Tuesday, March 27, 2012

เจ้าชายแห่งสันติภาพ

เจ้าชายแห่งสันติภาพ
ธรรมบรรยาย โดยท่านติช นัท ฮันห์
       สวัสดี ยามบ่ายสังฆะที่รัก การได้มาอยู่รวมกันเป็นสังฆะ ได้นั่งและหายใจร่วมกันเป็นสิ่งที่วิเศษ วันนี้เป็นวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ.2552 พวกเราอยู่ในงานภาวนาฤดูหนาวที่วัดล่าง (Lower Hamlet) หมู่บ้านพลัม ชื่องานภาวนาครั้งนี้ชื่อ "The art of happiness" ซึ่งในช่วงท้าย ฉันจะกล่าวถึงความเป็นมาของมนตราข้อใหม่ "เวลานี้ที่เป็นสุข"
     เจ้าชายน้อย และ ภาพแห่งสันติ
     ฉัน มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเจ้าชายน้อย เจ้าชายน้อยอาศัยอยู่บนดาวเคราะห์เล็กๆ ดวงหนึ่ง บนดาวดวงนั้นมีต้นกุหลาบที่มีดอกชูช่องดงามอยู่หนึ่งต้น เนื่องจากดาวเคราะห์นั้นมีขนาดเล็กมาก เจ้าชายน้อยจึงได้มีความสุขกับการชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกดินในทุกๆ 3 ชั่วโมง วันหนึ่ง เขาอยากมีสัตว์ที่สุภาพและรักสงบมาอยู่เป็นเพื่อนเขาบนดาวเคราะห์ดวงนี้ เขาคิดถึงแกะ เพราะมันดูเป็นสัตว์ที่รักสงบมาก ดังนั้นเขาจึงมาที่โลกและขอให้ชายคนแรกที่พบช่วยวาดรูปแกะให้เขา นั่นคือสิ่งที่เขาต้องการ แกะที่จะอยู่กับเขาบนดาวเคราะห์ดวงเล็กๆ ที่สวยงาม เจ้าชายน้อยนั้นรู้คำสอนของพระพุทธองค์ที่เกี่ยวกับจิตใจ จิตใจคือจิตรกรที่สามารถวาดภาพสิ่งต่างๆ ทุกสิ่งทั่วทั้งจักรวาลได้ ดังนั้นเขาจึงขอร้องสุภาพบุรุษคนแรกที่เขาพบบนโลกช่วยวาดรูปแกะให้ และชายผู้นั้นชื่อ อังตวน เดอ แซงเตก-ซูเปรี หลังจากพยายามวาดภาพ 2-3 ครั้ง เขาก็สามารถวาดรูปแกะให้เจ้าชายน้อยได้สำเร็จ เจ้าชายน้อยพอใจมากและเดินทางกลับไปยังดาวเคราะห์ของเขา
     เรา หวังว่าเจ้าชายน้อยจะมีความสุขกับแกะและกุหลาบของเขา สัตว์และพืชพรรณในโลกของเรา ได้สูญหายไปมากมาย ฉันไม่รู้ว่าเราควรวาดพวกมันและนำกลับมาหรือไม่ เราเป็นผู้ที่ทำลายโลกของเราเอง สายพันธุ์มากมายได้สาบสูญไปแล้ว สิ่งที่เราต้องการมากที่สุดในขณะนี้คือสันติภาพ เราจำเป็นต้องนำสันติภาพกลับมา โลกที่อยู่ภายในและภายนอกตัวเรานั้นมีความรุนแรง ความขัดแย้ง และการทำลายล้างมากเกินไป เราต้องการสันติภาพเป็นอย่างยิ่ง ใครคือคนที่เราสามารถเรียกร้องให้นำสันติภาพกลับมา ใครกันที่จะวาดสันติภาพเพื่อนำสันติสุขมาสู่ชีวิต หัวใจและสิ่งแวดล้อมของเรา ถ้าเธอได้ศึกษาพุทธศาสนา เธอจะรู้ว่าคนผู้นั้นเป็นใคร คนที่สามารถนำสันติภาพกลับสู่เธอและโลกได้ นั่นก็คือตัวเธอเอง เธอมีศักยภาพเพียงพอที่จะเป็นพระพุทธองค์ที่เปี่ยมไปด้วยสันติภาพ ปัญญาและความเมตตากรุณา เธอมีพุทธะน้อยๆ ในตัวเธอ เธอต้องปล่อยให้เจ้าชายแห่งสันติภาพกำเนิดขึ้นในหัวใจเธอ สันติภาพจึงจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้
     พระ พุทธองค์เป็นผู้สร้างสังฆะที่ยอดเยี่ยม พระองค์ประสงค์ที่จะหาเพื่อนร่วมทางที่ช่วยกันนำสันติภาพกลับมา การสร้างสังฆะเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมที่สุดในการสร้างสันติภาพ ด้วยสังฆะการสร้างสันติภาพก็จะง่ายขึ้น สังฆะคือชุมชนของกลุ่มคนที่อุทิศตนเพื่อสร้างสันติภาพทั้งภายในและภายนอก สิ่งที่พวกเขาทำในแต่ละวันเป็นไปเพื่อสร้างสันติภาพในตัวเขาและผู้คนรอบข้าง พวกเขารู้วิธีสร้างพลังแห่งสันติภาพ ด้วยการหายใจอย่างมีสติ เดินอย่างมีสติ ทำอาหารอย่างมีสติ และทำสวนอย่างมีสติ พวกเขารู้ว่าในขณะที่เดินและหายใจอย่างมีสติ พวกเขาได้นำใจของเขากลับมาอยู่กับกาย เมื่อเขาอยู่ในปัจจุบันขณะอย่างเต็มที่ เขาจะรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนั้น หากสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นช่วยหล่อเลี้ยงและเยียวยา พวกเขาจะยอมรับการเยียวยาและหล่อเลี้ยง ถ้าพวกเขารู้สึกเจ็บปวดทุกข์ใจ พวกเขาจะปล่อยให้สติโอบกอดอารมณ์นั้นเพื่อที่จะคลายความเจ็บปวดและนำสันติ สุขกลับมาสู่กาย สู่อารมณ์ความรู้สึกของเขา พวกเขาสร้างพลังแห่งสติเพื่อที่จะตระหนักรู้และโอบกอดสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะ นั้น และเพื่อที่จะหล่อเลี้ยง เยียวยาและแปรเปลี่ยน พวกเขาสร้างพลังแห่งสมาธิเพื่อที่จะอยู่ที่นั่นอย่างแท้จริง เพื่อที่จะเรียนรู้ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะอย่างลึกซึ้ง และเพื่อที่จะสัมผัสความมหัศจรรย์ของการหล่อเลี้ยงและการเยียวยาได้อย่างแท้ จริง
     พวก เขารู้ว่าถ้าพวกเขามีสมาธิเพียงพอ มหัศจรรย์แห่งชีวิตจะเผยตัวขึ้น ดินแดนบริสุทธิ์ของพระพุทธองค์ก็จะปรากฎ อาณาจักรของพระผู้เป็นเจ้าก็จะบังเกิดขึ้นที่นั่นในขณะนั้น พวกเขารู้ว่าพวกเขาสามารถสร้างพลังแห่งสติและสมาธิซึ่งเป็นพลังที่จะทำให้คนธรรมดากลายเป็นนักบุญได้ พวกเขารู้วิธีสร้างพลังแห่งปัญญา พวกเขาจึงไม่กลัวสิ่งใด พวกเขารู้วิธีที่จะผ่านพ้นความยากลำบากและช่วยเหลือผู้อื่นฝ่าฟันความยาก ลำบาก พวกเขารู้ดีว่าปัญญามาจากการฝึกสติและสมาธิ สติและสมาธิจะนำมาซึ่งปัญญา และปัญญานำมาซึ่งความเป็นอิสระและความสุข
     เมื่อ เธอหายใจอย่างมีสติและนำใจกลับมาอยู่กับกาย เธอจะตระหนักถึงชีวิตและการมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ นี่คือปัญญา นี่คือการตื่นรู้ พวกเรามากมายไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน มีชีวิตอยู่หรือไม่ การมีชีวิต การเดิน การนั่งบนโลกใบนี้เป็นปาฏิหาริย์ เมื่อเธอสัมผัสปาฏิหาริย์นี้ได้ ปัญญาและการตื่นรู้ก็จะบังเกิดขึ้น ปัญญาและการตื่นรู้จะนำรอยยิ้มและความสุขมาสู่เธอ เธอได้สัมผัสปาฏิหาริย์แห่งการมีชีวิตแล้ว ปัญญารู้แจ้งและการตื่นรู้ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ห่างไกล เธอสามารถมีได้ในที่นี่ ณ ขณะนี้ด้วยพลังแห่งสติ ที่ใดมีสติ ที่นั่นมีสมาธิและปัญญา นั่นคือเหตุผลว่าในขณะที่เราทำอาหาร ล้างจาน ทำความสะอาดบ้าน รดน้ำต้นไม้ เราจึงควรบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งสติ เพื่อที่จะเยียวยาและนำความสุขมาสู่ชีวิตในแต่ละวันของเราได้ ในขณะที่เธอเดิน หากเธอมีสติในแต่ละย่างก้าว เธอจะรู้ว่าการมีชีวิตและการเดินบนโลกใบนี้เป็นสิ่งแสนวิเศษ แต่ละย่างก้าวจะนำความเบิกบาน ความสุขมาสู่เธอ ทุกย่างก้าวเป็นการเฉลิมฉลองชีวิต การเดินในวัดบน (Upper Hamlet) วัดล่าง (Lower Hamlet) และวัดใหม่ (New Hamlet) เป็นการเดินในอาณาจักรของพระผู้เป็นเจ้า ดินแดนบริสุทธิ์ของพระพุทธองค์


      เราทุกคนคือผู้สร้างสันติภาพ
      การหายใจเข้าออกแต่ละครั้งเป็นโอกาสในการ รู้แจ้ง การเดินแต่ละก้าวก็เป็นโอกาสในการรู้แจ้ง การรู้แจ้งเป็นสิ่งที่เกิดได้ในทุกขณะ สติและสมาธิจะนำมาซึ่งปัญญา นี่คือหัวใจของการฝึกปฏิบัติของชาวพุทธ พวกเราทุกคนสามารถดื่มชาอย่างมีสติ เธอสามารถดื่มน้ำชาดังเช่นที่พระพุทธองค์ได้ทรงกระทำ พวกเราทุกคนสามารถแปรงฟันอย่างมีสติ เบิกบานกับช่วงเวลาในการแปรงฟัน เราสามารถแปรงฟันอย่างที่พระพุทธองค์ได้ทรงกระทำ ในอดีตพระพุทธองค์ไม่ได้ทรงใช้แปรงสีฟันอย่างที่เราใช้ พระองค์ทรงใช้ไม้สะเดา พระพุทธองค์และสาวกใช้กิ่งไม้สะเดาในการทำความสะอาดฟัน พระพุทธองค์และสาวกเป็นผู้ปฏิบัติธรรม พวกท่านมีความสุขในการแปรงฟัน สำหรับพวกเราที่เป็นผู้ปฏิบัติธรรม ทุกขณะเวลาคือโอกาสในการหล่อเลี้ยงสติและสมาธิเพื่อนำมาซึ่งปัญญาแห่งการ หล่อเลี้ยง เยียวยาและการหลุดพ้น เพราะปัญญามีกำลังที่จะปลดปล่อยเราให้พ้นจากกิเลส ความกลัว และความสิ้นหวังได้
     เรามีพลังอำนาจในการวาด สร้าง และทำให้เกิดสันติภาพขึ้นได้ เมื่อเรากลับมาสู่กายและพบความตึงเครียดและความเจ็บปวดอยู่ในกายของเรา สิ่งที่เราต้องการคือการผ่อนคลายด้วยการหายใจอย่างมีสติ ในพระสูตรอาณาปาณสติ พระพุทธองค์ได้ทรงสอนเราถึงวิธีผ่อนคลายความตึงเครียดและความเจ็บปวดของร่าง กาย ด้วยการหายใจ

หายใจเข้า ฉันรู้สึกตัวทั่วพร้อมทั้งร่างกาย
หายใจออก ฉันรู้ว่ามีความตึงเครียดและความเจ็บปวดในกายของฉัน
หายใจเข้า ฉันยิ้มให้กับความตึงเครียดและความเจ็บปวด
หายใจออก ฉันจะปลดปล่อยความตึงเครียดและความเจ็บปวด
     ในขณะที่เธอหายใจเข้าและหายใจออก เธอได้นำสันติภาพมาสู่กายของเธอ แต่ละครั้งที่เธอหายใจและตระหนักถึงความรู้สึก อารมณ์ และความเจ็บปวดที่อยู่ในตัวเธอ เธอได้สร้างพลังแห่งสติและสมาธิขึ้น สติและสมาธินั้นจะตระหนักรู้และปลดปล่อยอารมณ์ความรู้สึกที่เจ็บปวดนั้น "ความปวดร้าวเศร้าโศกของฉัน ฉันรู้ว่าเธออยู่ที่นั่น ฉันจะดูแลเธอเป็นอย่างดี" เราไม่จำเป็นต้องผลักไส กดทับหรือปกปิดอารมณ์นั้นเอาไว้ ยิ้มน้อยๆ ใช้พลังแห่งสติตระหนักรู้ถึงเขา โอบกอดเขาเหมือนดั่งมารดาโอบกอดลูกน้อยยามที่ลูกมีความทุกข์ ด้วยการหายใจอย่างมีสติและการเดินอย่างมีสติ ความเจ็บปวดของเธอ ความเศร้าโศกของเธอจะได้รับการโอบกอดและการปลดปล่อย เธอได้นำสันติภาพมาสู่ความรู้สึกและอารมณ์ของเธอ ด้วยการปฏิบัติที่พระพุทธองค์ได้ทรงอธิบายในพระสูตรอาณาปาณสติ เราได้เรียนรู้วิธีการดูแลกาย ความรู้สึก และอารมณ์ของเราแล้ว
      ความทุกข์ของเรานั้นเกิดจากความคิดเห็นที่ ผิด ความโกรธ ความกลัว ความสิ้นหวัง ความริษยาเกิดมาจากความคิดเห็นที่ผิด เมื่อเราโอบกอดความกลัว ความโกรธและความสิ้นหวังของเราอย่างลึกซึ้ง เธอจะสามารถสัมผัสรับรู้ได้ถึงความคิดเห็นที่ผิดที่ดำรงอยู่ลึกภายใต้จิตใจ ของเรา ถ้าเรารู้วิธีปลดปล่อยความคิดเห็นที่ผิด ความโกรธและความเจ็บปวดจะจางหายไป เรานั่งสมาธิภาวนาเพื่อที่จะดูแลความคิดเห็นของเรา เพราะความคิดเห็นและความตั้งใจที่ผิดนี่เองที่ทำให้เราและคนรอบข้างประสบ อยู่ในวังวนแห่งความทุกข์
     อาณาปาณสติสูตรจะสามารถช่วยเราดูแลกาย ความรู้สึกและการรับรู้ของเราได้ เมื่อพวกเรามาอยู่รวมกันเป็นชุมชนและปฏิบัติตามคำสอนด้วยการนั่งร่วมกัน เพื่อสงบกาย ใจ และความรู้สึก เรากำลังสร้างพลังแห่งสันติภาพส่วนรวม คนจำนวน ๓๐๐ หรือ ๕๐๐ คนที่นั่งหายใจอย่างสงบและมีสติกันกำลังสร้างพลังส่วนรวมของสันติภาพและความ เป็นพี่น้องกัน ถ้าเธอเป็นหนึ่งในกลุ่มนั้น เธอจะได้รับพลังนั้นด้วย พลังนั้นจะแทรกซึมเข้าสู่กายและช่วยผ่อนคลายเธอจากความตึงเครียด แทรกซึมเข้าสู่ใจและผ่อนคลายเธอจากความปวดร้าวเศร้าโศก ในขณะที่เธอสวดมนต์ เธอได้ปล่อยให้สติสัมผัสเมล็ดพันธุ์แห่งเมตตากรุณาที่อยู่ในตัวเธอ พระอวโลติเกศวรเป็นพระโพธิสัตว์แห่งการรับฟังอย่างลึกซึ้ง เป็นพระโพธิสัตว์แห่งความเมตตากรุณา เรารู้ว่าในตัวของเรามีเมล็ดพันธุ์แห่งความเมตตากรุณาอยู่ เรามีความสามารถที่จะเห็นอกเห็นใจผู้อื่นได้
     ใน ขณะที่สวดมนต์หรือฟังเสียงสวดมนต์ เมล็ดพันธุ์แห่งความเมตตากรุณาได้รับการรดน้ำ และพลังแห่งความเมตตากรุณาก็จะปรากฏขึ้น นั่นคือเหตุผลว่า ทำไมการสวดมนต์ร่วมกับผู้ฝึกปฏิบัติจึงเป็นสิ่งมหัศจรรย์ ทำไมการได้ฟังเสียงสวดมนต์จึงทำให้เรารู้สึกมหัศจรรย์ การมีสติในขณะรับฟังเสียงสวดมนต์ทำให้เราดำรงอยู่ในที่นี่และขณะนี้อย่างแท้ จริง กายของเราได้ซึมซับพลังแห่งสติและความเมตตากรุณาส่วนรวม การนั่งร่วมกันเป็นสังฆะเช่นนี้เป็นการเยียวยาอย่างยิ่ง และนี่คืออาหารของเราในแต่ละวัน ทุกๆ วัน เรานั่งร่วมกันในสังฆะ เดินร่วมกันในสังฆะ รับประทานอาหารร่วมกัน ทำงานร่วมกันในสวน ในครัวและหอปฏิบัติธรรม เมื่อเราทำสิ่งต่างๆ อย่างมีสติ พลังแห่งสติ สมาธิ และปัญญาจะถูกสร้างขึ้นและหล่อเลี้ยงเราอย่างต่อเนื่อง เราทุกคนเป็นผู้สร้างสันติภาพ ฉันขอให้เราช่วยกันวาดภาพแห่งสันติภาพและความสุขด้วยใจของเรา เราสามารถช่วยตัวเองและโลกของเราด้วยใจของเรา เราสามารถสร้างสันติสุขขึ้นได้
  ที่รัก ฉันอยู่ที่นี่เพื่อเธอ
     มนตราข้อแรก คือ "ที่รัก ฉันอยู่ที่นี่เพื่อเธอ" เธอสามารถฝึกมนตราข้อนี้ในภาษาฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมัน เวียดนาม หรือภาษาใดก็ได้ การฝึกนั้นแสนง่าย "ที่รัก ฉันอยู่ที่นี่เพื่อเธอ" เมื่อเธอรักใครบางคน สิ่งล้ำค่าที่สุดที่เธอสามารถมอบให้เขาได้คือการดำรงอยู่ของเธอ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่หาซื้อไม่ได้ในท้องตลาด เธอจะรักใครได้อย่างไรถ้าเธอไม่ได้อยู่ที่นั่น เธอต้องอยู่ที่นั่นเพื่อที่จะรักและมอบการดำรงอยู่ของเธอให้เขา การดำรงอยู่ที่เปี่ยมไปด้วยความสดชื่น ความรักและความเมตตากรุณา เธอจะมีความสดชื่น ความรัก และความเมตตากรุณาได้ด้วยการฝึกสติ สติจะหล่อเลี้ยงเธอ ความสงบและความผ่อนคลายจะเติมความสดชื่นให้กับเธอ การดำรงอยู่ของเธอคือของขวัญสำหรับเขา สิ่งที่เธอต้องทำคือการหายใจอย่างมีสติเข้าและออก 2-3 ครั้ง เพื่อนำความสดชื่นและรอยยิ้มกลับมา เมื่อเธอพบเขาและกล่าวมนตราข้อแรก "ที่รัก ฉันอยู่ที่นี่เพื่อเธอ" นั่นคือของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดที่เธอสามารถมอบให้แก่คนที่เธอรัก
       เธอ อาจฝึกปฏิบัติมนตรานี้ด้วยโทรศัพท์มือถือก็ได้ เขาอยู่ในที่ทำงานและเธอต้องการฝึกมนตราข้อนี้ เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา หายใจเข้าและหายใจออก คิดถึงเขา ยิ้ม และส่งพลังแห่งความรัก ความเมตตากรุณาและความเป็นพี่น้องไปให้เขา เธอกดหมายเลขโทรศัพท์ และเมื่อได้ยินสัญญาณเรียกสาย เธอยิ้มอย่างมีสติ เธอรู้ว่าผู้รับสายกำลังฟังเสียงโทรศัพท์ ถ้าเธอคุ้นเคยกับการฝึกสมาธิด้วยโทรศัพท์ เธอจะรู้ว่าเธอทั้งคู่กำลังหายใจเข้าและออกอย่างมีสติในขณะที่เสียงโทรศัพท์ ดังขึ้น ขอให้เธอฝึกสมาธิจากการใช้โทรศัพท์ หากเธอฝึกได้ดี มันจะเป็นสิ่งมหัศจรรย์มาก ก่อนที่เธอจะโทรศัพท์ ขอให้ถือโทรศัพท์ไว้และหายใจเข้า คิดถึงผู้ที่เธอจะโทรหา หายใจออก ยิ้ม พร้อมกับตั้งปฏิญาณว่าเธอจะพูดด้วยถ้อยคำที่ไพเราะอ่อนหวาน มีบทกวีบทหนึ่งที่เธอควรท่องไว้ เธอสามารถท่องในขณะที่หายใจเข้าและออก เป็นบทกลอนที่เก่าแก่ดั้งเดิม "ถ้อยคำสามารถเดินทางไปได้แสนไกล ขอให้คำพูดของฉันสรรค์สร้างความรักและความเข้าใจ ฉันตั้งปณิธานที่จะพูดด้วยถ้อยคำที่งดงามดังดอกไม้"
     เธอ เป็นผู้ปฏิบัติธรรม ขอจงใช้การโทรศัพท์เป็นส่วนหนึ่งในการฝึกปฏิบัติ ถือโทรศัพท์ หายใจ ยิ้ม และท่องบทกวี หากมีเสียงโทรศัพท์เรียกเข้ามา ถ้าเธอเป็นผู้ใช้โทรศัพท์อย่างมีสติ เธอจะไม่รับโทรศัพท์ในทันที เธอจะปล่อยให้เสียงเรียกดังสัก 1 หรือ 2 ครั้ง และในขณะที่ฟังเสียง เธอจะหายใจเข้าและออกเพื่อสงบกายและใจ ถ้าเธอไม่ใช่ผู้ฝึกปฏิบัติ เธอจะรับโทรศัพท์ในทันทีเพราะอยากรู้ว่าใครโทรมา เป็นข่าวดีหรือข่าวร้าย แต่ถ้าเธอเป็นผู้ฝึกปฏิบัติ เธอไม่จำเป็นต้องเร่งรีบ เธอปล่อยให้เสียงโทรศัพท์ดังอีกครั้งหนึ่ง เบิกบานกับการฟังเสียงโทรศัพท์เช่นเดียวกับการฟังเสียงระฆัง "ฟังซิ ฉันฟังเสียงมหัศจรรย์นี้ นำฉันกลับสู่บ้านที่แท้จริง" ฉันไม่จำเป็นต้องกังวลกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อได้ฟังเสียงโทรศัพท์ เธอปล่อยให้ดังอีกครั้งหนึ่งเพื่อสงบจิตใจลง ถ้าเป็นเรื่องสำคัญหรือเร่งด่วน คนโทรมาก็คงจะคอยได้ และเมื่อรับโทรศัพท์แล้ว เธอรู้ว่าทั้งผู้โทรและผู้รับกำลังยิ้มและหายใจอย่างมีสติ การสนทนาก็จะมีความสงบ พวกเธอทั้งคู่รู้วิธีหายใจเข้าและออกและการใช้วาจาแห่งความรัก ถ้าพวกเราที่อยู่ในเมืองหลวงฝึกใช้โทรศัพท์อย่างมีสติเช่นนี้ เมืองหลวงของเธอก็จะมีสันติภาพ คุณภาพของความสุขก็จะเพิ่มขึ้น ดังนั้นเธอจึงสามารถใช้โทรศัพท์ในการฝึกมนตราข้อแรกเพื่อสร้างสรรค์สันติภาพ ให้เกิดขึ้นได้
     มนตราแห่งรักและสันติ
     มนตราข้อที่สอง คือ "ที่รัก ฉันรู้ว่าเธออยู่ที่นั่นและฉันมีความสุขมาก" มนตราข้อแรกกล่าวว่า "ที่รัก ฉันอยู่ที่นี่เพื่อเธอ" ฉันรู้ว่าของขวัญที่ดีที่สุดที่ฉันสามารถให้เธอได้คือการอยู่กับเธอ ในการปฏิบัติมนตราข้อแรก เธอจะต้องอยู่ที่นี่และเดี๋ยวนี้จริงๆ มิฉะนั้น มนตรานี้จะไม่ได้ผล เธอต้องอยู่ที่นี่อย่างแท้จริง กายและใจรวมเป็นหนึ่ง เธอต้องตั้งมั่นอยู่ในปัจจุบัน เพื่อให้มนตรานี้เป็นมนตราที่นำความสุขมาให้เธอและคนที่เธอรัก "ที่รัก ฉันอยู่ที่นี่เพื่อเธอ" มนตราข้อแรกมีจุดประสงค์เพื่อให้เธอดำรงอยู่ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ส่วนมนตราข้อที่สอง "ที่รัก ฉันรู้ว่าเธออยู่ที่นั่นและฉันมีความสุขมาก" มีจุดประสงค์เพื่อให้เธอตระหนักรู้ถึงการดำรงอยู่ของผู้อื่น ถ้าเธออยู่ที่นั่นจริง เธอจะสามารถรับรู้ถึงการดำรงอยู่ของผู้อื่น การที่เรารักใครบางคนหมายถึงการรับรู้ถึงการคงอยู่ของเขา ดังนั้นถ้าเธอฝึกมนตราข้อแรกไม่สำเร็จ เธอก็ไม่สามารถฝึกมนตราข้อที่สองให้สำเร็จได้ ต่อเมื่อเธอดำรงอยู่ในปัจจุบันได้อย่างแท้จริง เธอจึงจะสามารถตระหนักถึงการดำรงอยู่ในปัจจุบันของผู้อื่นได้ พลังแห่งสติช่วยให้เธอดำรงอยู่อย่างแท้จริงและมีชีวิตอย่างเต็มเปี่ยม พลังแห่งสติ สมาธิและปัญญาเป็นพลังที่เธอใช้ในการรับรู้การดำรงอยู่ของเขา เธอโอบกอดเขาด้วยพลังแห่งสติ สมาธิและปัญญาที่มาจากการฝึกปฏิบัติของเธอ การรู้ว่าคนที่เธอรักนั้นมีชีวิตอยู่ ถือเป็นปัญญาอย่างหนึ่งด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นสิ่งตรงกันข้ามคือความหลงลืม เธออาจเคยหลงลืมเขา ไม่ได้ทะนุถนอมหรือสนใจการดำรงอยู่ของเขา แต่เมื่อเธอฝึกปฏิบัติจนมีสติ สมาธิและปัญญา เธอจะมีความสุข และผู้ที่ได้รับการโอบกอดโดยแหล่งพลังนี้จะเบ่งบานเหมือนดอกไม้ เขารู้ว่าเขาเป็นที่รักและการคงอยู่ของเขาได้รับการรับรู้ และแน่นอน เธอสามารถฝึกปฏิบัติมนตรานี้ผ่านทางอีเมล์ เราสามารถนำเทคโนโลยีมาช่วยในการฝึกมนตราได้
      มน ตราข้อที่สาม จะนำมาปฏิบัติในกรณีที่เธอรู้ว่าคนที่เธอรักตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก เธอมีสติ เธอจึงรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับเธอและคนที่เธอรัก เธอห่วงใยเขา เธอจึงสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ เธอจึงกล่าว มนตราข้อที่สาม "ที่รัก ฉันรู้ว่าเธอมีความทุกข์ และนี่คือเหตุผลที่ฉันอยู่ที่นี่" และเช่นเดียวกัน เธอสามารถฝึกมนตรานี้ด้วยโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ ระยะทางไม่ใช่ปัญหา หากเธออยู่ที่นั่นจริงๆ เธอจะสามารถตระหนักถึงความเจ็บปวดและเศร้าโศกของเขาได้ ก่อนที่เธอจะลงมือทำสิ่งใดเพื่อคลายความทุกข์ของเขา ความทุกข์ของเขาก็ได้บรรเทาลงแล้ว เพราะเขารู้ว่าเธออยู่ที่นั่นเพื่อเขา เขารู้ว่าเธอรับรู้ได้ถึงความยากลำบากที่เขาจะต้องผ่านพ้น และนี่คือการฝึกสติ สมาธิและปัญญา นี่คือการฝึกปฏิบัติแห่งความรัก
     มนตราข้อที่สี่นั้นฝึกปฏิบัติยากกว่าเล็กน้อย แต่เธอจำเป็นต้องรู้ไว้ หากเธอมีความทุกข์และเชื่อว่าความทุกข์นั้นมีสาเหตุมาจากคนที่เธอรักและ เชื่อใจอย่างที่สุด นี่คือสภาวะที่ยากลำบาก ถ้าคนที่ทำให้เธอเป็นทุกข์ไม่ใช่คนที่เธอรัก เธอคงเป็นทุกข์น้อยกว่านี้ แต่นี่คือคนที่เธอเชื่อใจมากที่สุด คนที่เธอรักมากที่สุด เขาได้พูดและทำเช่นนั้นกับเธอ เธอจึงช้ำใจมาก ปฏิกิริยาตามธรรมชาติของเธอคือการแยกตัวออกมา เธอต้องการอยู่กับความทุกข์คนเดียว เธอต้องการแสดงให้เขาเห็นว่าเธอสามารถอยู่รอดได้โดยไม่มีเขา นี่คือนิสัยแห่งการลงโทษ แม้ว่าเธอจะเจ็บปวดรวดร้าว แต่เธอต้องการลงโทษ เธอทำได้ทุกอย่างยกเว้นการกลับไปหาเขา ถามว่าทำไม เพราะเธอเจ็บลึก แต่มนตราข้อนี้แนะนำให้เธอทำในสิ่งตรงกันข้าม เธอต้องไปหาเขาหรือโทรศัพท์ไปหาเขาเพื่อถามเหตุผล เธอต้องวางศักดิ์ศรีของเธอลง เพราะรักแท้ไม่มีที่ว่างสำหรับศักดิ์ศรี มนตราข้อสี่ กล่าวว่า "ที่รัก ฉันมีความทุกข์ โปรดช่วยฉันด้วย" หลังจากที่เธอกล่าวมนตรานี้ไม่นาน ความทุกข์ของเธอจะลดน้อยลง มนตรานี้มีความหมายว่า "ที่ รัก ฉันมีความทุกข์มากเหลือเกิน ฉันต้องการให้เธอรู้ ฉันไม่รู้ว่าเหตุใดเธอจึงทำเช่นนั้นหรือพูดเช่นนั้นกับฉัน ถ้าเป็นคนอื่น ฉันจะไม่ทุกข์ใจเช่นนี้ แต่นี่เป็นเธอ ฉันเป็นนักปฏิบัติ ดังนั้น ฉันจะทำอย่างดีที่สุด แต่ว่าในขณะนี้ ฉันตกอยู่ในความทุกข์ ฉันจะพยายามฝึกปฏิบัติ แต่ฉันต้องการความช่วยเหลือจากเธอ"
      เธออาจหาเวลาอยู่คนเดียวเพื่อมองอย่างลึก ซึ้งถึงสภาพการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อมองให้เห็นว่าความทุกข์ของเธอมาจากการรับรู้ที่ผิดหรือไม่ ก่อนที่เธอจะกล่าวหาผู้อื่น เธอต้องมองอย่างลึกซึ้ง เพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของเธอ ไม่ได้เกิดจากความคิดเห็นที่ผิดของเธอ ถ้าเธอค้นพบ เธอจะเลิกโกรธเขา เพราะเธอรู้ว่าความคิดเห็นที่ผิดนั่นเองที่นำความทุกข์มาสู่เธอ แต่หาก 24 ชั่วโมงผ่านไป เธอยังดิ้นรนอยู่ในความทุกข์ ตามประเพณีของหมู่บ้านพลัม เธอต้องปฏิบัติมนตราข้อที่สี่ ก่อนเส้นตาย 24 ชั่วโมง "ที่รัก ฉันมีความทุกข์ โปรดช่วยฉันด้วย" ถ้าเธอไม่สามารถกล่าวกับเขาได้โดยตรง ให้เขียนจดหมายหรืออีเมล์ถึงเขา ความทุกข์ของเธอจะลดน้อยลง นี่เป็นการเชื้อเชิญให้เขามองอย่างลึกซึ้งถึงสิ่งที่เขากระทำหรือพูดว่าทำ ให้ผู้อื่นมีความทุกข์หรือไม่ ทั้งสองคนจะฝึกปฏิบัติการมองอย่างลึกซึ้ง และนี่คือปฏิบัติการแห่งสันติภาพ
          พวก เราได้ปรับปรุงแก้ไขข้อฝึกอบรมสติ 5 ประการขึ้นใหม่ และมนตราข้อที่ห้าก็ได้เกิดขึ้นระหว่างงานภาวนานั้นเอง ถ้าเธอฝึกปฏิบัติการหายใจอย่างมีสติและกลับมาอยู่ในปัจจุบัน เธอจะตระหนักว่าเธอนั้นโชคดีมาก เธอมีเงื่อนไขแห่งความสุขมากมายเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ เธอสามารถสัมผัสเงื่อนไขแห่งความสุขที่เธอมีอยู่แล้ว เธอรู้ว่าเธอไม่ต้องการเงื่อนไขแห่งความสุขเพิ่มอีก เธอมีเพียงพอแล้วที่จะมีความสุข ณ ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ด้วยปัญญานี้ เธอจึงได้กล่าว มนตราข้อที่ห้า "เวลานี้คือเวลาที่เป็นสุข" เวลาไหนก็เป็นเวลาที่เป็นสุขได้ด้วยการฝึกสติ สมาธิและปัญญา เพราะพลังทั้งสามจะนำเราไปสัมผัสเงื่อนไขแห่งความสุข ที่มีอยู่ที่นี่และขณะนี้ เธอไม่จำเป็นต้องวิ่งไปที่ไหนเพื่อที่จะมีความสุข เธอไม่จำเป็นต้องวิ่งไปในอนาคตเพื่อแสวงหาความสุข พระพุทธองค์ตรัสบอกเราอย่างชัดเจนว่าความสุขมีได้ที่นี่และเดี๋ยวนี้ การดำรงชีวิตอย่างเป็นสุขในปัจจุบัน คือคำสอนพื้นฐานที่เราพึงฝึกปฏิบัติ
       ใน ทุกครั้งที่พวกเราได้ฝึกปฏิบัติร่วมกัน ก่อนการแบ่งปันอาหาร เราหายใจเข้าและมองไปที่สังฆะ รู้สึกถึงความโชคดีของเรา เรากล่าวในใจว่า "สังฆะที่รัก เวลานี้คือเวลาที่เป็นสุข" เราอาจฝึกปฏิบัติมนตราข้อที่ห้าในช่วงก่อนการสวดมนต์ ทำอาหารหรือทำสวนก็ได้ ที่วัดบน เราฝึกปฏิบัติมนตราข้อนี้วันละหลายๆ ครั้ง การปฏิบัตินั้นง่ายมาก ถ้าเธอรู้วิธีกลับบ้าน กลับมาอยู่ในปัจจุบัน เธอจะรู้ว่าตนเองนั้นโชคดีมาก โชคดีกว่าคนอื่นอีกหลายๆ คน เงื่อนไขแห่งความสุขของเรานั้นมีอยู่มากมาย เพียงแค่อนุญาตให้เงื่อนไขนั้นได้รับการสัมผัสเท่านั้น
     ขณะนี้เจ้าชายสันติภาพได้บังเกิดขึ้นแล้ว เจ้าชายสันติภาพสามารถบังเกิดได้ในทุกขณะที่ฝึกสติ สมาธิ และปัญญา ...๐
*******
 เจ้าชายแห่งสันติภาพ
ธรรมบรรยายในงานภาวนา "The art of happiness"
วันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ.2552 ณ วัดล่าง (Lower Hamlet) หมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศส

ถอดความ : ปิยะนุช วัฒนาศิริธนวงษ์
แปลโดย : ไชยยันต์ ธนไพศาล – จิตเจษสฤษดิ์
กิ่งธรรมจาก  http://www.thaiplumvillage.org

Monday, March 26, 2012

เปลี่ยนศัตรูเป็นมิตร

เพาะะธรรม ให้พบทุกข์ แปลงเป็นสุข
 
เปลี่ยนศัตรูเป็นมิตร
พระไพศาล วิสาโล

 
        ยูริ กาการิน เป็นมนุษย์คนแรกที่ได้ท่องอวกาศและโคจรรอบโลก เรื่องราวของเขากลายเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่คนทั้งโลก เมื่อ ๕๐ ปีที่แล้ว อีกทั้งยังสร้างชื่อเสียงให้แก่สหภาพโซเวียตในฐานะผู้นำด้านอวกาศก่อนที่จะ เสียตำแหน่งให้แก่สหรัฐอเมริกาในไม่กี่ปีต่อมา
        มีเรื่องเล่าว่าระหว่างที่เขาล่องลอยอยู่ในอวกาศและกำลังพิศวงอยู่กับโลกสีครามอันงดงามเบื้องล่างนั้น เขาได้ยินเสียงเหมือนเหล็กกระทบกัน ดัง ปิ๊ก ๆ ๆ ๆ ๆ เขาพยายามหาที่มาของเสียง เพื่อดูว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่ แต่ก็หาไม่พบ ผ่านไปเป็นชั่วโมง เสียงนั้นก็ยังดังต่อไป ปิ๊ก ๆ ๆ ๆ ยิ่งเวลาผ่านไปเขาก็ยิ่งรู้สึกรำคาญกับเสียงนั้น เขาพยายามสืบหาว่าเสียงมาจากที่ใด จะได้กำจัดเสียงนั้น แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ
       ลำพังการอยู่ในห้องนักบินที่คับแคบ เขยื้อนขยับแทบไม่ได้ ก็สร้างความอึดอัดแก่เขาอยู่แล้ว เมื่อมีเสียงปิ๊ก ๆ ๆ ๆ รบกวนไม่หยุดซ้ำเข้าไปอีก เขาก็เริ่มกระสับกระส่าย ยิ่งคิดต่อไปอีกว่าเขาจะต้องอยู่กับเสียงนี้อีกหลายชั่วโมง เขาก็หัวเสียขึ้นมาทันที
        แต่ก็มีวูบหนึ่งที่เขาได้สติ เกิดความคิดขึ้นมาว่า ในเมื่อหนีเสียงนี้ไม่พ้น ทำไมไม่ลองทำใจรักมันดูล่ะ แล้วเขาก็หลับตา ทำใจสงบ และจินตนาการว่าเขากำลังได้ยินเสียงเพลงบรรเลง สักพักใหญ่เขาก็ลืมตาขึ้น ปรากฏว่าเสียงปิ๊ก ๆ ๆ ๆ ๆ หายไป สิ่งที่มาแทนที่คือเสียงเพลง เขาแย้มยิ้มทันที นับแต่นั้นบรรยากาศในห้องนักบินก็เปลี่ยนไป ความอึดอัดกลายเป็นความผ่อนคลาย จนกระทั่งยานวอสต็อค ๑ พาเขากลับมาสู่พื้นโลกอย่างปลอดภัย


        น่าคิดว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับกาการินหากเขายังคิดต่อสู้หรือเป็นปฏิปักษ์กับเสียงประหลาดนั้น เขาอาจคลุ้มคลั่ง หรือเป็นประสาทอ่อนๆ ไปเลยก็ได้ แต่สถานการณ์เปลี่ยนไปทันทีเมื่อเขาเพียงแต่หันมาทำใจรักเสียงนั้น เรื่องราวของเขาบอกเราว่า อะไรเกิดขึ้นกับเรา ไม่สำคัญเท่ากับว่าเรารู้สึกกับสิ่งนั้นอย่างไร เสียงปิ๊ก ๆ ๆ ๆ ๆ อาจทำให้ใครบางคนเป็นบ้าไปได้หากรู้สึกจงเกลียดจงชังมันอย่างรุนแรง แต่มันกลับกลายเป็นเสียงเพลงกล่อมใจขึ้นมาทันทีเมื่อรู้สึกรักมันหรือเป็นมิตรกับมัน
        คนเรานั้นเมื่อมีอะไรมากระทบใจ ทำให้รู้สึกเป็นทุกข์ เรามักทำอย่างใดอย่างหนึ่งคือ จัดการกับมัน หรือไม่ก็หนีไปไกล ๆ เช่น ถ้าเจอเสียงดัง ก็หาทางระงับเสียงนั้น หรือไม่ก็เดินห่างจากเสียงนั้น แต่บ่อยครั้งเราอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถทำทั้งสองอย่างได้ หรือทำแต่ไม่สำเร็จ สิ่งที่ตามมาก็คือ ความทุกข์ หลายคนมักมองว่าที่ตนทุกข์นั้นเป็นเพราะเสียงดังกล่าว แต่แท้จริงแล้ว สาเหตุแห่งความทุกข์อยู่ที่ใจของตนเองต่างหาก นั่นคือความรู้สึกปฏิเสธ ผลักไส ชิงชังเสียงนั้น ยิ่งรู้สึกลบต่อเสียงนั้นมากเท่าไร ก็ยิ่งทุกข์มากเท่านั้น บางคนถึงกับคุมอารมณ์ไม่อยู่ ออกไปทะเลาะวิวาทเจ้าของเสียง ซึ่งอาจเป็นเพื่อนบ้านที่กำลังเลี้ยงฉลองหรือเปิดเพลงดัง บางกรณีถึงกับฆ่ากันตายเพราะเหตุดังกล่าว
        ในชีวิตของเรานั้น มีอะไรต่ออะไรอีกหลายอย่างที่รบกวนจิตใจของเรา ไม่ใช่แต่เสียงประหลาดเท่านั้นในบรรดาสิ่งรบกวนเหล่านั้น มีมากมายที่เรามิอาจหนีพ้นหรือจัดการกับมันได้ อย่างน้อยก็ช่วงระยะเวลาหนึ่งดังนั้นแทนที่จะตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับมัน จะไม่ดีกว่าหรือหากเราทำใจให้เป็นมิตรกับมันหรือรักมัน เพราะนั่นคือหนทางเดียวที่จะช่วยให้เราอยู่กับมันอย่างมีความสุข ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นงานการ ภูมิอากาศ จราจรที่แน่นขนัด หรือแม้แต่รูปร่างทรวดทรง
       หลายคนทำงานอย่างมีความทุกข์ แต่เราสามารถจะทำงานอย่างมีความสุขได้หากเรียนรู้ที่จะรักงานนั้น แม้รูปร่างหน้าตาเราจะไม่สะสวยเหมือนคนอื่น แต่เราก็สามารถอยู่อย่างมีความสุขได้หากเราเลิกชิงชังรังเกียจร่างกายของตน เอง จริงอยู่ปัญหาบางอย่างสมควรจะแก้ไข แต่หากยังแก้ไขไม่ได้ เราก็ควรเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันอย่างมีความสุขหรือไม่ทุกข์มากไปกว่าเดิม นั่นคือหันมาเป็นมิตรกับมัน หรืออย่างน้อยก็ไม่ปฏิเสธชิงชังมัน
        อะไรก็ตามที่เรารังเกียจชิงชัง สิ่งนั้นจะมีอำนาจหรืออิทธิพลทางลบต่อเรา และยิ่งเราผลักไสมันออกไป มันก็ยิ่งตามมารังควาญเรา ยิ่งปฏิเสธก็ยิ่งนึกถึง เคยมีการทดลองให้อาสาสมัครนั่งอยู่คนเดียวในห้อง ทุกคนได้รับคำสั่งว่า จะคิดอะไรก็ได้ มีเงื่อนไขอย่างเดียวคือห้ามคิดถึงหมีขาว เมื่อใดก็ตามที่คิดถึงหมีขาว ให้กดกริ่งทันที ผู้ทดลองให้คำสั่งได้ไม่นานเท่าใด เสียงกริ่งก็ดังระงมไปทั่ว
        ไม่เพียงแต่สิ่งรบกวนจิตใจเท่านั้น สิ่งที่สร้างความทุกข์ทางกายก็เช่นกัน เช่น โรคภัยไข้เจ็บ หรือความเจ็บปวด ความทุกข์ส่วนหนึ่งมักเกิดจากใจที่ปฏิเสธผลักไสอาการดังกล่าว หากโรคภัยไข้เจ็บหรือความเจ็บปวดนั้นอยู่ในวิสัยที่จะเยียวยาได้ ก็คงไม่เป็นปัญหามากนัก แต่ในความเป็นจริงมีโรคภัยไข้เจ็บและความเจ็บปวดหลายประเภทที่ยากแก่การเยียวยาได้ ดังนั้นหากตกอยู่ในสถานการณ์ดังกล่าว มีทางออกใดเล่าจะดีไปกว่าการทำใจเป็นมิตรกับโรคภัยไข้เจ็บและความเจ็บปวด มีผู้ป่วยมะเร็งหลายคนที่พบว่าความทุกข์บรรเทาลงมากเมื่อหันมาเป็นมิตรกับมะเร็ง บางคนเรียกสิ่งแปลกปลอมในหน้าอกของตนว่า "คุณก้อนมะเร็ง"
       ถึงที่สุดแล้ว ไม่มีใครหนีความแก่ ความเจ็บ และความตายพ้น ในเมื่อความจริงเป็นเช่นนี้ แทนที่จะทำตัวเป็นปฏิปักษ์กับมัน จะไม่ดีกว่าหรือหากเราหันมาเป็นมิตรกับมัน
        อะไรก็ตามที่เราหันมาเป็นมิตรได้ สิ่งนั้นจะคลายพิษสงลง และอาจกลายมาเป็นคุณแก่เราด้วยซ้ำ จึงไม่ต้องแปลกใจที่ครูบาอาจารย์ หลายท่านย้ำนักย้ำหนาว่า พบทุกข์ก็เห็นธรรม
                                                          *******
 กิ่งธรรม นิตยสารซีเครท :  Vol.4 No.90 26 March 2012

            http://www.visalo.org





Thursday, March 22, 2012

อริยสัจ 4

เพาะธรรม ให้เกิดในใจ

อริยสัจ 4

       เมื่อกล่างถึงอริยสัจ 4 เราชาวพุทธ หรือบางท่านเป็นศาสนิกอื่น ทราบและเข้าใจดี ว่าเป็นความจริงที่เกิดขึ้นในสากลจักวาลนี้ โดยเมื่อทราบความจริงแล้ว หนทางในการเข้าใจถึงความจริง ดังนี้
       อริยสัจ หรือจตุราริยสัจ หรืออริยสัจ 4 เป็นหลักคำสอนหนึ่งของพระโคตมพุทธเจ้า แปลว่า ความจริงอันประเสริฐ ความจริงของพระอริยะ หรือความจริงที่ทำให้ผู้เข้าถึงกลายเป็นอริยะ มีอยู่สี่ประการ คือ
       1. ทุกข์ คือ สภาพที่ทนได้ยาก ภาวะที่ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ สภาพที่บีบคั้น ได้แก่ ชาติ (การเกิด) ชรา (การแก่ การเก่า) มรณะ (การตาย การสลายไป การสูญสิ้น) การประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก การปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่สมหวังในสิ่งนั้น กล่าวโดยย่อ ทุกข์ก็คืออุปาทานขันธ์ หรือขันธ์ 5
       2. ทุกขสมุทัย คือ สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ได้แก่ ตัณหา 3 คือ กามตัณหา-ความทะยานอยากในกาม ความอยากได้ทางกามารมณ์, ภวตัณหา-ความทะยานอยากในภพ ความอยากเป็นโน่นเป็นนี่ ความอยากที่ประกอบด้วยภวทิฏฐิหรือสัสสตทิฏฐิ และ วิภวตัณหา-ความทะยานอยากในความปราศจากภพ ความอยากไม่เป็นโน่นเป็นนี่ ความอยากที่ประกอบด้วยวิภวทิฏฐิหรืออุจเฉททิฏฐิ
       3. ทุกขนิโรธ คือ ความดับทุกข์ ได้แก่ ดับสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ กล่าวคือ ดับตัณหาทั้ง 3 ได้อย่างสิ้นเชิง
       4. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา คือ แนวปฏิบัติที่นำไปสู่หรือนำไปถึงความดับทุกข์ ได้แก่ มรรคอันมีองค์ประกอบอยู่แปดประการ คือ 1. สัมมาทิฏฐิ-ความเห็นชอบ 2. สัมมาสังกัปปะ-ความดำริชอบ 3. สัมมาวาจา-เจรจาชอบ 4. สัมมากัมมันตะ-ทำการงานชอบ 5. สัมมาอาชีวะ-เลี้ยงชีพชอบ 6. สัมมาวายามะ-พยายามชอบ 7. สัมมาสติ-ระลึกชอบ และ 8. สัมมาสมาธิ-ตั้งใจชอบ ซึ่งรวมเรียกอีกชื่อหนึ่งได้ว่า "มัชฌิมาปฏิปทา" หรือทางสายกลาง
ทางสายกลาง หนทางไปสู่ความจริง

      มรรคมีองค์แปดนี้สรุปลงในไตรสิกขา ได้ดังนี้ 1. อธิสีลสิกขา ได้แก่ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ 2. อธิจิตสิกขา ได้แก่ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ และ 3. อธิปัญญาสิกขา ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ และสัมมาสังกัปปะ อริยสัจ 4 นี้ เรียกสั้น ๆ ว่า ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค

    กิจในอริยสัจ คือสิ่งที่ต้องทำต่ออริยสัจ 4 แต่ละข้อ ได้แก่
  1. ปริญญา - ทุกข์ ควรรู้ คือการทำความเข้าใจปัญหาหรือสภาวะที่เป็นทุกข์อย่างตรงไปตรงมาตามความเป็นจริง เป็นการเผชิญหน้ากับปัญหา
  2. ปหานะ - สมุทัย ควรละ คือการกำจัดสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ เป็นการแก้ปัญหาที่เหตุต้นตอ
  3. สัจฉิกิริยา - นิโรธ ควรทำให้แจ้ง คือการเข้าถึงภาวะดับทุกข์ หมายถึงภาวะที่ไร้ปัญหาซึ่งเป็นจุดมุ่งหมาย
  4. ภาวนา - มรรค ควรเจริญ คือการฝึกอบรมปฏิบัติตามทางเพื่อให้ถึงความดับแห่งทุกข์ หมายถึงวิธีการหรือทางที่จะนำไปสู่จุดหมายที่ไร้ปัญหา
กิจทั้งสี่นี้จะต้องปฏิบัติให้ตรงกับมรรคแต่ละข้อให้ถูกต้อง การรู้จักกิจในอริยสัจนี้เรียกว่ากิจญาณ
กิจญาณเป็นส่วนหนึ่งของญาณ 3 หรือญาณทัสสนะ (สัจญาณ, กิจญาณ, กตญาณ) ซึ่งหมายถึงการหยั่งรู้ครบสามรอบ ญาณทั้งสามเมื่อเข้าคู่กับกิจในอริยสัจทั้งสี่จึงได้เป็นญาณทัสนะมีอาการ 12 ดังนี้
  1. สัจญาณ หยั่งรู้ความจริงสี่ประการว่า
    1. นี่คือทุกข์
    2. นี่คือเหตุแห่งทุกข์
    3. นี่คือความดับทุกข์
    4. นี่คือทางแห่งความดับทุกข์
  2. กิจญาณ หยั่งรู้หน้าที่ต่ออริยสัจว่า
    1. ทุกข์ควรรู้
    2. เหตุแห่งทุกข์ควรละ
    3. ความดับทุกข์ควรทำให้ประจักษ์แจ้ง
    4. ทางแห่งความดับทุกข์ควรฝึกหัดให้เจริญขึ้น
  3. กตญาณ หยั่งรู้ว่าได้ทำกิจที่ควรทำได้เสร็จสิ้นแล้ว
    1. ทุกข์ได้กำหนดรู้แล้ว
    2. เหตุแห่งทุกข์ได้ละแล้ว
    3. ความดับทุกข์ได้ประจักษ์แจ้งแล้ว
    4. ทางแห่งความดับทุกข์ได้ปฏิบัติแล้ว
*******
กิ่งธรรมจาก http://th.wikipedia.org

Monday, March 19, 2012

เหนือเป็นเหนือตาย

เพาะธรรม นำมาเพาะใจ
เหนือเป็นเหนือตาย
 โดย พระไพศาล วิสาโล


        มีเรื่องเล่าว่าครูคนหนึ่งสอนหนังสืออยู่แถววัดสระเกศ วันหนึ่งรู้สึกกลุ้มใจจึงเดินขึ้นไปบนภูเขาทอง พอถึงยอดภูเขาทองแล้วมองออกไปไกล ๆ เห็นโลกกว้างสุดสายตา ก็รู้สึกเบาสบาย ความกลุ้มใจก็คลายไป ทีนี้พอแกเครียดทีไรก็จะขึ้นไปบนภูเขาทอง ขึ้นแล้วก็รู้สึกโปร่งโล่งเบาสบาย บางวันขึ้นสองสามรอบ ทำเช่นนั้นเป็นปี
        เผอิญมีนักข่าวคนหนึ่งไปเที่ยวภูเขาทอง ได้ยินเรื่องเล่าจากเจ้าหน้าที่ที่นั่นว่ามีครูคนหนึ่งขึ้นภูเขาทองวันหนึ่งไม่รู้กี่เที่ยว ก็เลยสนใจไปทำข่าว พอเรื่องราวของเขาตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ เขาก็ได้รับเชิญไปออกรายการโทรทัศน์ จึงดังเข้าไปใหญ่ ได้รางวัลหลายรางวัล ได้รับสมญานามว่าเป็นนักขึ้นภูเขาทองที่ไม่มีใครเทียบทาน 



        ถึงตอนนี้ก็มีหลายคนอยากเป็นนักขึ้นภูเขาทองบ้าง หลายคนอยากลบสถิติของเขาซึ่งขึ้นภูเขาทองมาเป็นพัน ๆ ครั้ง ครูคนนี้ทีแรกขึ้นภูเขาทองโดยไม่ได้นึกอะไรแต่พอมีคนยกย่องว่าเขาเป็นนัก ขึ้นภูเขาทอง ความรู้สึกว่าฉันเป็นนักขึ้นภูเขาทองก็เกิดขึ้นกับครูคนนี้ พอรู้ว่ามีคนจะมาลบสถิติ ก็เลยไม่สบายใจ เพราะกลัวว่าความเป็นนักขึ้นภูเขาทองจะถูกแย่งชิงไป เขาจึงต้องขึ้นภูเขาทองให้บ่อยขึ้น แต่เดิมขึ้นแล้วมีความสุข สบายใจ แต่ตอนนี้กลายเป็นหน้าที่ไปแล้ว ต้องขึ้นเพื่อที่จะไม่ให้ใครมาลบสถิติหรือแย่งชิงตำแหน่งนักขึ้นภูเขาทองไป เขาเป็นทุกข์ยิ่งขึ้นเมื่อมีคนหนึ่งขึ้นภูเขาทองมากเกือบเท่าเขา ถึงตอนนี้เขาก็เริ่มนอนไม่หลับ คิดแต่ว่าจะต้องขึ้นให้บ่อยขึ้นแม้งานจะเยอะก็ตาม
        นี่เป็นเรื่องแต่งที่เขียนขึ้นโดยชาติ กอบจิตติ แต่ว่าก็สอดคล้องกับชีวิตจริงของคนเรา คนเราเวลาทำอะไรก็ตามถ้าไม่ได้นึกว่าฉันเป็นนั่นเป็นนี่ก็ไม่ทุกข์นะ แต่พอรู้สึกว่าเป็นนั่นเป็นนี่ขึ้นมาก็เป็นทุกข์ อย่างเช่นครูในเรื่องนี้ ตอนแรก ๆ ขึ้นภูเขาทองโดยไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นนักขึ้นภูเขาทอง แต่พอผู้คนเรียกขานว่าเขาเป็นนักขึ้นภูเขาทอง ก็เลยเกิดความรู้สึกขึ้นมาจริง ๆ ว่าฉันเป็นนักขึ้นภูเขาทอง พอคิดแบบนี้แล้วก็ไม่อยากสูญเสียความเป็นนักขึ้นภูเขาทอง ดังนั้นจึงต้องทำทุกอย่างเพื่อรักษาตัวตนอันนี้ไว้
        เพราะเหตุนี้ถึงบอกว่าความมีความเป็นทำให้เรา ทุกข์ได้ มีก็ทุกข์ เพราะอยากจะรักษาเอาไว้ไม่ให้มันหายไป พอหายไปก็ทุกข์อีก มีอะไรก็ตาม ถ้าไปยึดมั่นกับมัน ก็ทำให้ทุกข์ แม้จะเป็นสุขแต่ก็มีทุกข์เจือปน พราหมณ์คนหนึ่งพูดกับพระพุทธเจ้าว่า มีโคก็เป็นสุข มีลูกก็เป็นสุข มีบ้านก็เป็นสุข พระพุทธเจ้าก็พูดแย้งว่า มีโคก็ทุกข์เพราะโค มีลูกก็ทุกข์เพราะลูก มีบ้านก็ทุกข์เพราะบ้าน มีอะไรก็ตามก็ทุกข์เพราะสิ่งนั้น โดยเฉพาะเมื่อไปสำคัญมั่นหมายว่ามันเป็นของฉัน บ้านของฉัน ลูกของฉัน ก็เตรียมทุกข์ไว้ได้เลยเพราะว่าสักวันหนึ่งก็จะต้องพลัดพรากจากสิ่งนั้น ถ้าเราไม่พลัดพรากจากสิ่งนั้น สิ่งนั้นก็พลัดพรากจากเรา มันก็มีสองอย่างเท่านั้นแหละทันทีรู้สึกเป็นเจ้าของสิ่งนั้น
       เพราะฉะนั้นจะมีหรือจะเป็นอะไรก็ตามต้องมีหรือเป็นให้ถูกต้อง มีให้เป็น เป็นให้เป็น คือมีโดยไม่ยึดมั่นว่าเป็นของฉัน และเป็นโดยไม่ไปยึดมั่นว่าเป็นตัวฉัน เดี๋ยวนี้เรามีกันไม่เป็น และก็เป็นกันอย่างไม่ถูกต้อง คือเป็นด้วยความยึดมั่นถือมั่น มีด้วยความหลงก็เลยทุกข์ ดีที่สุดก็คือไม่มีไม่เป็นอะไรเลย
        เคยมีคนเห็นพระพุทธเจ้ารูปลักษณะดีก็แปลกใจ ถามว่าท่านเป็นเทวดาหรือ พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่าไม่ใช่ ถามว่าท่านเป็นคนธรรพ์หรือ พระพุทธเจ้าก็ปฏิเสธ งั้นเป็นยักษ์มั้ย พระพุทธเจ้าก็ปฏิเสธอีก เขาถามว่าท่านเป็นมนุษย์หรือเปล่า พระพุทธเจ้าก็บอกไม่ใช่ ชายคนนั้นงงเลยถามว่าแล้วท่านเป็นใคร พระพุทธเจ้าก็ไม่ตอบตรง ๆ ตรัสว่าให้เรียกเราว่า “ พุทธะ” แล้วกัน เพราะกิเลสที่จะทำให้เราเป็นนั่นเป็นนี่นั้นไม่มีอีกแล้ว ก็เลยไม่เป็นอะไรทั้งสิ้น
     พระพุทธองค์ไม่ถือว่าพระองค์เป็นอะไรเลย แม้แต่ “ พุทธะ” ก็เป็นสมมุติที่มีไว้เพื่อใช้เรียกเท่านั้น พระพุทธเจ้าไม่ทรงถือว่าพระองค์เป็นอะไรแม้กระทั่งพุทธะด้วยซ้ำ แต่ว่าเพื่อความสะดวกในการสื่อสารก็ให้เรียกพระองค์ว่าพุทธะ อันนี้เป็นตัวอย่างที่ชี้ว่าแม้กระทั่งพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้เป็นอะไรทั้งสิ้น ถ้าจะเป็นนั่นเป็นนี่ก็เพราะคนอื่นเรียกทั้งนั้น ในจิตใจของพระองค์ก็ไม่มีความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นอะไร เพราะว่าตัณหามานะหมดไปแล้ว กิเลสที่จะทำให้เป็นนั่นเป็นนี่ก็ไม่มีแล้ว
       ดังนั้นเราจึงควรระลึกอยู่เสมอว่า ไม่ว่าเราเป็นอะไรก็ตาม ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งสมมุติทั้งนั้น จึงไม่ควรไปยึดมั่นถือมั่น เพราะถ้ายึดมั่นถือมั่นเราก็จะเป็นทุกข์ เพราะตัณหามานะจะแฝงซ่อนอยู่กับความเป็นนั่นเป็นนี่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดีก็ตาม เป็นผู้แพ้ก็ทุกข์ เป็นผู้ชนะก็ทุกข์ เป็นคนชั่วก็ทุกข์ เป็นคนดีก็ทุกข์ เป็นนักปฏิบัติธรรมก็ทุกข์ทันทีที่ไปยึดมั่นว่าฉันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ใครที่สำคัญมั่นหมายว่าฉันเป็น นักปฏิบัติธรรม พอมีคนมาพูดว่า “ เธอไม่มีสติเลย ” จะโกรธและเป็นทุกข์มาก ว่าอย่างอื่นไม่ว่ามาว่าฉันไม่มีสติ นี้แหละเป็นเพราะเราไปยึดมั่นสำคัญหมายว่าฉันเป็นนักปฏิบัติธรรม เลยถูกตัณหาที่แฝงอยู่ในความเป็นนักปฏิบัติธรรมเล่นงานเอา
       มองให้เห็นว่าความเป็นนั่นเป็นนี่เป็นสิ่งสมมุติที่ถูกปรุงขึ้นมา ไม่ใช่ของจริง แต่ถึงแม้จะยังมองไม่เห็นว่าเป็นสิ่งสมมุติ อย่างน้อยก็ให้เราตระหนักว่าความเป็นนั่นเป็นนี่มันไม่เที่ยง ถ้าไปยึดมั่นให้มันเที่ยงเราเองนั่นแหละจะเป็นทุกข์ ไม่ว่าเราจะเป็นอะไรก็ตาม มันไม่เที่ยง ต้องแปรเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ย่อมหนีไม่พ้นที่จะถูกคุกคามด้วยเหตุปัจจัยต่าง ๆ ทำให้ต้องแปรเปลี่ยนหรือสูญสลายไป
อย่าให้เกิดการปรุงแต่งจนไปสู่ความทุกข์ ควรเริ่มต้นด้วยการมีสติตั้งแต่ตอนเกิดผัสสะ แต่ถึงแม้สติตามไม่ทันในผัสสะ ก็ขอให้มีสติรู้ทันในเวทนา และในอารมณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เห็นความโกรธเกิดขึ้น ความอยากเกิดขึ้น แต่ไม่เข้าไปเป็นผู้โกรธผู้อยาก
        แม้กระทั่งความทุกข์เมื่อเกิดขึ้นก็เห็นความทุกข์ แต่ไม่ใช่เป็นผู้ทุกข์ เมื่อตากระทบรูป การเห็นเกิดขึ้น แต่อย่าให้มีฉันเป็นผู้เห็น เมื่อหูได้ยินเสียง การได้ยินเกิดขึ้น แต่อย่าให้มีฉันเป็นผู้ได้ยิน เพราะถ้ามีตัวฉันเป็นผู้ได้ยิน เดี๋ยวก็มีตัวฉันเป็นผู้ทุกข์เพราะได้ยินเสียงดัง หรือคำตำหนิ เวลาร่างกายมีแผล ก็รู้ว่ามีแผลเกิดขึ้นกับร่างกาย อย่าไปสำคัญมั่นหมายว่าฉันมีแผล มีดบาดนิ้วก็ให้รู้ว่ามีดบาดนิ้วไม่ใช่ไปปรุงแต่งว่ามีดบาดฉัน อย่าปล่อยให้มีตัวฉันหรือตัวกู เพราะถ้ามันเกิดขึ้นแล้ว ก็จะมีตัวฉันเป็นผู้ทุกข์ในที่สุด หรือมีตัวฉันเป็นผู้รับแรงกระทบกระแทกต่าง ๆ ถ้าไม่มีตัวฉันเกิดข้นแล้ว เราจะมีชีวิตที่โปร่งเบา เป็นอิสระ ความทุกข์ไม่มีที่ตั้ง เพราะไม่มีตัวฉันมาเป็นเจ้าของความทุกข์ ใหม่ ๆ เรายังไม่สามารถที่จะมองเห็นตรงนี้ได้ แต่ว่าเมื่อเราดูและเห็นอยู่เรื่อย ๆ ปัญญาหรือความประจักษ์ในความจริงเหล่านี้ก็ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น ชัดเจนขึ้น แล้วเราก็จะรู้ว่า เราทุกข์เพราะปล่อยให้ตัวกูของกูเกิดขึ้นโดยแท้ นี่แหละคือต้นแห่งความทุกข์ทั้งปวง
                                    ********
กิ่งธรรมจาก  http://www.visalo.org

Friday, March 16, 2012

พุทธทำนาย

พุทธทำนายหรือพุทธพยากรณ์ 
กับโลกแตก


พุทธทำนายหรือพุทธพยากรณ์
ท่ามกลางการขยายตัวของจักรวาล ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง การเคลื่อนตัวของกาแล็กซี ต่างๆ ที่อยู่ในอ้อมกอดของจักรวาล และระบบสุริยะ ที่มากมายนับไม่ถ้วน และโลกเราก็เป็นส่วนหนึ่งในจุดๆ หนึ่ง ในระบบอันกว้างใหญนี้ ก็ขับเคลื่อนตัวตามระบบใหญ่โดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงที่ตรงใหน

 ดาวเองก็เกิดและดับอยู่ตลอดเวลา
 การเปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้นได้เสมอ โดยเฉพาะความเจริญทางด้านวัตถุ ก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง เป็นที่น่าฉงนว่า ทำไมคนในโลกกลับมีความสุขน้อยลง และดูเหมือนว่าปัญหาในการดำรงชีวิต กลับมีเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะปัญหาทางด้านศีลธรรม จริยธรรมอันเป็นความเจริญทางด้านจิตใจ ดูจะเป็นสมการผกผัน กับความเจริญทางด้านวัตถุอย่างน่าเป็นห่วง ถ้ามีชีวิตโดยปล่อยให้วัตถุครอบงำ
ทุกวันนี้ หากเราฟังข่าวคราวไม่ว่าในประเทศไทย หรือประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ล้วนแล้วแต่มีเหตุการณ์ร้ายๆ เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ และภัยอันเกิดจากน้ำมือของมนุษย์ด้วยกันเอง
หลายๆ สิ่งเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ ก็สามารถนำมาใช้คาดการณ์ล่วงหน้าและรับมือได้ทัน แต่ก็มีไม่น้อย ที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยียังไปไม่ถึง
และหากเปรียบเทียบกับสิ่งที่วิทยาศาสตร์ทำได้ในปัจจุบัน กับความใหญ่โตของจักรวาล แล้วยังห่างไกลจนไม่เห็นฝุ่น หลายๆ อย่างเกิดขึ้นได้เสมอ อย่างเช่นที่อุบัติขึ้นในสมัยปัจจุบัน เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้า ได้ทำนายล่วงหน้ามากกว่า 2500 ปี อ่านแล้วคิดตามให้ดี
 “พุทธทำนาย” อันปรากฏอยู่ในอรรถกถาพระไตรปิฎก มหาสุบินนิมิตชาดก เอกนิบาตชาดก ขุททกนิกาย ซึ่งเป็นเรื่องเล่าถึงสมัยที่พระพุทธเจ้า ได้ทรงทำนายพระสุบิน(ความฝัน) ให้พระเจ้าปเสนทิโกศล จำนวน 16 ข้อ ว่ามีความหมายอย่างไร ดังนี้
วันหนึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศล ผู้ครองกรุงสาวัตถี ได้เสด็จเข้าสู่นิทรารมย์ในราตรีกาล ครั้นล่วงปัจฉิมยามใกล้รุ่ง ได้ทอดพระเนตรเห็น พระสุบินนิมิตอันใหญ่หลวง ถึง 16 ประการ อันเป็นพระสุบินที่แปลกประหลาด จึงทรงตกพระทัยตื่นบรรทม และครั้นรุ่งเช้า ก็ได้ให้พวกพราหมณ์ปุโรหิตประจำราชสำนักทำนาย พวกพราหมณ์ปุโรหิต ก็พากันทำนายว่าเป็นพระสุบินที่ร้าย และว่าพระองค์จะต้องประสบภัยอันตราย 3 ประการ ไม่เสียราชทรัพย์ ก็จะมีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน หรือไม่ก็ต้องสวรรคต อย่างใดอย่างหนึ่ง และแนะให้พระองค์ทำพิธีบูชายัญสัตว์ เพื่อสะเดาะห์เคราะห์ เมื่อพระนางมัลลิกา พระมเหสีทราบเรื่องเข้า จึงทูลให้ไปขอคำแนะนำจากพระพุทธเจ้า ซึ่งพระพุทธองค์ก็ได้ทรงทำนายว่า เหตุร้ายนั้นจะมีแน่นอน เพียงแต่มิใช่เกิดแก่พระเจ้าปเสนทิโกศล หรือแว่นแคว้นของพระองค์ แต่เหตุร้ายเหล่านี้จะเกิดแก่สัตว์โลกทั่วๆ ไป และแก่พระศาสนาของพระพุทธองค์ในภายภาคหน้า เมื่อล่วงเลยพุทธกาลไปแล้ว 2500 ปี เมื่อศาสนาเสื่อมลง (กล่าวกันว่า อายุของพุทธศาสนาในกัลป์นี้ ยืนยาวเพียง 5,000 ปี หลังจากนั้น ต้องรอยุคของพระศรีอาริยเมตตไตรย์ พระพุทธเจ้าองค์ต่อไปเสด็จมาโปรดสัตว์)
การกลัวว่าจะมีดาวนั้นดาวนี้ชนโลกแตก จึงไม่น่ากลัวแต่อย่างใด ถ้าเราดำรงชีวิตด้วยสติ พระพุทธเจ้าก็ได้ทรงพยากรณ์ไว้

ความฝันของพระเจ้าปเสนทิโกศล และคำทำนายของพระพุทธเจ้าทั้ง 16 ประการ ประกอบด้วย

1. ทรงฝันว่า มีโคตัวผู้สีเหมือนดอกอัญชัญ 4 ตัว ต่างคิดจะชนกัน ก็พากันวิ่งมาสู่ท้องพระลานหลวงจาก 4 ทิศ ฝูงชนต่างรอดู โคทั้งสี่ก็ส่งเสียงคำรามลั่น แต่แล้วต่างก็ถอยออกไป ไม่ชนกัน -
พระพุทธเจ้าได้ทรงทำนายว่า ในอนาคตในชั่วศาสนาของพระองค์ เมื่อโลกหมุนไปถึงจุดที่เสื่อมลง มนุษย์ไม่ตั้งอยู่ในศีลในธรรม ฝนฟ้าจักแล้ง ทุพภิกขภัยจักเกิดขึ้น คล้ายเมฆตั้งเค้าจะมีฝน มีเสียงคำรามกระหึ่ม แต่แล้วก็ไม่ตก กลับเลยหายไป เหมือนโคตั้งท่าจะชนกัน แต่ไม่ชนกันฉะนั้น

2. ทรงฝันว่า ต้นไม้เล็กๆ และกอไผ่ที่โตเพียงคืบบ้าง ศอกบ้าง ก็ออกดอกออกผลแล้ว -
พระพุทธองค์ทรงทำนายว่า ต่อ ไปเมื่อโลกเสื่อม มนุษย์แม้จะมีอายุเยาว์ มีวัยยังไม่สมบูรณ์ก็จะมีราคะกล้า และสมสู่กันตั้งแต่อายุยังน้อย และจะมีลูกแต่เด็กๆ เหมือนต้นไม้เล็กๆ แต่ก็มีผลแล้ว

3. ทรงฝันว่า ทรงเห็นแม่โคใหญ่ๆ พากันดื่มนมของฝูงลูกโคที่เพิ่งเกิด -
ทรงทำนายว่า ต่อไปในอนาคตการเคารพนบนอบผู้ใหญ่ เช่น พ่อแม่ ครูบาอาจารย์จะเสื่อมถอย คนเฒ่าคนแก่พ่อแม่เมื่อหมดที่พึ่ง หาเลี้ยงตนไม่ได้ ก็ต้องง้อ ต้องประจบเด็กๆ ดังที่แม่โคที่ต้องกินนมลูกโคฉะนั้น

4. ทรงฝันว่าผู้คนไม่ใช้วัวตัวใหญ่ ที่สมบูรณ์แข็งแรงเทียมแอกลากเกวียน กลับไปใช้โครุ่นๆ ที่ยังปราศจากกำลังมาลาก เมื่อมันลากเกวียนให้แล่นไม่ได้ มันก็สลัดแอกนั้นเสีย -
ทรงทำนายว่า ในภายหน้าเมื่อผู้มีอำนาจไม่ตั้งอยู่ในธรรม แทนที่จะยกย่องและมอบหมายหน้าที่ ให้กับผู้มีสติปัญญา ความรู้ กลับไปมอบยศศักดิ์ให้กับคนหนุ่มที่อ่อนหัด ด้อยประสบการณ์ ทำให้ปฏิบัติหน้าที่ได้ไม่ดี กิจการต่างๆ ก็ไม่สำเร็จ ก็เหมือนใช้โครุ่นมาเทียมแอก เกวียนก็แล่นไม่ได้ฉันใด ก็ฉันนั้น

5. ทรงฝันว่าเห็นม้าตัวหนึ่ง มีปากสองข้าง ฝูงชนก็เอาหญ้าไปป้อนที่ปากทั้งสองข้าง มันก็กินทั้งสองข้าง -
ทรงทำนายว่า ในอนาคตเมื่อผู้บริหาร หรือผู้มีอำนาจไม่ดำรงอยู่ในธรรม ตั้งคนพาล หรือคนไม่มีศีลธรรมไว้ในตำแหน่งอันมีผลต่อผู้อื่น คนเหล่านั้นก็จะไม่นึกถึงบาปบุญ คุณโทษ แต่จะตัดสินคดีต่างๆ ตามแต่ใจชอบ โดยเอาสินบนจากทั้งสองฝ่ายเป็นประมาณ ดังม้าที่กินหญ้าทั้งสองปาก

6. ทรงฝันว่าฝูงชนเอาถาดทองราคาแพง ไปให้หมาจิ้งจอกแก่ตัวหนึ่ง พร้อมเชื้อเชิญให้หมาจิ้งจอกตัวนั้น ถ่ายปัสสาวะใส่ถาดทองนั้น -
ทรงทำนายว่า ต่อไปคนดีมีสกุลทั้งหลายจะสิ้นอำนาจวาสนา คนตระกูลต่ำ หรือคนพาลจะได้เป็นใหญ่เป็นโต และคนมีตระกูล ก็จะต้องยกลูกสาว ให้แก่ผู้ไร้ตระกูลเหล่านั้น เหมือนเอาถาดทองไปให้หมาปัสสาวะรด

7. ทรง ฝันว่า มีชายคนหนึ่งนั่งฟั่นเชือก แล้วหย่อนไปในที่ใกล้เท้า แม่หมาจิ้งจอกโซตัวหนึ่ง นอนอยู่ใต้ตั่งที่บุรุษนั้นนั่งอยู่ แล้วก็กัดกินเชือกนั้น โดยที่เขาไม่รู้ตัว -
ทรงทำนายว่า ในกาลข้างหน้า ผู้หญิงจะเหลาะแหละ โลเล ลุ่มหลงในสุรา เอาแต่แต่งตัว เที่ยวเตร่ ประพฤติทุศีล แล้วก็จะเอาทรัพย์ที่สามีหาได้ด้วยความลำบากไปใช้ หรือให้ชายชู้ เหมือนนางหมาโซที่นอนใต้ตั่ง คอยกัดกินเชือกที่เขาฟั่น และหย่อนลงไว้ใกล้เท้า

8. ทรงฝันว่ามีตุ่มน้ำเต็มเปี่ยมตุ่มหนึ่งวางอยู่ตรงประตูวัง แวดล้อมด้วยตุ่มว่างๆ เป็นอันมาก แต่คนก็ยังไปตักน้ำใส่ตุ่มที่เต็มอยู่ จนล้นแล้วล้นอีก โดยไม่เหลียวแลจะตักใส่ตุ่มที่ว่างๆ นั้นเลย -
ทรงทำนายว่า ใน อนาคต เมื่อศาสนาเสื่อม คนเป็นใหญ่หรือมีอำนาจ จะเบียดเบียนหรือเอาเปรียบผู้ด้อยกว่า คนที่รวยอยู่แล้ว ก็จะมีคนจนหารายได้ ไปส่งเสริมให้รวยยิ่งขึ้น ดังฝูงชนที่ต้องตักน้ำใส่ตุ่มใหญ่ที่เต็มอยู่แล้วจนล้น ส่วนตุ่มที่ว่างอยู่กลับไม่ไปใส่น้ำ

9. ทรงฝันเห็นสระแห่งหนึ่ง มีบัวนานาชนิดขึ้นอยู่เต็ม และมีท่าขึ้นลงโดยรอบ สัตว์ต่างๆ ก็พากันดื่มน้ำในสระ แต่แทนที่น้ำบริเวณที่สัตว์เหยียบย่ำจะขุ่น กลับใสสะอาด ส่วนน้ำที่อยู่ลึกกลางสระที่สัตว์ไม่ไปดื่มหรือ เหยียบย่ำแทนที่จะใส กลับขุ่นข้น -
ทรงทำนายว่า ต่อไป เมื่อคนมีอำนาจไม่ตั้งอยู่ในธรรม ขาดเมตตา คอยใช้อำนาจ รีดนาทาเร้นหรือกินสินบน ชาวบ้านชาวเมือง ก็จะหนีไปอยู่ตามชายแดนหรือที่อื่นๆ ทำให้ที่นั้นๆ ที่คนพากันไปอยู่มีความมั่นคงเป็นปึกแผ่น เหมือนน้ำรอบๆ สระที่ใส ส่วนเมืองหลวงกลับว่างเปล่า เหมือนกลางสระที่ขุ่น

10. ทรงฝันว่า เห็นข้าวที่คนหุงในหม้อใบเดียวกัน สุกไม่เท่ากัน โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ ข้าวแฉะ ข้าวดิบ และข้าวสุกดี -
ทรงทำนายว่า ในอนาคต เมื่อคนทั้งหลายไม่อยู่ในศีลในธรรมกันมากขึ้น ก็จะทำให้ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล หรือตกไม่ทั่วถึง ทำให้การเพาะปลูกบางแห่งได้ผล บางแห่งก็ไม่ได้ผล เช่นเดียวกับข้าวที่มีสุกบ้าง ดิบบ้าง และแฉะบ้าง

11. ทรงฝันว่าคนนำแก่นจันทน์ที่มีราคาแพง ไปแลกกับเปรียงเน่า (อ่านว่า เปฺรียง มี 3 ความหมาย คือ 1. นมส้มผสมน้ำแล้วเจียวให้แตกมัน 2.น้ำมันจากไขข้อวัว และ 3.เถาวัลย์เปรียง แต่ในที่นี้น่าจะหมายถึงเถาวัลย์เปรียง เทียบกับแก่นจันทน์ที่เป็นไม้เหมือนกันมากกว่า 2 ความหมายแรก) -
ทรงทำนายว่า กาลภายหน้า พระภิกษุอลัชชีเห็นแก่ได้ทั้งหลาย แทนที่จะนำธรรมะ ที่พระพุทธองค์สอน ไปสอนสั่งให้คนหลุดพ้นจากความทุกข์ และละความโลภ กลับใช้เป็นเครื่องมือเพื่อหากิน หาปัจจัยบริจาคเข้าตัวเอง เหมือนเอาแก่นจันทน์ (ธรรมะคำสอนที่ดี) ไปแลกเอาเถาวัลย์เน่า (ลาภอามิสที่ได้รับมา ซึ่งไม่จีรังและไม่ช่วยให้พ้นทุกข์จริงๆ ได้)

12. ทรงฝันเห็นกระโหลกน้ำเต้าจมน้ำได้ -
ทรงทำนายว่า ต่อไปคำพูดของคน ที่ไม่ควรจะได้รับความเชื่อถือ กลับจะได้รับความเชื่อถือ โดยเปรียบถ้อยคำของคนที่ไม่น่าเชื่อว่ามีน้ำหนักเบาเหมือนกับผลน้ำเต้า ซึ่งปกติจะลอยน้ำ แต่เมื่อคนเชื่อว่าคำพูดเหล่านั้นมีน้ำหนัก หรือหนักแน่น จึงเปรียบคำพูดนั้นว่ามีน้ำหนัก ราวกับน้ำเต้าที่จมน้ำได้

13. ทรงฝันว่าศิลาแท่งทึบขนาดเรือน ลอยน้ำได้เหมือนเรือ -
ทรงทำนายว่า ถ้อย คำของคนที่ควรได้รับการเชื่อถือ ซึ่งหนักแน่น มีน้ำหนักเปรียบประดุจแท่งศิลา กลับไม่ได้รับความเชื่อถือ หรือกลายเป็นถ้อยคำที่ไม่มีน้ำหนักเหมือน เรือที่ลอยได้ ข้อนี้ตรงกันข้ามกับข้อที่แล้ว คือ คนหันไปเชื่อคำพูดคนที่ไม่ควรเชื่อ เหมือนสิ่งที่ควรลอยกลับจม สิ่งที่ควรจมกลับลอย

14. ทรงฝันว่า ทรงเห็นฝูงเขียดตัวเล็กๆ วิ่งไล่กวดงูเห่าตัวใหญ่ และกัดเนื้องูเห่าขาดเหมือนกัดก้านบัว แล้วกลืนกินเข้าไป -
ทรงทำนายว่า เมื่อมนุษย์ปล่อยตัวปล่อยใจตามกิเลส ราคะ สามีจะตกอยู่ในอำนาจของเมียเด็ก และจะถูกดุด่าว่ากล่าวเช่นเดียวกับคนรับใช้ เหมือนเขียดตัวเล็กๆ แต่กลับกินงูได้

15. ทรงฝันว่า ฝูงพญาหงส์ทอง พากันเข้าไปแวดล้อมกา -
ทรงทำนายว่า ในอนาคตผู้มีตระกูลต้องไปเที่ยวประจบ และสวามิภักดิ์ต่อผู้ไม่มีตระกูล เหมือนหงส์ทองพากันเข้าไปแวดล้อมกา

16. ทรงฝันว่า ฝูงแกะพากันไล่กวดฝูงเสือเหลือง และกัดกิน ทำให้เสืออื่นๆ สะดุ้งกลัว จนต้องหนีไปแอบซ่อนตัวจากฝูงแกะ -
ทรงทำนายว่า ต่อไปภายหน้า คนชั่ว หรือคนที่ไม่ดีจะเรืองอำนาจ และใช้อำนาจเป็นธรรม ทำให้คนดีถูกทำร้าย หรือไม่ได้รับความเป็นธรรม ต้องหลบหนี ซ่อนตัวจากภัยร้ายเหล่านี้ เหมือนเสือซ่อนตัวจากแกะ

เมื่อพิจารณา ความฝัน จะเห็นว่าหลายข้อในความฝัน เป็นสิ่งที่ผิดไปจากธรรมชาติ เช่น แม่โคกินนมลูกโค ม้าสองปาก เขียดกินงู และแกะกินเสือ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ล้วนมีนัยอันไปสู่พุทธทำนายทั้งสิ้น หลายคนอาจจะสงสัยว่า พระเจ้าปเสนทิโกศล กษัตริย์ในสมัยพุทธกาล ทำไมฝันได้ไกลไปถึงอนาคต อันไม่เกี่ยวข้องกับพระองค์ได้ถึงเพียงนี้ ผู้เขียนเชื่อว่าคงเป็นเพราะเทวดาดลใจ ให้พระองค์ฝันแปลกประหลาด เพื่อพระบรมศาสดาจะได้ฝาก “พุทธทำนาย” เป็นคำพยากรณ์อันอมตะไว้ เป็นเครื่องเตือนสติ ให้มนุษย์โลกได้ตระหนัก และระมัดระวังภัยพิบัตินานัปการ ที่จะเกิดขึ้นในภายหน้า หลังจากที่พระพุทธองค์ดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว เพราะคงเล็งเห็นด้วยญาณวิเศษแล้วว่า นับวันคนเราก็จะห่างไกลจากหลักธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ จนเป็นเหตุให้มนุษย์มุ่งทำลาย เอารัดเอาเปรียบทั้งเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง และสิ่งแวดล้อมรอบตัว เพื่อกอบโกยไปบำรุงบำเรอกิเลสแห่งตน โดยขาดความรัก ความเมตตาต่อกัน จึงทำให้คนเห็นแก่ตัว และมีผลให้สภาพแวดล้อม ธรรมชาติแปรปรวนไปหมด

ในปัจจุบัน เหตุการณ์หลายๆ อย่างที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ เช่น ฝนแล้ง อันทำให้เพาะปลูกได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง ปัญหาเรื่องศีลธรรมและจริยธรรม เช่น เด็กและเยาวชนแก่แดดขึ้น มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยเพิ่มขึ้น ลูกขาดความกตัญญู และความเคารพยำเกรงต่อพ่อแม่ อลัชชีหรือพระทุศีลมีมากขึ้น ชายแก่ตกอยู่ในอำนาจเมียเด็ก หรือปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม เช่น คนขาดความรู้ประสบการณ์ ได้รับแต่งตั้งให้ปกครองบ้านเมืองเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้มีอำนาจรับสินบน ก็มีให้เห็นอยู่ทั่วไป คนรวยยิ่งรวยเพราะมีช่องทาง และโอกาสเอาเปรียบคนจน เหมือนตุ่มใหญ่ที่คนตักน้ำไปใส่จนเต็มแล้วเต็มอีก แล้วปล่อยตุ่มเล็กให้ว่างเปล่า ตัวอย่างเหล่านี้ ล้วนไม่พ้นคำพยากรณ์ที่ทรงทำนาย บอกแก่พระเจ้าปเสนทิโกศลว่า จะเกิดขึ้นในอนาคตของสมัยโน้น ก็คือ สมัยนี้หรือปัจจุบันนั่นเอง

พุทธทำนาย ภัยพิบัติโลก

สึนามิ ญี่ปุ่น ภาพจากอินเตอร์เน็ต

อย่าง ไรก็ดี ก็ยังมีพุทธทำนาย เพิ่มเติมที่มีผู้ถอดความจากศิลาจารึก เชตมหาวิหาร สวนมฤคทายวัน ประเทศอินเดีย ความว่า พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสกับพระอานนท์ว่า

“....เมื่อศาสนาตถาคตล่วงเลยไปถึงกึ่งพุทธกาล สัตว์โลกทั้งหลายที่เกิดในยุคนั้น จะพบกับความลำบากทุกชาติทุกศาสนา ตามธรรมชาติอันหมุนเวียนของโลก ที่หมุนเวียนไปใกล้ความแตกทำลาย แผ่นดินแผ่นน้ำจะลุกเป็นไฟ มนุษย์และสัตว์จะได้รับภัยพิบัติสารพัดทั่วทิศ คนในสมัยนั้น(ปัจจุบัน) จะมีวิสัยโหดดุจกำเนิดจากสัตว์ป่าอำมหิต จะรบราฆ่าฟันกันถึงเลือดนองแผ่นดินแผ่นน้ำ ส่วน เวไนยสัตว์ผู้ขวนขวายในกุศลตามวัจนะของตถาคต ก็จะระงับร้อนไม่รุนแรง บ้านเมืองใดมีความเคารพยำเกรงในพระรัตนตรัย และคุณบิดามารดา เหตุร้ายภัยพิบัติจักเบาบาง แต่ก็จะหนีกฎธรรมชาติไม่พ้น...ในระยะ นั้นศาสนาของตถาคตเสื่อมลงมาก เพราะพุทธบริษัทไม่ตั้งอยู่ในศีลธรรม เชื่อคำของคนโกง กล่าวคำเท็จ ไม่เคารพหลักธรรมนิยม คนประจบสอพลอได้รับการเชื่อถือในสังคม ผู้มีศีลธรรมประพฤติชอบ กลับไม่มีคนเคารพยำเกรง พระธรรมจะเริ่มเปล่งแสงรัศ มีฉายส่องโลกอีกวาระหนึ่ง

เมื่อมีธรรมิก ราชโพธิญาณบังเกิดขึ้น อยู่ในความอุปถัมภ์ของพระเถระผู้ทรงธรรมฤทธิ์ ....จะเสด็จมาเสริมสร้างพระศาสนาของตถาคตให้รุ่งเรืองสืบไปอีก 5,000 พระวรรษา… คำทำนายของตถาคตนี้ ย่อมยังเวไนยสัตว์ให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ผู้ใดรู้แล้วไม่เชื่อ นับเป็นกรรมของสัตว์โลกที่ต้องสิ้นสุดไปตามกรรมชั่วของตน ผู้ ใดปรารถนารอดพ้นจากภัยพิบัติ ให้รักษาศีลห้าประการ เจริญเมตตากรุณา ประกอบสัมมาอาชีพ มีใจสันโดษ รู้จักพอ ไม่หลงมัวเมาในอำนาจและลาภยศ ตั้งใจประพฤติตนตามคำสอนของตถาคตให้มั่นคง จึงจะพ้นอันตรายในยุคกึ่งพุทธกาล
นี่คือพุทธ ทำนายที่ทรงตรัสไว้ กว่า 2500 ปีล่วงมาแล้ว ส่วนใครจะเชื่อ จะปฏิบัติหรือไม่อย่างไร ก็คงเป็นไปตามกรรม ของแต่ละคนดังพระพุทธองค์ว่าไว้
ที่สำคัญก็คือ จงตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาทดีที่สุดครับ
*******
เพาะธรรมจาก http://www.lc2u.org/th/know_danger.php
สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม

Thursday, March 15, 2012

เรื่องชาวนา

การพูดถึงชาวนา มีปรากฎ ในพระไตรปิฎก ที่ ค้นและอ่านพจนานุกรม ฯ
โดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) เป็นเรื่องใน
เรื่องชาวนา
 ชาวนาพ้นโทษเพราะอ้างพระศาสดาเป็นพยาน 

ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต


 พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภชาวนาคนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "น ตํ กมฺมํ กตํ สาธุ" เป็นต้น.

               โจรเข้าลักทรัพย์ในตระกูลมั่งคั่ง             
               ได้ยินว่า ชาวนานั้นไถนาแห่งหนึ่งอยู่ในที่ไม่ไกลจากกรุงสาวัตถี. พวกโจรเข้าไปสู่พระนครโดยท่อน้ำ ทำลายอุโมงค์ในตระกูลมั่งคั่งตระกูลหนึ่ง เข้าไปถือเอาเงินและทองเป็นอันมากแล้วก็ออกไปโดยทางท่อน้ำนั่นเอง. โจรคนหนึ่งลวงโจรเหล่านั้น กระทำถุงที่บรรจุทรัพย์พันหนึ่งถุงหนึ่งไว้ที่เกลียวผ้าแล้วไปถึงนานั้น แบ่งภัณฑะกับโจรทั้งหลายเหล่านั้นแล้ว ถือพาเดินไปอยู่ ไม่ได้กำหนดถึงถุงบรรจุทรัพย์พันหนึ่งที่ตกลงจากเกลียวผ้า.

               พระศาสดาทรงเล็งเห็นอุปนิสัยของชาวนา             
               ในวันนั้น เวลาใกล้รุ่ง พระศาสดาทรงตรวจดูสัตวโลก ทรงเห็นชาวนานั้นผู้เข้าไปในภายในข่าย คือพระญาณของพระองค์ แล้วทรงใคร่ครวญอยู่ว่า "เหตุอะไรหนอแล? จักมี" ได้ทรงเห็นเหตุนี้ว่า "ชาวนาคนนี้จักไปเพื่อไถนาแต่เช้าตรู่, แม้พวกเจ้าของภัณฑะไปตามรอยเท้าของโจรทั้งหลายแล้ว เห็นถุงที่บรรจุทรัพย์พันหนึ่งในนาของชาวนานั้น แล้วก็จักจับชาวนานั่น, เว้นเราเสีย คนอื่นชื่อว่าผู้เป็นพยานของชาวนานั้นจักไม่มี, แม้อุปนิสัยแห่งโสดาปัตติมรรคของชาวนานั้นก็มีอยู่, เราไปในที่นั้น ย่อมควร."
               ฝ่ายชาวนานั้นไปเพื่อไถนาแต่เช้าตรู่.
               พระศาสดามีพระอานนทเถระเป็นปัจฉาสมณะ ได้เสด็จไปในที่นั้นแล้ว. ชาวนาเห็นพระศาสดาแล้ว ไปถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วเริ่มไถนาอีก. พระศาสดา ไม่ตรัสอะไรๆ กับเขา เสด็จไปยังที่ๆ ถุงบรรจุทรัพย์พันหนึ่งตก ทอดพระเนตรเห็นถุงนั้นแล้ว จึงตรัสกะพระอานนทเถระว่า "อานนท์ เธอเห็นไหม อสรพิษ."
               พระอานนทเถระทูลว่า "เห็น พระเจ้าข้า อสรพิษร้าย."
               ชาวนาได้ยินถ้อยคำนั้นคิดว่า "ที่นี้เป็นที่เที่ยวไปในเวลาหรือมิใช่เวลาแห่งเรา, ได้ยินว่า อสรพิษมีอยู่ในที่นั่น" เมื่อพระศาสดาตรัสคำมีประมาณเท่านั้นหลีกไปแล้ว, จึงถือเอาด้ามปฏักเดินไปด้วยตั้งใจว่า "จักฆ่าอสรพิษนั้น" เห็นถุงบรรจุทรัพย์พันหนึ่ง แล้วคิดว่า "คำนั้น จักเป็นคำอันพระศาสดาตรัสหมายเอาถุงบรรจุทรัพย์พันหนึ่งนี้" จึงถือถุงบรรจุทรัพย์พันหนึ่งนั้นกลับไป เพราะความที่ตนเป็นคนไม่ฉลาด จึงซ่อนมันไว้ในที่สมควรแห่งหนึ่ง กลบด้วยฝุ่นแล้ว เริ่มจะไถนาอีก.

               ชาวนาถูกจับไปประหารชีวิต             
               แม้พวกมนุษย์ เมื่อราตรีสว่างแล้ว เห็นกรรมอันพวกโจรกระทำในเรือน จึงเดินตามรอยเท้าไป ถึงนานั้นแล้ว เห็นที่ๆ พวกโจรแบ่งภัณฑะกันในนานั้น ได้เห็นรอยเท้าของชาวนาแล้ว. มนุษย์เหล่านั้นไปตามแนวรอยเท้าของชาวนานั้น เห็นที่แห่งถุงทรัพย์ที่ชาวนาเก็บเอาไว้ คุ้ยฝุ่นออกแล้ว ถือเอาถุงทรัพย์ คุกคามว่า "แกปล้นเรือนแล้ว เทียวไปราวกับไถนาอยู่" โบยด้วยท่อนไม้ นำไปแสดงแก่พระราชาแล้ว.
               พระราชาทรงสดับความเป็นไปนั้นแล้ว จึงรับสั่งให้ประหารชีวิตชาวนานั้น. พวกราชบุรุษมัดชาวนานั้นให้มีแขนไพล่หลัง เฆี่ยนด้วยหวาย นำไปสู่ตะแลงแกงแล้ว.
               ชาวนานั้นถูกราชบุรุษเฆี่ยนด้วยหวาย ไม่กล่าวคำอะไรๆ อื่น กล่าวอยู่ว่า
                         เห็นไหม อานนท์ อสรพิษ,
                         เห็น พระเจ้าข้า อสรพิษร้าย.
               เดินไปอยู่.
               ครั้งนั้น พวกราชบุรุษถามเขาว่า "แกกล่าวถ้อยคำของพระศาสดาและพระอานนทเถระเท่านั้น, นี่ชื่ออะไร?" เมื่อชาวนาตอบว่า "เราเมื่อได้เฝ้าพระราชาจึงจักบอก" จึงนำไปสู่สำนักของพระราชา กราบทูลความเป็นไปนั้นแด่พระราชาแล้ว.

               ชาวนาพ้นโทษเพราะอ้างพระศาสดาเป็นพยาน             
               ลำดับนั้น พระราชาตรัสถามชาวนานั้นว่า "เพราะเหตุไร เจ้าจึงกล่าวดังนั้น?" แม้ชาวนานั้นกราบทูลว่า "ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์ไม่ใช่โจร" แล้วก็กราบทูลเรื่องนั้นทั้งหมดแด่พระราชา จำเดิมแต่กาลที่ตนออกไปเพื่อต้องการจะไถนา.
               พระราชาทรงสดับถ้อยคำของชาวนานั้นแล้ว ตรัสว่า "พนาย ชาวนานี้อ้างเอาพระศาสดาผู้เป็นบุคคลเลิศในโลกเป็นพยาน, เราจะยกโทษแก่ชาวนานี่ยังไม่สมควร, เราจักรู้สิ่งที่ควรกระทำในเรื่องนี้" ดังนี้แล้ว ทรงพาชาวนานั้นไปยังสำนักของพระศาสดาในเวลาเย็น
               ทูลถามพระศาสดาว่า "ข้าแต่พระผู้มีพระภาค พระองค์ได้เสด็จไปสู่ที่ไถนาของชาวนานั้น กับพระอานนทเถระแลหรือ?"
               พระศาสดา. ขอถวายพระพร มหาบพิตร.
               พระราชา. พระองค์ทอดพระเนตรเห็นอะไรในนานั้น?
               พระศาสดา. ถุงทรัพย์พันหนึ่ง มหาบพิตร.
               พระราชา. ทอดพระเนตรเห็นแล้วได้ตรัสคำอะไร?
               พระศาสดา. คำชื่อนี้ มหาบพิตร.
               พระราชา. พระเจ้าข้า ถ้าบุรุษนี้จักไม่ได้กระทำการอ้างบุคคลผู้เช่นกับด้วยพระองค์แล้วไซร้ เขาจักไม่ได้ชีวิต แต่เขากล่าวคำที่พระองค์ตรัสแล้ว จึงได้ชีวิต.
               ไม่ควรทำกรรมที่ให้ผลเดือดร้อนในภายหลัง             
               พระศาสดาทรงสดับพระราชดำรัสนั้นแล้ว ตรัสว่า "ขอถวายพระพร มหาบพิตร แม้ตถาคตกล่าวคำมีประมาณเท่านั้นนั่นเองแล้ว ก็ไป, ความตามเดือดร้อนในภายหลังย่อมมี เพราะกระทำกรรมใด กรรมนั้น ผู้ชื่อว่าเป็นบัณฑิตไม่พึงกระทำ" ดังนี้
               เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-
                         ๘. น ตํ กมฺมํ กตํ สาธุ    ยํ กตฺวา อนุตปฺปติ
                         ยสฺส อสฺสุมุโข โรทํ    วิปากํ ปฏิเสวติ.
                         บุคคลกระทำกรรมใดแล้ว ย่อมเดือดร้อนในภายหลัง
                         เป็นผู้มีหน้าชุ่มด้วยน้ำตา ร้องไห้ เสวยผลของกรรม
                         ใดอยู่ กรรมนั้นอันบุคคลกระทำแล้ว ไม่ดีเลย.

               แก้อรรถ             
               บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า ยํ กตฺวา ความว่า บุคคลกระทำกรรมใด คืออันสามารถจะให้เกิดในอบายภูมิทั้งหลายมีนรกเป็นต้น ได้แก่มีทุกข์เป็นกำไร เมื่อตามระลึกถึง ชื่อว่าย่อมเดือดร้อนในภายหลัง คือย่อมเศร้าโศกในภายหลัง ในขณะที่ระลึกถึงแล้วๆ, กรรมนั้นอันบุคคลกระทำแล้วไม่ดี คือไม่งาม ได้แก่ ไม่สละสลวย.
               สองบทว่า ยสฺส อสฺสุมุโข ความว่า เป็นผู้มีหน้าชุ่มด้วยน้ำตาร้องไห้ ย่อมเสวยผลกรรมใด.
               ในเวลาจบเทศนา อุบาสกชาวนาบรรลุโสดาปัตติผลแล้ว. แม้ภิกษุผู้ประชุมกันเป็นอันมาก ก็บรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล. 
*******
กิ่งธรรมจาก http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=15&p=8

Tuesday, March 13, 2012

นิ่งได้เมื่อใจปล่อยวาง

เพาะธรรม
นิ่งได้เมื่อใจปล่อยวาง
  โดย ภาวัน
 นิตยสาร IMAGE  


       เด็กสาวเป็นทุกข์ทุกครั้งที่เห็นหน้าตัวเองในกระจก สิวสิบกว่าเม็ดโดดเด่นเหมือนดอกดวงคอยประจานผู้เป็นเจ้าของ ซ้ำยังทรหดอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะใช้ยาหรือครีมทาหน้าชนิดใด มันก็ไม่เคยสะทกสะท้านเลย ระยะหลังมันตามหลอกหลอนเธอไปทุกที่ ทำให้เธอรู้สึกอับอายอย่างยิ่งเวลาอยู่ต่อหน้าผู้คน ไม่ว่าไปทางไหนใครต่อใครก็ดูเหมือนจะเพ่งจ้องที่ใบหน้าเธอราวกับเป็นตัว อัปลักษณ์ ยิ่งเห็นเพื่อน ๆ มีแฟนแต่เธอกลับไร้คู่ ก็ยิ่งรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ จนบางครั้งเธออยากจะตายให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย
        เขาเป็นคนใฝ่ธรรม ให้ทานและรักษาศีลอยู่เป็นนิจ ไม่เคยคดโกงใคร ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นอยู่เสมอโดยไม่เคยหวังประโยชน์ตอบแทน แต่เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมการปฏิบัติธรรมของเขาจึงไม่เจริญก้าวหน้า เวลานั่งสมาธิแทนที่จะได้ความสงบ จิตกลับฟุ้งซ่านกวัดแกว่งหาไม่ก็ตึงเครียดหนักอึ้ง สภาพเช่นนี้เนิ่นนานมาเป็นปีแล้ว เขามั่นใจว่าบุญกุศลที่เขาบำเพ็ญนั้นเหนือกว่าคนทั่วไปมากนัก แต่เหตุใดจึงไม่ช่วยให้เขาได้พบความสงบใจเลย ยิ่งเห็นคนอื่นก้าวหน้าในการปฏิบัติ เขาก็ยิ่งรู้สึกท้อแท้และน้อยเนื้อต่ำใจ ระยะหลังเขาแทบหมดอาลัยตายอยากกับชีวิต
        มองในแง่ของทัศนคติและวิถีชีวิต ทั้งสองคนไม่มีอะไรเหมือนกันเลยเด็กสาวสนใจรูปลักษณ์และแคร์สายตาของผู้อื่น ส่วนเขาเป็นคนที่สนใจธรรมะและเข้าใจสาระของชีวิต แต่ในด้านภาวะอารมณ์แล้ว ทั้งสองคนแทบไม่แตกต่างกันเลย คือต่างทุกข์ทรมานด้วยกันทั้งคู่ อีกทั้งยังทุกข์เกินกว่าเหตุ คนหนึ่งทุกข์เพราะสิว อีกคนทุกข์เพราะไม่สมหวังกับการทำสมาธิ สาเหตุทั้งสองประการแม้จะแตกต่างกันมาก แต่ก็ดูเล็กน้อยพอ ๆ กันเมื่อเทียบกับคนที่กำลังทุกข์เพราะหิวโหย เจ็บปวดเพราะโรคมะเร็ง ร้อนใจเพราะล้มละลาย หรือโศกเศร้าที่สูญเสียลูกน้อย
       ถึงเป็นสิวแต่ก็ยังเป็นสุขอยู่ได้มิใช่หรือหากใจไม่หวนคิดถึงมัน ปฏิบัติธรรมไม่ก้าวหน้าแต่ชีวิตก็ใช่ว่าพิกลพิการ อย่างน้อยเขาก็ยังสามารถมีความสุขกับการให้ทานรักษาศีล ชีวิตยังมีสิ่งดี ๆ อีกมากมายให้เขาชื่นชม ขอเพียงแต่เปิดใจรับรู้สิ่งที่อยู่รอบตัวเท่านั้น น่าแปลกก็ตรงที่เขาปฏิบัติธรรมก็เพื่อความสุขที่ลึกซึ้ง แต่ไป ๆ มา ๆ เขากลับทุกข์ยิ่งกว่าคนที่ไม่ได้ปฏิบัติธรรมเสียอีก
        อะไรทำให้คนสองคนซึ่งมีวิถีชีวิตแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่กลับมีความเดือดเนื้อร้อนใจเหมือน ๆ กัน คำตอบก็คือใจที่ยึดติดถือมั่นนั่นเอง ทั้งสองคนแม้มีความคาดหวังต่างกัน แต่ก็ยึดมั่นในความคาดหวังนั้นเหมือนกัน ดังนั้นเมื่อการณ์ไม่เป็นไปตามใจหวัง จึงเป็นทุกข์อย่างยิ่ง ลงได้ยึดติดถือมั่นเรื่องใดแล้ว เรื่องนั้นแม้จะเล็กแค่ไหน ก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งหากไม่เป็นดั่งใจก็ทำให้ทุกข์ทรมาน จนอาจคิดสั้นก็ได้ จึงไม่น่าแปลกใจที่เด็กเรียนดีปัญญาเลิศ แต่เมื่อสอบได้เกรดไม่ถึง ๔ จึงคิดสั้นเช่นเดียวกับเด็กที่ผิดหวังเพราะแม่ไม่ซื้อโทรศัพท์มือถือให้
         ความทุกข์ที่เกิดขึ้นในยามพบกับความผิดหวังนั้น หากทำใจยอมรับหรือปล่อยวางได้ มันก็ไม่มีพิษสงมากนัก แต่ส่วนใหญ่แล้วผู้คนมักหมกมุ่นครุ่นคิดกับเหตุการณ์ที่ไม่เป็นดั่งใจ ยิ่งคิดก็ยิ่งทุกข์ และยิ่งทุกข์ก็ยิ่งลืมตัว จึงจมจ่อมอยู่กับเรื่องนั้น จิตจึงถลำดิ่งเข้าไปในกองทุกข์ลึกขึ้นจนถอนออกมาได้ยาก กินก็ทุกข์ นอนก็ทุกข์ ใครที่เจอแบบนี้นาน ๆ ย่อมไม่รู้ว่าจะอยู่ดูโลกนี้ต่อไปทำไม แต่หากสามารถฟันฝ่าอารมณ์ดังกล่าวออกมาได้ เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก แล้วย้อนกลับไปคิดถึงเหตุการณ์ดังกล่าว หลายคนอดแปลกใจไม่ได้ว่าเหตุใดตอนนั้นตนเองจึงเป็นทุกข์กับมันมากนัก ในเมื่อไม่ใช่เป็นเรื่องใหญ่โตอะไรเลย
         หากคุณทุกข์อย่างหัวปักหัวปำด้วยเรื่องอะไรก็แล้วแต่ ลองตั้งสติและหันมาดูใจของตนว่าเป็นเพราะคุณหมกมุ่นครุ่นคิดกับเรื่องนั้นมากเกินไปหรือเปล่า ลองปล่อยวาง ไม่เก็บเอามาคิดสักช่วงหนึ่ง ถ้าว่างนักก็หางานมาทำ ถึงเวลานอนก็นอนจริง ๆ คุณอาจรู้สึกดีขึ้น และถ้าจะให้ดีกว่านั้น ลองลดความคาดหวังดูบ้าง ยอมรับสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น คุณจะพบว่าจิตนิ่งขึ้น และดิ้นน้อยลง
        จะว่าไปแล้วความทุกข์นั้นมิได้มาจากไหน แต่มาจากใจที่ดิ้นรนขัดขืนเพราะไม่ยอมรับความจริงนั่นเอง 
*******
เพาะธรรมจาก  http://www.visalo.org

Monday, March 12, 2012

พุทโธ จากร้าย... กลายเป็นดี

พุทโธ จากร้าย... กลายเป็นดี
 สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
                                            *************
ที่ท่านสอนให้ท่อง “พุทโธ” ก็ตาม
ให้ดูลมหายใจเข้าออกก็ตาม
นั่นคือการสอนเพื่อให้ใจไม่วุ่นวาย ซัดส่าย


เป็นวิธีที่จะให้ผลแท้จริงอย่างแน่นอน
ไม่ว่าจะเผชิญกับความยากลำบากอย่างใด
ให้มั่นใจว่าการทำให้ความยากลำบากนั่นคลี่คลาย


จะต้องกระทำ เมื่อจิตใจสงบเยือกเย็นเท่านั้น  
ใจที่เร่าร้อน... ไม่อาจนึกคิดให้ปลอดโปร่งได้ 
ใจที่เร่าร้อน... ไม่อาจช่วยให้ร้ายกลายเป็นดีได้
                       ******* 
กิ่งธรรมจาก  http://www.dhammajak.net

ปฏิบัติถูกต้องตามพระองค์จะพ้นเกิด แก่ เจ็บ ตาย

เพาะธรรม
 
ปฏิบัติถูกต้องตามพระองค์จะพ้นเกิด แก่ เจ็บ ตาย
 โดยพุทธทาสภิกขุ


         ท่านทั้งหลายมักจะสวดบทพระพุทธภาษิตครึ่งท่อน เพียงครึ่งท่อนที่ว่า "เรามีความเกิดเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเกิดไปได้, เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้, เรามีความเจ็บเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไปได้, เรามี ความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้", แล้วก็นั่งร้องไห้โฮ ๆ อยู่อย่างนั้น นั้นสวดครึ่งท่อน. พระพุทธเจ้าได้ ตรัสไว้ว่า ถ้าสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ ได้อาศัยตถาคตเป็นกัลยาณมิตรแล้ว สัตว์ที่มีความเกิดเป็นธรรมดา จะพ้นจากความเกิด, สัตว์ที่มีความแก่เป็นธรรมดา จะพ้นจากความแก่, สัตว์ที่มีความตายเป็นธรรมดา จะพ้นจากความเจ็บและความตายเป็นธรรมดา, พ้นหมด ถ้าได้อาศัยพระองค์เป็นกัลยาณมิตร.
          อาศัยพระองค์เป็นกัลยาณมิตรนั้น ต้องหมายความว่าปฏิบัติตามอย่างถูกต้องตามคำสั่งสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคืออริยมรรคมีองค์แปด; แต่ในพระบาลีนั้น ท่านตรัสไว้สมบูรณ์ว่า สัมมัตตะ ๑๐, มีระบบสัมมัตตะ ๑๐ นั่นแหละคือการมี พระองค์เป็นกัลยาณมิตร, ปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘ ในส่วนที่เป็นเหตุเสร็จแล้ว ก็มีผลเกิดขึ้นเป็นสัมมาญาณะและสัมมาวิมุตติ นี้เป็นส่วนผลอีก ๒ องค์ รวมกันทั้ง ๓ องค์เรียกว่าสัมมัตตะ ๑๐, มีระบบสัมมัตตะ ๑๐ เข้ามาแล้ว ก็พ้นจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ทั้งหมดทั้งสิ้น.
          ฉะนั้นขอให้ระลึกถึงข้อนี้ว่า เรามีทางที่จะพ้นจากความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย โดยอาศัยพระพุทธองค์เป็นกัลยาณมิตร; แล้วก็มีการปฏิบัติครบถ้วนตามหลักที่เรียกว่าสัมมัตตะ ๑๐ : มรรคมีองค์ ๘ รู้จักกันดีอยู่แล้ว เป็นความถูกต้องเพียง ๘ ในส่วนปฏิบัติ หรือส่วนที่เป็นเหตุ, ต้องมีส่วนที่เป็นผลอีก ๒ คือ สัมมาญาณะ และ สัมมาวิมุตติ ครบถ้วนทั้ง ๑๐ แล้ว ชื่อว่ามีพระพุทธองค์เป็นกัลยาณมิตรแล้วก็พ้นจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย.
          นี้เป็นหัวใจของพุทธศาสนาโดยตรง โดยเฉพาะและอย่างยิ่ง คือทำให้พ้นจากความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย, ไม่ มีความยึดถือใด ๆ ในสิ่งใด ๆ ว่าเป็นตัวเป็นตน; ส่วนที่เป็นธาตุแต่ละธาตุ ก็ไม่ใช่ตัวตน, ส่วนที่เป็นอายตนะแต่ละอายตนะ ก็มิใช่ตัวตน. ส่วนที่เป็นขันธ์แต่ละขันธ์ ก็มิใช่ตัวตน. นี่เห็นความไม่มีตัวตน เข้าถึงความไม่มีตัวตน อย่างนี้แล้วก็คือว่าเข้าถึงหัวใจแห่งพระศาสนา; นี่คือหลักทั่วไป เป็นหลักชั้นลึกชั้นหัวใจของพระพุทธศาสนา.
*******
กิ่งธรรมจาก  http://www.buddhadasa.org

Wednesday, March 7, 2012

มั่นคงบนวิถีธรรม โดยพระไพศาล วิสาโล

                                                                

มั่นคงบนวิถีธรรม
 โดยพระไพศาล วิสาโล
 สารโกมล มกราคม-กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

         โลกนี้ต้องการคนที่ต่อสู้เพื่อความถูก ต้องมากกว่าคนที่ต่อสู้เพื่อความสำเร็จ ทุกวันนี้มีคนที่ต้องการเป็นฝ่ายชนะเยอะแล้ว ทั่วทุกหนแห่งมีแต่คนที่ต้องการเป็นผู้ชนะมากกว่าคนที่ต้องการทำเพื่อความ ถูกต้อง เราเองก็ต้องระวัง ว่าเราทำเพื่ออะไร เพื่อจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ชนะหรือเปล่า ถ้าเราทำเพื่อต้องการจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ชนะเราก็จะเปลี่ยนข้างได้ง่าย หรือถอนตัวได้ง่ายเมื่อไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นี้จะสำเร็จหรือไม่
         การทำงานเพื่อสังคม เพื่อธรรมชาติ เพื่อสิ่งแวดล้อมจะต้องมีคนคัดค้านเสมอ มีคนเสียผลประโยชน์ขัดขวางเสมอ เราก็ต้องยืนหยัด มั่นคงในความถูกต้อง แต่เราจะทำเช่นนี้ได้ ไม่ใช่เพียงเพราะเราเชื่อมั่นว่าเราทำสิ่งที่ถูกต้องเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะเราไม่หวั่นไหวต่อคำสรรเสริญหรือนินทาด้วย ไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรม โลกธรรมคือสรรเสริญและนินทา ซึ่งไม่เที่ยงทั้งคู่ ได้ยศก็มีเสื่อมยศ ได้ลาภก็มีเสื่อมลาภ ได้รับคำชมก็ต้องมีคนด่าคนที่ต้องการเป็นผู้ชนะเขาต้องการคำสรรเสริญ สิ่งใดถ้าทำแล้วแพ้ไม่ได้รับคำชื่นชมสรรเสริญ เขาก็ถอย หรือว่าถ้าทำแล้วไม่ได้รางวัล ไม่ได้ความมั่งคั่งร่ำรวยเขาก็ไม่เอา แต่สำหรับผู้ที่ยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง จะไม่เอาความสุขฝากผูกติดไว้กับสิ่งเหล่านี้ เพราะเขามีความสุขภายใน

       คนเราถ้าเอาความสุขไปผูกติดกับทรัพย์สมบัติ ชื่อเสียง เกียรติยศ ชีวิตก็จะโลเลไม่มั่นคง เปลี่ยนข้างเปลี่ยนฝั่งได้ง่าย ไม่สามารถที่จะยืนหยัดจนถึงที่สุดได้ แต่คนที่แม้จะถูกนินทา ถูกว่าร้าย หรือยากจน แต่ถ้าเขามีความสุขภายใน เขาก็ยังสามารถยืนหยัดต่อไปได้ เพราะเขามีความสุขภายในเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง ฉะนั้นพวกเราต้องฝึกมาก ๆ เพื่อเข้าถึงความสุขภายใน
          อาตมานึกถึงต้นไม้ ต้นไม้ตอนที่ยังเป็นต้นกล้า เขาต้องอาศัยฝนจากฟ้า ต้องอาศัยคนรดน้ำให้ แต่พอเป็นต้นไม้ใหญ่ รากยิ่งหยั่งลึกเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งมั่นคง และถ้าสามารถหยั่งรากลึกไปถึงตาน้ำใต้ดินได้ เขาก็จะเขียวสะพรั่งตลอดปี เหมือนกับต้นไม้ในเขตป่าดิบแล้งที่เขียวตลอดปีอย่างต้นไม้ที่ภูหลง ซ้ายมือของพวกเรา ที่เขียวตลอดปีได้ก็เพราะว่าเขาสามารถหยั่งรากลึกไปถึงน้ำใต้ดินได้ แต่ถ้าเป็นต้นไม้อื่นที่รอฝนจากฟ้า รอคนรดน้ำ ป่านนี้ก็เหลืองแห้งไปหมดหรือตายไปแล้ว เหมือนกับต้นไม้ที่เราเห็นสองข้างทางขณะที่เดินธรรมยาตรา มีต้นไม้จำนวนมากแห้งตาย ส่วนใหญ่เป็นพืชล้มลุก แต่ต้นไม้จำนวนหนึ่งยังเขียวอยู่ ทนแล้งได้ แม้ฝนไม่ตกก็ยังเขียวได้
          ขอให้เราเป็นเช่นนั้น คือสามารถที่จะยืนหยัดอยู่ได้แม้ว่าสิ่งแวดล้อมจะไม่เป็นใจ เพราะเราสามารถเข้าถึงต้นธารแห่งความสุข ต้นธารแห่งความสุขหรือตาน้ำแห่งความสุขนี้อยู่ในใจเรา ในป่ามีตาน้ำซึ่งเป็นต้นธารของลำห้วย ลำปะทาวและแม่น้ำทั้งปวง ทั้งปิงวังยมน่านก็เกิดจากตาน้ำเล็กๆ ในป่า ในป่ามีตาน้ำ ในใจเราก็มีตาน้ำเหมือนกัน อันเป็นที่มาแห่งความสุขที่เราต้องหยั่งลงไปให้ถึง ถ้าเราหยั่งถึงได้เราก็จะมีความสุข แม้ว่าผู้คนจะไม่เข้าใจเราก็ตาม เมื่อใจเราหยั่งลึกเราก็จะรู้ว่าคุณค่าของชีวิตหรือชีวิตที่ดี ไม่ใช่หมายถึงชีวิตที่ยืนยาว
       คนมักจะเข้าใจว่าชีวิตที่ดี คือชีวิตที่มีอายุยืน แต่สิ่งที่สำคัญกว่าชีวิตที่ยืนยาว คือชีวิตที่มีทั้งความกว้างและความลึก ชีวิตยืนยาวอย่างเดียวไม่พอ ต้องกว้างด้วย กว้างคือมีน้ำใจกว้างขวาง เห็นผู้คนเป็นเพื่อนมนุษย์ ไม่ได้เห็นเป็นศัตรู มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อสรรพสัตว์ นอกจากกว้างแล้วก็ต้องลึกด้วย คือมีความลุ่มลึกทางจิตใจ สามารถจะเข้าถึงความสุขภายในที่อยู่ในจิตใจของเราได้ ถ้ากว้างและลึกแล้ว แม้ชีวิตจะสั้นก็ไม่มีความหมาย
        พระพุทธเจ้าตรัสว่า มีชีวิตวันเดียว แต่อยู่อย่างบัณฑิต มีค่ากว่าการอยู่อย่างอายุยืนยาวเป็นร้อยปี แต่ว่าไม่ได้ทำความดีอะไรเลย เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นว่าเราจะต้องเดินทางไปให้ถึงจุดหมาย อย่างพวกเราหลายคนก็ไม่สามารถจะมาถึงตรงนี้ได้ แต่ว่าสิ่งที่เขาได้ทำขณะที่อยู่ขบวนธรรมยาตรา อาจจะประทับใจเราไปนาน เพราะเขามีน้ำใจ เขาเสียสละ เขานึกถึงผู้อื่น เขายอมลำบากเพื่อเรา อย่างนี้เรียกว่าเขามีความกว้างในจิตใจ และที่เขาทำเช่นนี้ได้ ก็มักเป็นเพราะเขามีความลุ่มลึกในจิตใจด้วย เพราะฉะนั้นถึงแม้เขาจะเดินได้แค่วันสองวัน เขาอาจจะทิ้ง รอยเท้าไว้บนเส้นทางธรรมยาตราแค่ช่วงสั้นๆ แต่เขาได้ทิ้งรอยประทับไว้ในใจเรา ก่อให้เกิดความซาบซึ้งใจ อาจจะมากกว่าหลายคนที่เดินตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย แต่ถ้าคิดถึงแต่ตัวเอง ใจคับแคบ การเดิน ๗-๘วัน ก็มีความหมายน้อยกว่าการเดินเพียงวันเดียว แต่ว่าเต็มไปด้วยน้ำใจ และมากด้วยมิตรภาพ
       เส้นทางชีวิตของเรา จะยาวหรือจะสั้น ไม่มีใครตอบได้ เหมือนกับที่เราได้พูดไปแล้วเมื่อวานว่า ชีวิตของเรานั้นเหมือนกับเทียน เราไม่มีทางรู้หรอกว่า เทียนเล่มนี้จะไหม้จนหมดเชื้อ หรือว่าโดนลมพัดดับไปเสียก่อนทั้ง ๆ ที่ยังมีเชื้อและไขเทียนอยู่ แต่แม้จะเป็นอย่างหลังก็ไม่สำคัญเท่ากับว่า ขณะที่ยังมีเปลวไฟอยู่นั้น เขาให้ความสว่างไสวแค่ไหน หรือเขากลัวว่าเทียนจะหมดเชื้อหมดไขเสียก่อน เลยส่องสว่างน้อยๆ นิดๆ คนที่ไม่กลัวว่าชีวิตจะสั้นแค่ไหน เขาก็เหมือนเทียนที่พร้อมจะให้เปลวไฟสว่างไสว แม้ว่านั่นจะทำให้อายุของเทียนสั้นลงก็ตาม อันนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่อยากจะฝากไว้
        การที่เราสามารถยืนหยัดอย่างถูกต้องได้ นอกจากเป็นเพราะมีความสุขภายในเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ เราต้องมีภูมิต้านทานความทุกข์ด้วย คนเราจะมีความสุขได้อย่างแท้จริง ต้องมีภูมิต้านทานความทุกข์ เพราะคนเรานั้นหนีทุกข์ไม่พ้น ไม่ว่าเราจะร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี หรือพ่อแม่มั่งคั่งร่ำรวย ก็หนีความแก่ ความเจ็บ ความตายไม่พ้น หนีความพลัดพรากสูญเสียไม่พ้น อีกทั้งยังต้องประสบกับการติฉินนินทา การว่าร้าย เราจะมีความสุขภายในและยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้องได้ จึงต้องมีภูมิต้านทานความทุกข์ด้วย
       ภูมิต้านทานความทุกข์มาจากไหน ก็ต้องมาจากการที่เราเจอความทุกข์บ่อยๆ เจอความลำบากบ่อยๆ มันเหมือนกับคนที่มีภูมิต้านทานเชื้อโรค ถามว่าภูมิต้านทานนี้มาจากไหน ก็เพราะเขาเจอเชื้อโรคบ่อยๆ อย่างเด็กชาวบ้านตัวเล็กๆ เขาเล่นดิน คลุกฝุ่น เขาเล่นน้ำ น้ำเข้าปากเขาไม่รู้เท่าไหร่ บางทีน้ำคลองสีดำเข้าปากไป ก็ไม่เป็นอะไร แต่ว่าคนเมืองเดี๋ยวนี้เป็นโรคมือเท้าปากกันมาก เป็นโรคแปลก ๆเยอะแยะเลย ส่วนหนึ่งก็เพราะไม่มีภูมิต้านทานโรค เพราะอยู่กับความสะอาดเกินไป ขณะที่เด็กชนบทหรือเด็กสลัม เขาไม่ค่อยเป็นโรคพวกนี้เท่าไหร่ เพราะเขาเจอเชื้อโรคมาตั้งแต่เล็ก จึงมีภูมิต้านทานโรค พวกเราก็เหมือนกัน เมื่อฉีดวัคซีนเข้าไป เราก็มีภูมิต้านทานโรค วัณโรค ปอดบวม อหิวาต์ จึงทำอะไรไม่ได้ ทำไมภูมิต้านทานจึงเกิดขึ้นได้ วัคซีนคืออะไร ก็คือเชื้อโรคอ่อนๆ นั่นเอง ร่างกายเราต้องเจอเชื้อโรค ถึงจะมีภูมิต้านทานโรค
         ฉันใดก็ฉันนั้นเราต้องเจอความยากลำบาก ถึงจะมีภูมิต้านทานความยากลำบาก ต้องเจอความทุกข์ ถึงจะมีภูมิต้านทานความทุกข์ คนที่พยายามหนีความทุกข์ตลอดเวลา เขาไม่รู้หรอกว่ากำลังพาตัวเองเข้าสู่ความเสี่ยง คือไม่มีภูมิต้านทานความทุกข์ หรือมีน้อย ฉะนั้นเราอย่ากลัวความยากลำบาก บางทีต้องเข้าหาด้วย เพื่อสร้างสมภูมิต้านทานความทุกข์ หวังว่าธรรมยาตราจะมีส่วนช่วยเพิ่มภูมิต้านทานความทุกข์ให้กับเราด้วย เป็นภูมิต้านทานความยากลำบาก อันนี้คือต้นทุนสำคัญ อย่ารู้สึกว่าขาดทุนที่เจอความลำบาก ให้ถือว่านี่เป็นกำไร เพื่อนเขาจะใช้เวลาช่วงนี้ไปเที่ยว ก็เป็นเรื่องของเขา เราใช้เวลาในช่วงนี้มาเจอความยากลำบาก แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ เราจะมีภูมิต้านทานความทุกข์ ซึ่งจะช่วยให้เราเป็นคนสุขง่าย มีความสุขจากภายใน อีกทั้งยังทำให้เราสามารถที่จะมั่นคงในสิ่งที่ถูกต้อง และยืนหยัดไปจนถึงที่สุดได้ 
*******
กิ่งธรรมจาก  http://www.visalo.org