Monday, April 30, 2012

ชีวิตทั้งหมดให้อยู่ด้วยอานาปานสติ

เพาะธรรม เพาะสติ ...
ชีวิตทั้งหมดให้อยู่ด้วยอานาปานสติ

โดย พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก 

   ตราบ ที่ยังมีลมหายใจอยู่ จงอยู่ด้วยอานาปานสติ อย่างพระพุทธเจ้า จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน จะกิน ดื่ม ขับถ่าย ทำครัว ทำความสะอาดบ้าน ขับรถ ทำงานทุกชนิด ให้อยู่กับอานาปานสติ เดินเล่น พักผ่อน ก็ทำอานาปานสติได้ พูดได้ว่า ชีวิตทั้งหมดนี้ให้อยู่ด้วย อานาปานสติ
    เจริญอานาปานสติ เพื่อเป็นการรักษาใจให้เป็นปกติ ให้ใจเป็นศีล โดยเพียงแต่กำหนดรู้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ติดต่อกันอย่างต่อเนื่องและอย่างสม่ำเสมอ ไม่ลืม ไม่เผลอ แม้แต่ขณะที่เห็นรูป ได้ยินเสียง ได้ดมกลิ่น ได้รู้รส ได้สัมผัส
    การกำหนดรู้ ต้องอาศัยจิตใจที่สงบ จึงจะสามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง ก่อนที่จะฝึกอานาปานสติ ต้องพยายามปล่อยวางความคิดต่าง ๆ พยายามทำใจให้นิ่งให้สงบเสียก่อน แม้จะเป็นความสงบเพียงชั่วคราวก็ตาม
    อานาปานสติ ทำได้ในอิริยาบถทั้ง 4 คือ ยืน เดิน นั่ง นอน ให้มีสติระลึกรู้ทุกครั้งที่ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ติดต่อกัน โดยเฉพาะช่วงที่ปรารภความเพียรทำได้ 24 ชั่วโมงในวันหนึ่งทีเดียว หรือเว้นเฉพาะขณะหลับเท่านั้น
    อานาปานสติ สามารถเจริญเป็น สมถกรรมฐาน ให้สมบูรณ์ได้
    อานาปานสติ สามารถเจริญเป็น วิปัสสนากรรมฐาน ให้สติปัฏฐาน 4 สมบูรณ์ ได้
    ในอิริยาบถบางอย่างไม่สะดวกที่จะเจริญอานาปานสติหรือกำหนดรู้ลมหายใจ เช่น ขณะที่กำลังขับรถบนถนน บนทางด่วน เราไม่ต้องกังวล คือไม่ต้องระลึกถึงลมหายใจ แต่ให้อยู่ในหลักอานาปานสติให้ครบถ้วนคือ
    ทำหน้าที่ในปัจจุบันให้ดีที่สุด ปัจจุบัน เป็นสำคัญ
    เรื่องอดีต ไม่สำคัญ ไม่ต้องคิดถึง
    เรื่องอนาคต ไม่สำคัญ ไม่ต้องคิดถึง
    เรื่องคนอื่น ไม่สำคัญเท่าไร โดยเฉพาะความชั่วของคนอื่น อย่าแบก
    ตัวเราเองทำดี ทำถูก นั่นแหละสำคัญที่สุด
    ขอให้ตั้งใจขับรถดีที่สุด อย่าให้เกิดอุบัติเหตุก็ใช้ได้
    ใครจะขับรถไม่ดี ไม่รักษากฎจราจร แซงตัดหน้าเรา เกือบชน เกือบมีอุบัติเหตุก็ตาม น่าโมโหอยู่ แต่ช่างมัน
    เรื่องความชั่วของเขา อย่าให้เราเกิดโมโห อย่าให้ใจเสีย อย่าให้เกิดอุบัติเหตุ
    รักษาใจเป็นปกติ ใจดี แล้วทำหน้าที่ให้ดีที่สุด
    เมื่อเราเจริญอานาปานสติเป็นประจำ เราจะมีสติตลอดเวลา สามารถจัดการกับงานหลายอย่างที่เร่งรัดเข้ามาในเวลาเดียวกันได้ เพราะเมื่อรู้สึกวุ่นวาย สติจะกำกับให้กลับมาที่ลมหายใจทันที โดยอัตโนมัติ จิตจะเริ่มสงบและรับรู้สิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง ทีละอย่าง ทำให้เกิดปัญญาที่จะแก้ไข หรือจัดการกับงานเหล่านั้นให้สำเร็จทีละอย่าง และเมื่องานแล้วเสร็จ สติจะกำกับให้กลับมาที่ลมหายใจทันทีที่ว่างจากงาน เป็นการพักผ่อนด้วยอานาปานสติ

ชีวิตทั้งหมดให้อยู่ด้วยอานาปานสติ
คือ ทำหน้าที่ในปัจจุบันให้ดีที่สุด ด้วยใจ
 อานาปานสติ
* อานะ (อัสสาสะ) คือ ลมหายใจเข้า
* อาปานะ (ปัสสาสะ) คือ ลมหายใจออก
อานะ + อาปานะ คือ อานาปานะ ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก
สติ คือ ความระลึกรู้ การกำหนดรู้ในปัจจุบัน ไม่ใช่การคิด จำเอา
อานาปานสติ คือ การกำหนดรู้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ในปัจจุบัน แต่ละขณะ
*******
กิ่งธรรมจาก http://sites.google.com/site/smartdhamma/home_happy_ana

การทำจิตให้ตั้งเป็นสมาธิ

เพาะธรรม เป็นเกราะใจ กับ..

การทำจิตให้ตั้งเป็นสมาธิ 
 พระนิพนธ์สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
 


   
     พระพุทธเจ้าผู้ทรงไม่หวั่นไหวทั้ง พระกายพระจิตทุกเวลา ทุกสถานการณ์ที่ทรงเผชิญ ได้ทรงแสดงธรรมเหตุแห่งความไม่หวั่นไหว ปรากฏในพุทธภาษิตที่แปลความว่า “สติกำหนดลมหายใจเข้าออกอันผู้ใดอบรมบริบูรณ์ดีแล้ว ทั้งกายทั้งจิตของผู้นั้นก็ไม่หวั่นไหว” 
    จิตนั้นเป็นความสำคัญ การปฏิบัติธรรมทั้งสิ้นต้องปฏิบัติให้ถึงจิต จึงจะเป็นผลสำเร็จ ศีลสมาธิปัญญา ก็ต้องปฏิบัติให้ถึงจิต จึงจะเป็นศีลสมาธิปัญญา แม้จะเรียกเป็นอย่างอื่น เช่น สติ สัมปชัญญะ ขันติ โสรัจจะ ก็ต้องปฏิบัติให้ถึงจิต จึงจะเป็นสติสัมปชัญญะ เป็นต้น
   การปฏิบัติธรรมจะต้องปฏิบัติให้ถึงจิต และการจะปฏิบัติธรรมให้ถึงจิตได้นั้น จิตจะต้องตั้ง ถ้าจิตไม่ตั้ง คือจิตดิ้นรนกวัดแกว่งกระสับกระส่าย กุศลธรรมทั้งหลายก็ไม่สามารถจะตั้งอยู่ในจิตได้ เหมือนมือที่แกว่งไปมา ของย่อมตั้งอยู่ในฝ่ามือไม่ได้ ต้องหล่นตกไป ต่อเมื่อมือนิ่งอยู่ ของบนฝ่ามือจึงจะตั้งอยู่ได้ จิตสามัญนั้นไม่นิ่ง จึงจำเป็นต้องปฏิบัติทำจิตให้นิ่ง คือให้ตั้ง หรือให้เป็นสมาธินั่นเอง ไม่ให้ดิ้นรนกวัดแกว่งกระสับกระส่าย
   ในการทำจิตให้ตั้งเป็นสมาธิต้องอาศัยสติ สำหรับระลึกกำหนดอยู่ในที่ตั้งข้อใดข้อหนึ่ง ตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน อานาปานสติ คือความระลึกกำหนดข้อหนึ่ง อานาปานสติเป็นสติกำหนดลมหายใจเข้าลมหายใจออก นั่นก็คือ ลมหายใจเข้าลมหายใจออกเป็นที่ตั้งของสติ เป็นที่ระลึกกำหนด เมื่อจิตตั้งกำหนดอยู่ได้ ความที่กำหนดนั้นก็เป็นตัวสติ ความที่ตั้งอยู่ได้นั้นก็เป็นตัวสมาธิ ดังนี้ที่เรียกว่าจิตตั้ง ดังนั้นจิตจะตั้งเป็นสมาธิได้จึงต้องมีทั้งสมาธิมีทั้งสติประกอบกันอยู่ สติเป็นตัวกำหนด สมาธิเป็นตัวตั้ง จะตั้งได้ก็ต้องกำหนดในที่ตั้ง และจะกำหนดในที่ตั้งได้ก็ต้องมีความตั้งจิต สติและสมาธินี้จึงต้องอาศัยกัน
   ในการปฏิบัติให้มีสติมีสมาธิต้องมีความเพียรพยายาม ต้องไม่ละความเพียรพยายามและต้องมีความรู้คุมตัวเองอยู่เสมอ อันความรู้ที่คุมตัวเองนี้เรียกว่าสัมปชัญญะ ซึ่งหมายถึงความรู้ในอิริยาบถความเคลื่อนไหวทั้งของกาย และทั้งของใจ รู้ อิริยาบถของกายก็คือยืนก็รู้ว่ายืน เดินก็รู้ว่าเดิน นั่งหรือนอนก็รู้นั่งหรือนอน รู้อิริยาบถของจิต ก็คือจิตคิดไปอย่างไรก็รู้ จิตหยุดคิดเรื่องอะไรก็รู้ จิตสงบก็รู้ จิตไม่สงบก็รู้ ในการทำจิตให้ตั้ง ต้องมีสติมีสมาธิและมีสัมปชัญญะพร้อมดังนี้ และต้องคอยกำจัดคือคอยสงบความยินดีความยินร้ายๆ ต่างๆ ที่เข้ามาดึงจิตไม่ให้กำหนดอยู่ในที่ตั้ง เช่นที่ลมหายใจเข้าลมหายใจออก
   พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนอานาปานสติ สติกำหนดลมหายใจเข้าออกคือ มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก หายใจเข้าหายใจออกยาว ก็รู้ว่าหายใจเข้าหายใจออกยาว หายใจเข้าหายใจออกสั้น ก็รู้ว่าหายใจเข้าหายใจออกสั้น ศึกษาคือสำเหนียกว่าเราจักรู้ทั่วถึงกายทั้งหมดหายใจเข้า เราจักรู้ทั่วถึงกายทั้งหมดหายใจออก ศึกษาว่าเราจักสงบรำงับกายสังขาร เครื่องปรุงกาย หายใจเข้า เราจักสงบรำงับกายสังขาร คือเครื่องปรุงกาย หายใจออก เราจักสงบรำงับกายสังขาร คือเครื่องปรุงกาย ดั่งนี้
   นี้เป็นหัวข้อการปฏิบัติทำอานาปานสติที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ ส่วนวิธีปฏิบัติที่ใช้ส่าหรับประกอบเข้าเป็นคำสอนของเกจิอาจารย์ คืออาจารย์บางพวก ซึ่งการจะพอใจในวิธีปฏิบัติของอาจารย์พวกไหน ก็ควรต้องให้อยู่ในหลักแนวที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้ เพื่อการปฏิบัติทำสมาธิในพุทธศาสนาจะได้เป็นไปโดยถูกต้อง
   หลักที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้นั้น เริ่มต้นแต่แสวงหาที่สงบสงัด จะเป็นป่าเป็นโคนไม้เป็นเรือนว่างก็ตาม หรือไม่ก็ต้องสร้างป่าสร้างโคนไม้สร้างเรือนว่างขึ้นในใจ คือทำจิตให้ว่าง ไม่ใส่ใจถึงบุคคล เสียง หรือสิ่งอื่นที่อยู่โดยรอบ การทำจิตให้ว่างได้ดังนี้ก็จะสามารถทำจิตให้เป็นสมาธิได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน สำคัญกว่าไปอยู่ป่าอยู่โคนไม้ อยู่ในที่สงบสงัดแต่จิตยังวุ่นวาย ซึ่งจักทำสมาธิไม่ได้ เพราะฉะนั้นแม้จะได้ที่ว่างข้างนอก ก็ต้องสร้างที่ว่างข้างในด้วย หรือแม้ไม่มีที่ว่างข้างนอก สร้างที่ว่างข้างในได้ก็ได้เหมือนกัน
   ดังนี้ก็ปฏิบัติทำสมาธิได้ คือทำสติรวมเข้ามากำหนดลมหายใจเข้าออก หายใจเข้าก็รู้ หายใจออกก็รู้ ยาวก็รู้ สั้นก็รู้ ทำเพียงเท่านี้ก่อน และเมื่อจิตรวมเข้ามาได้ ยาวหรือสั้นจะปรากฏขึ้นเอง คือยาวหรือสั้นปรากฏขึ้นก็แปลว่าจิตรวมเข้ามาแล้ว คือจิตรวมเข้ามาที่กายนี้แหละ ไม่ใช่รวมเข้าที่ไหน เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นมา เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงไป มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ ให้จิตรวมอยู่ในขอบเขตนี้และเมื่อจิตรวมอยู่ในขอบเขตนี้ สติก็จะกำหนดได้ว่าหายใจเข้าอยู่ หายใจออกอยู่ และจะรู้อิริยาบถของกายได้ รู้อิริยาบถของใจได้ เมื่อเป็นดังนี้แล้วก็เป็นอันว่าได้เริ่มรู้กายทั้งหมด คือกายเนื้อกายใจนี่แหละ
   ความรู้ในกายทั้งหมดเป็นความรู้ตามที่กายและใจเป็นไป ไม่ใช่การปรุง ต้องระวังไม่ให้ปรุง ไม่ให้เกิดตัณหา ไม่ให้ความดิ้นรนทะยานอยากอย่างใดอย่างหนึ่งเกิด ต้องไม่อยากหายใจให้แรง ไม่อยากหายใจให้เบา ความอยากเป็นตัณหา อยากได้สมาธิเร็วก็เป็นตัณหา อยากเลิกทำสมาธิเร็วก็เป็นตัณหา เมื่อยขบเจ็บปวดที่นั่นที่นี่ ยึดอยู่ในความรู้สึกนั้นก็เป็นตัณหา อยากเห็นนั่นเห็นนี่ก็เป็นตัณหา จิตส่งออกนอกกายก็เพราะตัณหาดึงออกไป ตัณหาเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องปรุงทั้งนั้น รวมเข้าในคำว่ากายสังขาร เครื่องปรุงกาย จึงต้องคอยสงบคือสงบตัณหานั่นเอง ทำจิตให้เป็นอุเบกขา คือเข้าไปเพ่งเข้าไปรู้ แต่ไม่ยึดอยู่ในสิ่งที่รู้ ทำความรู้อยู่เท่านั้น กายเป็นอย่างไรก็รู้ จิตเป็นอย่างไรก็รู้ หายใจเข้าหายใจออกเป็นอย่างไรก็รู้ ให้รวมจิตไว้ข้างใน ไม่ให้ออกไปข้างนอก
   ดั่งนี้เป็นการสงบกายสังขาร เครื่องปรุงกาย จิตก็จะสงบยิ่งขึ้น กายก็จะสงบยิ่งขึ้นจนถึงเหมือนอย่างไม่หายใจ เช่นทีแรกนั้นการหายใจเป็นปกติเช่นที่เรียกกันว่าหายใจทั่วท้อง คือหายใจลงไปจนถึงท้อง ท้องพองขึ้นยุบลงในขณะหายใจเข้าออกก็เป็นปกติ แต่เมื่อจิตและกายสงบขึ้นๆ อิริยาบถที่หายใจนี้ก็จะละเอียดเข้า จนเหมือนอย่างว่าหายใจอยู่เพียงทรวงอก ไม่ลงไปถึงท้อง ท้องเป็นปกติ ไม่พองไม่ยุบ และเมื่อละเอียดเข้าอีกๆ ก็เป็นเหมือนอย่างว่าหายใจอยู่เพียงปลายจมูก ไม่ลงไปถึงทรวงอก แผ่วๆ อยู่เพียงปลายจมูกเท่านั้น และเมื่อสงบเข้าอีก แผ่วๆ นั้นก็จะไม่ปรากฏ เหมือนหายไปเลย ไม่หายใจ อันที่จริงนั้นไม่ใช่ไม่หายใจ หายใจ แต่การหายใจนั้นละเอียดเข้า ละเอียดเข้า ละเอียดเข้า ไม่ควรต้องเกิดความกลัวว่าจะตายเพราะไม่หายใจ
   ดังที่บางคนแสดงว่าเคยได้ถึงจุดนี้ เกิดกลัวขึ้นมา ก็เลยต้องเลิกทำ เมื่อจิตสงบตั้งอยู่ภายใน กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ก็เป็นอันว่าจิตได้สมาธิชั้นกายานุปัสสนา พิจารณากาย ในการปฏิบัตินี้ต้องอาศัยวิตกกับวิจาร , วิตก ความตรึก คือนำจิตให้ตั้งอยู่ในที่ตั้งของสมาธิ หรือที่เรียกว่าอารมณ์ของสมาธิ คือลมหายใจเข้าออก , วิจาร ความตรอง คือประคองจิตให้ตั้งอยู่ ไม่ให้ตกจากอารมณ์ของสมาธิ โดย ที่จิตเต็มไปด้วยนิวรณ์ อันหน่วงจิตให้ออกจากที่ตั้งคืออารมณ์สมาธิ การทำสมาธิแรกๆ จึงเหมือนจับปลาขึ้นจากน้ำ ใครๆ ก็เป็นเช่นนี้ในการปฏิบัติทำสมาธิทีแรก ที่ยังไม่ได้ผล
   เมื่ออาศัยวิตกวิจารจับจิตตั้งไว้ในอารมณ์สมาธิ และคอยประคองไว้ให้อยู่ด้วยความพยายาม จิตก็จะตั้งอยู่ได้นานขึ้นเป็นลำดับ อันเครื่องที่จะจับจิตมาตั้งและเครื่องสำหรับประคองไว้ คือสติ ความกำหนด ความระลึกรู้ ใช้สติ ทำสติ เมื่อเผลอสติ จิตตก ได้สติ ก็ตั้งขึ้นใหม่ ประคองไว้ เผลอสติอีก จิตตกอีก ก็จะตั้งขึ้นอีก ประคองต่อไปอีก สมาธิที่ได้รับทีละเล็กละน้อยจะขับไล่นิวรณ์ออกจากจิตไปทีละเล็กละน้อยพร้อม กัน ปีติจะเกิดเมื่อเริ่มตั้งตัวในสมาธิได้ ขับไล่นิวรณ์ออกไปได้โดยลำดับ
   เมื่อเกิดปีติ ก็ให้กำหนดปีติหายใจเข้าหายใจออก ปีตินี้เป็นเวทนา เป็นสุข ก็ให้รู้ รู้ในความสุข จิตเป็นสุข จิตก็จะตั้งอยู่ในอารมณ์ของสมาธิได้มากขึ้น ความทุกข์ในอันที่จะต้องคอยระวังรักษาสติไม่ให้เผลอ ไม่ให้จิตตก ก็น้อยลง ความทุกข์ที่จะต้องคอยประคองจิตไว้ก็น้อยลง เพราะจิตอยู่ตัวแล้ว มีความดูดดื่มในสมาธิแล้ว เหมือนอยู่ที่ไหนสบายก็ไม่อยากจากไปจากที่นั่น แต่อยู่ที่ไหนไม่สบายก็ไม่อยากอยู่ที่นั่น คิดแต่จะไปที่อื่นต่อไป ในทำนองเดียวกัน เมื่อพบที่เย็นคือสมาธิ ได้ปีติ ได้สุข จิตก็ตั้งอยู่ ไม่ดิ้นรนไปไหนอีก
   กายและจิตไม่หวั่นไหว ที่ปรากฏในพุทธภาษิตเป็นเช่นนี้ แต่กายและจิตจะไม่หวั่นไหวมั่นคงอยู่ตลอดไปได้ ก็ต่อเมื่อการอบรมสติกำหนดลมหายใจเข้าออกได้แล้วบริบูรณ์ดี ถ้ายังไม่บริบูรณ์ดีจริง ก็ยังต้องมีหวั่นไหวเป็นครั้งคราวเป็นบางกรณี ผู้เห็นความสุขสงบอันเกิดจากกายและจิตไม่หวั่นไหวว่าเป็นความสำคัญ จึงพากเพียรอบรมสติ กำหนดลมหายใจเข้าออก หรืออบรมสมาธินั่นเอง ให้บริบูรณ์ดี เมื่ออบรมสมาธิบริบูรณ์ดีแล้ว ย่อมไม่มีเหตุการณ์ใดมาทำให้กายและจิตหวั่นไหวได้ ความทุกข์ทั้งปวงอันเกิดแต่ความอ่อนแอหวั่นไหวของกายและจิตย่อมไม่มี

*******
กิ่งธรรมจาก  http://sites.google.com/site/smartdhamma/smardhi_building

Friday, April 20, 2012

อานิสงส์ของการขอโทษ - อดโทษ

อานิสงส์ของการขอโทษ - อดโทษ
โดย พุทธทาสภิกขุ

 
          ท่านทั้งหลายได้กล่าวคำขอขมาโทษ นี้ก็เป็นการดีถูกต้องตามขนบธรรมเนียมประเพณี; แต่ก็มีสิ่งที่จะต้องทราบว่าประเพณีนั้นก็เป็นสิ่งที่ต้องทำ, ทั้งที่ไม่มีโทษก็ขอโทษแล้วก็อดโทษ. นี้ก็เป็นประเพณีเป็นพิธีกรรม ซึ่งจะนำไปสู่ความจริง มันตั้งต้นที่พิธี บางทีก็กลายเป็นรีตองไปด้วยซ้ำ; แต่มันก็มีประโยชน์ ที่ว่ามันเป็นจุดตั้งต้น ที่จะนำไปสู่ความหมายอันแท้จริง หรือตัวธรรมะที่แท้จริง.
          เอาละ, สมมติว่ามีความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้น ที่ทำให้ไม่สบายใจ ต้องขออภัยโทษ ก็ดีแล้ว, ส่วนที่ไม่มีความรู้สึกอะไรที่เป็นสิ่งต้องขอโทษ ก็ขอโทษ ก็เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีต่อไป โดยเฉพาะแก่ลูกเด็ก ๆ.
          การขอโทษและอดโทษนี้ เรียกว่า เป็นอริยวินัย, เป็นสิ่งที่จะกวาดล้างความรู้สึกขุ่นมัวแห่งจิตใจ หลายอย่างหลายประการ ให้ออกไปจากจิตใจ. คนเราไม่ควรที่จะมีชีวิตอยู่ด้วยความรู้สึกขุ่นมัวในจิตใจ ท่านจึงบัญญัติพิธีอันนี้ขึ้นมาสำหรับประพฤติปฏิบัติกัน ก็ได้ผลว่าเราอยู่กันด้วยความสนิทใจ; แต่จะขอร้องให้ท่านทั้งหลายต้องปฏิบัติเป็นนิจสินคือพร้อมที่จะขอโทษ และพร้อมที่จะอดโทษ เพราะว่ามันจะกวาดล้างกิเลสหลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะกิเลสประเภทตัวตน.
          ขอให้คิดดูเถิดว่า ถ้าเราไม่มีความรู้สึกว่าเป็นตัวเป็นตนแล้วโทษมันจะเกิดขึ้นอย่างไรได้. นี่แหละมันเป็นเรื่องเดียวกันกับที่ว่าการดับทุกข์ทั้งปวงอยู่ที่ไม่มีความเป็นตัวเป็นตน ไม่รู้สึกเป็นตัวเป็นตน, ชนิดเลวมากก็คือเห็นแก่ตน นี้มันก็เป็นทุกข์, แล้วพาลทำให้ผู้อื่นเป็นทุกข์ด้วย; แม้จะเป็นชนิดดีตามปกติของสัญชาตญาณ รู้สึกว่ามีตัวเราอยู่เป็นเครื่องดำรงชีวิต มันก็ยังเป็นของหนักอยู่นั่นเอง; ฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงสอนสิ่งสูงสุดหรือสุดท้าย ว่าปัดออกไปเสียให้หมดซึ่งตัวตน. ลัทธิศาสนาต่าง ๆ ที่เกิดอยู่ก่อนพระพุทธเจ้านั้นล้วนแต่มีตัวตน, แล้วก็ไปบัญญัติว่ามีตัวตนอย่างนั้น มีตัวตนอย่างนี้ดีที่สุด ให้คนปฏิบัติตาม; แต่ก็ไปจบลงด้วยความมีตัวตน, ที่สูงสุดในประเทศอินเดียก็คือลัทธิอุปนิษัท ซึ่งสอนว่ามีตัวตน, แล้วในที่สุดก็ไปมีตัวตนอันถาวร ไปจบที่นั่น. พระพุทธเจ้าท่านไม่ทรงเห็นด้วยว่ามันจะเป็นที่สุดสิ้นสุดจบแห่งความทุกข์ มันต้องออกไปเสียจากความมีตัวตนโดยสิ้นเชิง.
          ลัทธิคำสอนที่สูงสุดในครั้งพุทธกาล ก็ดูจะไม่มีอะไรมากไปกว่า เนวะสัญญานาสัญญายตนะ ซึ่งอาจารย์ชื่ออุทกดาบสรามบุตรสอน; พระพุทธเจ้าทรงกระทำได้ครบถ้วนสมบูรณ์แต่ท่านรู้สึกว่าไม่, ไม่ใช่จบ, ไม่ใช่ที่สุดจบแห่งความทุกข์. แม้จะไปมีตัวตนชนิดที่เกือบจะไม่มีความรู้สึกอะไรอยู่แล้ว มันก็เป็นที่สุดแห่งความทุกข์ไม่ได้. เนวะสัญญานาสัญญายตนะ แม้จะสงบเงียบเท่าไร มันก็ยังมีความหมายแห่งตัวตน เป็นอย่างนั้น, มันไม่จบได้.
          พระองค์จึงทรงค้นของพระองค์เอง ในที่สุดก็พบลัทธิสูงสุด ที่ว่าต้องปัดความรู้สึกว่าตัวตนนี้ออกไปเสียให้หมดสิ้น, เมื่อตัวตนมันหมดสิ้น ไม่มีความรู้สึกว่าเป็นตัวตนแล้วจิตมันก็ไม่มีความทุกข์เลย; อยู่ด้วยกันกับร่างกายที่ไม่มีความทุกข์. ครั้นถึงเวลาที่ร่างกายจะต้องแตกดับตามธรรมชาติ ก็แตกดับไป จิตมันก็เข้าถึงความว่าง. จึงว่า มีที่สุดอยู่ที่ความว่าง เป็นธรรมะอันสูงสุด ว่านิพพานเป็นความว่างอย่างยิ่ง. คำอธิบายนี้ แม้จะเป็นคำอธิบายของพระสารีบุตรหรืออะไรก็ตาม ที่กล่าวในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรคว่า นิพพานเป็นความว่างอย่างยิ่ง; นี่ถูกตรงตามหลัก ว่าคำสอนทุกชนิดระบุไปยังความว่างจากตัวตน, แล้วในที่สุดก็พบความว่างแห่งตัวตน ก็จัดเป็นพระนิพพาน เป็นที่สุด, เป็นที่จบสิ้นแห่งความทุกข์และปัญหาทั้งปวง. เมื่อมันไม่มีตัวตนแล้วปัญหาอะไรมันจะตั้งอยู่ได้, แล้วความทุกข์อะไรมันจะตั้งอยู่ได้, มันจึงอยู่แต่ความว่าง สภาพความว่างเป็นนิรันดร.
          นี่แหละ ขอให้ท่านทั้งหลาย มองเห็นโทษแห่งความมีตัวตน ว่ามันยุ่งยากลำบากสักเท่าไร, ต้องแบกของหนักคือตัวตน, แล้วถ้าเลยเถิดไปกว่านั้น เลวมากกว่านั้นมันก็เห็นแก่ตน ก็ยิ่งหนักยิ่งร้อนมากขึ้นไปอีก, แล้วก็พาลทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนด้วย.
          เดี๋ยวนี้เรากล่าวคำขอขมาลาโทษ ในความหมายที่ว่ามีตัวตน, แล้วขอให้รู้สึกว่าเป็นจุดตั้งต้น เป็นขนบธรรมเนียมประเพณีหรือพิธีกรรม ที่เป็นจุดตั้งต้น ที่จะนำไปสู่ความไม่มีตัวตน. นี่ขอให้ตั้งใจอย่างนี้ มีความรู้สึกเศร้าหมองอะไรอยู่; ถ้าว่าเป็นเรื่องล่วงเกินผู้ใด ล่วงเกินผู้ใดก็ขอให้ถือว่าเป็นการล่วงเกินพระธรรม, พระธรรมซึ่งมีหลักว่าต้องไม่ประทุษร้ายแม้โดยความคิดแก่ผู้ใด.
          ถ้าเกิดมีความคิดร้ายแก่ผู้ใด มันก็กลายเป็นนอกจากล่วงเกินผู้นั้นแล้ว มันก็ยังล่วงเกินพระธรรม, เมื่อล่วงเกินพระธรรม มันก็เท่ากับล่วงเกินพระพุทธเจ้า ผู้เปิดเผยซึ่งพระธรรม, แล้วก็ล่วงเกินพระสงฆ์ ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติตามหลักธรรม. นี่เราเป็นผู้ประมาทอย่างนี้ มันเป็นการล่วงเกินทั้งพระพุทธ ทั้งพระธรรม ทั้งพระสงฆ์; ฉะนั้นขอให้มีจิตใจเกลี้ยงเกลา ว่าเราไม่มีความรู้สึกที่เป็นการล่วงเกินใด ๆ อีกต่อไป, มุ่งหมายความหมดสิ้นแห่งตัวตน ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความล่วงเกิน; นี่แหละเป็นจุดตั้งต้นนำไปสู่จุดสูงสุด.
          ขอให้การขมาโทษนี้มีลักษณะอย่างนี้ มีพฤติกรรมเป็นไปอย่างนี้ นำไปสู่จุดหลุดพ้น, แล้วผู้ที่ได้รับการขออภัยจากผู้ล่วงเกิน ก็เหมือนกันแหละ; ถ้าไม่ให้อภัยนั่นแหละมันจะเป็นผู้รับเอาบาปเอาโทษอะไรต่าง ๆ ใส่ตนไว้, ต้องให้อภัย รีบให้ อภัย ก็จะเป็นการทำลายล้างซึ่งความยึดถือว่าตัวตนอย่างเดียวกัน. ผู้ขออภัยก็ดี ผู้ให้อภัยก็ดีล้วนแต่ให้เป็นไปเพื่อการชำระชะล้างซึ่งตัวตนด้วยกันทั้งนั้น; แม้กระทำในวันนี้ก็ขอให้เป็นการกระทำตลอดไปไม่มีที่สิ้นสุดกว่าจะถึงที่สุดแห่งชีวิต, และให้ถือเป็นหลักปฏิบัติว่า ถ้ามีอะไรพอรู้สึกขุ่นมัวในใจ ว่ากระทบกระทั่งใคร รีบขอโทษ; ผู้ถูกขอโทษจงรีบให้อภัยโทษ.
          ถ้าในโลกนี้เต็มไปด้วยการขอโทษ และการให้อภัยโทษแล้ว จะไม่มีวิกฤตกาลเลวร้ายใด ๆ เกิดขึ้นมาได้เลย, เป็นการสร้างสันติภาพให้แก่โลกทั้งโลกเลยด้วยการยึดถือหลักที่ว่าขอโทษและอด โทษ. ฉะนั้นขอจงประพฤติปฏิบัติจนเป็นนิสัยและอบรมลูกเล็กเด็กแดงให้รู้จักขอโทษ และอดโทษแก่กันและกันจนเป็นนิสัย. ลูกเด็ก ๆ เขาไม่ค่อยมีความรู้, เขามี ความไม่รู้ เขาก็มีความประมาท; เพราะฉะนั้นมักจะล่วงเกินกันได้ง่าย ๆ ก็อบรมให้เขามีความรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่ในตน, เป็นความร้าย นำมาซึ่งความเสียหาย มีโชคร้ายเกิดขึ้น, ก็ขอให้รู้จักขอโทษ ขอโทษ. ขอให้เด็ก ๆ ของเรา รู้จักขอโทษแม้แก่สุนัขและแมว เพราะมันต้องมีเรื่องกระทบกันบ่อย ๆ, แม้แต่สุนัขและแมว ก็ขอให้ลูกเด็ก ๆ ของเรารู้จักขอโทษ, รู้จักขอโทษ และถือเป็นการได้รับอภัย, ก็จะมีนิสัยที่ดี คือมีนิสัยเกลี้ยงเกลาจากสิ่งเศร้าหมอง.
          ดังนั้นข้าพเจ้ารู้สึกว่า เป็นการกระทำที่ถูกแล้ว ขอแสดงความพอใจ ยินดีในการที่ได้รักษาอริยวังสะปฏิปทา คือระเบียบปฏิบัติของพระอริยเจ้า ที่ท่านถือเป็นหลักสำคัญในการขอโทษและอดโทษ ในการกระทำในวันนี้, และขอให้ถือว่าเป็นการกระทำตลอดกาล แล้วก็ชำระอนุสัยสันดานนี้ ให้หมดจดเกลี้ยงเกลายิ่งขึ้นทุกที ๆ. ขอโทษครั้งหนึ่ง มันชำระอนุสัยในสันดานได้หน่วยหนึ่งเสมอ, มันจะมีลบ คะแนนลบแก่ฝ่ายอนุสัย อาสวะ; นี้ขอให้ปฏิบัติเป็นหลักประจำใจ. 


          ขอโทษได้แม้แต่กับผู้ที่อยู่ต่ำกว่าเรา แม้เขาจะเป็นลูกจ้าง เป็นคนใช้ เป็นอะไรต่าง ๆ ก็ขอให้ขอโทษ, และขอให้อดโทษ มันก็มีความเกลี้ยงเกลาในจิตได้ด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย เป็นรากฐานแห่งความสงบสุข. เพียงเท่านี้มันก็เป็นปัจจัยแก่พระนิพพานเป็นอย่างยิ่ง คือมีจิตใจสงบเย็นเกลี้ยงเกลามันก็ได้ปัจจัย ส่งเสริมเพิ่มพูนยิ่ง ๆ ขึ้นไป มันก็มีนิพพานเร็วขึ้น, เป็นความเกลี้ยงทั้งหมดแห่งจิตใจ มันก็มีความสงบเย็นตามความหมายของคำว่านิพพาน.
          จึงขออนุโมทนาในการกระทำ โดยธรรมะ โดยวินัย ขออนุโมทนาด้วยเป็นอย่างยิ่ง ในการกระทำทั้งหลาย และโดยส่วนตัวก็ขอขอบพระคุณ ขอบคุณ ขอบใจ แก่ท่านทั้งหลายที่ได้กระทำอย่างนี้กับข้าพเจ้า. ฉะนั้น ขอให้ประสบผลสำเร็จในการกระทำนี้ คือมีความเป็นอยู่ที่ถูกต้อง แก่การที่จะดับทุกข์ ทุกขั้นตอนแห่งชีวิต, เป็นอุปนิสัยปัจจัยไปจนตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน อย่างที่เราใช้กัน.
          ขออนุโมทนา และขอขอบพระคุณ และขออดโทษอดหมดไม่มีอะไรเหลือ เพราะว่าอาตมาไม่ถือโทษ มีปกติไม่ถือโทษ ก็เลยเป็นการอดโทษอยู่โดยอัตโนมัติ, เป็นอันว่าเรา ๒ ฝ่าย มีจิตใจเกลี้ยงเกลาจากสิ่งที่เรียกว่าโทษ, แล้วก็มีความสุข ความเจริญงอกงามจากสิ่งที่เรียกว่าโทษ, แล้วก็มีความสุข ความเจริญงอกงามอยู่ในครรลองของพระศาสนาด้วยความมี จิตเกลี้ยง เป็นผาสุกอยู่ทุกทิพาราตรีกาลเทอญสาธุ.
*******
มาเพาะธรรมให้เกิดในใจกันเถิด
******
กิ่งธรรมจาก  http://www.buddhadasa.org

Thursday, April 19, 2012

แค่รู้ก็อยู่เป็นสุข

เพาะธรรม ในใจ
แค่รู้ก็อยู่เป็นสุข
ภาวัน


       คุณเคยสงสัยไหมว่า อะไรก็ตามที่คุณแสนจะไม่ชอบ แต่ทำไมมันชอบมารบกวนจิตใจของคุณไม่หยุดหย่อน         ไม่ว่าจะเป็นเม็ดสิวบนใบหน้า รอยตกกระตามแขน ทรวดทรงที่ล้นเกิน เพื่อนจอมนินทา เจ้านายอารมณ์ร้าย หรือคนทรยศที่เคยอยู่ใกล้ตัว ฯลฯ ยิ่งอยากกำจัดหรือผลักไสออกไปจากความรับรู้ มันยิ่งผุดโผล่เข้ามาในความคิดของคุณไม่เลิกรา ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
นั่นเป็นเพราะคุณอยากกำจัดมันออกไปจากใจนั่นเอง
       จะว่าไปมันก็เหมือนตุ๊กตาล้มลุก คุณผลักมันแรงเท่าไร มันก็เด้งกลับมาหาคุณเร็วเท่านั้น
       อธิบายอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความโกรธเกลียด ความไม่ชอบ ความอยากกำจัดมันนั้น จัดว่าเป็นความยึดติดอีกแบบหนึ่ง ทันทีที่อยากผลักไสมันออกไป ใจของคุณก็แนบชิดสนิทกับมันทันที ทำนองเดียวกับเวลาคุณออกแรงเข็นรถคันใหญ่ที่ขวางหน้าบ้าน ยิ่งอยากผลักให้มันเคลื่อนห่างออกไป ตัวคุณก็ยิ่งเข้ามาแนบชิดกับรถคันนั้น
        ยิ่งอยากกำจัดอะไรสักอย่าง คุณยิ่งพะวงถึงมัน ไม่ยอมปล่อยวางง่าย ๆ เคยมีการทดลองให้อาสาสมัครกลุ่มหนึ่งนั่งอยู่คนเดียวในห้อง โดยมีคำสั่งสั้น ๆ ง่าย ๆ ว่าจะคิดนึกอะไรก็ได้ ยกเว้นอย่างเดียวคือ ห้ามคิดถึงหมีขั้วโลก ถ้าคิดถึงหมีขั้วโลกเมื่อใดให้กดกริ่งทันที ปรากฏว่า พอให้คำสั่งเสร็จได้สักพัก ก็มีเสียงกริ่งดังระงมตามมาอย่างต่อเนื่อง
ยิ่งไม่อยากคิดถึงสิ่งใด ใจกลับหมกมุ่นถึงสิ่งนั้น นี้คือธรรมชาติอย่างหนึ่งของจิตเรา
        มีการทดลองโดยอีกคณะหนึ่ง คราวนี้นักวิจัยขอให้อาสาสมัครทุกคนพูดถึงความคิดที่แย่ที่สุดเกี่ยวกับตัว เอง โดยเลือกมาแค่เรื่องเดียว จากนั้นก็แบ่งอาสาสมัครเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งได้รับคำสั่งให้พยายามกดข่มความคิดดังกล่าวตลอด ๑๑ วันข้างหน้า อีกกลุ่มใช้ชีวิตตามปกติ
        ทุกคืนทุกคนจะมานั่งทบทวนว่าวันนั้นได้นึกถึงเรื่องนั้นมากน้อยเพียงใด พร้อมทั้งประเมินตัวเองด้วยว่า อารมณ์ความรู้สึกในวันนั้นเป็นอย่างไร มีความกังวลหรือไม่ และรู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับตนเอง
         ผลสรุปของการทดลองดังกล่าวคล้ายกับการทดลองเรื่องหมีขั้วโลก กล่าวคือ กลุ่มที่พยายามกดข่มความคิดด้านลบเกี่ยวกับตัวเอง จะมีความคิดดังกล่าวผุดขึ้นมาในใจมากกว่าอีกกลุ่ม นอกจากนั้นยังรู้สึกกังวล เศร้าซึม และรู้สึกไม่ดีเกี่ยวกับตนเองมากกว่าอีกด้วย
         มีการทดลองทำนองนี้อีกหลายครั้ง ล้วนให้ผลตรงกัน เช่น หากขอให้คนที่กำลังควบคุมอาหารพยายามอย่านึกถึงช็อกโกแลต ปรากฏว่าเขากลับกินช็อกโกแลตมากขึ้น กลายเป็นว่ายิ่งอยากลดความอ้วน กลับอ้วนขึ้น
          เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็หมายความว่าเราไม่มีทางหลุดพ้นจากความรู้สึกนึกคิดที่แย่ ๆ เลยใช่ไหม ชาตินี้ทั้งชาติเราจะต้องถูกมันหลอกหลอนเล่นงานไปจนตลอดกระนั้นหรือ
โลกนี้มิได้โหดร้ายถึงขนาดนั้น เราสามารถเป็นอิสระจากความรู้สึกนึกคิดที่แย่ ๆ ได้ แต่ต้องเริ่มต้นจากความรู้สึกที่ไม่อยากผลักไสหรือรังเกียจมัน เมื่อใดตามที่มันผุดขึ้นมาในใจ ก็เพียงแต่รับรู้มันเฉย ๆ ไม่ต้องทำอะไรกับมัน พอรู้แล้วก็ไม่ต้องสนใจมัน นึกในใจว่ามันจะอยู่ก็อยู่ไป ฉันไม่สนใจ ฉันจะทำงานของฉันไป
         ทีแรกมันจะพยายามดึงความสนใจจากเรา พยายามยั่วให้เราเข้าไปไล่หรือผลักไสมัน แต่ขืนเราทำเช่นนั้น มันยิ่งได้ใจ เหมือนเด็กที่คอยเรียกร้องความสนใจไม่จบสิ้น แต่ถ้าเราไม่สนใจมันเลย มันพยายามยั่วยุก่อกวนเท่าไร เราก็เฉย ไม่นานมันก็จะยอมแพ้และล่าถอยไปเอง
        มีสุนัขจำพวกหนึ่ง เวลาถูกปล่อยทิ้งให้อยู่ตัวเดียวในบ้าน มันจะรื้อข้าวของและกัดโซฟาฉีกขาด แถมอึบนพรมเสียด้วย แม้เจ้าของจะตีหรือเตะมันเท่าไร มันก็ไม่เลิกนิสัย ผู้รู้บอกว่าสุนัขทำเช่นนั้นก็เพราะต้องการเรียกร้องความสนใจ ยิ่งเจ้าของไปดุด่าหรือลงโทษมัน มันยิ่งได้ใจ เพราะแสดงว่ามันเรียกร้องความสนใจได้ผล มันจึงทำไม่เลิก วิธีที่ดีที่สุดก็คือเฉยเมยไม่สนใจมัน เหมือนว่าไม่มีมันอยู่ในโลกนี้ เท่านี้มันก็รู้แล้วว่าสิ่งที่มันทำนั้นไร้ประโยชน์ ต่อไปมันจะไม่ทำอย่างนั้นอีก
        ความรู้สึกนึกคิดที่แย่ ๆ ก็ไม่ต่างจากสุนัขดังกล่าว เพียงแต่เราเฉยเมย ไม่สนใจมัน ไม่ดุด่าหรือผลักไสมัน ไม่นานมันก็จะหายพยศหายเกเรไปเอง ในที่สุดก็จะปล่อยให้เราอยู่อย่างสงบสุขสบายใจ 
*******
กิ่งธรรมจาก  http://www.visalo.org

Tuesday, April 17, 2012

อย่ายอมให้อัตตาครองใจ

เพาะธรรม ปลูกใจ 

อย่ายอมให้อัตตาครองใจ
 โดยพระไพศาล วิสาโล


       การทำความดี มีเมตตากรุณาต่อผู้อื่น มิใช่สิ่งที่ฝืนธรรมชาติของมนุษย์ เพราะทุกคนล้วนมีมโนธรรมอยู่แล้วในจิตใจ จริงอยู่ปฏิเสธไม่ได้ว่าความเห็นแก่ตัวหรืออัตตาเป็นธรรมชาติของมนุษย์ด้วย แต่มันก็เปรียบเสมือนเปลือกชั้นนอกของจิตใจ ลึกลงไปเรายังมีธรรมชาติอีกส่วนหนึ่งคือมโนธรรมหรือความใฝ่ดี
        มโนธรรมเป็นแรงผลักดันให้เราอยากทำความดี ในเวลาเดียวกันทุกครั้งที่เราทำความดีก็ช่วยเสริมสร้างมโนธรรมภายในให้เข้มแข็งขึ้น และทำให้มีพลังในการทำความดีมากขึ้น
        การทำความดีนั้นบ่อยครั้งหมายถึงการเสียสละ เช่น เสียสละเงินทอง เวลา หรือแรงงาน แต่ก็ทำให้เกิดความอิ่มเอมใจเมื่อเห็นผู้ทุกข์ได้รับความสุข อีกทั้งยังช่วยให้อัตตาของเราเบาบางลง อัตตายิ่งเบาบางมากเท่าไร เราก็ยิ่งมีความสุขได้ง่ายเท่านั้น เพราะเพียงแค่เห็นผู้อื่นเป็นสุข เราก็สุขแล้ว โดยไม่จำต้องไปดิ้นรนแสวงหาสิ่งต่าง ๆ มาครอบครอง การทำความดีจึงเป็นเสมือนกุญแจที่เปิดประตูให้ใจได้สัมผัสกับความสุขภายใน ซึ่งประเสริฐและประณีตกว่าความสุขจากวัตถุ
        ได้กล่าวแล้วว่ามโนธรรมภายในเข้มแข็งขึ้นทุกครั้งที่เราทำความดี แต่อันที่จริงแม้ยังไม่ได้ทำความดี เพียงแค่เปิดใจรับรู้ความทุกข์ของผู้อื่น รู้สึกร่วมทุกข์กับเขา ก็ช่วยกระตุ้นมโนธรรมของเราให้เข้มแข็งและฉับไวมากขึ้น ทำนองเดียวกับสมองที่ต้องมีงานทำอยู่เสมอจึงจะกระฉับกระเฉงและแคล่วคล่องว่องไว
        อย่างไรก็ตามอุปสรรคสำคัญที่มักขัดขวางไม่ให้เราเปิดใจรับรู้ความทุกข์ของผู้อื่น ได้แก่อัตตาหรือความเห็นแก่ตัว อัตตานั้นรู้ว่าหากไปรับรู้ความทุกข์ของผู้อื่นเมื่อใดเราจะรู้สึกเป็นทุกข์และอยู่เฉยไม่ได้ ต้องเข้าไปช่วยเหลือเขา ซึ่งหมายถึงการที่ต้องเสียเวลา เสียเงิน หรือเหนื่อยยาก นั่นเป็นเรื่องที่อัตตายอมไม่ได้ เพราะอัตตานั้นอยาก “เอา” แต่ไม่ต้องการ “ให้”
        ดังนั้นอัตตาจึงมักหาอุบายขัดขวางเราไม่ให้ทำเช่นนั้น วิธีการที่มักใช้กันก็คือปิดหูปิดตา เบือนหน้าหนี หรือแกล้งเป็นมองไม่เห็น เช่น ถ้านั่งรถเมล์ก็หันหน้าไปทางหน้าต่าง หรือถ้านั่งรถไฟฟ้าก็แกล้งหลับหรือจดจ้องอยู่กับหนังสือ ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้ไม่ต้องไปรับรู้ว่ามีเด็ก คนแก่ หรือผู้หญิงท้องกำลังยืนอยู่ใกล้ ๆ ที่นั่งของตน
        ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะพบเห็นคนเป็นลมหรือฟุบอยู่บนทางเท้าท่ามกลางผู้คนนับร้อย ๆ ที่เดินผ่านไปมาโดยไม่มีใครเข้าไปช่วยเหลือเลย คนเหล่านี้ใช่ว่าจะมองไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ทันทีที่เห็นก็เบือนหน้าหนีทันที หรือไม่ก็อ้างเหตุผลต่าง ๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องหยุดช่วย เหตุผลที่มักอ้างกันก็คือ “ถึงฉันไม่ช่วย คนอื่นก็ช่วย” หรือไม่ก็ “ฉันกำลังรีบ มีธุระด่วน”
         นักเขียนผู้หนึ่งเล่าให้ฟังว่า คราวหนึ่งระหว่างที่เดินผ่านย่านธุรกิจที่จอแจคับคั่ง กลางเมือง ได้เห็นชายผู้หนึ่งนอนฟุบอยู่กลางทางเท้าใกล้สถานีรถใต้ดิน เนื้อตัวมอมแมมและผอมโทรมคล้ายคนจรจัด อาการเหมือนคนป่วย แต่ทั้ง ๆ ที่มีผู้คนเดินผ่านไปผ่านมามากมาย แต่ไม่มีใครสนใจเลย เขาจึงหยุดและก้มลงถามชายผู้นั้นว่าต้องการความช่วยเหลืออะไรบ้าง ที่น่าสนใจก็คือพอเขาทำเช่นนั้น ก็เริ่มมีคนอื่นหยุดเข้าไปช่วยชายผู้นั้นด้วย จากหนึ่งคน เป็นสองคน สามคน สี่คน ทีนี้ต่างคนต่างก็กุลีกุจอไปหาซื้อน้ำและอาหารให้เขา บางคนก็ไปตามเจ้าหน้าที่สถานีมาช่วย จนกลายเป็น “ไทยมุง”ขึ้นมาทันที
        คนนับร้อยที่เดินผ่านคนป่วยดูเผิน ๆ เหมือนเป็นคนไร้น้ำใจ แต่แท้จริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะทันทีที่เห็นคนหนึ่งเข้าไปช่วยคนป่วย อีกหลายคนก็หยุดแล้วเข้าไปช่วยทันที คำถามคือทำไมทีแรกคนเหล่านี้เดินผ่าน คำตอบก็คือเพราะเขาปล่อยให้อัตตาครองใจ จึงนึกถึงแต่ตัวเอง หากไม่เบือนหน้าหนีก็ต้องสรรหาเหตุผลเพื่อเป็นข้ออ้างในการนิ่งดูดาย เห็นได้ชัดว่าในใจของคนเหล่านี้มโนธรรมได้พ่ายแพ้แก่อัตตาไปแล้ว
        คำถามต่อมาก็คืออะไรเป็นเหตุให้หลายคนตรงเข้าไปช่วยผู้ป่วยทันทีที่เห็นคน หนึ่งทำเช่นนั้น คำตอบก็คือความรู้สึกผิด หลายคนรู้สึกผิดหากเดินผ่านไปโดยไม่ทำอะไรเลย ความรู้สึกผิดดังกล่าวเกิดขึ้นจากมโนธรรมหรือความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ทีแรกนั้นมโนธรรมอ่อนแรงเพราะถูกอัตตาบดบัง แต่เมื่อเห็นผู้อื่นทำความดี มโนธรรมก็ถูกกระตุ้นให้กลับมามีพลังจนเอาชนะอัตตา อย่างไรก็ตามปฏิเสธไม่ได้ว่าการทำความดีตามผู้อื่นนั้นมีอัตตาเจือปนอยู่ ด้วย เพราะยังมีความคิดในเชิงเปรียบเทียบอยู่ว่า“คนอื่นยังช่วย ทำไมฉันไม่ช่วย”
        ในทำนองเดียวกันเวลาสามีตบตีภรรยาอยู่กลางถนน ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์นับสิบกลับอยู่นิ่งเฉย ปล่อยให้ผู้หญิงร้องด้วยความเจ็บปวด แต่ทันทีที่มีใครสักคนเข้าไปห้าม อีกหลายคนที่เคยยืนดูอยู่ก็จะเข้าไปช่วยห้ามด้วย คนเหล่านั้นไม่สามารถอยู่นิ่งเฉยได้ต่อไปหากเห็นใครสักคนกล้าทำสิ่งที่สมควรทำ


        อัตตาพยายามขัดขวางไม่ให้เราทำความดี มันฉลาดในการหาเหตุผลเพื่อสยบมโนธรรม เช่น อ้างว่าใคร ๆ เขาก็เมินเฉยกันทั้งนั้น หรืออ้างว่าเป็นกรรมของสัตว์ กรรมใครกรรมมัน ฯลฯ บางครั้งอัตตาก็เพียงแต่กดมโนธรรมเอาไว้ไม่ให้ทำงาน เคยมีคนถามฆาตกรผู้หนึ่งว่า ทำไมเขาถึงฆ่าคนได้มากมาย ไม่สงสารเห็นใจเหยื่อบ้างหรือ เขาตอบว่า “ผมต้องปิดความรู้สึกส่วนนั้น(ความเห็นอกเห็นใจ)ไว้ก่อน ไม่งั้นผมฆ่าเขาไม่ได้หรอก”
        ชีวิตจิตใจของเราเปรียบเสมือนกับสมรภูมิแห่งการต่อสู้ระหว่างอัตตากับมโนธรรม ธรรมชาติทั้งสองส่วนต่างขับเคี่ยวเพื่อครองใจเรา อะไรจะมีชัยชนะขึ้นอยู่กับว่าเราดำเนินชีวิตอย่างไร หากเราพยายามทำความดี นึกถึงสิ่งดีงาม มโนธรรมก็จะเข้มแข็ง แต่ถ้าเรานึกถึงแต่ตัวเอง ทำเพื่อตัวเองอยู่เสมอ อัตตาก็จะกล้าแกร่ง มิตรสหายหรือชุมชนแวดล้อมก็มีส่วนสำคัญ การมีชีวิตแวดล้อมด้วยกัลยาณมิตร ย่อมทำให้มโนธรรมเจริญงอกงาม แต่หากอยู่ท่ามกลางผู้คนที่เห็นแก่ตัว หรือหมกมุ่นอยู่กับสื่อที่กระตุ้นความโลภ อัตตาก็จะครอบงำใจได้ง่าย
        น่าเป็นห่วงก็ตรงที่โลกปัจจุบันนั้นล้วนแต่โน้มเอียงไปในทางกระตุ้นอัตตาและทำให้มโนธรรมสงบงัน วัฒนธรรมบริโภคนิยมเป็นตัวอย่างหนึ่งที่เสริมพลังให้แก่อัตตาอย่างเต็มที่ แต่สิ่งหนึ่งที่มีอิทธิพลมากหากพูดถึงกันน้อย ก็คือชีวิตที่เร่งรีบ ยิ่งเร่งรีบมากเท่าไร เราก็สนใจคนอื่นน้อยลงเท่านั้น แม้คนนั้นจะทุกข์อยู่ต่อหน้าก็ตาม
        เคยมีการทดลองกับนักศึกษากลุ่มหนึ่ง โดยมีการมอบหมายให้นักศึกษาไปพูดหน้าชั้นเรียนซึ่งอยู่อีกตึกหนึ่ง ระหว่างที่ทุกคนเดินไปยังตึกนั้น ก็จะเจอชายผู้หนึ่งนั่งทรุดอยู่ริมถนน ไอหอบและร้องครวญ สิ่งที่ผู้ทดลองอยากรู้ก็คือ จะมีใครบ้างที่หยุดเดินและเข้าไปช่วยชายผู้นั้น
         ในการทดลองดังกล่าว ก่อนที่นักศึกษาจะเดินไปที่ตึกนั้น ทุกคนได้รับคำสั่งหรือเงื่อนไขต่างกัน เช่น บางคนก็ได้รับการบอกว่า “คุณมีเวลาเหลืออีกไม่กี่นาที ต้องรีบไปแล้วล่ะ” แต่บางคนก็ได้รับการบอกว่ายังมีเวลาเหลืออยู่อีกมาก “แต่ถ้าคุณไปตอนนี้เลยก็ดีเหมือนกัน”
        ผลการทดลองก็คือ ในบรรดานักศึกษาที่เดินจ้ำเพราะอาจารย์บอกว่าสายแล้วนั้น มีเพียงร้อยละ ๑๐ เท่านั้นที่เข้าไปช่วย “ผู้ป่วย” ขณะที่นักศึกษาที่ยังพอมีเวลาอยู่นั้น ร้อยละ ๖๓ หยุดเดินและเข้าไปช่วย
        การทดลองดังกล่าวพบว่าปัจจัยสำคัญที่กำหนดว่านักศึกษาคนใดจะช่วยผู้ป่วยหรือไม่ อยู่ที่ว่าเขาอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเร่งรีบหรือไม่ คนที่ต้องเร่งรีบส่วนใหญ่เดินผ่าน ขณะที่คนซึ่งไม่เร่งรีบกลับเข้าไปช่วย
        ในโลกที่เร่งรีบผู้คนจึงมีน้ำใจกันน้อยลง อย่างไรก็ตามถึงรอบตัวจะเร่งรีบ แต่เราสามารถใช้ชีวิตให้ช้าลงได้ ด้วยการลดกิจกรรมต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็นลงเสียบ้าง หรือทำให้น้อยลง(เช่น เที่ยวห้าง หรือดูโทรทัศน์) ชีวิตที่ช้าลงนอกจากจะทำให้เราเห็นอกเห็นใจกันมากขึ้นแล้ว ยังทำให้เรามีสุขภาพดีขึ้น รวมทั้งมีเวลาให้แก่ตนเองมากขึ้น ไม่แปลกแยกหรือขัดแย้งกับตัวเองดังที่มักเกิดขึ้นกับผู้คนเวลานี้
*******
กิ่งธรรมจาก http://www.visalo.org

Thursday, April 12, 2012

ความกลัว

เพาะธรรม ให้เกิดในใจ...ไม่กลัวอีกแล้ว

ความกลัว

โดย พุทธทาสภิกขุ

 ความกลัว เป็นสิ่งที่มีอำนาจมากสิ่งหนึ่ง
ในบรรดา สิ่งที่ทำลาย ความสุข สำราญ
หรือ รบกวนประสาท ของมนุษย์ เป็นอย่างยิ่ง ด้วยกัน 

 

        ความกลัวนี้ ย่อมมีลักษณะ และพิษสง มากน้อยกว่ากัน เป็นขั้นๆ ตามความรู้สึก อันสูงต่ำ ของจิตเด็กๆ สร้างภาพ ของสิ่งที่น่ากลัว ขึ้นในใจ ตามที่ผู้ใหญ่ นำมาขู่ หรือได้ยิน เขาเล่า เรื่อง อันน่ากลัว เกี่ยวกับผี เป็นต้น สืบๆ กันมา แล้วก็กลัว เอาจริงๆ จนเป็นผู้ใหญ่ ความกลัวนั้น ก็ไม่หมดสิ้นไป
        ความกลัว เป็นสัญชาตญาณ อันหนึ่งของมนุษย์ เหมือนกันหมด แต่ว่า วัตถุที่กลัว นั่นแหละต่างกัน ตามแต่เรื่องราวที่ตนรับ เข้าไว้ในสมอง
      วัตถุอันเป็น ที่ตั้งของความกลัว ที่กลัวกันเป็นส่วนมากนั้น โดยมากหาใช่วัตถุ ที่มีตัวตน จริงจัง อะไรไม่ มันเป็นเพียงสิ่งที่ใจสร้างขึ้น สำหรับกลัวเท่านั้น ส่วนที่เป็น ตัวตน จริงๆ นั้น ไม่ได้ ทำให้เรากลัวนาน หรือ มากเท่าสิ่งที่ใจสร้างขึ้นเอง มันมักเป็น เรื่องเป็นราวลุล่วงไปเสียในไม่ช้านักบางที เราไม่ทันนึก กลัว ด้วยซ้ำไป
        เรื่องนั้นก็ได้มาถึงเรา เป็นไปตามเรื่องของมันและผ่านพ้นไปแล้ว มันจึงมิได้ทรมานจิตของมนุษย์มากเท่าเรื่องหลอกๆ ที่ใจสร้างขึ้นเอง เด็กๆ หรือคนธรรมดา เดินผ่านร้านขายโลง ซึ่งยังไม่เคย ใส่ศพเลย ก็รู้สึกว่า เป็นที่น่ารังเกียจ หรือเป็นที่ อวมงคล เสียจริงๆ เศษกระดาษ ชนิดที่เขา ใช้ปิดโลง ขาดตก อยู่ในที่ใด ที่นั้น ก็มี ผี สำหรับเด็กๆเมื่อเอาสีดำ กับกระดาษ เขียนกันเข้า เป็น รูปหัวกระโหลก ตากลวง ความรู้สึกว่าผี ก็มาสิง อยู่ใน กระดาษ นั้นทันที
       เอากระดาษฟาง กับกาวและสี มาประกอบกัน เข้าเป็น หัวคนป่า ที่น่ากลัว มีสายยนต์ ชักให้แลบลิ้น เหลือกตา ได้ มันก็พอที่ทำให้ใคร ตกใจเป็นไข้ได้ ในเมื่อนำไปแอบ คอยที่ชักหลอกอยู่ในป่า หรือที่ขมุกขมัว
       และแม้ที่สุด แต่ผู้ที่เป็นนายช่าง ทำมันขึ้นนั่นเอง ก็รู้สึกไปว่า มันมิใช่กระดาษฟาง กับกาวและสี เหมือนเมื่อก่อน เสียแล้ว ถ้าปรากฏว่า มันทำให้ใคร เป็นไข้ ได้สักคนหนึ่งเราจะเห็นได้ ในอุทาหรณ์ เหล่านี้ ว่า ความกลัวนั้น ถูกสร้างขึ้น ด้วยสัญญาในอดีตของเราเอง ทั้งนั้น เพราะปรากฏว่า สิ่งนั้นๆ ยังมิได้เนื่องกับผีที่แท้จริง แม้แต่นิดเดียว และสิ่งที่เรียกว่า ผี ผี , มันก็ เกิดมาจากกระแส ที่เต็มไปด้วย อานุภาพอันหนึ่ง อันเกิดมาจาก กำลังความเชื่อแห่งจิต ของคนเกือบทั้งประเทศ หรือ ทั้งโลก เชื่อกันเช่นนั้น อำนาจนั้นๆ มัน แผ่ซ่าน ไปครอบงำจิตของคนทุกคน ให้สร้าง ผีในมโนคติ ตรงกันหมด และทำให้เชื่อ ในเรื่องผี ยิ่งขึ้น และผีก็มีชีวิต อยู่ในโลกนี้ได้จนกว่าเมื่อใด เราจะหยุดเชื่อเรื่องผี หรือ เรื่องหลอก นี้กันเสียที ให้หมดทุกๆ คน ผีก็จะตายหมดสิ้นไปจากโลกเอง จึงกล่าวได้ว่า
         ความกลัวที่เรากลัวกันนั้น เป็นเรื่องหลอก ที่ใจสร้างขึ้นเองด้วยเหตุผล อันผิดๆ เสียหลายสิบเปอร์เซ็นต์
     ความกลัว เป็นภัยต่อความสำราญ เท่ากับความรัก โกรธ เกลียด หลงใหล และอื่นๆ หรือบางที จะมากกว่าด้วยซ้ำ ดูเหมือนว่า ธรรมชาติ ได้สร้างสัญชาตญาณ อันนี้ให้แก่สัตว์ ตั้งแต่ เริ่มออกจากครรภ์ ทีเดียว, ลูกนก หรือ ลูกแมว พอลืมตา ก็กลัวเป็นแล้ว แสดงอาการหนี หรือป้องกันภัย ในเมื่อเราเข้าไปใกล้เด็กๆ จะกลัวที่มืด หรือการถูกทิ้ง ไว้ผู้เดียว ทั้งที่ เขายังไม่เคย มีเรื่องผูกเวร กับใครไว้ อันจะนำให้กลัวไปว่า จะมีผู้ลอบทำร้าย
       เพียงแต่ผู้ใหญ่ ชี้ไปตรงที่มืด แล้วทำท่ากลัว ให้ดูสักครั้งเท่านั้น เด็กก็จะกลัว ติดอยู่ในใจไปได้นาน
      คนโตแล้วบางคน นั่งฟังเพื่อนกันเล่าเรื่องผีเวลากลางคืน มักจะค่อยๆ ขยับๆ จนเข้าไป นั่งอยู่กลางวง โดยไม่รู้สึกตัว และยังไปนอนกลัว ในที่นอนอีกมาก กว่าจะหลับไปได้เดินผ่านป่าช้าโดยไม่รู้ เพิ่งมารู้และกลัวเอาที่บ้านก็มี สำหรับบางคน ทั้งหมดนี้ เป็น เครื่องแสดงว่า
        ความกลัว เป็นเรื่องของจิต มากกว่า วัตถุ ผู้ใด ไม่มี ความรู้ ในการควบคุม จิตของตน ในเรื่องนี้ เขาจะถูกความกลัวกลุ้มรุมทำลายกำลังประสาทและความสดชื่นของใจเสียอย่างน่าสงสารในทำนอง ตรงกันข้าม สำหรับผู้ที่มีอุบายข่มขี่ความกลัว ย่อม จะได้รับ ความผาสุก มากกว่า มีกำลังใจ เข้มแข็งกว่าเหมาะที่จะเป็น หัวหน้าหมู่ หรือ ครอบครัวเมื่อปรากฏว่า ความกลัว เป็นภัย แก่ความผาสุก เช่นนี้แล้ว
        บัดนี้ เราก็มาถึง ข้อปัญหาว่า เราจะเอา ชนะความกลัว ได้อย่างไร สืบไป
       เพราะเหตุว่า การที่ทราบแต่เพียงว่า ความกลัว เป็นภัย ของความผาสุกนั้น เรายังได้รับผลดีจากความรู้นั้น น้อยเกินไป เราอาจปัดเป่า ความกลัวออกไปเสียจากจิต โดยววิธีต่างๆ กันแต่เมื่อจะสรุปความ ขึ้นเป็นหลักสำคัญๆ แล้ว อย่างน้อย เราจะได้สามประการ คือ
        ๑. สร้างความเชื่ออย่างเต็มที่ ในสิ่งที่ยึดเอาเป็นที่พึ่ง
        ๒. ส่งใจไปเสียในที่อื่น ผูกมัดไว้กับสิ่งอื่น
        ๓. ตัดต้นเหตุ ของความกลัวนั้นๆ เสีย
       ในประการต้น อันเราอาจเห็นได้ทั่วไป คือ วิธีของ เด็กๆ ที่เชื่อตะกรุด หรือ เครื่องราง ฯลฯ ตลอดจน พระเครื่ององค์เล็ก ที่แขวนคอและเป็นวิธีของผู้ใหญ่บางคน ที่มีความรู้สึกอยู่ในระดับเดียวกับเด็กด้วยคนในสมัยอนารยะ ถือภูเขาไฟ ต้นไม้ ฟ้า หรือ สิ่งที่ตนเห็นว่า มีอำนาจน่ากลัว ควรถือเอา เป็นที่มอบกายถวายตัว ได้อย่างหนึ่ง นี่ก็อยู่ในประเภทเดียวกัน ที่ยังเหลือมาจนทุกวันนี้ เช่น พวกที่บนบานต้นโพธิ์ พระเจดีย์ เป็นต้น
       เพื่อความเบาใจของตน ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง วิธีนี้ เป็นผลดีที่สุด ได้ตลอดเวลา ที่ตน ยังมีความเชื่อมั่นคงอยู่ ความเชื่อที่เป็นไปแรงกล้า อาจ หลอกตัวเอง ให้เห็นสิ่งที่ควรกลัวกลายเป็นสิ่งที่ไม่ควรกลัวไปก็ได้ ถ้าหากจะมีอุบายสร้างความเชื่อชนิดนั้น ให้เกิดขึ้นได้มากๆ
       เมื่อใดความเชื่อหมดไป หรือมีน้อย ไม่มีกำลังพอที่จะหลอกตัวเองให้กล้าหาญแล้ว วิธีนี้ ก็ไม่มีประโยชน์ กลายเป็นของน่าหัวเราะเท่านั้น เล่ากันมาว่า เคยมีคนๆ หนึ่ง อมพระเครื่อง เข้าตะลุมบอน ฆ่าฟันกัน เชื่อว่า ทำให้อยู่คง ฟันไม่เข้า เป็นต้น ดูเหมือนได้ผล เป็นที่น่าพอใจ เขาจริงๆ ขณะหนึ่ง พระตกจากปากลงพื้นดิน ในท้องนา ตะลีตะลานคว้าใส่ปากทั้งที่เห็นไม่ถนัด แทนที่ จะได้พระ กลับเป็นเขียดตัวหนึ่ง เข้าไปดิ้นอยู่ในปาก
        ก็รบ เรื่อยไป โดยยิ่งเชื่อมั่นขึ้นอีกว่า พระในปาก แสดงปาฏิหาริย์ ดิ้นไปดิ้นมา เมื่อเลิกรบ รีบคายออกดู เห็นเป็นเขียดตาย ก็เลยหมดความเชื่อ ตั้งแต่นั้นมา ไม่ปรากฏว่า พระเครื่ององค์ใด ทำความพอใจ ให้เขาได้อีก พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า วิธีนี้ ไม่ใช่ ที่พึ่ง อันเกษม คือ ทำความปลอดภัยให้ได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่ วิธีสูงสุด, เนตํ สรณํ เขมํ เนตํ สรณมุตฺตมํ
       ประการที่สอง สูงขึ้นมาสักหน่อย พอที่จะเรียกได้ว่า อยู่ในชั้นที่จัดว่า เป็นกุศโลบาย
     หลักสำคัญอยู่ที่ส่งความคิดนึก ของใจไปเสียที่อื่นซึ่งจะเป็นความรักใครที่ไหน โกรธใครที่ไหน เกลียดใครที่ไหน ก็ตาม หรือหยุดใจเสียจากความคิดนึก ทุกอย่าง (สมาธิ) ก็ตาม เรียกว่า ส่งใจไปเสียในที่อื่น คือจากสิ่งที่เรากลัวนั้นก็แล้วกัน ที่เราเห็นกันได้ทั่วไป เช่น กำลังเมารัก บ้าเลือด เหล่านี้เป็นต้น จะไม่มีความกลัวผี กลัวเสือ กลัวเจ็บ แม้เรื่องราวในหนังสือข่าวรายวัน ก็เป็นพยาน ในเรื่องนี้ได้มาก แต่เรื่องชนิดนี้ เป็นได้โดย ไม่ต้องเจตนา ทำความรู้สึก เพื่อส่งใจไปที่อื่น เพราะมันส่งไปเองแล้ว ถึงกระนั้นทุกๆ เรื่อง เราอาจปลูกอาการเช่นนี้ขึ้นได้ในเมื่อต้องการ
       และมันไม่เป็นขึ้นมาเอง การคิดนึกถึงผลดีที่จะได้รับ คิดถึงสิ่งที่เรารักมาก จนใฝ่ฝัน คิดถึง ชาติประเทศ คิดถึงหัวหน้าที่กล้าหาญ ดูสิ่งที่ยั่วใจให้กล้า เช่น ระเบียบให้มองดู ธงของผู้นำทัพ ในเมื่อตนรู้สึกขลาด อันปรากฏอยู่ในนิยาย เทวาสุรสงคราม ในพระคัมภีร์ เป็นต้น เหล่านี้ ล้วน แต่ช่วยให้ใจแล่นไปในที่อื่น จนลืมความกลัว ได้ทั้งนั้น ในชั้นนี้
        พระผู้มีพระภาคทรงสอนให้ระลึกถึงพระองค์ หรือพระธรรม หรือพระสงฆ์ อย่างใดอย่างหนึ่ง ในเมื่อภิกษุใดเกิดความกลัวขึ้นมา ในขณะที่ตนอยู่ในที่เงียบสงัด เช่นในป่าหรือถ้ำ เป็นต้น อาการเช่นนี้ทำนองค่อนไปข้างสมาธิ แต่ยังมิใช่สมาธิแท้ทีเดียว แต่ถ้าหากว่า ผู้ใดแม้ระลึกถึง พระพุทธองค์ก็จริง แต่ระลึกไปในทำนองเชื่อมั่น
       มันก็ไปตรงกันเข้ากับประการต้น คือความเชื่อ เช่น เชื่อพระเครื่อง หรือคนป่าเชื่อปู่เจ้าเขาเขียว ต่อเมื่อระลึก ในอาการเลื่อมใสปิติในพระพุทธคุณ เป็นต้น จึงจะเข้ากับประการที่สองนี้ส่วนอาการที่สงบใจไว้ด้วยสมาธินั้น เป็นอุบายข่มความกลัว ได้สนิทแท้ เพราะว่า ในขณะแห่งสมาธิ ใจไม่มีการคิดนึก อันใดเลย นอกจากจับอยู่ที่สิ่งซึ่งผู้นั้น ถือเอาเป็นอารมณ์ หรือนิมิต ที่เกาะของจิตอยู่ในภายในเท่านั้นแต่ว่าใจที่ เต็มไป ด้วยความกลัว ยากที่จะเป็นสมาธิ เพราะฉะนั้น ต้องเป็นสมาธิ ที่ชำนาญ อย่างยิ่งจริงๆ จนเกือบกลายเป็นความจำอันหนึ่งไป พอระลึกเมื่อใด
      นิมิตนั้นมาปรากฏเด่นอยู่ที่ "ดวงตาภายใน" ได้ทันทีนั่นแหละ จึงจะเป็นผล แม้ข้อที่ พระองค์สอนให้ระลึกถึงพระองค์ หรือพระธรรม พระสงฆ์ ตามนัยแห่งบาลี ธชัคคสูตรนั้น ก็หมายถึง พุทธานุสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ อยู่แล้ว แม้ว่าจะเป็นเพียง อุปจารสมาธิ ยังไม่ถึงขึดฌาณก็ตาม ล้วนแต่ต้องการความชำนาญ จึงอาจเปลี่ยนอารมณ์ที่กลัวให้เป็นพุทธานุสสติ เป็นต้นได้ส่วนสมาธิ ที่เป็นได้ถึงฌาณ เช่น พรหมวิหาร เป็นต้น เมื่อชำนาญแล้ว สามารถที่จะข่มความกลัว ได้เด็ดขาดจริงๆ ยิ่งโดยเฉพาะ เมตตา พรหมวิหาร ยิ่งเป็นไปได้ง่ายที่สุด
       แต่พึงทราบว่า ทั้งนี้เป็นเพียงข่มไว้เท่านั้น เชื้อของความกลัว ยังไม่ถูกรื้อถอนออก เมื่อใดหยุดข่ม มันก็เกิดขึ้นตามเดิม อีกประการหนึ่ง ไม่ใช่วิธีที่ง่ายสำหรับคนทั่วไป สำหรับการข่มด้วยสมาธิคนธรรมดาเหมาะสำหรับเพียงแต่เปลี่ยนเรื่องคิดนึกของใจเท่านั้น  หาอาจทำ การหยุด พฤติการของจิต ให้ชะงักลงได้ง่ายๆ เหมือน นักสมาธิไม่ และค่อนข้าง จะเป็นการแนะให้เอา ลูกพรวน เข้าไปแขวนผูกคอแมวไป ในเมื่อสอนให้ คนธรรมดาใช้วิธ๊นี้และน่าประหลาดใจอีกอย่างหนึ่งว่า วิธีที่สาม ที่จะกล่าวต่อไปข้างหน้า ฃึ่งเป็นวิธีที่สูงนั้น กลับจะเหมาะสำหรับคนทั่วไป และได้ผลดีกว่าเสียอีก วิธีนั้น คือ ตัดต้นเหตุ แห่งความกลัวเสีย ตามแต่ที่กำลังปัญญาความรู้ของผู้นั้น จะตัดได้มากน้อยเพียงไร ดังจะได้พิจารณากันอย่างละเอียด กว่าวิธีอื่น ดังต่อไปนี้เมื่อมาถึงประการ ที่สามนี้ ขอให้เราเริ่มต้นด้วย อุทาหรณ์ง่ายๆ
          ของท่านภิกขุ อานันท เกาศัลยายนะ  [เขียนไว้ในเรื่อง คนเราเอาชนะความกลัวได้อย่างไร ในหนังสือพิมพ์มหาโพธิ และบริติชพุทธิสต์ แต่เขียนสั้นๆ เพียงสองหน้ากระดาษเท่านั้น และกล่าวเฉพาะการประพฤติ กายวาจาใจ ให้สุจริตอย่างเดียว ว่า เป็นการตัดต้นเหตุแห่งความกลัว] เขียนไว้เรื่องหนึ่งเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายในข้อที่ว่า
         การสะสางที่มูลเหตุ นั้นสำคัญเพียงไร อุทาหรณ์ นั้น เป็นเพียงเรื่องที่ผูกขึ้นให้เหมาะสมกับความรู้สึกของคนเราทั่วไป เรื่องมีว่า เด็กคนหนึ่งมีความกลัวเป็นอันมาก ในการที่จะเข้าไปใน ห้องมืดห้องหนึ่ง ในเรือนของบิดาของเขาเอง เขาเชื่อว่า มีผีดุตัวหนึ่งในห้องนั้น และจะกินเขา ในเมื่อเขาเพียงแต่เข้าไป บิดาได้พยายามเป็นอย่างดีที่สุด ที่จะทำได้ ทุกๆ ทาง เพื่อให้บุตรของตน เข้าใจถูกว่า ไม่มีอะไร ในห้องนั้น เขากลัวไปเองอย่างไม่มีเหตุผล แต่เด็กคนนั้น ได้เคยนึกเห็นตัวผีมาแล้ว เขาเชื่อว่า ไม่มีทางใดที่จะช่วยบุตรของตน ให้หลุดพ้นจากการกลัวผี 


       ซึ่งเขาสร้างขี้นเป็นภาพใส่ใจของเขาเองด้วยมโนคติได้จริงแล้ว ก็คิดวางอุบาย มีคนใช้คนหนึ่ง เป็นผู้ร่วมใจด้วย ฤกษ์งามยามดีวันหนึ่ง เขาเรียกบุตร คนนั้นมา แล้วกล่าวว่า "ฟังซิ ลูกของพ่อ ตั้งนานมาแล้ว ที่พ่อเข้าใจว่า พ่อเป็นฝ่ายถูก เจ้าเป็นฝ่ายผิด ก่อนหน้านี้ พ่อคิดว่า ไม่มีผีดุ ในห้องนั้น บัดนี้ พ่อพบด้วยตนเองว่า มันมีอยู่ตัวหนึ่ง
       และเป็นชนิดที่น่าอันตรายมาก เสียด้วย พวกเราทุกคน จักต้องระวังให้ดี"ต่อมาอีกไม่กี่วัน บิดาได้เรียกบุตรมาอีก ด้วยท่าทาง เอาจริงเอาจัง กล่าวว่า
        "หลายวันมาแล้ว ผีพึ่งปรากฏตัววันนี้เอง พ่อคิดจะจับและฆ่ามันเสีย ถ้าเจ้าจะร่วมมือกับพ่อด้วย ไปเอาไม้ถือ ของเจ้า มาเร็วๆ เข้าเถิด ไม่มีเวลาที่จะรอ แม้นาทีเดียว เพราะมันอาจหนีไปเสีย" เด็กน้อยตื่นมาก แต่ไม่มีเวลาคิด ไปเอาไม้ถือมาทันที พากันไปสู่ห้องนั้น เมื่อเข้าไปก็ได้พบผี (ซึ่งเรารู้ดีว่า เป็นฝีมือของคนใช้ทำขึ้น และคอยเชิดมันในห้องมืดนั้น) สองคนพ่อลูกช่วยกันระดมตีผี ด้วยไม้ถือ และไม้พลอง จนมันล้มลง มีอาการของคนตาย พ่อลูกดีใจ คนในครอบครัวทั้งหลาย มีการรื่นเริง กินเลี้ยงกันในการปราบผี ได้สำเร็จ ฉลองวันชัย และเป็นวันแรก ที่เด็กนั้น กล้าเข้าไปในห้องนั้น โดยปราศจากความกลัวสืบไป นี่เราจะเห็นได้ว่า เพียงทำลายล้างผี ที่เด็กสร้างขึ้น ด้วยมันสมองของเขาเอง บิดาต้องสร้างผี ขึ้นตัวหนึ่งจริงๆ จึงทำลายได้สำเร็จ โดยอาศัยความฉลาด รู้เท่าทันการ รู้จักตัดต้นเหตุ คนโง่ กับคนฉลาด นั้น ผิดกันในส่วนที่ ระงับเหตุร้าย ลงไปจากทางปลาย หรือตัดรากเหง้า ขึ้นมาจากภายใต้เสือย่อมกระโดด สวนทาง เสียงปืน เข้าไปหาผู้ยิง ในเมื่อรู้สึกว่า ตนถูกยิง แต่สุนัข ย่อมมัว ขบกัด ตรงปลายไม้ ที่มีผู้แหย่ ตนนั่นเอง หาคิดว่าต้นเหตุสำคัญ อยู่ที่ผู้แหย่ไม่เมื่อเราพบจุดสำคัญว่า การตัดต้นเหตุเป็นวิธีที่ดีที่สุด ดังนี้แล้ว เราก็ประจัญกันเข้ากับปัญหาว่า อะไรเล่า ที่เป็นต้นเหตุแห่งความกลัว ?เมื่อเราคิดดูให้ดีแล้ว อาจตอบได้ว่า เท่าที่คนเราส่วนมาก จะคิดเห็นนั้น
         ความกลัวผี มีต้นเหตุมากมาย คือ ความไม่เข้าใจในสิ่งนั้นบ้าง การมีความกลัวติดตัวอยู่บ้าง ใจอ่อนเพราะเป็นโรคประสาทบ้าง อาฆาตจองเวรไว้กับคนไม่ชอบพอกันบ้าง รักตัวเองไม่อยากตายบ้าง เหล่านี้ ล้วนเป็น เหตุแห่งความกลัวมูลเหตุอันแท้จริง เป็นรวบยอด แห่งมูลเหตุทั้งหลาย คืออะไรนั้น ค่อนข้างยากที่จะตอบได้ เพราะเท่าที่เห็นกันนั้น เห็นว่า มันมีมูลมากมายเสียจริงๆ แต่แท้ที่จริงนั้น ความกลัวก็เป็นสิ่งที่ เกิดมาจากมูลเหตุอันสำคัญอันเดียว เช่นเดียวกับ ความรัก ความโกรธ ความเกลียด และ ความหลง เพราะว่า ความกลัว ก็เป็นพวกเดียวกันกับ ความหลง (โมหะ หรือเข้าใจผิด) มูลเหตุอันเดียวที่ว่านั้น ก็คือ อุปาทาน ความยึดถือต่อตัวเองว่า ฉันมี ฉันเป็น นั่นของฉัน นี่ของฉัน เป็นต้น อันเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อัสมิมานะ (เรื่องนี้ ข้าพเจ้าเคย อธิบายไว้บ้างแล้ว
ในเรื่อง "สุขกถา" ที่คณะธรรมทาน เคยพิมพ์โฆษณาแล้ว)ความรู้สึก หรือ ยึดถืออยู่เอง ในภายในใจ ตามสัญชาตญาณนั้น มันคลอดสิ่งที่เราเรียกกันว่า "ฉัน" ขึ้นมา และความรู้สึกนั้น ขยายตัวออกสืบไปว่า
        ฉันเป็นผู้ทำเช่นนั้น เช่นนี้ ฉันจะได้รับนั่น รับนี่ หรือเสียนั่น เสียนี่ไป นั่นจะส่งเสริมฉัน เป็นมิตรของฉัน นี่จะตัดรอนฉัน ทำลายฉัน เป็นศัตรูของฉัน "ฉัน" สิ่งเดียวนี้ เป็นรากเหง้า ของความรัก โกรธ เกลียด กลัว หลงใหล อันจักทำลาย ความผาสุก และอิสรภาพ ของคนเรา ยิ่งไปกว่าที่เพื่อนมนุษย์ด้วยกันทำแก่เรา มากกว่ามากหลายเท่า  หลายส่วนนักอุปาทาน ผูกมัดเรา ทำเข็ญให้เรา ยิ่งกว่าที่หากเราจะถูกแกล้งหาเรื่องจับจองจำในคุกในตะรางเสียอีก เพราะปรากฏว่ามันไม่เคยผ่อนผันให้เราเป็นอิสระ หรือพักผ่อน แม้ชั่วครู่ชั่วยามเมื่อมี "ฉัน" ขึ้นมาในสันดานแล้ว "ฉัน" ก็อยากนั่น อยากนี่ อยากให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ อยากไม่ให้ เป็นอย่างนั้น อย่างนี้ ซึ่งเมื่อพิจารณาดู ซ้ำ อีกทีหนึ่งแล้ว จะเห็นว่า เต็มไปด้วย ความเห็นแก่ตนเอง หรือ "ฉัน" นั้น ร้อยเปอร์เซ็นต์ "ฉัน" ไม่อยากเจ็บปวด  ไม่อยากตาย หรือแหลก ละลายไปเสีย ฉัน จึงกลัวเจ็บกลัวตาย เป็นสัญชาตญาณ ของ "ฉัน" เมื่อกลัวตายอย่างเดียว อยู่ภายในใจแล้ว ก็กลัวง่าย ไปทุกสิ่งที่เชื่อกันว่า มันจะทำให้ตาย หรือทำให้เจ็บป่วย ซึ่งเป็นน้องของตาย ทำ ให้ฉันกลัวผีจะหักคอฉัน กินฉันหลอกฉันขู่ฉัน กลัวเสือซึ่งไม่เคยปรากฏว่าเป็นเพื่อนกันได้ และกลัวสัตว์อื่นๆ แม้แต่งูตัวนิดๆ กลัวที่มืดซึ่งเป็นที่อาศัยของสิ่งน่ารังเกียจเหล่านั้น กลัวที่เปลี่ยว ซึ่งไม่มีโอกาส ที่ตนจะต่อสู้ป้องกันตัวได้ กลัวคู่เวร จะลอบทำฉันให้แตกดับ กลัวฉันจะอับอายขายหน้าสักวันหนึ่ง เพราะฉัน มีความผิดปกปิดไว้       บางอย่าง ฉันกลัว เพราะไม่เข้าใจว่า สิ่งนั้นจะเป็นอะไรก็ไม่รู้ เช่น ผลไม้ดีๆ บางอย่าง แต่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ถ้ารูปร่าง หรือ สีมันชอบกลแล้ว ฉันก็กลัว ไม่กล้ากิน หรือแม้แต่จะชิมก็ขนลุก และในที่สุดเมื่อ "ฉัน" ปั่นป่วน ในปัญหาการอาชีพ หรือ ชื่อเสียงเป็นต้นของฉัน กลัวว่า ฉันจะเสื่อมเสียอยู่เสมอ ฉันก็เป็นโรคใจอ่อน หรือโรคประสาท สะดุ้งง่าย ใจลอย ความยึดถือว่า ฉันเป็นฉัน เหล่านี้เป็น มูลเหตุของความกลัว ซึ่งเกิดขึ้นแล้ว ก็กวาดความสดใส ชุ่มชื่นเยือกเย็น ให้หมดเตียนไปจากดวงจิตนั้น เมื่อพบว่า ต้นเหตุ ของความกลัว คืออะไร ดังนี้แล้ว
       เราก็มาถึง ปัญหา ว่าจะตัดต้นเหตุนั้นได้อย่างไร เข้าอีกโดยลำดับ ในตอนนี้เป็นการจำเป็น ที่เราจะต้องแบ่งการกระทำ ออกเป็นสองชั้น ตามความสูงต่ำ แห่งปัญญา หรือความรู้ ของคนผู้เป็นเจ้าทุกข์ คือถ้าเขามีต้นทุนสูงพอ ที่จะทำลายอุปาทาน ให้แหลกลงไปได้ ก็จะได้ ตรงเข้าทำลาย อุปาทาน ซึ่งเมื่อทำลายได้แล้ว ความทุกข์ทุกชนิด จะพากันละลายสาบสูญไปอย่างหมดจดด้วย นี้ประเภทหนึ่ง และอีกประเภทหนึ่ง คือ พยายาม เพียงบรรเทาต้นเหตุให้เบาบางไปก่อน ได้แก่ การสะสางมูลเหตุนั้น ให้สะอาดหมดจด ยิ่งขึ้น
       ประเภทแรก สำเร็จได้ด้วยการปฏิบัติธรรมทางใจ ให้ก้าวหน้าสูงขึ้นตามลำดับๆ จนกว่าจะหมดอุปาทาน ตามวิธีแห่งการปฏิบัติธรรม อันเป็นเรื่องยาวอีกเรื่องหนึ่ง ผู้สำเร็จ ในประเภทนี้ คือ พระอรหันต์ จึงเป็นอันว่า จักงดวิธีนี้ไว้ก่อน เพราะไม่เป็นเรื่องที่สาธารณะแก่บุคคลทั่วไป และเป็นเรื่องที่เคยอธิบายกันไว้อย่างมาก ต่างหากแล้วส่วนประเภทหลัง นั้นคือ การพยายาม ประพฤติ ความดี ทั้งทางโลก และทางธรรม ทั้งในที่แจ้งและในที่ลับ จนตนติเตียนตนเองไม่ได้ ใครที่เป็นผู้รู้ แม้จะมีทิพยโสต หรือทิพยจักษุ มาค้นหา ความผิด เพื่อติเตียนก็ไม่ได้
       เป็นผู้เชื่อถือ และเคารพตัวเองได้เต็มเปี่ยม ไม่เบียดเบียนตน ไม่เบียดเบียนท่าน ไม่มีเวรภัยที่ผูกกันไว้กับใครรู้กฏความจริงของโลกศึกษาให้เข้าใจในหลักครองชีพ หาความ หนักแน่น มั่นใจให้แก่ตัวเอง ในหลักการครองชีพ และรักษา ชื่อเสียง หรือคุณความดี พยายามทำแต่สิ่งที่เป็นธรรมด้วย ความหนักแน่น เยือกเย็น ไม่เปิดโอกาสให้ใครเหยียดหยามได้ ก็จะไม่ต้องเป็นโรคใจอ่อน หรือโรคประสาท เพราะมีความ แน่ใจตัวเอง เป็นเครื่องป้องกัน และสำเหนียก อยู่ในใจ เสมอว่า สิ่งทั้งปวงเป็น อนัตตา เป็นไปตามเรื่อง คือ เหตุปัจจัยของมัน ไม่เป็นของแปลก
หรือได้เปรียบ เสียเปรียบ อะไรแก่กัน ในเรื่องนี้
       เมื่อเป็นเช่นนี้ ความกลัว ก็หมดไป ใจได้ที่พึ่ง ที่เกษม ที่อุดม ยิ่งขึ้น สมตาม พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสการเห็นแจ้ง อริยสัจ สี่ประการ ไว้ในรองลำดับ แห่งการถือ ที่พึ่งด้วยการถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ อริยสัจ ก็คือการรู ้ เหตุผลของความทุกข์ และของความพ้นทุกข์ ความกลัว ก็รวมอยู่ในพวกทุกข์ เห็นอริยสัจอย่างเพลา ก็คือ การเห็น และตัดต้นเหตุแห่งความกลัว ประเภททีหลังนี้ เห็นอริยสัจ เต็มที่ถึงที่สุด ก็คือ พระอรหันต์ หรือ การตัดต้นเหตุประเภทแรก ได้เด็ดขาดข้าพเจ้าขอจบ เรื่องนี้ลง ด้วย พระพุทธภาษิต ที่เราควร สำเหนียก ไว้ในใจ อยู่เสมอ อันจะเป็นดุจ เกราะ ป้องกันภัย จาก ความกลัว ได้อย่างดี ดังต่อไปนี้"มนุษย์ทั้งหลายเป็นอันมาก ถูกความกลัว คุกคาม เอาแล้ว   ย่อม ยึดถือเอา ภูเขาบ้าง ป่าไม้ที่ศักดิ์สิทธิ์บ้าง
       สวนที่ศักดิ์สิทธิ์บ้าง รุกขเจดีย์บ้าง เป็นที่พึ่งของตนๆ   นั่นไม่ใช่ ที่พึ่ง อันทำความ เกษม ให้ได้เลย
      นั่นไม่ใช่ที่พึ่งอันสูงสุด ผู้ใดถือสิ่งนั้นๆ เป็นที่พึ่งแล้ว   ก็ยังไม่อาจ หลุดพ้น ไปจากความทุกข์ ทั้งปวงได้
       ส่วนผู้ใดที่ถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งแล้ว เห็นอริยสัจทั้งสี่ ด้วยปัญญาอันถูกต้อง คือ เห็นทุกข์ เห็นเหตุ  เครื่องให้เกิดทุกข์ เห็นการก้าวล่วงไปเสียได้จากทุกข์ และ   เห็นหนทาง อันประกอบด้วยองค์แปดประการ อันประเสริฐ   อันเป็นเครื่องยังผู้นั้น ให้เข้าถึง ความรำงับแห่งทุกข์ นั่นแหละ   คือ ที่พึ่งอันเกษม นั่นแหละ คือที่พึ่งอันสูงสุด
        ผู้ใด ถือเอา ที่พึ่ง นั้นแล้ว ย่อมหลุดพ้น จากทุกข์ทั้งปวงได้ (ธ. ขุ. ๔๐)
        ความโศก ย่อมเกิดแต่ความรัก
        ความกลัว ย่อมเกิดแต่ความรัก
  สำหรับผู้ที่พ้นแล้ว จากความรัก ย่อมไม่มีความโศก
       ความกลัว จักมีมาแต่ที่ไหนเล่า
       ความโศก ย่อมเกิดมาจาก ตัณหา (ความอยากอย่างนั้นอย่างนี้)
       ความกลัว ย่อมเกิดมาจาก ตัณหา (เพราะกลัวไม่สมอยาก)
  สำหรับผู้ที่พ้นแล้วจาก ตัณหา ย่อมไม่มีความโศก   ความกลัว จักมีมา แต่ที่ไหนเล่า " (ธ. ขุ. ๔๓) 
      ขอให้ความกลัว หมดไปจากจิต ความสุข จงมีแต่ สรรพสัตว์ เทอญ
******* 
กิ่งธรรมจาก http://www.buddhadasa.com/

พุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์

เพาะธรรม ให้เกิดกับใจ

พุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์
โดย พุทธทาสภิกขุ 
       เมื่อพูดถึง วิทยาศาสตร์ บางคนก็ไม่สนใจ เห็นเป็นเรื่องของคนอีกพวกหนึ่งต่างหาก ไม่ใช่เรื่องของเรา, อาตมาก็เห็นใจคนเหล่านี้; แต่ก็จะงดไม่พูดด้วยคำคำนี้ก็ไม่ได้ เพราะว่ามันกำลังมีปัญหา ดังที่จะได้กล่าวให้ทราบต่อไป.
       คำว่า วิทยาศาสตร์ นั้น เรายังเข้าใจกันอยู่แต่เพียงว่าเป็นเรื่องวัตถุ เป็นเรื่องโลกๆ เป็นเรื่องของใหม่ๆ เป็นของทำเทียม เป็นของทำปลอม อะไรขึ้นมาหลอกคน, เข้าใจคำว่า วิทยาศาสตร์ ไปเสียอย่างนี้ แล้วมันก็จะ พูดกันไม่รู้เรื่อง. ที่จริงคำว่า วิทยาศาสตร์ นั้น ใช้เป็นคำเรียก สิ่งที่มีความจริง, และจริงชนิดที่ปรากฏเห็นๆอยู่ และจริงชนิดที่พิสูจน์ได้ ทดลองได้ไม่ต้องอาศัยการคำนึงคำนวณ, ไม่ต้องอาศัยความเชื่ออย่างงมงาย, ไม่ต้องอาศัย ความยึดมั่น อย่างละเมอเพ้อฝัน. อาตมาใช้ชื่อ ชุดการบรรยาย นี้ว่า ธรรมะในฐานะวิทยาศาตร์ นี่ก็เพราะว่ามันเป็นความจริง ที่ธรรมะนั้น มันเป็นวิทยาศาสตร์, เราไม่รู้ความจริงข้อนี้ ก็เลยไม่เข้าใจ ก็เกิดความชะงักงัน หรือยังเป็นหมัน ในการที่จะใช้ธรรมะ อย่างกะว่า เป็นวิทยาศาสตร์สิ่งซึ่งมิใช่วิทยาศาสตร์ นั้น มีอีกมากมาย ที่เขาพอใจ หลงใหล
        กันนัก ในสมัยนี้ ก็คือ สิ่งที่เรียกว่า ปรัชญา, คล้ายกับว่า โลกสมัยนี้ เป็นโลกที่ เห่อปรัชญา, การเห่อปรัชญา ก็จะเป็นโรคระบาดเต็มโลก; อาตมาก็ต้อง ป้องกันตัว ไว้เสียก่อน คือป้องกันตัวของพระพุทธศาสนา หรือป้องกันตัวให้แก่พระพุทธศาสนา ว่าอย่าให้ โรคเห่อปรัชญา มาครอบงำเอาพระพุทธศาสนา, ให้พุทธศาสนาสามารถจะแยกตัวออกมาอยู่ในรูปของวิทยาศาสตร์ สำหรับจะได้เรียนกันอย่างเรียนวิทยาศาสตร์, สำหรับจะได้ปฏิบัติกัน อย่างปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ จึงได้พยายามชี้ให้เห็นว่า ธรรมะในฐานะวิทยาศาสตร์.ทีนี้ ก็จะทำความเข้าใจให้ชัดลงไปอีกว่า คำว่า ธรรม ในที่นี้ คืออะไร คำว่า ธรรมในที่นี้ ก็คือ คำที่เราใช้เป็นชื่อของสิ่งที่
        เรามักเรียกกันว่า ศาสนา, ซึ่งข้อนี้ก็เคยพูดมามาก แล้วว่า   ในสมัยโบราณ โดยเฉพาะครั้งพุทธกาล นั้นเขาใช้คำว่า ธรรม เรียกชื่อ สิ่งที่เราเรียกกันในปัจจุบันนี้ว่า ศาสนา, เช่น ปัจจุบันนี้ ถามกันว่า ท่านถือศาสนาอะไร? ในครั้งกระโน้น เขาจะถามกันว่า ท่านถือธรรมะอะไร, ธรรมะข้อไหน, ธรรมะของใคร? ฉะนั้น ตัวศาสนาก็คือตัวธรรมนั่นเอง, และการที่เอามาพูดในวันนี้คำว่า ธรรม ในที่นี้ก็หมายถึง ระบบของพระพุทธศาสนา, พุทธศาสนาทั้งระบบ เราเอามาเรียกด้วยชื่อสั้นๆว่า ธรรมหรือธรรมะ, แล้วอยากจะให้รู้จัก สิ่งที่เรียกว่า ธรรม หรือ ธรรมะนี่แหละ ว่ามันเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์,  มันไม่ใช่เรื่องปรัชญา.ถ้าเป็นเรื่องปรัชญา จะไม่เป็นตัวธรรมที่เป็นตัวศาสนา หรือ ดับความทุกข์ได้, มันจะเป็นธรรมชนิดที่ไม่เกี่ยวกับความดับทุกข์ มันจะเป็นเพียงธรรมสำหรับเรียน สำหรับรู้ สำหรับถกเถียงกันเท่านั้นเอง. ฉะนั้นขอให้ท่านทั้งหลายสนใจให้ดีว่า เมื่อพูดถึงธรรมในที่นี้ ก็คือ ธรรมที่เป็นตัวศาสนาที่สามารถปฏิบัติได้, และครั้งปฏิบัติแล้วก็ดับทุกข์ได้.ในบัดนี้ มีปัญหาคาราคาซัง กันอยู่ในที่ทั่วๆไป คือมีคนบางพวก กำลังเถียงกันอยู่ เกี่ยวกับคำว่า ศาสนา หรือคำว่าธรรมในที่นี้. เขาเถียงกันว่า พุทธศาสนานี้เป็นปรัชญา ไม่ใช่เป็นศาสนา อย่างนี้ก็มี; นี่เพราะเขาไม่รู้ ความหมาย ของคำว่า ศาสนา หรือรู้เป็นอย่างอื่นไปเสีย. อาตมา เคยบอกมาหลายครั้งหลายหนแล้วว่า ถ้าเป็นศาสนา จะต้องเป็นวิทยาศาสตร์, ถ้าเป็นพุทธศาสนา จะต้องเป็นใน รูปของวิทยาศาสตร์, ไม่เป็นไปใน รูปของปรัชญา ซึ่งเราจะต้อง ทำความเข้าใจกัน ให้ชัดเจนต่อไป. เดี๋ยวนี้ มัวแต่ เถียงกันไป เถียงกันมา ว่า พุทธศาสนา เป็นปรัชญา ไม่ใช่เป็นศาสนา ดังนี้บ้าง, และยัง
มีที่เถียงกัน พูดกันว่า พุทธศาสนานั้น ขัดกับวิทยาศาสตร์ ดังนี้บ้าง.
      การพูดว่าขัดกับวิทยาศาสตร์นั้น สำหรับคนในสมัยปัจจุบันนี้ เขาถือว่ามันเป็นเรื่องใช้ไม่ได้, ถ้ามันขัดกับหลักวิทยาศาสตร์แล้ว มันก็ไม่เป็นความจริง. นี้เขาหาว่า พุทธศาสนา ขัดกับหลักวิทยาศาสตร์; เราบอกว่า ไม่ใช่เป็นอย่างนั้น, พุทธศาสนานั่นแหละ เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ เสียเอง, บางคนเป็นไปมากจนถึงกับว่าพุทธศาสนามิใช่ศาสนาไปเสียอีก อย่างนี้ก็มี, ด้วยเขาไปหลงในปรัชญาให้พุทธศาสนากลายเป็นปรัชญา, เขาจึงเรียนพุทธศาสนากัน แต่ในรูปแบบของปรัชญา เลยทำให้ ดับทุกข์ไม่ได้ นี่ขอให้สนใจคำที่อาตมากำลังยืนยันว่า ถ้าเรียนพุทธศาสนา กันใน รูปแบบของ ปรัชญา แล้ว จะไม่ดับทุกข์, มันจะไม่เป็นการดับทุกข์. เราต้องเรียน พุทธศาสนา กันในรูปแบบของ ศาสนา ที่มีลักษณะ เป็นวิทยาศาสตร์ แล้วก็ปฏิบัติ ลงไปได้จริงๆ จนดับทุกข์ได้.พุทธศาสนาไม่ใช่ปรัชญา, พุทธศาสนาไม่ใช่วิชาจิตวิทยา, พุทธศาสนาไม่ใช่วิชาตรรกวิทยา, พุทธศาสนาไม่ใช่ลัทธิ สำหรับเชื่ออย่างงมงาย;       แต่พุทธศาสนาเป็นเรื่องจริงของธรรมชาติ อย่างที่เรียกกันว่า เป็นวิทยาศาสตร์ สำหรับปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ ตามกฏของธรรมชาติ โดยตรง. ฉะนั้น เราจงมารู้จักพุทธศาสนา ในฐานะเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ กันเสีย


        ให้ถูกต้อง, จะได้ป้องกันโรคเห่อปรัชญา ที่กำลังระบาด จะคลุมโลกทั้งหมด; โรคเห่อปรัชญานี้ กำลังระบาดมาก จะคลุมโลกทั้งหมด เป็นโรคเสียอย่างนี้เสียแล้ว ก็ศึกษาพุทธศาสนา ให้สำเร็จประโยชน์ไม่ได้, จึงขอโอกาส มาทำความเข้าใจ เรื่องนี้ กันเสีย สักคราวหนึ่ง ให้ถึงที่สุด. อาตมาก็รู้สึกว่า คงเป็นที่เบื่อหน่าย ของท่านทายกทายิกาบางคน เพราะมันเป็น เรื่องที่ฟังดูแล้ว มันคล้ายกับ คนละเรื่องของตน, แต่อาตมาก็ได้บอกแล้วข้างต้นว่า มันเป็นความจำเป็น ที่จะต้องพูดกันเรื่องนี้ จึงขอโอกาสพูดเรื่องนี้ โดยชี้แจง ให้ชัดเจน เป็นตอนๆ ไปตามลำดับ จนกว่า จะเพียงพอ.
       นี่สรุปความว่า เหมือนกับขอให้ท่านบางคนทนฟัง เรื่องที่ไม่ชวนฟัง สำหรับท่าน, แต่อาจจะชวนฟังอย่างยิ่ง สำหรับคนบางคน หรือ บางท่าน, อาตมาจะทำอย่างไรก็ลองคิดดู มันต้องพูดเพื่อความจริง ให้รู้ความจริง แล้วก็พูดเพื่อให้สำเร็จประโยชน์ ในการที่จะใช้ พระพุทธศาสนา ให้เป็นประโยชน์, แล้วก็จะป้องกัน พระพุทธศาสนา ให้พ้นจาก ภัยอันตราย ของโรคระบาด คือการเห่อปรัชญา ให้หันมามองดู พระพุทธศาสนา ในฐานะเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์.
******* 
กิ่งธรรมจาก http://www.buddhadasa.com

 

Tuesday, April 3, 2012

ชีวิตพัฒนาคือทำจิตให้เจริญ.

เพาะธรรม เพื่อใจ
      
ชีวิตพัฒนาคือทำจิตให้เจริญ.
โดยพุทธทาสภิกขุ 


       เดี๋ยวนี้ คำว่า พัฒนา ยังเป็นคำที่กำกวม ใช้กันผิด ๆ หมายความว่าเอาแต่มากขึ้นก็แล้วกัน, จนโลกเจริญนี้กลายเป็นเจริญด้วยปัญหา : ด้วยความทุกข์ ด้วยการเบียดเบียน ด้วยความเลวร้าย, เรียกว่า โลกมันเจริญ. หรือว่า การศึกษาเจริญพัฒนาแต่ก็ไม่มีสิ่งที่เป็นที่พอใจหรือควรจะพอใจ ที่เป็นผลของการศึกษา เราก็ยังมีอันธพาลเต็มบ้านเต็มเมืองมากขึ้นทุกที มีสิ่งเลวร้ายนานาประการเกิดขึ้น ในคนที่เรียกว่ามีการศึกษา. อันธพาลทุกคนก็มีการศึกษา, เขาก็เป็นอันธพาลทั้งที่มีการศึกษา นี้มันมากขึ้น ในส่วนที่ไม่แน่ว่าจะเป็นประโยชน์. คนรู้มากมันก็โกงเก่ง อย่างนี้ก็มี, คนรู้มากกลายเป็นคนยากนาน คือกลายเป็นคนลำบากไปเสียก็มี, นี่ก็เพราะว่า คำว่า พัฒนา นั้นถูกใช้กันอย่างผิด ๆ. ถ้าใช้กันอย่างถูกต้องแล้ว คำว่า พัฒนา ต้องเป็นไปในทางที่ได้ผลเป็นที่น่าพอใจเสมอ.
          ทีนี้ การภาวนา ก็แปลว่า การทำให้เจริญ, การพัฒนา ก็แปลว่า การทำให้เจริญ, มีคำใช้เป็น ๒ คำอยู่. แต่คำว่าภาวนาใช้กันอยู่แต่ในวัด ไม่ค่อยมีความเปลี่ยนแปลงไปตามโลก. ในที่นี้ใช้คำว่า จิตตภาวนา คือการทำจิตให้เจริญ นั่นแหละคือชีวิตพัฒนา การทำชีวิตให้เจริญ ทำไมจึงมาเป็นอย่างเดียวกันดังนี้?
          ข้อนี้ มีหลักในพระบาลีว่า ทุกอย่าง มันรวมอยู่ที่จิต, มันขึ้นอยู่กับจิต; ดังคำที่กล่าวว่า ชีวิตํ อตฺตภาโว จ สุขทุกฺขา จ เกวลา –ชีวิตก็ดี อัตตภาพนี้ก็ดี หรือความทุกข์ในชีวิตในอัตตภาพนั้นก็ดี; เอกจิตฺตสมายุตฺตา –ประกอบรวมอยู่ที่จิตดวงเดียว, ลหุโส วตฺตเต ขโณ –เวลาที่เป็นขณะ ๆ ก็เคลื่อนไปโดยเร็วดังนี้. ข้อความนี้แสดงว่าจิตมันสร้างอะไรขึ้นได้มากมาย ไม่มีที่สิ้นสุด.
          ถ้าไม่มีจิตอย่างเดียว ท่านลองคำนวณดูเองซิ: อย่าต้องเชื่อตามที่คนอื่นพูดนักซิ; ถ้าสมมุติว่า เราทุกคนในโลกนี้ไม่มีจิตเพียงอย่างเดียวเท่านั้นแหละ อะไรมันจะเกิดขึ้น? มันก็จะเหมือนกับมีท่อนไม้ ก้อนหิน ระเกะระกะไปหมด ทำอะไรไม่ได้เพราะมันไม่มีจิต : เพราะมีสิ่งที่เรียกว่าจิต มันจึงมีอะไรเกิดขึ้นมามากมาย จิตคิดได้ก็คือทำให้เกิดอะไร ๆ ขึ้นมาได้ : มันเป็นของประหลาดอยู่, ร่างกายถ้าไม่มีจิต มันก็คือ ไม่มีชีวิต ไม่มีร่างกาย ; เพราะร่างกายมันมีจิต มันจึงทำอะไรได้.
          และจิตมันก็ทำหน้าที่ของมันทางอายตนะ คือที่สืบต่อ ระหว่างภายในกับภายนอก คือมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, ๖ ทาง คู่กันกับ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ มีการติดต่อระหว่างภายในกับภายนอก โดยสิ่งที่เรียกว่าจิต จะทำหน้าที่ในการติดต่อ. ถ้าเราไม่มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จิตก็ไม่มีเครื่องมืออะไรจะทำหน้าที่ ก็ทำไม่ได้ มันก็เท่ากับไม่มีจิตอยู่เหมือนกัน. เพราะฉะนั้นท่านจึงให้ความสำคัญแก่สิ่งที่เรียกว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นสิ่งที่ทำให้จิตทำหน้าที่ของมันได้ แล้วทำหน้าที่สัมผัส สัมพันธ์กับสิ่งภายนอก คือรูป ที่เข้ามาทางตา, เสียงที่เข้ามาทางหู, กลิ่นที่เข้ามาทางจมูก, รสที่เข้ามาทางลิ้น, สัมผัสผิวหนังที่เข้ามาทางผิวหนัง, ความรู้สึกที่เข้ามาทางจิตเอง.
          สัมผัสแล้วก็เกิดเวทนา คือรู้สึกเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ได้. ดูให้ดี, เพราะมีตัวจิตเป็นเจ้าหน้าในการสัมผัส แล้วก็เกิดเวทนาเป็นสุขเป็นทุกข์ได้.
          ครั้นเกิดเวทนาแล้ว จิตก็โง่ต่อไป ในการที่ยินดีส่วนที่เป็นสุขเวทนา, ยินร้ายในส่วนที่เป็นทุกขเวทนา มันก็ได้เกิดกิเลส ความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นต้น; เพราะความยินดียินร้าย จนเคยชินเป็นนิสัย คือมีกิเลส, มีความเคยชินแห่งกิเลส นี่เรียกว่ามันเกิดกิเลส จะเรียกชื่อต่อไปก็คือตัณหา.
          ตัณหานั้นเป็นความอยากด้วยความโง่ ความอยากมี ๒ ชนิด ถ้าอยากด้วยสติปัญญา อยากด้วยวิชชาความรู้ อย่างนี้ไม่เรียกว่าตัณหา, เขาเรียกชื่ออย่างอื่น. แต่ถ้ามันอยากด้วยความโง่เขลา ไม่รู้ตามที่เป็นจริง จึงจะเรียกว่าตัณหา; เช่น น่ารักก็รัก น่าโกรธก็โกรธ อย่างนี้ก็เรียกว่ามันโง่, แล้วมันก็อยากไปตามความรักหรือความโกรธ อยากได้ก็มี อยากเอาอยากเป็นก็มี อยากไม่เอาไม่เป็นก็มี: ล้วนแต่ความโง่ทำให้อยาก ก็เรียกว่าตัณหา. จิตมีความรู้สึกเป็นตัณหาคือความอยาก; ถ้าไม่มีจิตก็ไม่มีอะไรจะรู้สึกเป็นความอยาก.
          ครั้นเกิดความอยากขึ้นในจิตแล้ว โดยธรรมชาตินั่นแหละ มันก็ปรุงความคิดอีกชนิดหนึ่งเรียกว่าอุปาทาน คือรู้สึกขึ้นมาทันทีว่า กูนี่แหละอยาก กูเป็นผู้อยาก, กูเป็นผู้ได้ กูเป็นผู้ไม่ได้ กูเป็นผู้เสียหาย, กูเป็นผู้อะไรต่าง ๆ. นี่เพราะมีตัณหาคือความอยาก จึงได้เกิดอุปาทานคือความยึดมั่นถือมั่น, แล้วก็เคยชินแต่ที่จะยึดมั่นถือมั่น ในตัวตนหรือของตน ยึดมั่นถือมั่นโดยความเป็นตัวตน ก็มีโดยความเป็นของตนก็มี ยึดมั่นในกามารมณ์ก็มี, ยึดมั่นในทิฏฐิความคิดความเห็นก็มี, ยึดมั่นในความงมงาย ที่ปฏิบัติสืบต่อ ๆ กันมาก็มี, ยึดมั่นในตัวตนก็มี. นี่คือความยึดมั่นเต็มอัดอยู่ในจิตในสันดานของแต่ละคน ก็เพราะจิตอย่างเดียว จึงมีอย่างนี้.
          ทีนี้ก็มีปัญหา คือว่า ทำไปตามอำนาจของอวิชชานั้น ๆ เป็นการเบียดเบียนตนเองด้วย เป็นการเบียดเบียนผู้อื่นด้วย หมายความว่า เมื่อทำไปตามความอยากหรืออุปาทานแล้ว ก็เกิดความทุกข์หรือการเบียดเบียนขึ้น ทั้งฝ่ายตนเองและฝ่ายผู้อื่น.
          นี่พูดมายืดยาวเหลือเกินแล้ว ก็พอแล้ว เพื่อจะบอกให้รู้ว่าอะไร ๆ น่ะ มันขึ้นอยู่ที่จิต, อะไร ๆ มันรวมอยู่ที่จิต, มันขึ้นอยู่ที่จิต, มันเกี่ยวข้องอยู่กับสิ่งที่เรียกว่าจิต. จิตเป็นอย่างไร เหตุการณ์มันจะเป็นอย่างนั้น; เราจึงมีหน้าที่ที่จะอบรมจิตทำให้จิตเจริญ, ให้เจริญไปในทางถูกต้อง. อย่าให้มันโง่หรืออย่าให้มันกลับโง่ กลับหลงใหลไปในทางที่ผิดพลาด ซึ่งมันจะต้องทำผิด แล้วทำปัญหาหรือทำความทุกข์ให้เกิดขึ้นโดยรอบด้าน.
*******
กิ่งธรรมจาก  http://www.buddhadasa.org