงอกงาม ไม่ใช่ในใจของเราเท่านั้น แต่ในใจของผู้ที่ให้ความรักแก่เรา ด้วยการมีน้ำใจให้เขา ให้ความไว้เนื้อเชื่อใจ และทำความดีตอบแทน ที่ขาดไม่ได้คือการให้อภัยและความอดทนอดกลั้น
       ตระเตรียมความรักเป็นทุน ถนอมรักษ์สัมพันธภาพอันงดงามไว้ให้ยั่งยืน แล้วความรักจักเกื้อหนุนให้เราผ่านวิกฤตไปได้ด้วยดี
                                                                         *******
เพาะธรรมจาก http://www.visalo.org

Thursday, February 9, 2012

มรรคสามัคคี

 เพาะธรรม มรรคสามัคคี
โดยหลวงปู่ชา  สุภัทโท

กว่าจะได้มา

       วันนี้อยากจะถามถึงการปฏิบัติของญาติโยมเราทั้งหลายว่า ที่ได้ทำมานี้แน่ใจแล้วหรือยัง แน่ใจในการทำกรรมฐานของตนแล้วหรือยัง ที่ถามอย่างนี้เพราะว่าอาจารย์ที่สอนกรรมฐานทุกวันนี้มีมาก มีทั้งพระสงฆ์ทั้งฆราวาสจึงกลัวว่าญาติโยมจะลังเลสงสัยการกระทำนี้ จึงได้ถามอย่างนั้น ถ้าเราเข้าใจให้ถูกต้องชัดเจนเราก็จะสามารถทำจิตใจของเราให้สงบได้มั่นคง
       แล้วให้เข้าใจด้วยว่ามรรค ๘ ประการนั้น มันรวมอยู่ที่ศีลสมาธิปัญญา ไม่ได้รวมอยู่ที่อื่น เมื่อเรารวมเข้ามาแล้วมันมีศีล มีสมาธิ มีปัญญาเช่นเราทำอยู่ปัจจุบันนี้ก็คือ เราทำมรรคให้เกิดขึ้นมานั่นเองไม่ใช่อื่นไกล วิธีการนั่งท่านให้นั่งหลับตาไม่ให้มองเห็นสิ่งต่างๆ ก็เพราะว่า ท่านจะให้ดูจิตของเรา เมื่อหากเราหลับตาเข้าไปแล้วมันจะกลับเข้ามาข้างใน
       เมื่อเรานั่งหลับตาให้ยกความรู้ขึ้นเฉพาะลมหายใจ เอาลมหายใจเป็นประธานน้อมความรู้สึกตามลมหายใจ เราจึงจะรู้ว่าสติมันจะรวมอยู่ตรงนี้ ความรู้จะมารวมอยู่ตรงนี้ ความรู้สึกจะมารวมอยู่ตรงนี้ เมื่อมรรคนี้มันสามัคคีกันเมื่อใด เราจะได้มองเห็นว่าลมเราเป็นอย่างนี้ ความรู้สึกเราเป็นอย่างนี้ จิตเราเป็นอย่างนี้ อารมณ์เราเป็นอย่างนี้เราจึงจะรู้จักที่รวมแห่งสมาธิที่รวมแห่งมรรคสามัคคีในที่เดียวกัน เมื่อเราทำสมาธิกำหนดจิตลงกับลมนึกในใจว่า ที่นี่เรานั่งอยู่คนเดียวรอบๆ ข้างเรานี้ไม่มีใคร ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ ทำความรู้สึกอย่างนี้ เรานั่งอยู่คนเดียวให้กำหนดอย่างนี้จนกว่าจิตของเรามันจะวางข้างนอกหมด ดูลมเข้าออกอย่างเดียวเท่านั้น มันจะวางข้างนอกจะมีใครหรือไม่ หรือว่าคนนี้นั่งตรงโน้นคนนั้นนั่งตรงนี้อะไรวุ่นวายมันจะไม่เข้ามา เราเหวี่ยงมันออกไปเสียว่าไม่มีใครอยู่ที่นี้มีแต่เราคนเดียว นั่งอยู่ตรงนี้จนกว่าจะทำสัญญาอย่างนี้ให้มันหมดไป จนกว่าจะไม่มีความสงสัยในรอบๆ ข้างเรานี้
       เราก็กำหนดลมหายใจเข้าออกอย่างเดียว เราปล่อยลมให้เป็นธรรมชาติอย่าไปบังคับลมให้มันยาว อย่าไปบังคับลมให้มันสั้น อย่าไปบังคับลมให้มันแรง อย่าไปบังคับลมให้มันอ่อน ปล่อยสภาพให้มันพอดีแล้วนั่งดูลมหายใจเข้าออก เมื่อมันปล่อยอารมณ์เสียงรถยนต์ก็ไม่รำคาญ เสียงอะไรก็ไม่รำคาญไม่รำคาญสักอย่าง ข้างนอกจะเป็นรูปเป็นเสียงไม่รำคาญทั้งนั้น เพราะว่ามันไม่รับเอามันมารวมอยู่ที่ลมหายใจเรานี้
       ถ้าจิตของเราวุ่นวายกับสิ่งต่างๆ ไม่ยอมรวมเข้ามาก็ต้องสูดลมเข้าให้มากที่สุดจนกว่าจะไม่มีที่เก็บ แล้วก็ปล่อยลมออกให้มากที่สุดจนกว่าจะหมดในท้องเราสัก ๓ ครั้ง แล้วตั้งความรู้ใหม่แล้วสูดลมต่อไปอีกแล้วตั้งขึ้นใหม่ พักหนึ่งมันก็สงบไปเป็นธรรมดาของมัน สงบไปอีกสักพักหนึ่งมันก็ไม่สงบอีกอย่างนี้ก็มีวุ่นวายขึ้นมาอีก
       เมื่อมันเป็นเช่นนี้แล้ว เราก็กำหนดจิตของเราให้ตั้งมั่นสูดลมหายใจเข้ามาหายใจ เอาลมในท้องเราออกให้หมดแล้วก็สูดเอาลมเข้ามาให้มากพักหนึ่ง แล้วก็ตั้งใหม่อีกกำหนดลมนั้นต่อไปอีกทำอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ เมื่อมันเกิดอย่างนี้ก็ทำอย่างนี้เรื่อยไป แล้วก็กลับมาตั้งสติกับลมหายใจเข้าออก ทำความรู้สึกต่อไปอีกอย่างนี้ ในเมื่อเป็นเช่นนี้หลายครั้งได้ความชำนาญ มันจะวางข้างนอกมันจะไม่มีอะไรอารมณ์ข้างนอกก็ส่งเข้ามาไม่ถึง
       สติตั้งมั่นดูลมเข้าออกต่อไปอีก ถ้าจิตสงบลมนี้จะน้อยเข้าน้อยเข้าทุกที มันน้อยเข้าไปอารมณ์มันละเอียด ร่างกายเราก็จะเบาขึ้น มันก็วางอารมณ์ข้างนอกดูข้างในต่อไป ต่อนั้นไปเราก็รู้ข้างนอกมันจะรวมเข้าข้างใน เมื่อรวมเข้าข้างในแล้วความรู้สึกอยู่ในที่ๆ มันรวมกันอยู่ในลมหายใจนั้นมันจะเห็นลมชัด เห็นลมออกลมเข้าชัดแล้วมันจะมีสติชัดเห็นอารมณ์ชัดขึ้น ทุกอย่างจะเห็นศีลเห็นสมาธิเห็นปัญญาโดยอาการมันรวมกันอยู่นี้เรียกว่า "มรรคสามัคคี" เมื่อความสามัคคีเกิดขึ้นมาแล้วก็ไม่มีอาการวุ่นวายเกิดขึ้นในจิตของเรา มันจะรวมลงเป็นหนึ่งนี้เรียกว่า "สมาธิ"
       นานไปสูดลมหายใจเข้าไปอีกจนกว่าลมจะละเอียดเข้าไปอีก แล้วความรู้สึกนั้นมันจะหมดไปหมดไปจากลมหายใจก็ได้ มันจะมีความรู้สึกอันหนึ่งมา ลมหายใจมันจะหายไป คือมันละเอียดอย่างยิ่งจนบางทีเรานั่งอยู่เฉยๆ ก็เหมือนลมไม่มีแต่ว่ามันมีอยู่ หากรู้สึกเหมือนว่ามันไม่มีเพราะอะไร? เพราะว่าจิตตัวนี้มันละเอียดมากที่สุด มันมีความรู้เฉพาะของมันนี้ เหลือแต่ความรู้อันเดียว ถึงลมมันจะหายไปแล้ว ความรู้สึกที่ว่าลมหายใจก็ตั้งอยู่ทีนี้ จะเอาอะไรเป็นอารมณ์ต่อไปเล่า ก็เอาความรู้นี่แหละเป็นอารมณ์ต่อไปอีก ความรู้ที่ว่าลมไม่มีลมไม่มีอยู่อย่างนี้เสมอนี่แหละเป็นความรู้อันหนึ่ง
       ในจุดนี้บางคนชอบจะมีความสงสัยขึ้นมาก็ได้ สิ่งที่เราคาดไม่ถึงมันจะเกิดขึ้นมาได้ตรงนี้
แต่บางคนก็มีบางคนก็ไม่มี จงตั้งใจให้ดีตั้งสติให้มาก บางคนเห็นว่าลมหายใจไม่มีแล้วก็ตกใจเพราะธรรมดาลมมันมีอยู่ เมื่อเราคิดว่าลมไม่มีแล้วก็ตกใจว่าลมไม่มีกลัวว่าเราจะตายก็ได้ ตรงนี้ให้เรารู้ทันมันว่าอันนี้มันเป็นของมันอย่างนี้แล้ว เราจะดูอะไรก็ดูลมไม่มีต่อไปเป็นความรู้ นี่จัดว่าเป็นสมาธิอันแน่วแน่ที่สุดของสมาธิ มีอารมณ์เดียวแน่นอนไม่หวั่นไหว เมื่อสมาธิถึงจุดนี้จะมีความรู้สึกสารพัดอย่างที่มันรู้อยู่ในจิตของเรา เช่นบางทีร่างกายมันก็เบาที่สุดจนบางทีก็เหมือนกับไม่มีร่างกาย คล้ายๆ นั่งอยู่ในอากาศรู้สึกเบาไปทั้งหมด ถึงแม้ที่เรานั่งอยู่ก็ดูเปล่าว่าง อันนี้มันเป็นของแปลกก็ให้เข้าใจว่าไม่เป็นอะไร ทำความรู้สึกอย่างนั้นไว้ให้มั่นคง
       เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นหนึ่งเพราะไม่มีอารมณ์ใดมาเสียดแทง อยู่ไปเท่าใดก็ได้ไม่มีความรู้สึกถึงเวทนาเจ็บปวดอะไร อยู่อย่างนี้เมื่อการทำสมาธิมาถึงตอนนี้ เราจะออกจากสมาธิก็ได้ไม่ออกก็ได้ ออกจากสมาธิก็ออกอย่างสบาย หรือจะไม่ออกเพราะว่าขี้เกียจ ไม่ออกเพราะว่าเหน็ดเหนื่อย หรือจะออกเพราะว่าสมควรแล้วก็ออกมาถอยออกมาถอยออกมา อย่างนี้อยู่สบายออกมาสบายไม่มีอะไรนี่เรียกว่าสมาธิที่สมควรสบาย
       ถ้าเรามีสมาธิอย่างนี้ อย่างนั่งวันนี้เข้าสมาธิสัก ๓๐ นาทีหรือชั่วโมงหนึ่งจิตใจของเราจะมีความเยือกเย็นไปตั้งหลายวัน เมื่อจิตมีความเยือกเย็นหลายวันนั้น จิตจะสะอาดเห็นอะไรแล้วจะรับพิจารณาทั้งนั้น อันนี้เป็นเบื้องแรกของมันนี้เรียกว่าผลเกิดจากสมาธิ สมาธินี้มีหน้าที่ทำให้สงบ
       สมาธินี้ก็มีหน้าที่อย่างหนึ่ง ศีลนี้ก็มีหน้าที่อย่างหนึ่ง ปัญญานี้ก็มีหน้าที่อย่างหนึ่ง อาการที่เรากำหนดในที่นั้นมันจะเป็นวงกลมอย่างนี้ตามที่ปรากฏอยู่ในใจเรา มันจะมีศีลอยู่ตรงนี้มีสมาธิอยู่ตรงนี้มีปัญญาอยู่ตรงนี้ เมื่อจิตเราสงบแล้วมันจะมีการสังวรสำรวมเข้าด้วยปัญญาด้วยกำลังสมาธิ เมื่อสำรวมเข้าละเอียดเข้ามันจะเป็นกำลังช่วย ศีลบริสุทธิ์ขึ้นมามากก็จะช่วยให้สมาธิเกิดขึ้นมามากให้ดีขึ้นมาก เมื่อสมาธิเต็มที่แล้วมันจะช่วยปัญญาจะช่วยกัน ดังนี้เป็นไวพจน์ซึ่งกันและกันต่อไปโดยรอบอย่างนี้ จนกว่ามรรคคือศีลสมาธิปัญญารวมกันเป็นก้อนเดียวกัน แล้วทำงานสม่ำเสมอกัน เราจะต้องรักษากำลังอย่างนี้อันนี้เป็นกำลังที่จะทำให้เกิดวิปัสนาคือปัญญา

สิ่งที่ควรระวัง

       การทำสมาธินี้อาจให้โทษแก่ผู้ปฏิบัติได้ ถ้าผู้ปฏิบัติไม่ใช้ปัญญาและก็ย่อมให้คุณแก่ผู้ปฏิบัติได้มาก ถ้าผู้ปฏิบัติเป็นผู้มีปัญญาสมาธิก็จะส่งจิตไปสู่วิปัสนา
        สิ่งที่จะเป็นโทษแก่ผู้ปฏิบัตินั้นก็คือ การที่ผู้ปฏิบัติหลงติดอยู่ในอัปปนาสมาธิซึ่งเป็นความสงบลึกและมีกำลังอยู่นานที่สุด เมื่อจิตสงบก็เป็นสุขเมื่อเป็นสุขแล้วก็เกิดอุปาทานยึดสุขนั้นเป็นอารมณ์ ไม่อยากจะพิจารณาอย่างอื่นอยากมีสุขอยู่อย่างนั้น เมื่อเรานั่งสมาธินานๆ จิตมันจะถลำเข้าไปง่าย พอเริ่มกำหนดมันก็สงบแล้วก็ไม่อยากจะทำอะไร ไม่อยากออกไปไหน ไม่อยากพิจารณาอะไร อาศัยความสุขนั้นเป็นอยู่อันนี้จึงเป็นอันตรายแก่ผู้ประพฤติปฏิบัติอย่างนี้
      จิตต้องอาศัยอุปจารสมาธิ คือกำหนดเข้าไปสู่ความสงบแล้วพอสมควรก็ถอนออกมา รู้อาการภายนอกดูอาการภายนอกให้เกิดปัญญา
       อันนี้ดูยากสักหน่อยหนึ่งเพราะมันคล้ายๆ จะเป็นสังขารความปรุงแต่ง เมื่อมีความคิดเกิดขึ้นมาเราอาจเห็นว่าอันนี้มันไม่สงบ ความเป็นจริงความรู้สึกนึกคิดในเวลานั้นมันรู้สึกอยู่ในความสงบ พิจารณาอยู่ในความสงบแล้วก็ไม่รำคาญ บางทีก็ยกสังขารขึ้นมาพิจารณา ที่ยกขึ้นมาพิจารณานั้นไม่ใช่ว่าคิดเอาหรือเดาเอา มันเป็นเรื่องของจิตที่เป็นขึ้นมาเองของมัน อันนี้เรียกว่าความรู้อยู่ในความสงบ ความสงบอยู่ในความรู้ ถ้าเป็นสังขารความปรุงแต่งจิตมันก็ไม่สงบมันก็รำคาญ แต่อันนี้ไม่ใช่เรื่องปรุงแต่งมันเป็นความรู้สึกของจิตที่เกิดขึ้นจากความ สงบ เรียกว่าการพิจารณานี่ปัญญาเกิดตรงนี้
       สมาธิทั้งหลายเหล่านี้แบ่งเป็นมิจฉาสมาธิอย่างหนึ่ง คือเป็นสมาธิในทางที่ผิด เป็นสัมมาสมาธิอย่างหนึ่งคือสมาธิในทางที่ถูกต้อง นี้ก็ให้สังเกตให้ดี มิจฉาสมาธิคือความที่จิตเข้าสู่สมาธิเงียบ..หมด...ไม่รู้อะไรเลยปราศจากความรู้ นั่งอยู่สองชั่วโมงก็ได้กระทั่งวันก็ได้แต่จิตไม่รู้ว่ามันไปถึงไหนมันเป็นอย่างไร ไม่รู้เรื่องนี่สมาธิอันนี้เป็นมิจฉาสมาธิ มันก็เหมือนมีดที่เราลับให้คมดีแล้วแต่เก็บไว้เฉยๆ ไม่เอาไปใช้มันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรอย่างนั้น ความสงบอันนั้นเป็นความสงบที่หลง คือว่าไม่ค่อยรู้เนื้อรู้ตัว เห็นว่าถึงที่สุดแล้วก็ไม่ค้นคว้าอะไรอีกต่อไปจึงเป็นอันตรายเป็นข้าศึก ในขั้นนั้นอันนี้เป็นอันตรายห้ามปัญญาไม่ให้เกิด ปัญญาเกิดไม่ได้เพราะขาดความรู้สึกรับผิดชอบ
       ส่วนสัมมาสมาธิที่ถูกต้อง ถึงแม้จะมีความสงบไปถึงแค่ไหนก็มีความรู้อยู่ตลอดเวลาตลอดเวลา มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์บริบูรณ์..รู้ตลอดกาลนี้เรียกว่าสัมมาสมาธิ เป็นสมาธิที่ไม่ให้หลงไปในทางอื่นได้ นี้ก็ให้นักปฏิบัติเข้าใจไว้ให้ดี จะทิ้งความรู้นั้นไม่ได้จะต้องรู้แต่ต้นจนปลายทีเดียวจึงจะเป็นสมาธิที่ถูก ต้อง ขอให้สังเกตให้มาก สมาธิชนิดนี้ไม่อันตราย เมื่อเราเจริญสมาธิที่ถูกต้องแล้วอาจจะสงสัยว่ามันจะได้ผลที่ตรงไหน มันจะเกิดปัญญาที่ตรงไหน เพราะท่านตรัสว่าสมาธิเป็นเหตุให้เกิดปัญญาวิปัสสนา  สมาธิที่ถูกต้องเมื่อเจริญแล้วมันจะมีกำลังให้เกิดปัญญาทุกขณะ ในเมื่อตาเห็นรูปก็ดี หูฟังเสียงก็ดี จมูกดมกลิ่นก็ดี ลิ้นลิ้มรสก็ดี กายถูกต้องโผฏฐัพพะก็ดี ธรรมารมณ์เกิดกับจิตก็ดี อิริยาบถยืนก็ดีนั่งก็ดีนอนก็ดี จิตก็จะไม่เป็นไปตามอารมณ์แต่จะเป็นไปด้วยความรู้ตามเป็นจริงของธรรมะ
       ฉะนั้น การปฏิบัตินี้เมื่อมีปัญญาเกิดขึ้นมาแล้ว ก็ไม่เลือกสถานที่จะยืนจะเดินจะนั่งจะนอนก็ตาม จิตมันเกิดปัญญาแล้วเมื่อมีสุขเกิดขึ้นมาก็รู้เท่า มีทุกข์เกิดขึ้นมาก็รู้เท่า สุขก็สักว่าสุข ทุกข์ก็สักว่าทุกข์เท่านั้น แล้วก็ปล่อยทั้งสุขและทุกข์ไม่ยึดมั่นถือมั่น
       เมื่อสมาธิถูกต้องแล้ว มันทำจิตให้เกิดปัญญาอย่างนี้เรียกว่าวิปัสสนา มันก็เกิดความรู้เห็นตามเป็นจริง นี้เรียกว่าสัมมาปฏิบัติ เป็นการปฏิบัติที่ถูกต้อง มีอิริยาบถสม่ำเสมอกัน คำว่าอิริยาบถสม่ำเสมอกันนี้ท่านไม่หมายเอาอิริยาบถภายนอกที่ยืนเดินนั่งนอน แต่ท่านหมายเอาทางจิตที่มีสติสัมปชัญญะอยู่นั่นเอง แล้วก็รู้เห็นตามเป็นจริงทุกขณะคือมันไม่หลง
       ความสงบนี้มีสองประการคือ ความสงบอย่างหยาบอย่างหนึ่งและความสงบอย่างละเอียดอีกอย่างหนึ่ง อย่างหยาบนั่นคือเกิดจากสมาธิที่เมื่อสงบแล้วก็มีความสุข แล้วถือเอาความสุขเป็นความสงบ อีกอย่างหนึ่งคือความสงบที่เกิดจากปัญญานี้ ไม่ได้ถือเอาความสุขเป็นความสงบ แต่ถือเอาจิตที่รู้จัก พิจารณาสุขทุกข์เป็นความสงบ เพราะว่าความสุขทุกข์นี้เป็นภพเป็นชาติเป็นอุปาทาน จะไม่พ้นจากวัฏสงสารเพราะติดสุขติดทุกข์ ความสุขจึงไม่ใช่ความสงบ ความสงบจึงไม่ใช่ความสุข ฉะนั้นความสงบที่เกิดจากปัญญานั้นจึงไม่ใช่ความสุข แต่เป็นความรู้เห็นตามความเป็นจริงของความสุขความทุกข์ แล้วไม่มีอุปาทานมั่นหมายในสุขทุกข์ที่มันเกิดขึ้นมา ทำจิตให้เหนือสุขเหนือทุกข์นั้น ท่านจึงเรียกว่าเป็นเป้าหมายของพุทธศาสนาอย่างแท้จริง
....คนที่ไม่รู้จักสุขไม่รู้จักทุกข์นั้นก็จะเห็นว่าสุขกับทุกข์นั้นมันคนละระดับ มันคนละราคากัน ถ้าผู้รู้ทั้งหลายแล้วท่านจะเห็นว่าสุขเวทนากับทุกขเวทนามันมีราคาเท่าๆ กัน 
******* 
กิ่งธรรมจาก http://www.ajahnchah.org

 

 

 

 

 

Wednesday, February 8, 2012

วิธีเจริญกรรมฐานภาวนา

วิธีเจริญกรรมฐานภาวนา
 บทธรรมบรรยาย
ของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ



พระผู้ที่นำแนวทางที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสอนไว้ มาฝึกปฏิบัติตนจนได้ผล แล้วขยายกิ่งก้านสาขา เนื้อนาบุญ ธรรมบรรยายต่อไปนี้ให้เราได้พิจารณากัน เพื่อเพาะธรรมให้เกิดขึ้นดังนี้

        จะแสดงวิธีเจริญกรรมฐานภาวนา เพื่อโยคาวจรกุลบุตรได้ศึกษาและปฏิบัติสืบไป โยคาวจรผู้ใดจะเจริญกรรมฐานภาวนา พึงตรวจดูจริตของตนให้รู้ชัด ว่า ตนเป็นคนมีจริตอย่างใดแน่นอนก่อนแล้วพึงเลือกเจริญกรรมฐานอันเป็นที่สบายแก่จริตนั้นๆ ดังได้แสดงไว้แล้วนั้นเถิด
        อนึ่ง พึงทราบคำกำหนดความดังต่อไปนี้ไว้เป็นเบื้องต้นก่อน คือบริกรรมนิมิต หมายเอาอารมณ์ของกรรมฐานที่นำมากำหนดพิจารณา อุคคหนิมิต หมายเอาอารมณ์ของกรรมฐานอันปรากฏขึ้นในมดนทวาร ขณะที่กำลังทำการเจริญภาวนาอยู่อย่างชัดแจ้ง คล้ายเห็นด้วยตาเนื้อ ปฏิภาคนิมิต หมายเอาอารมณ์ของกรรมฐานอันปรกฏแจ่มแจ้งแก่ใจของผู้เจริญภาวนายิ่งขึ้นกว่า อุคคหนิมิต และพึงทราบลำดับแห่งภาวนาดังนี้ บริกรรมภาวนา หมายการเจริญกรรมฐานในระยะแรกเริ่มใช้สติประคองใจกำหนดพิจารณาในอารมณ์ กรรมฐานอันใดอันหนึ่ง อุปจารภาวนา หมายการเจริญกรรมฐานในขณะเมื่ออุคคหนิมิตเกิดปรากฏในมโนทวาร อัปปนาภาวนา หมายการเจริญภาวนาในขณะเมื่อปฏิภาคนิมิตปรากฏ จิตเป็นสมาธิแนบเนียน มีองค์ฌาณปรากฏขึ้นครบบริบูรณ์
        บริกรรมภาวนาได้ทั่วไปในกรรมฐานทั้งปวง อุปจารภาวนาได้ในกรรมฐาน 10 ประการ คือ อนุสสติ 8 ตั้งแต่พุทธานุสสติ ถึงมรณัสสติ กับอาหาเรปฏิกูลสัญญาและจตุธาตุววัตถาน เพราะเป็นกรรมฐานสุขุมละเอียดยิ่งนัก ส่วนอัปปนาภาวนานั่นได้ในกรรมฐาน 30 คือ กสิณ 10 อสุภะ 10 อานาปานสติ 1 กายคตาสติ 1 พรหมวิหาร 4 และอรูปกรรมฐาน 4
        กรรมฐาน 11 คืออสุภะ 10 กับกายคตาสติ 1 ให้สำเร็จแต่เพียง รูปาวจร ปฐมฌาณ พรหมวิหาร 3 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา ให้สำเร็จรูปาวจรฌาณทั้ง 4 ประการ อุเบกขาพรหมวิหาร ให้สำเร็จแต่บัญจมรูปาวจรฌาณอย่างเดียว อรูปกรรมฐาน 4 ให้สำเร็จแต่อรูปาวจรฌาณอย่างเดียวฯ

        ( 1 ) วิธีเจริญปฐวีกสิณ กุลบุตรผู้มีศรัทธาปรารถนาจะเจริญกรรมฐานภาวนา อันชื่อว่าปฐวีกสิณ พึงตัดปลิโพธกังวลห่วงใยน้อยใหญ่เสียให้สิ้นแล้ว ไปยังที่เงียบสงัด เพ่งพิจารณาดินที่ตนตกแต่งเป็นดวงกสิณเป็นอารมณ์ หรือจะเพ่งพิจารณาดินที่แผ่นดินหหรือที่ลานข้าวเป็นต้นเป็นอารมณ์ก็ได้ เมื่อจะพิจารณาดินที่มิได้ตกแต่งไว้เป็นดวงกสิณนั้น พึงกำหนดให้มีที่สุดโดยกลมเท่าตะแกรง กว้างคืบ 4 นิ้ว เป็นอย่างใหญ่หรือเล็กกว่ากำหนดนี้ แล้วพึงบริกรรมภาวนาว่าปฐวีๆ ดินๆ ดังนี้ร่ำไป ถ้ามีวาสนาบารมีเคยได้สั่งอบรมมาแต่ชาติก่อนๆ แล้ว ก็อาจได้สำเร็จฌาณ ถ้าหากวาสนาบารมีมิได้ ก็ยากที่จะสำเร็จฌาณด้วยการเพ่งแผ่นดินอย่างว่านี้ จำจะต้องทำเป็นดวงกสิณ เมื่อจะทำ พึงหาดินสีแดงดังแสงพระอาทิตย์แรกอุทัย มาทำ อย่าทำในที่คนสัญจรไปมาพลุกพล่าน พึงทำในที่สงัดเป็นที่ลับที่กำบัง ดวงกสิณนั้นจะทำตั้งไว้กะที่ทีเดียว หรือจะทำชนิดยกไปได้ก็ตาม ดินที่ทำดวงกสิณนั้น พึงชำระให้หมดจด ทำเป็นวงกลม กว้างคืบ 4 นิ้ว ขัดให้ราบเสมอดังหน้ากลอง พึงปัดกวาดที่นั้นให้เตียนสะอาด ปราศจากหยากเยื่อเฟื้อฝอยแล้วพึงชำระกายให้หมดเหงื่อไคล เมื่อจะนั่งภาวนา พึงนั่งบนตั่งที่มีเท้าสูง คืบ 4 นิ้ว นั่งห่างดวงกสิณออกไปประมาณ 2 ศอกคืบ พึงนั่งขัดสมาธิเท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ตั้งกายให้ตรงผินหน้าไปทางดวงกสิณ แล้วพึงพิจารณาโทษกามคุณต่าง ๆ และตั้งจิตไว้ให้ดีในฌาณธรรมอันเป็นอุบายที่จะยกตนออกจากกามคุณ และจะล่วงพ้นกองทุกข์ทั้งปวง แล้วพึงระลึกถึงพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ยังปรีดาปราโมทย์ให้เกิดขึ้น แล้วพึงทำจิตให้เคารพรักใคร่ในพิธีทางปฏิบัติให้มั่นใจว่าปฏิบัติดังนี้ ได้ชื่อว่าเนกขัมมปฏิบัติ พระอริยเจ้าทั้งหลายมีพระพุทะเจ้าเป็นต้น จะได้ละเว้นหามิได้ ล้วนแต่ปฏิบัติดังนี้ทุกๆ พระองค์ ครั้นแล้วพึงจิตว่า เราจะได้เสวยสุขอันเกิดแต่วิเวกด้วยปฏิบัติอันนี้โดยแท้ ยังความอุตสาหะให้เกิดขึ้นแล้วจึงลืมจักษุขึ้นดูดวงกสิณเมื่อลืมจักษุขึ้น นั้น อย่าลืมขึ้นให้กว้างนัก จะลำบากจักษุ อนึ่งมณฑลกสิณจะปรากฏแจ้งเกินไป ครั้นลืมลืมจักษุขึ้นน้อยนักมณฑลกสิณก็จะปรากฏแจ้ง จิตที่จะถือเอากสิณนิมิตเป็นอารมณ์นั้น ก็จะย่อหย่อนท้อถอยเกียจคร้านไป เหตุฉะนี้จึงพึงลืมจักษุขนาดส่องเงาหน้าในกระจก อนึ่ง เมื่อแลดูดวงกสิณนั้นอย่าพิจารณาสี พึงกำหนดว่าสิ่งนี้เป็นดินเท่านั้น แต่สีดินนั้นจะละเสียก็มิได้ เพราะว่าสีดินกับดวงกสิณเนื่องกันอยู่ ดูดวงกสิณก็เป็นอันดูสีอยู่ด้วย เหตุฉะนี้ พึงรวมดวงกสิณกับสีเข้าด้วยกัน และดูดวงกสิณกับสีนั้นให้พร้อมกัน กำหนดว่า สิ่งนี้เป็นดิน แล้วจึงบริกรรมภาวนาว่า ปฐวีๆ ดินๆ ดังนี้ร่ำไป ร้อยครั้งพันครั้งเมื่อกระทำบริกรรมภาวนาว่าปฐวี ๆ อยู่นั้นอย่าลืมจักษุเป็นนิตย์ พึงลืมจักษุดูอยู่หน่อยหนึ่งแล้วหลับลงเสีย หลับลงสักหน่อย แล้วพึงลืมขึ้นดูอีก พึงปฏิบัติโดยทำนองนี้ไปจนกว่าจะได้อุคคหนิมิต ก็กสิณนิมิตอันเป็นอารมณ์ที่ตั้งแห่งจิต ในขณะที่ทำการบริกรรมว่าปฐวีนั้น ชื่อว่าบริกรรมภาวนา เมื่อตั้งจิตในกสิณนิมิต กระทำบริกรรมว่าปฐวีๆ นั้น ถ้ากสิณนิมิตมาปรากฏในมโนทวารหลับจักษุลงกสิณนิมิตก็ปรากฏอยู่ในมโนทวารดัง ลืมจักษุแล้วกาลใด ชื่อว่าได้อุคคหนิมิต ณ กาลนั้น เมื่อได้อุคคหนิมิตแล้ว พึงตั้งจิตอยู่ในอุคคหนิมิตนั้น กำหนดให้ยิ่งวิเศษขึ้นไป เมื่อปฏิบัติอยู่ดังนี้ ก็จะข่มนิวรณธรรมโดยลำดับๆ กิเลสก็จะสงบระงับจากสันดาน สมาธิก็จะแก่กล้าเป็นอุปจารสมาธิ ปฏิภาคนิมิตก็จะปรากฏขึ้นอุคคหนิมิตกับปฏิภาคนิมิต มีลักษณะต่างกัน คืออุคคหนิมิตยังประกอบด้วยกสิณโทษ คือยังปรากฏเป็นสีดินอยู่อย่างนั้น ส่วนปฏิภาคนิมิตปรากฏบริสุทธิ์งดงามดังแว่นกระจก ที่บุคคลถอดออกจากฝักจากถุงฉะนั้น จำเดิมแต่ปฏิภาคนิมิตเกิดขึ้นแล้ว นิวรณ์ทั้งสิ้นก็ระงับไปจิตก็ตั้งมั่นเป็นอุปจารสมาธิ สำเร็จเป็นกามาพจรสมาธิภาวนา เมื่อได้อุปจารสมาธิแล้ว ถ้าพากเพียรพยายามต่อขึ้นไปไม่หยุดหย่อน ก็จะได้สำเร็จอัปปนาสมาธิซึ่งเป็นรูปาวจรฌาณ และเมื่อกระทำเพียรจนบรรลุถึงอัปนาฌาณ เกิดขึ้นในสันดานแล้ว ก็พึงกำหนดไว้ว่า 1 เราประพฤติอิริยาบถอย่างนี้ๆ 2 อยู่ในเสนาสนะอย่างนี้ๆ 3 โภชนาหารอันเป็นที่สบายอย่างนี้ๆ จึงได้สำเร็จฌาณการที่ให้กำหนดไว้นี้ เผื่อว่าฌาณเสื่อมไปก็จะได้เจริญสืบต่อไปใหม่โดยวิธีเก่า ฌาณที่เสื่อมไปนั้น ก็จะเกิดขึ้นได้โดยง่ายในสันดานอีก ครั้นเมื่อได้สำเร็จปฐมฌาณแล้วพึงปฏิบัติในปฐมฌาณนั้นให้ชำนาญคล่อง แคล่วด้วยดีก่อนแล้วจึงเจริญทุติยฌาณสืบต่อขึ้นไป
ก็ปฐมฌาณที่ชำนาญคล่องแคล่วด้วยดี ต้องประกอบด้วยวสีทั้ง 5 คือ
        ( 1 ) อาวัชชนวสี ชำนาญคล่องแคล่วในการนึก ถ้าปรารถนาจะนึกถึงองค์ฌาณที่ตนได้ ก็นึกได้เร็วพลัน มิได้เนิ่นช้า มิต้องรอนานถึงชวนจิตที่ 4-5 ตกลง ยังภวังค์จิต 2-3 ขณะถึงองค์ฌาณที่ตนได้
        (2) สมาปัชชนวสี คือชำนาญคล่องแคล่วในการที่จะเข้าฌาณอาจเข้าฌาณได้ในลำดับอาวัชชนจิต อันพิจารณาซึ่งอารมณ์คือปฏิภาคนิมิตมิได้เนิ่นช้า
       (3) อธิษฐานวสี คือชำนาญในอันดำรงรักษาฌาณจิตไว้มิให้ตกภวังค์ ตั้งฌาณจิตไว้ได้ตามกำหนด ปรารถนาจะตั้งไว้นานเท่าใดก็ตั้งไว้ได้นานเท่านั้น
        (4)วุฎฐานวสี คือชำนาญคล่องแคล่วในการออกฌาณ กำหนดไว้ว่าเวลานั้นๆ จะออกก็ออกได้ตามกำหนดไม่คลาดเวลาที่กำหนดไว้
        (5) ปัจจเวกขณวสี คือชำนาญคล่องแคล่วในการพิจารณาองค์ฌาณที่ตนได้อย่างรวดเร็ว มิได้เนิ่นช้า ถ้าไม่ชำนาญไนปฐมฌาณแล้วอย่าพึงเจริญทุติยฌาณก่อน ต่อเมื่อชำนิชำนาญคล่องแคล่วในปฐมฌาณด้วยวสีทั้ง 5 ดังกล่าวแล้ว จึงควรเจริญทุติยฌาณสืบต่อขึ้นไป เมื่อชำนาญในทุติยฌาณจึงเจริญตติยฌาณ จตุตถฌาณ และปัญจมฌาณขึ้นไปตามลำดับ
        องค์ของฌาณเป็นดังนี้ ปฐมฌาณมีองค์ 5 คือวิตก ความตรึกคิดมีลักษณะยกจิตขึ้นสู่อารมณ์เป็นองค์ที่  1 วิจารณ์ ความพิจารณามีลักษณะไตร่ตรองอารมณ์เป็นองค์ที่ 2 ปิติ เจตสิกธรรมที่ยังกายและจิตใจให้อิ่มเต็มมีประเภท 5 คือ
    (1) ขุททกาปิติ กายและจิตอิ่มจนขนพองชูชันทำให้น้ำตาไหล
    (2) ขณิกาปิติ กายและจิตอิ่มมีแสงสว่างดังฟ้าแลบปรากฎในจักษุทวาร
    (3) โอกกนติกาปิติ กายและจิตอิ่ม ปรากฏดั่งคลื่นและละลอกทำให้ไหวให้สั่น
    (4) อุพเพงคาปิติ กายและจิตอิ่มและกายเบาเลื่อนลอยไปได้
    (5) ผรณาปิติ กายและจิตอิ่ม เย็นสบายซาบซ่านทั่วสรรพางค์กาย ปิติทั้ง 5 นี้อันใดอันหนึ่งเป็นองค์ที่ 3 สุขอันเป็นไปในกายและจิต เป็นองค์ที่ 4 และเอกัคคตา ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่านไปมา จัดเป็นองค์ครบ 5 ฌาณที่พร้อมด้วยองค์ 5 นี้ชื่อว่าปฐมฌาณฯ ทุตยฌาณ มีองค์ 3 คือปิติสุข เอกัคคตา    ตติฌาณมีองค์ 2 คือสุข เอกัคคตา จตุตถฌาณมีองค์ 2 คือเอกัคคตา อุเบกขา นี้จัดโดยฌาณจุกกนัย ถ้าจัดโดยฌาณปัญจกนัยเป็นดังนี้ ปฐมฌาณมีองค์ 5 คือ วิตก วิจาร สุข เอกัคคตา ทุตติฌาณ มีองค์ 4 คือ วิจาร ปิติ สุข เอกัคคตา ตติยฌาณมีองค์ 3 คือปิติ สุข เอกัคคตา จตุตถฌาณมีองค์ 2 คือ สุข เอกัคคตา ปัญจมฌาณมีองค์ 2 คือ เอกัคคตาอุเบกขา
        กุลบุตรผู้เจริญ กสิณนี้อาจได้สำเร็จฌาณสมาบัติโดยจตุกกนัย หรือปัญจกนัยดังกล่าวมานี้

        (2) วิธีเจริญอาโปกสิณ โยคาวจรกุลบุตรผู้มีศรัทธาปรารถนาจะเจริญอาโปกสิณ ถ้าเป็นผู้มีวาสนาสั่งสมอาโปกสิณมาแต่ชาติก่อนๆ แล้ว ถึงจะมิได้ตกแต่งกสิณเลยเพียงแต่เพ่งดูน้ำในที่ใดที่หนึ่งเช่นในสระในบ่อ ก็อาจสำเร็จอุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิตโดยง่าย ถ้ากุลบุตรอันหาวาสนาในอาโปกสิณมิได้ พึงเจริญอาโปกสิณในปัจจุบันชาตินี้ ก็พึงทำเอาอาโปกสิณด้วยน้ำที่ใสบริสุทธ์เอาน้ำใส่ภาชนะ เช่นบาตรหรือขันให้เต็มเพียงขอบปากยกไปตั้งไว้ในที่กำบัง ตั้งม้าสี่เหลี่ยมสูงคืบ 4 นิ้ว กระทำพิธีทั้งปวงโดยทำนองที่กล่าวไว้ในวิธีเจริญปฐวีกสิณนั้นเถิด คำบริกรรมภาวนาในอาโปกสิณว่า อาโป ๆ น้ำ ๆ พึงบริกรรมดังนี้ร่ำไปร้อยครั้งพันครั้ง จนกว่าจะได้สำเร็จอุคคหนิมิต ปฏิภาคนิมิต และอัปปนาฌาณ โดยลำดับ ก็อุคคหนิมิตในอาโปกสิณนี้ปรากฏดุจไหว ๆ กระเพื่อม ๆ อยู่ ถ้าน้ำนั้นประกอบด้วยกสิณโทษคือเจือปนด้วยเปลือกตมหรือฟอง ก็จะปรากฏในอุคคหนิมิตด้วย ส่วนปฏิภาคนิมิต ปรากฏปราศจากกสิณโทษ เป็นดุจกาบขั้วตาลแก้วมณีที่จะประดิษฐานในอากาศ มิฉะนั้นดุจมณฑลแว่นแก้วมณี เมื่อปฏิภาคนิมิตเกิดแล้วโยคาวจรกุลบุตรทำปฏิภาคนิมิตให้เป็นอารมณ์ บริกรรมไปว่า อาโป ๆ น้ำ ๆ ดังนี้ จะได้ถึงจตตุถฌาณหรือปัญจมฌาณตามลำดับ

        (3) วิธีเจริญเตโชกสิณ โยคาวจรกุลบุตรผู้มีวาสนาบารมี เคยเจริญเตโชกสินมาแล้วในชาติก่อน เพียงแต่เพ่งเปลวไฟในที่ใดที่หนึ่ง บริกรรมภาวนาว่า เตโชๆ ไฟ ๆ ดังนี้ ก็อาจได้สำเร็จอุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิตโดยง่าย ถ้าผู้ไม่เคยบำเพ็ญมาแต่ชาติก่อน ปรารถนาจะเจริญเตโชกสิณ พึงหาไม้แก่นที่สนดีมาตากไว้ให้แห้ง บั่นออกไว้เป็นท่อนๆ แล้วนำไปใต้ต้นไม้ หรือที่ใดที่หนึ่งซึ่งเป็นที่สมควร แล้วกองฟืนเป็นกองๆ ดังจะอบบาตร จุดไฟเข้าให้รุ่งเรือง แล้วเอาเสื่อลำแพน หรือแผ่นหนังหรือแผ่นผ้า มาเจาะเป็นช่องกลมกว้างประมาณคืบ 4 นิ้ว แล้วเอาขึงไว้ตรงหน้า นั่งตามพิธีที่กล่าวไว้ในปฐวีกสิณแล้วตั้งจิตกำหนดว่า อันนี้เป็นเตโชธาตุ แล้วจึงบริกรรมว่า เตโชๆ ไฟๆ ดังนี้ร่ำไปจนกว่าจะได้สำเร็จอุคคหนิมิต และปฏิภาคนิมิต โดยลำดับไป
        อุคคหนิมิตในเตโชกสิณนี้ ปรากฏดุจเปลวเพลิวลุกไหม้ไหว ๆ อยู่เสมอ ถ้ามิได้ทำดวงกสิณพิจารณาไฟในเตาเป็นต้น เมื่ออุคคหนิมิตเกิดขึ้น กสิณโทษก็จะปรากฏด้วย ส่วนปฏิภาคนิมิตปรากฏมิได้หวั่นไหว จะปรากฏดุจท่อนผ้ากำพลแดงอันประดิษฐานอยู่บนอากาศ หรือเหมือนกาบขั้วตาลทองคำฉะนั้น เมื่อปฏิภาคนิมิตปรากฏแล้ว โยคาวจรก็จะได้สำเร็จฌาณตามลำดับจนถึงจตุตถฌาณ ปัญจมฌาณ
(4) วิธีเจริญวาโยกสิณ ให้เพ่งลมที่พัดอันปรากฏอยู่ที่ยอดอ้อย ยอดไผ่ ยอดไม้ หรือปลายผมที่ถูกลมพัดไหวอยู่อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วพึงตั้งสติไว้ว่า ลมพัดต้องในที่นี้ หรือลมพัดเข้ามาในช่องหน้าต่าง หรือช่องฝา ถูกต้องกายในที่ใดก็พึงตั้งสติไว้ในที่นั้น แล้วพึงบริกรรมว่า วาโยๆ ลมๆ ดังนี้ร่ำไป จนกว่าจะสำเร็จอุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิต อุคคหนิมิตในวาโยกสิณนี้ จะปรากฏไหว ๆ เหมือนไอแห่งข้าวปายาส อันบุคคลปลงลงจากเตาใหม่ๆ ปฏิภาคนิมิตจะปรากฏอยู่เป็นอันดีมิได้หวั่นไหว เมื่ออุคคหนิมิตเกิดแล้ว โยคาวจรกุลบุตรก็จะได้สำเร็จฌาณโดยลำดับ
       (5) วิธีเจริญนีลกสิณ โยคาวจรกุลบุตรผู้มีศรัทธาปรารถนาจะเจริญนีลกสิณพึงพิจารณานิมิตสีเขียวเป็นอารมณ์ ถ้าเป็นผู้มีวาสนาบารมีเคยได้เจริญนีลกสิณมาแต่ชาติก่อนๆ แล้ว เพียงแต่เพ่งดูดอกไม้สีเขียวหรือผ้าเขียวเป็นต้น ก็อาจได้อุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิต ส่วนผู้พึ่งจะเจริญนีลกสิณในชาติปัจจุบันนี้ พึงทำดวงกสิณก่อน พึงเอาดอกไม้อย่างใดอย่างหนึ่งที่มีสีเขียวล้วนอย่างเดียว มาลำดับลงในผอบ หรือฝากล่องให้เสมอขอบปาก อย่าให้เกสรแลก้านปรากฏ ให้แลเห็นแต่กลีบสีเขียวอย่างเดียว หรือจะเอาผ้าเขียวขึงที่ปากผอบหรือฝากล่องทำให้เสมอดังหน้ากลองก็ได้ หรือจะเอาของที่เขียวเช่นคราม เป็นต้น มาทำเป็นดวงกสิณเหมือนอย่างปฐวีกสิณก็ได้
เมื่อทำดวงกสิณเสร็จแล้วพึงปฏิบัติพิธีดดยทำนองที่กล่าวไว้ในปฐวีกสิณนั้น เถิด พึงบริกรรมภาวนาว่านีลํๆ เขียวๆ ดังนี้ร่ำไป จนกว่าอุคคหนิมิต และปฏิภาคนิมิตจะเกิดขึ้น อุคคหนิมิตในนีลกสิณนี้มีกสิณโทษอันปรากฏ ถ้ากสิณนั้นกระทำด้วยดอกไม้ก็เห็นเกสร-ก้าน และระหว่างกลีบปรากฏส่วนปฏิภาคนิมิตจะปรากฏดุจกาบขั้วตาลแก้วมณีตั้งอยู่ใน อากาศ เมื่อปฏิภาคนิมิตเกิดแล้ว อุปจารฌาณและอัปปนาฌาณก็จะเกิดดังกล่าวแล้วในปฐมกสิณ
       (6-7-8) วิธีเจริญปีตกสิณโลหิตกสิณ-โอทาตกสิณ วิธีเจริญกสิณทั้ง 3 นี้ เหมือนกับ นีลกสิณทุกอย่าง ปีตกสิณเพ่งสีเหลือง บริกรรมว่าปีตกํๆ เหลืองๆ โลหิตกสิณเพ่งสีแดง บริกรรมว่า โลหิตํๆ แดงๆ โอทาตกสิณ เพ่งสีขาว บริกรรมว่า โอทาตํๆ ขาวๆ ดังนี้ร่ำไป จนกว่าจะเกิดอุคคหนิมิตและปกิภาคนิมิต ลักษณะอุคคหนิมิต และปฏิภาคนิมิตก็เหมือนในนีลกสิณ ต่างกันแต่สีอย่างเดียวเท่านั้น
       (9) วิธีเจริญอาโลกกสิณ โยคาวจรกุลบุตรผู้เจริญอาโลกกสิณนี้ ถ้าเป็นผู้มีวาสนาบารมี เคยได้เจริญมาแต่ชาติก่อนๆ แล้วเพียงแต่เพ่งดูแสงพระจันทร์หรือแสงพระอาทิตย์ หรือช่องหน้าต่างเป็นต้นที่ปรากฏเป็นวงกลมอยู่ที่ฝาหรือที่พื้นนั้นๆ ก็อาจสำเร็จอุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิตโดยง่าย ส่วนโยคาวจรที่พึงจะเจริญกสิณในชาติปัจจุบันนี้ เมื่อจะเจริญต้องทำดวงกสิณก่อน พึงหาหม้อมาเจาะให้เป็นช่องกลมประมาณคืบ 4 นิ้ว เอาประทีปตามไว้ข้างใน ปิดปากหม้อเสียให้ดี ผินช่องหม้อไปทางฝา แสงสว่างที่ออกทางช่องหม้อก็จะปรากฏเป็นวงกลมอยู่ที่ฝา พึงนั่งพิจารณาตามวิธีที่กล่าวไว้ในปฐวีกสิณ บริกรรมว่า อาโลโกๆ แสงสว่างๆ ดังนี้ร่ำไป จนกว่าจะได้สำเร็จอุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิต อุคคหนิมิตในอาโลกกสิณนี้ ปรากฏดุจวงกลมอันปรากฏที่ฝานั่นแล ส่วนปฏิภาคนิมิตปรากฏผ่องใสเป็นแท่งทึบ ดังดวงแห่งแสงสว่างฉะนั้น
        (10) วิธีเจริญอากาศกสิณ โยคาวจรกุลบุตรผู้ปรารถนาจะเจริญอากาศกสิณนี้ ถ้าเป็นผู้มีวาสนาบารมี เคยสั่งสมมาแล้วแต่ชาติก่อน เพียงแต่เพ่งดูช่องฝา ช่องดาน หรือช่องหน้าต่างเป็นต้น ก็อาจสำเร็จอุคคหนิมิต และปฏิภาคนิมิตโดยง่าย ถ้าไม่มีวาสนาบารมีในกสิณ ข้อนี้มาก่อนต้องทำดวงกสิณก่อน เมื่อจะทำดวงกสิณ พึงเจาะฝาเจาะแผ่นหนังหรือเสื่อลำแพนให้เป็นวงกว้างคืบ 4 นิ้ว ปฏิบัติการทั้งปวง โดยทำนองที่กล่าวไว้ในปฐวีกสิณบริกรรมว่า อากาโสๆ อากาศๆ ดังนี้ร่ำไปจนกว่าจะเกิดอุคคหนิมิต และปรากฏรูปวงกลมอากาศ แต่มีที่สุดฝาเป็นต้นเจือปนอยู่บ้าง ส่วนปฏิภาคนิมิต ปรากฏเป็นวงกลมอากาศเท่ากับวงกสิณเด่นอยู่ และสามารถแผ่ออกให้ใหญ่ได้ตามต้องการ

        (11) วิธีเจริญอุทธุมาตกะอสุภกรรมฐาน โยคาวจรกุลบุตร ผู้มีศรัทธาปรารถนาจะเจริญกรรมฐานนี้ พึงไปสู่ที่พิจารณาอุทธุมาตกะอสุภนิมิตอย่าไปใต้ลม พึงไปเหนือลม ถ้าทางข้างเหนือลมมีรั้วและหนามกั้นอยู่ หรือมีโคลนตมเป็นต้น ก็พึงเอาผ้าหรือมือปิดจมูกไป เมื่อไปถึงแล้วอย่าเพ่อและดูอสุภนิมิตก่อน พึงกำหนดทิศก่อน ยืนอยู่ในทิศใดเห็นซากอสุภะไม่ถนัด น้ำจิตไม่ควรแก่ภาวนากรรม พึงเว้นทิศนั้นเสีย อย่ายืนทิศนั้น พึงไปยืนในทิศที่เห็นซากอสุภะถนัด น้ำจิตก็ควรแก่กรรมฐาน อนึ่งอย่ายืนในที่ใต้ลม กลิ่นอสุภะจะเบียดเบียน อย่ายืนข้างเหนือลมหม่อมนุษย์ที่สิงอยู่ในซากอสุภะจะโกรธเคือง พึงหลีกเลี่ยงเสียสักหน่อย อนึ่งอย่าใกล้นักไกลนัก ยืนไกลนักวากอสุภะไม่ปรากฏแจ้ง ยืนใกล้นักจะไม่สบายเพราะกลิ่นอสุภะและปฏิกูลด้วยซากศพ ยืนชิดเท้านัก ชิดศีรษะนักจะไม่เห็นซากอสุภะหมดทั้งกาย พึงยืนในที่ท่ามกลางตัวอสุภะในที่ที่สบาย เมื่อยืนอยู่ดังนี้ ถ้าก้อนศิลาจอมปลวกต้นไม้ หรือกอหญ้าเป็นต้น ปรากฏแก่จักษุ จะเล็กใหญ่ ขาวดำ ยาวสั้น สูงต่ำอย่างใด ก็พึงกำหนดรู้อย่างนั้นๆ แล้วต่อไปพึงกำหนดอุทธุมาตกะอสุภะนี้ โดยอาการ 6 อย่าง คือ สี เภท สัณฐาน ทิศ ที่ตั้งอยู่ในปฐมวัย มัชฌิมวัย ปัจฉิมวัย กำหนดสัณฐานอสุภะนี้ เป็นร่างกายของคนดำ คนขาวเป็นต้น กำหนดเภทนั้น คือกำหนดว่าซากอสุภะนี้เป็นร่างกายของคนที่ตั้งอยู่ในปฐมวัย มัชฌิมวัย ปัจฉิมวัย กำหนดสัณฐานนั้นคือ กำหนดว่า นี่เป็นสัณฐานศีรษะ-ท้อง-สะเอว-เป็นต้น กำหนดทิศนั้นคือ กำหนดว่า ในซากอสุภะนี้มีทิศ 2 คือ ทิศเบื้องต่ำ-เบื้องบน ท่านกายตั้งแต่นาภีลงมาเป็นทิศเบื้องต่ำ ตั้งแต่นาภีขึ้นไปเป็นทิศเบื้องบนกำหนดที่ตั้งนั้น คือกำหนดว่ามืออยู่ข้างนี้ เท้าอยู่ข้างนี้ ศีรษะอยู่ข้างนี้ ท่ามกลางกายอยู่ที่นี้ กำหนดปริเฉทนั้นคือกำหนดว่า ซากอสุภะนี้มีกำหนดในเบื้องต่ำด้วยพื้นเท้า มีกำหนดในเบื้องบนคือปลายผม มีกำหนดในเบื้องขวางด้วยหนังเต็มไปด้วยเครื่องเน่า 31 ส่วน โยคาวจรพึงกำหนดพิจารณาอุทธุมาตกะ อสุภนิมิตนี้ ได้เฉพาะแต่ซากอสุภะ อันเป็นเพศเดียวกับตน คือถ้าเป็นชาย ก็พึงพิจารณาเพศชายอย่างเดียว
         เมื่อพิจารณาอุทธุมาตกอสุภะนั้น จะนั่งหรือยืนก็ได้ แล้วพึงพิจารณาให้เห็นอานิสงส์ในอสุภกรรมฐานพึงสำคัญประหนึ่งดวงแก้ว ตั้งไว้ซึ่งความเคารพรักใคร่ยิ่งนัก ผูกจิตไว้ในอารมณ์คืออสุภะนั้นไว้ให้มั่นด้วยคิดว่าอาตมาจะได้พ้นชาติ ชรา มรณทุกข์ด้วยวิธีปฏิบัติดังนี้แล้ว พึงลืมจักษุขึ้นแลดูอสุภะ ถือเอาเป็นนิมิต แล้วเจริญบริกรรมภาวนาไปว่า อุทธุมาตกํ ปฏิกูลํ ซากศพพองขึ้น เป็นของน่าเกลียดด้งนี้ร่ำไป ร้อยครั้ง พันครั้ง ลืมจักษุดูแล้วพึงหลับ-จักษุพิจารณา ทำอยู่ดังนี้เรื่อยไป จนเมื่อหลับจักษุดู ก็เห็นอสุภะเหมือนเมื่อลืมจักษุดูเมื่อใด ชื่อว่าได้อุคคหนิมิตในกาลเมื่อนั้น ครั้นได้อุคคหนิมิตแล้ว ถ้าไม่ละความเพียรพยายามก็จะได้ปฏิภาคนิมิต อุคคหนิมิตปรากฏเห็นเป็นของพึงเกลียดพึงกลัว และแปลกประหลาดยิ่งนัก ปกิภาคนิมิตปราฏกดุจบุรุษมีกายอันอ้วนพี กินอาหารอิ่มแล้วนอนอยู่ฉะนั้น เมื่อได้ปฏิภาคนิมิตแล้ว นิวรณธรรมทั้ง 5 มีกามฉันทะเป็นต้น ก็ปราศจากสันดานสำเร็จอุปจารฌาณ และอัปปนาฌาณ และความชำนาญแคล่วคล่องในฌาณโดยลำดับไปฯ
       (12) วิธีเจริญวินีลกอสุภกรรมฐาน วินีลกอสุภะนั้นคือซากศพกำลังพองเขียว วิธีปฏิบัติทั้งปวงเหมือนในอุทธุมาตกอสุภะ แปลกแต่คำบริกรรมว่า วินีลกํ ปฏิกูลํ อสุภะขึ้นพองเขียวน่าเกลียดดังนี้ อุคคหนิมิตในอสุภะนี้ปรากฏมีสีต่างๆ แปลกกัน ปฏิภาคนิมิตปรากฏเป็นสีแดง ขาว เขียว เจือกัน
        (13) วิธีเจริญวิบุพพกอสุภกรรมฐาน วิบุพพกอสุภะนี้ คือซากศพมีน้ำหนองไหล วิธีปฏิบัติเหมือนในอุทธุมาตกอสุภะทุกประการ แปลกแคำบริกรรมว่า วิปุพพกํ ปฏิกูลํ ซากศพมีน้ำหนองไหลน่าเกลียดดังนี้เท่านั้น อุคคหนิมิตในอสุภะนี้ปรากฏเหมือนมีน้ำหนอง น้ำเหลืองไหลอยู่มิขาด ส่วนปฏิภาคนิมิตนั้น ปรากฏเหมือนดั่งร่างอสุภะสงบนิ่งอยู่มิได้หวั่นไหว
        (14) วิธีเจริญวิฉิททกอสุภกรรมฐาน อสุภะนี้ ได้แก่ซากศพที่ถุกตัดออกเป็นท่อนๆ ทั้งอยู่ในที่มีสนามรบหรือป่าช้าเป็นต้น วิธีปฏิบัติทั้งปวงเหมือนในอุทธุมาตกอสุภะ แปลกแต่คำบริกรรมว่า วิฉิททกํ ปฏิกูลํ ซากศพขาดเป็นท่อนๆ น่าเกลียดดังนี้เท่านั้น อุคคหนิมิตปรากฏเป็นซากอสุภะขาดเป็นท่อนๆ ส่วนปฏิภาคนิมิตปรากฏเหมือนมีอวัยวะครบบริบูรณ์ มิเป็นช่องขาดเหมือนอย่างอุคคหนิมิต
        (15) วิธีเจริญวิขายิตกอสุภกรรมฐาน ให้โยคาวจรพิจารณาซากศพอันสัตว์ มีแร้ง กา และสุนัขเป็นต้น กัดกินแล้วอวัยวะขาดไปต่างๆ บริกรรมว่า วิขายิตกํ ปฏิกูลํ ซากศพที่สัตว์กัดกินอวัยวะต่างๆ เป็นของน่าเกลียด ดังนี้ร่ำไปกว่าจะได้สำเร็จอุคคหนิมิต และปฏิภาคนิมิต ก็อุคคหนิมิตในอสุภะนี้ ปรากฏเหมือนซากอสุภะ อันสัตว์กัดกินกลิ้งอยู่ในที่นั้นๆ ปฏิภาคนิมิตปรากฏบริบูรณ์สิ้นทั้งกาย จะปรากฏเหมือนที่สัตว์กัดกินนั้นมิได้
       (16) วิธีเจริญวิขิตตกอสุภกรรมฐาน ให้โยคาวจร พึงนำมาเองหรือให้ผู้อื่นนำมาซึ่งซากอสุภะที่ตกเรี่ยรายอยู่ในที่ต่างๆ แล้วมากองไว้ในที่เดียวกัน แล้วกำหนดพิจารณา บริกรรมว่า วิขิตตกํ ปฏิกูลํ ซากศพอันซัดไปในที่ต่างๆ เป็นของน่าเกลียดดังนี้ร่ำไป จนกว่าจะได้อุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิต อุคคหนิมิตในอสุภะนี้ ปรากฏเป็นช่องๆ เป็นระยะๆ เหมือนร่างอสุภะนั้นเอง ปฏิภาคนิมิตปรากกเหมือนกายบริบูรณ์จะมีช่องมีระยะหามิได้ฯ

        (17) วิธีเจริญหตวิขิตตอสุภกรรมฐาน ให้โยคาวจรพึงนำเอามาหรือให้ผู้อื่นนำเอามา ซึ่งซากอสุภะที่คนเป็นข้าศึก สับฟันกันเป็นท่อนท่อนใหญ่ทิ้งไว้ในที่ต่างๆ ลำดับเข้าให้ห่างกันประมาณนิ้วมือหนึ่ง แล้วกำหนดพิจารณาบริกรรมว่า หตวิขิตตกํ ปฏิกูลํ ซากศพขาดเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ เป็นของน่าเกลียดดังนี้ร่ำไป กว่าจะได้อุคคหนิมิต และปฏิภาคนิมิต อุคคหนิมิตในอสุภะนี้ ปรากฏดุจรอยปากแผลอันบุคคลประหาร ปฏิภาคนิมิตปรากฏดังเต็มบริบูรณ์ทั้งกาย มิได้เป็นช่องเป็นระยะฯ
       (18) วิธีเจริญโลหิตกอสุภกรรมฐาน ให้โยคาวจรพิจารณาซากศพที่คนประหารสับฟันในอวัยวะ มีมือแล เท้าเป็นต้น มีโลหิตไหลออกอยู่และทิ้งไว้ในที่ทั้งหลายมีสนามรบเป็นต้น หรือพิจารณาอสุภะที่มีโลหิตไหลออกจากแผล มีแผลฝีเป็นต้นก็ได้ บริกรรมว่า โลหิตกํ ปฏิกูลํ อสุภะนี้โลหิตไหลเปรอะเปื้อนเป็นของน่าเกลียดดังนี้ร่ำไป กว่าจะได้อุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิต อุคคหนิมิตในอสุภะนี้ ปรากฏดุจจะผ้าแดงอันต้องลมแล้วแลไหวๆ อยู่ ปฏิภาคนิมิตปรากฏเป็นอันดีจะได้ไหวหามิได้

        (19) วิธีเจริญปุฬุวกอสุภกรรมฐาน ให้โยคาวจรพิจารณาซากศพของมนุษย์หรือสัตว์ มีสุนัขเป็นต้น ที่มีหนอนคลานคร่ำอยู่ บริกรรมว่า ปุฬุวกํ ปฏิกูลํ อสุภะที่หนอนคลานคร่ำอยู่ เป็นของน่าเกลียดดังนี้ร่ำไป กว่าจะได้อุคคหนิมิต แลปฏิภาคนิมิต อุคคหนิมิตในอสุภะนี้ ปรากฏมีอาการหวั่นไหว ดั่งหมู่หนอนอันสัญจรคลานอยู่ ปฏิภาคนิมิตปรากฏมีอาการอันสงบเป็นอันดีดุจกองข้าวสาลีอันขาวฉะนั้นฯ
        (20) วิธีเจริญอัฏฐิกอสุภกรรมฐาน ให้โยคาวจรพิจารณาซึ่งซากศพที่เหลือแต่กระดูกอย่างเดียว จะพิจารณาร่างกระดูกที่ติดกันอยู่ทั้งหมดยังไม่เคลื่อนหลุดไปจากกันเลยก็ได้ จะพิจารณาร่างกระดูกที่เคลื่อนหลุดไปจากกันแล้วโดยมากยังติดกันอยู่บ้างก็ได้ จะพิจารณาท่อนกระดูกอันเดียวก็ได้ ตามแต่จะเลือกพิจารณา แล้วพึงบริกรรมว่า อฏฐิกํ ปฏิกูลํ กระดูกเป็นของน่าเกลียดดังนี้ร่ำไป กว่าจะสำเร็จอุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิต ถ้าโยคาวจรพิจารณาแต่ท่อนกระดูกอันเดียว อุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิตปรากฏเป็นอย่างเดียวกัน ถ้าโยคาวจรพิจารณากระดูกที่ยังติดกันอยู่ทั้งสิ้น อุคคหนิมิตปรากฏปรากฏเป็นช่องๆ เป็นระยะๆ ปฏิภาคนิมิตปรากฏเป็นร่างกายอสุภะบริบูรณ์สิ้นทั้งนั้นฯ
       (21-30) วิธีเจริญอนุสสติ 10 ประการ คือ พุทธานุสสติ ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า ธมมานุสสติ ระลึกถึงคุณพระธรรม สงฆานุสสติ ระลึกถึงคุณพระสงฆ์ สีลานุสสติ ระลึกถึงคุณศีล จาคานุสสติ ระลึกถึงคุณทาน เทวตานุสสติ ระลึกถึงคุณเทวดา อุปสมานุสสติ ระลึกถึงคุณพระนิพพาน มรณสสติ ระลึกถึงความตาย กายคตาสติ ระลึกไปในกายของตน อานาปานสติ ระลึกถึงลมหายใจเข้าออก
        ในอนุสสติ 10 ประการนี้ จะอธิบายพิสดารเฉพาะอานาปานสติดังต่อไปนี้
โยคาวจรกุลบุตรผู้เจริญอานาปานสติกรรมฐานพึงเข้าไปอาศัยอยู่ในป่า หรือโคนไม้ หรืออยู่ในเรือนโรงศาลากุฏิวิหารอันว่างเปล่า เป็นที่เงียบสงัดแห่งใดแห่งหนึ่งอันสมควรแก่ภาวนานุโยคแล้ว พึงนั่งคู้บัลลังค์ขัดสมาธิเท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ตั้งกายให้ตรงดำรงสติไว้ให้มั่น คอยกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและลมหายใจออก อย่าให้ลืมหลง เมื่อหายใจเข้าก็พึงกำหนดรู้ว่าหายใจเข้า เมื่อหายใจออกก็พึงกำหนดรู้ว่าหายใจออก เมื่อหายใจเข้าออกยาวหรือสั้น ก็พึงกำหนดรู้ประจักษ์ชัดทุกๆ ครั้งไปอย่าลืมหลง อนึ่งท่านสอนให้กำหนดนับด้วย เมื่อลมหายใจเข้าและออกอันใดปรากฏแจ้ง ก็ให้นึกนับว่าหนึ่ง ๆ รอบที่สองนับว่าสองๆ ไปจนถึงห้าๆ เป็นปัญจกะ แล้วตั้งต้นหนึ่งๆ ไปใหม่ไปจนถึงหกๆ เป็นฉักกะ แล้วนับตั้งต้นใหม่ไปถึงเจ็ดๆ เป็นสัตตกะ แล้วนับตั้งต้นใหม่ไปจนถึงแปดๆ เป็นอัฏฐกะ แล้วนับตั้งแต่ต้นใหม่ไปจนถึงเก้าๆ เป็นนวกะ แล้วนับตั้งต้นใหม่ไปจนถึงสิบๆ เป็นทสกะแล้วกลับนับตั้งต้นใหม่ตั้งแต่ปัญจกะหมวด 5 ไปถึงทสกะหมวด 10 โดยนัยนี้เรื่อยไป เมื่อกำหนดนับลมที่เดินโดยคลองนาสิกด้วยประการดังนี้ ลมหายใจเข้าออกก็จะปรากฏแก่โยคาวจรกุลบุตรชัดและเร็วเข้าทุกที อย่าพึงเอาสติตามลมเข้าออกนั้นเลย พึงคอยกำหนดนับให้เร็วตามลมเข้าออกนั้นว่า 1. 2. 3. 4. 5. /1. 2. 3. 4. 5. 6. / 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. /1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. / 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. / 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. 10. / พึงนับตามลมหายใจเข้าออกดังนี้ร่ำไป จิตก็จะเป็นเอกัคคตาถึงซึ่งความเป็นหนึ่ง มีอารมณ์เดียวด้วยกำลังอันนับลมนั้นเทียว บางองค์ก็เจริญแต่มนสิการกรรมฐานนี้ด้วยสามารถถอนนับลมนั้น ลมอัสสาสะ-ปัสสาสะ ก็ดับไปโดยลำดับๆ กระวนกระวายก็ระงับลง จิตก็เบาขึ้น แล้วกายก็เบาขึ้นด้วยดุจถึงซึ่งอาการอันลอยไปในอากาศ เมื่อลมอัสสาสะ-ปัสสาสะหยาบดับลงแล้ว จิตของโยคาวจรนั้นก็มีแต่นิมิตคิลมอัสสาสะ-ปัสสาสะสุขุมละเอียดเป็นอารมณ์ เมื่อพยายามต่อไปลมสุขุมก็ดับลง เกิดลมสุขุมละเอียดยิ่งขึ้นประหนึ่งหายไปหมดโดยลำดับๆ ครั้นปรากฏเป็นเช่นนั้นอย่าพึงตกใจและลุกหนีไป เพราะจะทำให้กรรมฐานเสื่อมไป พึงทำความเข้าใจไว้ว่า ลมหายใจไม่มีแก่คนตาย คนดำน้ำ คนเข้าฌาณ คนอยู่ในครรภ์มารดาดังนี้แล พึงเตือนตนเองว่าบัดนี้เราก็มิได้ตายลมละเอียดเข้าต่างหาก แล้วพึงคอยกำหนดลมในที่ๆ มันเคยกระทบเช่นปลายจมูกไว้ ลมก็มาปรากฏดังเดิม เมื่อทำความกำหนดไปโดยนัยนี้ มิช้าอุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิตก็จะปรากฏโดยลำดับไป อุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิต ในอนาปานสติกรรมฐานนี้ย่อมปรากฏแก่โยคาวจรต่างๆ กัน บางองค์ปรากฏดังปุยนุ่นบ้างปุยสำลีบ้าง บางองค์ปรากฏเป็นวงช่องรัศมีบ้าง ดวงแก้วมณีแก้วมุกดาบ้างบางองค์ปรากฏมีสัมผัสหยาบ คือเป็นดังเมล็ดในฝ้ายบ้าง ดังเสี้ยนสะเก็ดไม้แก่นบ้าง บางองค์ปรากฏดังด้ายสายสังวาลย์บ้าง เปลวควันบ้าง บางองค์ปรากฏดังใยแมลงมุมอันขึงอยู่บ้าง แผ่นเมฆและดอกบัวหลวง และจักรรถบ้าง บางทีปรากฏดังดวงพระจันทร์พระอาทิตย์ก็มี การที่ปรากฏนิมิตต่างๆ กันนั้นเป็นด้วยปัญญาของโยคาวจรต่างกัน
        อนึ่งธรรม 3 ประการ คือ ลมเข้า 1 ลมออก 1 นิมิต1 จะได้เป็นอารมณ์ของจิตอันเดียวกันหามิได้ลมเข้าก็เป็นอารมณ์ของจิตอันหนึ่ง ลมออกก็เป็นอารมณ์ของจิตอันหนึ่ง นิมิตก็เป็นอารมณ์ของจิตอันหนึ่ง เมื่อรู้ธรรม 3 ประการนี้แจ้งชัดแล้วจึงจะสำเร็จอุปจารฌาณและอัปปนาฌาณ เมื่อไม่รู้ธรรม 3 ประการก็ย่อมไม่สำเร็จ อานาปานสติกรรมฐานนี้เป็นไปเพื่อตัดเสียซึ่งวิตกต่างๆ เป็นอย่างดีด้วยประการฉะนี้ฯ
        (31-40) ส่วนกรรมฐานอีก 6 ประการคือ อัปปมัญญาพรหมวิหาร 4 อาหาเรปฏิกูลสัญญา 1 จตุธาตุวัตถาน 1 จะไม่อธิบาย จะได้อธิบายแต่อรูปกรรมฐาน 4 ดังต่อไปนี้
        โยคาวจรกุลบุตรผู้เจริญอรูปกรรมฐานที่หนึ่งพึงกสิณทั้ง 9 มีปฐวีกสิณเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่งเว้นอากาศกสิณเสีย เมื่อสำเร็จรูปาวจรฌาณอันเป็นที่สุดแล้วเจริญอรูปาวจรฌาณในอรูปกรรมฐานต่อไป พึงเพิกกสิณนั้นเสีย คืออย่ากำหนดนึกหมายเอากสิณนิมิตเป็นอารมณ์ พึงตั้งจิตเพ่งนึกพิจารณาอากาศที่ดวงกสิณเกาะหรือเพิกแล้วเหลืออยู่แต่อากาศ ที่ดวงกสิณเกาะหรือเพิกแล้วเหลืออยู่แต่อากาศเปล่าเป็นอารมณ์ พิจารณาไปๆ จนอากาศเปล่าเท่าวงกสิณปรากฏในมโนทวารในกาลใด ในกาลนั้นให้โยคาวจรพิจารณาอากาศอันเป็นอารมณ์ บริกรรมว่า อนนโต อากาโส อากาศไม่มีที่สิ้นสุดดังนี้ร่ำไป เมื่อบริกรรมนึกอยู่ดังนี้เนืองๆ จิตก็สงบระงับตั้งมั่นเป็นอุปจารสมาธิไปจนถึงอัปปนาสมาธิโดยลำดับ สำเร็จเป็นอรูปฌาณที่ 1 ชื่อว่า อากาสานัญจายตนฌาณ เมื่อจะเจริญอรูปกรรมฐานที่ 2 ต่อไป พึงละอากาศนิมิตที่เป็นอารมณ์ของอรูปฌาณที่แรกนั้นเสีย พึงกำหนดจิตที่ยึดหน่วงเอาอากาศเป็นอารมณ์นั้นมาเป็นอารมณ์ต่อไป บริกรรมว่า อนนตํ วิญญาณํ วิญญาณไม่มีที่สุดดังนี้ร่ำไปจนกว่าจะได้สำเร็จอรูปฌาณที่ 2 ชื่อว่า วิญญาณัญจายตนฌาณ
        เมื่อจะเจริญอรูปฌาณที่ 3 ต่อไป พึงละอรูปวิญญาณทีแรกที่เป็นอารมณ์ของอรูปฌาณที่ 2 นั้นเสีย มายึดหน่วงเอาความที่ไม่มีของอรูปฌาณทีแรก คือกำหนดว่าอรูปวิญญาณแรกนี้ไม่มีในที่ใด ดังนี้เป็นอารมณ์แล้วบริกรรมว่า นตถิกิญจิๆ อรูปวิญญาณทีแรกนี้มิได้มีมิได้เหลือติดอยู่ในอากาศดังนี้ เนืองๆ ไปก็ะได้สำเร็จอรูปฌาณที่ 3 ชื่อว่า อากิญจัญญายตนฌาณ
        เมื่อจะเจริญอรูปกรรมฐานที่ 4 ต่อไป พึงปล่อยวางอารมณ์ของอรูปฌาณที่ 3 คือ ที่สำคัญมั่นว่าอรูปฌาณทีแรกไม่มีดังนี้เสีย พึงกำหนดเอาแต่ความละเอียดปราณีตของอรูปฌาณที่ 3 เป็นอารมณ์ทำบริกรรมว่า สนตเมตํ ปณีตเมตํ อรูปฌาณที่ 3 นี้ละเอียดนักประณีตนัก จะว่ามีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ดังนี้เนืองๆ ไป ก็จะได้สำเร็จอรูปฌาณที่ 4 ชื่อว่า เนวสัญญานาสัญญายตนฌาณ
จะอธิบายฌาณและสมาบัติต่อไป ฌาณนั้นว่าโดยประเภทเป็น 2 อย่างคือ รูปฌาณและอรูปฌาณอย่างละ 4 ฌาน เป็นฌาณ 8 ประการ ฌาณทั้ง 8 นี้ เป็นเหตุให้เกิดสมาบัติ 8 ประการ บางแห่งท่านก็กล่าวว่า ผลสมาบัติ ต่อได้ฌาณมีวสี ชำนาญดีแล้ว จึงทำให้สมาบัติบริบูรณ์ขึ้นด้วยดีได้ เพราะเหตุนี้สมาบัติจึงเป็นผลของฌาณ ก็สมาบัติ 8 ประการนี้ ในภายนอกพระพุทธศาสนาก็มี แต่ไม่เป็นไปเพื่อดับกิเลส ทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน ได้แต่เป็นไปเพื่อทิฏฐธรรมสุขวิหารและเป็นไปเพื่อเกิดในพรหมโลกเท่านั้น เหมือนสมาบัติของอาฬารดาบส และอุทุกดาบสฉนั้น ส่วนสมาบัติพระพุทธศาสนานี้ ย่อมเป็นไปเพื่อรำงับดับกิเลส ทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานได้ ว่าโดยประเภทเป็น 2 อย่าง คือ ผลสมาบัติและนิโรธสมาบัติ ผลสมาบัตินั้นย่อมสาธารณะทั่วไปแก่พระอริยเจ้าสองจำพวกคือ พระอนาคามีกับพระอรหันต์ที่ได้สมาบัติ 8 เท่านั้น
        อนึ่งฌาณและสมาบัตินี้ ถ้าว่าโดยอรรถก็เป็นอันเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น เพราะฌาณนั้นเป็นที่ถึงด้วยดีของฌานลาภีบุคคล จริงอยู่ในอรรถกถาท่านกล่าวไว้ว่า ฌานลาภีบุคคล ถึงด้วยดีซึ่งสมาบัติ คือฌาณเป็นที่ถึงด้วยดี มีปฐมฌาณเป็นต้นดังนี้ อนึ่ง ในพระบาลีแสดง อนุบุพพวิหารสมาบัติ 9 ไว้ คือปฐม ทุติย ตติย จตุตถฌาณ อากาสานัญจายตน วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาณ และสัญญาเวทยิตนิโรธ เป็นสมาบัติที่อยู่ตามลำของฌาณลาภีบุคคลดังนี้ อนึ่งท่านแสดง อนุบุพพนิโรธสมบัติ 9 ไว้ว่า ฌาณลาภีบุคคลเมื่อถึงด้วยปฐมฌาณ วิตก วิจารณ์ดับไป เมื่อถึงด้วยดีซึ่งตติยฌาณ ปิติดับไป เมื่อถึงด้วยดี ซึ่งจตุตถฌาณ ลมอัสสาสะปัสสาสะดับไป เมื่อถึงด้วยดีซึ่งอากาสานัญจายตนฌาณ รูปสัญญาดับไปเมื่อถึงด้วยดีซึ่งวิญญาณัญจายตนฌาณ สัญญาในอากาสานัญจายตนฌาณดับไป เมื่อถึงด้วยดีซึ่งอากิญจัญญายตนฌาณ สัญญาในวิญญานัญจายตนฌาณดับไป เมื่อถึงด้วยดีซึ่งเนวสัญญานาสัญญยตนฌาณสัญญาในอากิญจัญญายตนฌาณดับไป เมื่อถึงด้วยดีซึ่งสัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาและเวทนาดับไป ธรรม9 อย่างนี้ชื่อ อนุบุพพนิโรธสมาบัติ สมาบัติเป็นที่ดับหมดแห่งธรรมอันเป็นปัจจนึกแก่ตนตามลำดับฉะนี้ คำในอรรถกถาและบาลีทั้ง 2 นี้ส่องความให้ชัดว่า ฌาณและสมาบัติ สมาบัติเป็นผล วิเศษแปลกกันแต่เท่านี้
        บุคคลใดปฏิบัติชอบแล้ว บุคคลนั้นย่อมพิจารณาความเป็นไปแห่งสังขารทั้งหลาย ย่อมเห็นความเกิด ความแก่ ความเจ็บไข้ และความตายในสังขารทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมไม่เห็นความสุข ความยินดีน้อยหนึ่งในสังขารทั้งหลายเหล่านั้น ไม่เห็นซึ่งอะไรๆ ในเบื้องต้น ท่ามกลาง หรือที่สุดในสังขารทั้งหลายเหล่านั้นซึ่งจะเข้าถึงความเป็นของไม่ควรถือเอา อุปมาเหมือนบุรุษไม่เห็นซึ่งที่แห่งใดแห่งหนึ่ง ในเบื้องต้น ท่ามกลาง หรือที่สุด ในก้อนเหล็กแดงอันร้อนอยู่ตลอดวัน ที่เข้าถึงความเป็นของควรจับถือสักแห่งเดียวฉันใด บุคคลพิจารณาเห็นความเกิด ความแก่ ความเจ็บไข้ และความตายในสังขารทั้งหลายนั้น ย่อมไม่เห็นความสุข ความยินดีในสังขารเหลานั้นแม้น้อยหนึ่งฉันนั้น เมื่อบุคคลพิจารณาเห็นว่าเป็นของร้อนพร้อม ร้อนมาแต่ต้นตลอดโดยรวบ มีทุกข์มากมีคับแค้นมาก ถ้าใครมาเห็นได้ซึ่งความไม่เป็นไปแห่งสังขารทั้งหลายไซร้ ธรรมชาตินี้คือธรรมชาติเป็นที่ระงับแห่งสังขารทั้งปวง ธรรมชาติเป็นที่สลัดคืนแห่งอุปธิทั้งปวง ธรรมชาติเป็นที่สิ้นแห่งตัณหา ธรรมชาติเป็นที่ปราศจากเครื่องย้อม ธรรมชาติเป็นที่ระงับความกระหาย ธรรมชาติเป็นที่ดับทุกข์ ธรรมชาตินั้นเป็นที่สงบ เป็นของปราณีตดังนี้ ฐานที่ตั้งแห่งธรรมอันอุดมนี้คือ ศีล บุคคลตั้งมั่นในศีลแล้ว เมื่อกระทำในใจโดยชอบแล้ว จะอยู่ในที่ใดๆ ก็ตามปฏิบัติชอบแล้ว ย่อมทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานด้วยประการฉะนี้
       เมื่อโยคาวจรตั้งธรรม 6 กอง มีขันธ์ 5 เป็นต้น มีปฏิจจสมุปบาทเป็นที่สุดได้เป็นพื้น คือพิจารณาให้รู้จักลักษณะแห่งธรรม 6 กอง ยึดหน่วงเอาธรรม 6 กองไว้เป็นอารมณ์ได้แล้ว ลำดับนั้นจึงเอาศีลวิสุทธิและจิตตวิสุทธิมาเป็นรากฐาน ศีลวิสิทธินั้นได้แก่ปาฏิโมกขสังวรศีล จิตตวิสุทธินั้นได้แก่อัฏฐสมาบัติ 8 ประการ เมื่อตั้งศีลวิสุทธิ และจิตตวิสุทธิเป็นรากฐานแล้ว ลำดับนั้นโยคาวจรพึงเจริญวิสุทธิทั้ง 5 สืบต่อไปโดยลำดับๆ เอาทิฏฐิวิสุทธิและกังขาวิตรณวิสุทธิเป็นเท้าซ้ายเท้าขวา เอามัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ และปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิเป็นมือซ้ายมือขวา เอาญาณทัสสนวิสุทธิเป็นศีรษะเถิด จึงจะอาจสามารถยกตนออกจากวัฏฏสงสารได้
        ทิฏฐิวิสุทธินั่นคือปัญญาอันพิจารณาซึ่งนามและรูปโดยสามัญลักษณะ มีสภาวะเป็นปริณามธรรมมิได้เที่ยงแท้ มีปกติแปรผันเป็นต้น เป็นปัญญาเครื่องชำระตนให้บริสุทธิ์จากความเห็นผิดต่างๆ โยคาวจรเจ้าผู้ปรารถนาจะยังทิฏฐิวิสุทธิให้บริบูรณ์ พึงเข้าสู่ฌาณสมาบัติตามจิตประสงค์ ยกเว้นเสียแต่เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ เพราะละเอียดเกินไป ปัญญาของโยคาวจรจะพิจารณาได้โดยยาก พึงเข้าแต่เพียงรูปฌาณ 4 อรูปฌาณ 3 ประการนั้นเถิด เมื่ออกจากฌาณสมาบัติอันใดอันหนึ่งแล้ว พึงพิจารณาองค์ฌาณ มีวิตกวิจารณ์เป็นต้น แล้วเจตสิกธรรมอันสัมปยุตต์ด้วยองค์ฌาณนั้นให้แจ้งชัดโดยลักษณะ กิจ ปัจจุปัฏฐานและอาสันนการณ์ แล้วพึงกำหนดกฏหมายว่า องค์ฌาณและธรรมอันสัมปยุตต์ด้วยองค์ฌาณนี้ล้วนแต่เป็นนามธรรม เพราะเป็นสิ่งที่น้อมไปสู่อารมณ์สิ้นด้วยกัน แล้วพึงกำหนดพิจารณาที่อยู่ของนามธรรม จนเห็นแจ้งว่า หทัยวัตถุ เป็นที่อยู่แห่งนามธรรม อุปมาเหมือนบุรุษเห็นอสรพิษภายในเรือน เมื่อติดตามสกัดดูก็รู้ว่าอสรพิษอยู่ที่นี่ๆ ฉันใด โยคาวจรผู้แสวงหาที่อยู่แห่งนามธรรมฉันนั้น ครั้นแล้วพึงพิจารณารูปธรรมสืบต่อไป จนเห็นแจ้งว่า หทัยวัตถุนั้นอาศัยซึ่งภูตรูปทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ แม้อุปาทานรูปอื่นๆ ก็อาศัยภูตรูปสิ้นด้วยกัน รูปธรรมนี้ย่อมเป็นสิ่งฉิบหายด้วยอันตรายต่างๆ มีหนาวร้อนเป็นต้น เมื่อโยคาวจรมาพิจารณารู้แจ้งซึ่งนามและรูปฉะนี้แล้ว พึงพิจารณาธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม ให้เห็นแจ้งด้วยปัญญาโดยสังเขปหรือพิสดารก็ได้ ตามแต่ปัญญาของโยคาวจรจะพึงหยั่งรู้หยั่งเห็น ครั้นพิจารณาธาตุแจ่มแจ้งแล้ว พึงพิจารณาอาการ 32 ในร่างกาย มีเกสา โลมา เป็นต้น จนถึงมัตถลุงคังเป็นที่สุด ให้เห็นชัดด้วยปัญญา โดย วณโณ สี คนโธ กลิ่น รโส รส โอช ความซึมซาบ สณฐาโน สัณฐาน สั้นยาวใหญ่น้อย แล้วพึงประมวลรูปธรรมทั้งปวงมาพิจารณาในทีเดียวกันว่า รูปธรรมทั้งปวงล้วนมีลักษณะฉิบหายเหมือนกัน จะมั่น จะคง จะเที่ยง จะแท้ สักสิ่งหนึ่งก็มิได้มี เมื่อโยคาวจรเจ้าพิจารณาเห็นกองรูปดังนี้แล้ว อรูปธรรมทั้ง 2 คือจิต เจตสิก ก็ปรากฏแจ้งแก่พระโยคาวจรด้วยอำนาจทวาร คือ จักษุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย ใจ เพราะว่าจิตและเจตสิกนี้มีทวารทั้ง 6 เป็นที่อาศัย เมื่อพิจารณาทวารทั้ง 6 แจ้งประจักษ์แล้ว ก็รู้จักจิตและเจตสิกอันอาศัยทวารทั้ง 6 นั้นแน่แท้ จิตที่อาศัยทวารทั้ง 6 นั้นจัดเป็นโลกีย์ 81 คือทวิปัญจวิญญาณ 10 มโนธาตุ 3 มโนวิญญาณธาตุ 68 และเจตสิกที่เกิดพร้อมกับโลกียจิต 81 คือผัสโส เวทนา สัญญา เจตนา เอกัคคตา ชีวิต อินทรีย์ มนสิการ ทั้ง 7 นี้เป็นเจตสิกที่สาธารณะทั่วไปในจิตทั้งปวง การกล่าวดังนี้มิได้แปลกกันเพราะจิตทั้งปวงนั้น ถ้ามีเจตสิกอันทั่วไปแก่จิตทั้งปวงเกิดพร้อมย่อมมีเพียง 7 ประการเท่านี้
        เมื่อโยคาวจรบุคคลมาพิจารณา นามและรูปอันกล่าวโดยสรุปคือ ขันธ์ 5 แจ้งชัดด้วยปัญญาญาณตามความเป็นจริงแล้ว ย่อมถอนความเห็นผิด และตัดความสงสัยในธรรมเสียได้ ย่อมรู้จักทางผิดหรือถูกความดำเนินและไม่ควรดำเนิน แจ่มแจ้งแก่ใจย่อมสามารถถอนอาลัยในโลกทั้งสามเสียได้ ไม่ใยดีติดอยู่ในโลกไหนๆ จิตใจของโยคาวจรย่อมหลุดพ้นจากอาสวกิเลส เป็นสมุจเฉทประหารได้โดยแน่นอนด้วยประการฉะนี้แล

*******
กิ่งธรรมจาก  http://www.84000.org/supatipanno/dham3.html