Tuesday, May 29, 2012

การทำจิตให้ตั้งเป็นสมาธิ

การปฏิบัติบูชา สุดยอดการบูชา วันวิสาขะ
 
การทำจิตให้ตั้งเป็นสมาธิ
 พระนิพนธ์
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก


     พระพุทธเจ้าผู้ทรงไม่หวั่นไหวทั้งพระกายพระจิตทุกเวลา ทุกสถานการณ์ที่ทรงเผชิญ ได้ทรงแสดงธรรมเหตุแห่งความไม่หวั่นไหว ปรากฏในพุทธภาษิตที่แปลความว่า “สติกำหนดลมหายใจเข้าออก อันผู้ใดอบรมบริบูรณ์ดีแล้ว ทั้งกายทั้งจิตของผู้นั้นก็ไม่หวั่นไหว
   จิตนั้นเป็นความสำคัญ การปฏิบัติธรรมทั้งสิ้นต้องปฏิบัติให้ถึงจิต จึงจะเป็นผลสำเร็จ ศีลสมาธิปัญญา ก็ต้องปฏิบัติให้ถึงจิต จึงจะเป็นศีลสมาธิปัญญา แม้จะเรียกเป็นอย่างอื่น เช่น สติ สัมปชัญญะ ขันติ โสรัจจะ ก็ต้องปฏิบัติให้ถึงจิต จึงจะเป็นสติสัมปชัญญะ เป็นต้น
   การปฏิบัติธรรมจะต้องปฏิบัติให้ถึงจิต และการจะปฏิบัติธรรมให้ถึงจิตได้นั้น จิตจะต้องตั้ง ถ้าจิตไม่ตั้ง คือจิตดิ้นรนกวัดแกว่งกระสับกระส่าย กุศลธรรมทั้งหลายก็ไม่สามารถจะตั้งอยู่ในจิตได้ เหมือนมือที่แกว่งไปมา ของย่อมตั้งอยู่ในฝ่ามือไม่ได้ ต้องหล่นตกไป ต่อเมื่อมือนิ่งอยู่ ของบนฝ่ามือจึงจะตั้งอยู่ได้ จิตสามัญนั้นไม่นิ่ง จึงจำเป็นต้องปฏิบัติทำจิตให้นิ่ง คือให้ตั้ง หรือให้เป็นสมาธินั่นเอง ไม่ให้ดิ้นรนกวัดแกว่งกระสับกระส่าย
   ในการทำจิตให้ตั้งเป็นสมาธิต้องอาศัยสติ สำหรับระลึกกำหนดอยู่ในที่ตั้งข้อใดข้อหนึ่ง ตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน อานาปานสติ คือความระลึกกำหนดข้อหนึ่ง อานาปานสติเป็นสติกำหนดลมหายใจเข้าลมหายใจออก นั่นก็คือ ลมหายใจเข้าลมหายใจออกเป็นที่ตั้งของสติ เป็นที่ระลึกกำหนด เมื่อจิตตั้งกำหนดอยู่ได้ ความที่กำหนดนั้นก็เป็นตัวสติ ความที่ตั้งอยู่ได้นั้นก็เป็นตัวสมาธิ ดังนี้ที่เรียกว่าจิตตั้ง ดังนั้นจิตจะตั้งเป็นสมาธิได้จึงต้องมีทั้งสมาธิมีทั้งสติประกอบกันอยู่ สติเป็นตัวกำหนด สมาธิเป็นตัวตั้ง จะตั้งได้ก็ต้องกำหนดในที่ตั้ง และจะกำหนดในที่ตั้งได้ก็ต้องมีความตั้งจิต สติและสมาธินี้จึงต้องอาศัยกัน
   ในการปฏิบัติให้มีสติมีสมาธิต้องมีความเพียรพยายาม ต้องไม่ละความเพียรพยายามและต้องมีความรู้คุมตัวเองอยู่เสมอ อันความรู้ที่คุมตัวเองนี้เรียกว่าสัมปชัญญะ ซึ่งหมายถึงความรู้ในอิริยาบถความเคลื่อนไหวทั้งของกาย และทั้งของใจ รู้ อิริยาบถของกายก็คือยืนก็รู้ว่ายืน เดินก็รู้ว่าเดิน นั่งหรือนอนก็รู้นั่งหรือนอน รู้อิริยาบถของจิต ก็คือจิตคิดไปอย่างไรก็รู้ จิตหยุดคิดเรื่องอะไรก็รู้ จิตสงบก็รู้ จิตไม่สงบก็รู้ ในการทำจิตให้ตั้ง ต้องมีสติมีสมาธิและมีสัมปชัญญะพร้อมดังนี้ และต้องคอยกำจัดคือคอยสงบความยินดีความยินร้ายๆ ต่างๆ ที่เข้ามาดึงจิตไม่ให้กำหนดอยู่ในที่ตั้ง เช่นที่ลมหายใจเข้าลมหายใจออก
   พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนอานาปานสติ สติกำหนดลมหายใจเข้าออกคือ มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก หายใจเข้าหายใจออกยาว ก็รู้ว่าหายใจเข้าหายใจออกยาว หายใจเข้าหายใจออกสั้น ก็รู้ว่าหายใจเข้าหายใจออกสั้น ศึกษาคือสำเหนียกว่าเราจักรู้ทั่วถึงกายทั้งหมดหายใจเข้า เราจักรู้ทั่วถึงกายทั้งหมดหายใจออก ศึกษาว่าเราจักสงบรำงับกายสังขาร เครื่องปรุงกาย หายใจเข้า เราจักสงบรำงับกายสังขาร คือเครื่องปรุงกาย หายใจออก เราจักสงบรำงับกายสังขาร คือเครื่องปรุงกาย ดั่งนี้
   นี้เป็นหัวข้อการปฏิบัติทำอานาปานสติที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ ส่วนวิธีปฏิบัติที่ใช้ส่าหรับประกอบเข้าเป็นคำสอนของเกจิอาจารย์ คืออาจารย์บางพวก ซึ่งการจะพอใจในวิธีปฏิบัติของอาจารย์พวกไหน ก็ควรต้องให้อยู่ในหลักแนวที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้ เพื่อการปฏิบัติทำสมาธิในพุทธศาสนาจะได้เป็นไปโดยถูกต้อง
   หลักที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้นั้น เริ่มต้นแต่แสวงหาที่สงบสงัด จะเป็นป่าเป็นโคนไม้เป็นเรือนว่างก็ตาม หรือไม่ก็ต้องสร้างป่าสร้างโคนไม้สร้างเรือนว่างขึ้นในใจ คือทำจิตให้ว่าง ไม่ใส่ใจถึงบุคคล เสียง หรือสิ่งอื่นที่อยู่โดยรอบ การทำจิตให้ว่างได้ดังนี้ก็จะสามารถทำจิตให้เป็นสมาธิได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน สำคัญกว่าไปอยู่ป่าอยู่โคนไม้ อยู่ในที่สงบสงัดแต่จิตยังวุ่นวาย ซึ่งจักทำสมาธิไม่ได้ เพราะฉะนั้นแม้จะได้ที่ว่างข้างนอก ก็ต้องสร้างที่ว่างข้างในด้วย หรือแม้ไม่มีที่ว่างข้างนอก สร้างที่ว่างข้างในได้ก็ได้เหมือนกัน
   ดังนี้ก็ปฏิบัติทำสมาธิได้ คือทำสติรวมเข้ามากำหนดลมหายใจเข้าออก หายใจเข้าก็รู้ หายใจออกก็รู้ ยาวก็รู้ สั้นก็รู้ ทำเพียงเท่านี้ก่อน และเมื่อจิตรวมเข้ามาได้ ยาวหรือสั้นจะปรากฏขึ้นเอง คือยาวหรือสั้นปรากฏขึ้นก็แปลว่าจิตรวมเข้ามาแล้ว คือจิตรวมเข้ามาที่กายนี้แหละ ไม่ใช่รวมเข้าที่ไหน เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นมา เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงไป มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ ให้จิตรวมอยู่ในขอบเขตนี้และเมื่อจิตรวมอยู่ในขอบเขตนี้ สติก็จะกำหนดได้ว่าหายใจเข้าอยู่ หายใจออกอยู่ และจะรู้อิริยาบถของกายได้ รู้อิริยาบถของใจได้ เมื่อเป็นดังนี้แล้วก็เป็นอันว่าได้เริ่มรู้กายทั้งหมด คือกายเนื้อกายใจนี่แหละ
   ความรู้ในกายทั้งหมดเป็นความรู้ตามที่กายและใจเป็นไป ไม่ใช่การปรุง ต้องระวังไม่ให้ปรุง ไม่ให้เกิดตัณหา ไม่ให้ความดิ้นรนทะยานอยากอย่างใดอย่างหนึ่งเกิด ต้องไม่อยากหายใจให้แรง ไม่อยากหายใจให้เบา ความอยากเป็นตัณหา อยากได้สมาธิเร็วก็เป็นตัณหา อยากเลิกทำสมาธิเร็วก็เป็นตัณหา เมื่อยขบเจ็บปวดที่นั่นที่นี่ ยึดอยู่ในความรู้สึกนั้นก็เป็นตัณหา อยากเห็นนั่นเห็นนี่ก็เป็นตัณหา จิตส่งออกนอกกายก็เพราะตัณหาดึงออกไป ตัณหาเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องปรุงทั้งนั้น รวมเข้าในคำว่ากายสังขาร เครื่องปรุงกาย จึงต้องคอยสงบคือสงบตัณหานั่นเอง ทำจิตให้เป็นอุเบกขา คือเข้าไปเพ่งเข้าไปรู้ แต่ไม่ยึดอยู่ในสิ่งที่รู้ ทำความรู้อยู่เท่านั้น กายเป็นอย่างไรก็รู้ จิตเป็นอย่างไรก็รู้ หายใจเข้าหายใจออกเป็นอย่างไรก็รู้ ให้รวมจิตไว้ข้างใน ไม่ให้ออกไปข้างนอก
   ดั่งนี้เป็นการสงบกายสังขาร เครื่องปรุงกาย จิตก็จะสงบยิ่งขึ้น กายก็จะสงบยิ่งขึ้นจนถึงเหมือนอย่างไม่หายใจ เช่นทีแรกนั้นการหายใจเป็นปกติเช่นที่เรียกกันว่าหายใจทั่วท้อง คือหายใจลงไปจนถึงท้อง ท้องพองขึ้นยุบลงในขณะหายใจเข้าออกก็เป็นปกติ แต่เมื่อจิตและกายสงบขึ้นๆ อิริยาบถที่หายใจนี้ก็จะละเอียดเข้า จนเหมือนอย่างว่าหายใจอยู่เพียงทรวงอก ไม่ลงไปถึงท้อง ท้องเป็นปกติ ไม่พองไม่ยุบ และเมื่อละเอียดเข้าอีกๆ ก็เป็นเหมือนอย่างว่าหายใจอยู่เพียงปลายจมูก ไม่ลงไปถึงทรวงอก แผ่วๆ อยู่เพียงปลายจมูกเท่านั้น และเมื่อสงบเข้าอีก แผ่วๆ นั้นก็จะไม่ปรากฏ เหมือนหายไปเลย ไม่หายใจ อันที่จริงนั้นไม่ใช่ไม่หายใจ หายใจ แต่การหายใจนั้นละเอียดเข้า ละเอียดเข้า ละเอียดเข้า ไม่ควรต้องเกิดความกลัวว่าจะตายเพราะไม่หายใจ
   ดังที่บางคนแสดงว่าเคยได้ถึงจุดนี้ เกิดกลัวขึ้นมา ก็เลยต้องเลิกทำ เมื่อจิตสงบตั้งอยู่ภายใน กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ก็เป็นอันว่าจิตได้สมาธิชั้นกายานุปัสสนา พิจารณากาย ในการปฏิบัตินี้ต้องอาศัยวิตกกับวิจาร , วิตก ความตรึก คือนำจิตให้ตั้งอยู่ในที่ตั้งของสมาธิ หรือที่เรียกว่าอารมณ์ของสมาธิ คือลมหายใจเข้าออก , วิจาร ความตรอง คือประคองจิตให้ตั้งอยู่ ไม่ให้ตกจากอารมณ์ของสมาธิ โดย ที่จิตเต็มไปด้วยนิวรณ์ อันหน่วงจิตให้ออกจากที่ตั้งคืออารมณ์สมาธิ การทำสมาธิแรกๆ จึงเหมือนจับปลาขึ้นจากน้ำ ใครๆ ก็เป็นเช่นนี้ในการปฏิบัติทำสมาธิทีแรก ที่ยังไม่ได้ผล
   เมื่ออาศัยวิตกวิจารจับจิตตั้งไว้ในอารมณ์สมาธิ และคอยประคองไว้ให้อยู่ด้วยความพยายาม จิตก็จะตั้งอยู่ได้นานขึ้นเป็นลำดับ อันเครื่องที่จะจับจิตมาตั้งและเครื่องสำหรับประคองไว้ คือสติ ความกำหนด ความระลึกรู้ ใช้สติ ทำสติ เมื่อเผลอสติ จิตตก ได้สติ ก็ตั้งขึ้นใหม่ ประคองไว้ เผลอสติอีก จิตตกอีก ก็จะตั้งขึ้นอีก ประคองต่อไปอีก สมาธิที่ได้รับทีละเล็กละน้อยจะขับไล่นิวรณ์ออกจากจิตไปทีละเล็กละน้อยพร้อม กัน ปีติจะเกิดเมื่อเริ่มตั้งตัวในสมาธิได้ ขับไล่นิวรณ์ออกไปได้โดยลำดับ
   เมื่อเกิดปีติ ก็ให้กำหนดปีติหายใจเข้าหายใจออก ปีตินี้เป็นเวทนา เป็นสุข ก็ให้รู้ รู้ในความสุข จิตเป็นสุข จิตก็จะตั้งอยู่ในอารมณ์ของสมาธิได้มากขึ้น ความทุกข์ในอันที่จะต้องคอยระวังรักษาสติไม่ให้เผลอ ไม่ให้จิตตก ก็น้อยลง ความทุกข์ที่จะต้องคอยประคองจิตไว้ก็น้อยลง เพราะจิตอยู่ตัวแล้ว มีความดูดดื่มในสมาธิแล้ว เหมือนอยู่ที่ไหนสบายก็ไม่อยากจากไปจากที่นั่น แต่อยู่ที่ไหนไม่สบายก็ไม่อยากอยู่ที่นั่น คิดแต่จะไปที่อื่นต่อไป ในทำนองเดียวกัน เมื่อพบที่เย็นคือสมาธิ ได้ปีติ ได้สุข จิตก็ตั้งอยู่ ไม่ดิ้นรนไปไหนอีก
   กายและจิตไม่หวั่นไหว ที่ปรากฏในพุทธภาษิตเป็นเช่นนี้ แต่กายและจิตจะไม่หวั่นไหวมั่นคงอยู่ตลอดไปได้ ก็ต่อเมื่อการอบรมสติกำหนดลมหายใจเข้าออกได้แล้วบริบูรณ์ดี ถ้ายังไม่บริบูรณ์ดีจริง ก็ยังต้องมีหวั่นไหวเป็นครั้งคราวเป็นบางกรณี ผู้เห็นความสุขสงบอันเกิดจากกายและจิตไม่หวั่นไหวว่าเป็นความสำคัญ จึงพากเพียรอบรมสติ กำหนดลมหายใจเข้าออก หรืออบรมสมาธินั่นเอง ให้บริบูรณ์ดี เมื่ออบรมสมาธิบริบูรณ์ดีแล้ว ย่อมไม่มีเหตุการณ์ใดมาทำให้กายและจิตหวั่นไหวได้ ความทุกข์ทั้งปวงอันเกิดแต่ความอ่อนแอหวั่นไหวของกายและจิตย่อมไม่มี
******** 
 เพาะธรรม http://sites.google.com/site/smartdhamma...

วันวิสาขบูชา

Vesak Day 
 ต ร ง กั บ วั น ขึ้ น ๑ ๕ ค่ำ เ ดื อ น ๖ 

       ความหมาย คำว่า "วิสาขบูชา" หมายถึงการบูชาในวันเพ็ญเดือน ๖ วิสาขบูชา ย่อมาจาก " วิสาขปุรณมีบูชา " แปลว่า " การบูชาในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ " ถ้าปีใดมีอธิกมาส คือ มีเดือน ๘ สองหน ก็เลื่อนไปเป็นกลางเดือน ๗ 

       ความสำคัญ วันวิสาขบูชา เป็นวันสำคัญยิ่งทางพระพุทธศาสนา เพราะเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ คือเกิด ได้ตรัสรู้ คือสำเร็จ ได้ปรินิพพาน คือ ดับ เกิดขึ้นตรงกันทั้ง ๓ คราวคือ

        ๑. เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะ ประสูติที่พระราชอุทยานลุมพินีวัน ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์กับเทวทหะ เมื่อเช้าวันศุกร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีจอ ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี
         ๒. เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้าเมื่อพระชนมายุ ๓๕ พรรษา ณ ใต้ร่มไม้ศรีมหาโพธิ์ ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ในตอนเช้ามืดวันพุธ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีระกา ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี หลังจากออกผนวชได้ ๖ ปี ปัจจุบันสถานที่ตรัสรู้แห่งนี้เรียกว่า พุทธคยา เป็นตำบลหนึ่งของเมืองคยา แห่งรัฐพิหารของอินเดีย
        ๓. หลังจากตรัสรู้แล้ว ได้ประกาศพระศาสนา และโปรดเวไนยสัตว์ ๔๕ ปี พระชนมายุได้ ๘๐ พรรษา ก็เสด็จดับขันธปรินิพพาน เมื่อวันอังคาร ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะเส็ง ณ สาลวโนทยาน ของมัลลกษัตริย์ เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ (ปัจจุบันอยู่ในเมือง กุสีนคระ) แคว้นอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย 

        นับว่าเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง ที่เหตุการณ์ทั้ง ๓ เกี่ยวกับวิถีชีวิตของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งมีช่วงระยะเวลาห่างกันนับเวลาหลายสิบปี บังเอิญเกิดขึ้นในวันเพ็ญเดือน ๖ ดังนั้นเมื่อถึงวันสำคัญ เช่นนี้ ชาวพุทธทั้งคฤหัสถ์ และบรรพชิตได้พร้อมใจกันประกอบพิธีบูชาพระพุทธองค์เป็นการพิเศษ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณ พระปัญญาธิคุณ และพระบริสุทธิคุณ ของพระองค์ท่าน ผู้เป็นดวงประทีปของโลก

       ประวัติความเป็นมาของวันวิสาขบูชาในประเทศไทย
        วันวิสาขบูชานี้ ปรากฏตามหลักฐานว่า ได้มีมาตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ซึ่งสันนิษฐานว่า คงจะได้แบบอย่าง มาจากลังกา กล่าวคือ เมื่อประมาณ พ.ศ. ๔๒๐ พระเจ้าภาติกุราช กษัตริย์แห่งกรุงลังกา ได้ประกอบพิธีวิสาขบูชาอย่าง มโหฬาร เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา กษัตริย์ลังกาในรัชกาลต่อ ๆ มา ก็ทรงดำเนินรอยตาม แม้ปัจจุบันก็ยังถือปฏิบัติอยู่
        สมัยสุโขทัยนั้น ประเทศไทยกับประเทศลังกามีความสัมพันธ์ด้านพระพุทธศาสนาใกล้ชิดกันมากเพราะ พระสงฆ์ชาวลังกา ได้เดินทางเข้ามาเผยแพร่พระพุทธศาสนา และเชื่อว่าได้นำการประกอบพิธีวิสาขบูชามาปฏิบัติในประเทศไทยด้วย
         ในหนังสือนางนพมาศได้กล่าวบรรยากาศการประกอบพิธีวิสาขบูชาสมัยสุโขทัยไว้ พอสรุปใจความได้ว่า " เมื่อถึงวันวิสาขบูชา พระเจ้าแผ่นดิน ข้าราชบริพาร ทั้งฝ่ายหน้า และฝ่ายใน ตลอดทั้งประชาชนชาวสุโขทัยทั่วทุก หมู่บ้านทุกตำบล ต่างช่วยกันทำความสะอาด ประดับตกแต่งพระนครสุโขทัยเป็นการพิเศษ ด้วยดอกไม้ของหอม จุดประทีปโคมไฟแลดูสว่างไสวไปทั่วพระนคร เป็นการอุทิศบูชาพระรัตนตรัย เป็นเวลา ๓ วัน ๓ คืน พระมหากษัตริย์ และบรมวงศานุวงศ์ ก็ทรงศีล และทรงบำเพ็ญพระราชกุศลต่างๆ ครั้นตกเวลาเย็น ก็เสด็จพระราช ดำเนิน พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ และนางสนองพระโอษฐ์ต ลอดจนข้าราชการทั้งฝ่ายหน้า และฝ่ายใน ไปยังพระ อารามหลวง เพื่อทรงเวียนเทียนรอบพระประธาน 

        ส่วนชาวสุโขทัยชวนกันรักษาศีล ฟังธรรมเทศนา ถวายสลากภัต ถวายสังฆทาน ถวายอาหารบิณฑบาต แด่พระภิกษุ สามเณร  บริจาคทรัพย์แจกเป็นทานแก่คนยากจน คนกำพร้า คนอนาถา คนแก่ คนพิการ บางพวกก็ชวนกันสละทรัพย์ ปล่อยสัตว์ ๔ เท้า ๒ เท้า และเต่า ปลา เพื่อชีวิตสัตว์ให้เป็นอิสระ โดยเชื่อว่าจะทำให้คนอายุ ยืนยาวต่อไป "
         ในสมัยอยุธยา สมัยธนบุรี และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ด้วยอำนาจอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์   เข้าครอบงำประชาชนคนไทย  และมีอิทธิพลสูงกว่าอำนาจของพระพุทธศาสนา  จึงไม่ปรากฎหลักฐานว่า ได้มีการประกอบพิธีบูชาในวันวิสาขบูชา จนมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยรัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. ๒๓๖๐) ทรงดำริกับ สมเด็จพระสังฆราช (มี) สำนักวัดราชบูรณะ มีพระราชประสงค์จะให้ฟื้นฟู การประกอบพระราชพิธีวันวิสาขบูชาขึ้นใหม่ โดย สมเด็จพระสังฆราช ถวายพระพรให้ทรงทำขึ้น เป็นครั้งแรกในวันขึ้น ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๖ พ.ศ. ๒๓๖๐ และให้จัดทำตามแบบอย่างประเพณีเดิมทุกประการ เพื่อมีพระประสงค์ให้ประชาชนประกอบการบุญการกุศล เป็นหนทางเจริญอายุ และอยู่เญ็นเป็นสุขปราศจากทุกข์โศกโรคภัย และอุปัทวันตรายต่างๆ โดยทั่วหน้ากัน 

        ฉะนั้น การประกอบพิธีในวันวิสาขบูชาในประเทศไทย จึงได้รื้อฟื้นให้มีขึ้นอีกครั้งหนึ่งในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ และถือปฏิบัติมาจวบจนกระทั่งปัจจุบัน
        การจัดงานเฉลิมฉลองในวันวิสาขบูชาที่ยิ่งใหญ่กว่าทุกยุคทุกสมัย คงได้แก่การจัดงานเฉลิมฉลอง วันวิสาขบูชา พ.ศ.๒๕๐๐ ซึ่งทางราชการเรียกว่างาน " ฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ " ตั้งแต่วันที่ ๑๒ ถึง ๑๘ พฤษภาคม รวม ๗ วัน ได้จัดงานส่วนใหญ่ขึ้นที่ท้องสนามหลวง ส่วนสถานที่ราชการ และวัดอารามต่างๆ ประดับธงทิวและโคมไฟสว่างไสวไปทั่วพระ ราชอาณาจักร ประชาชนถือศีล ๕ หรือศีล ๘ ตามศรัทธาตลอดเวลา ๗ วัน มีการอุปสมบทพระภิกษุสงฆ์รวม ๒,๕๐๐ รูป ประชาชน งดการฆ่าสัตว์ และงด การดื่มสุรา ตั้งแต่วันที่ ๑๒ ถึง ๑๔ พฤษภาคม รวม ๓ วัน มีการก่อสร้าง พุทธมณฑล จัดภัตตาหาร เลี้ยงพระภิกษุสงฆ์วันละ ๒,๕๐๐ รูป ตั้งโรงทานเลี้ยงอาหารแก่ประชาชน วันละ ๒๐๐,๐๐๐ คน เป็นเวลา ๓ วัน ออกกฎหมาย สงวนสัตว์ป่าในบริเวณนั้น รวมถึงการฆ่าสัตว์ และจับสัตว์ในบริเวณวัด และหน้าวัดด้วย และได้มีการปฏิบัติธรรมอันยิ่งใหญ่ อย่างพร้อมเพรียงกัน เป็นกรณีพิเศษ ในวันวิสาขบูชาปีนั้นด้วย 

  
         ประเทศไทยได้ประกาศให้วันวิสาขบูชาเป็นวันหยุดราชการ โดยพุทธศาสนิกชนทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ พระสงฆ์ และประชาชน จะมีการประกอบพิธีต่าง ๆ เช่น การตักบาตร การฟังพระธรรมเทศนา การเวียนเทียน เป็นต้น เพื่อเป็นการบูชารำลึกถึงพระรัตนตรัยและเหตุการณ์สำคัญ 3 เหตุการณ์ดังกล่าว ที่ถือได้ว่าเป็นวันคล้ายวันที่ ประสูติ ของเจ้าชายสิทธัตถะ ผู้ซึ่งต่อมาได้ ตรัสรู้ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงกอปรไปด้วย พระบริสุทธิคุณ, พระปัญญาคุณ ผู้ซึ่งได้ทรงสั่งสอนประกาศพระสัจธรรม คือความจริงของโลกแก่พหูชนทั้งปวงโดย พระมหากรุณาธิคุณ จวบจนทรง เสด็จดับขันธปรินิพพาน ในวาระสุดท้าย ซึ่งทั้งสามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสืบเนื่องในวันเพ็ญเดือน 6 ทั้งสิ้นนี้ ทำให้พระพุทธศาสนาได้บังเกิดและสืบต่อมาอย่างมั่นคงจนถึงปัจจุบัน

       เนื่อง ในวันวิสาขบูชา 2555  ซึ่งปีนี้ถือเป็นวาระพิเศษครบ 2,600 ปีแห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ขอให้พุทธศาสนิกชนรำลึกถึงพระธรรมคำสอน เว้นชั่ว ทำดี ทำจิตใจของตนให้บริสุทธิ์ และน้อมนำมาศึกษาปฏิบัติอย่างจริงจัง

       สมเด็จ พระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระโอวาทเนื่องในวันวิสาขบูชา 2555 ความว่า วันวิสาขบูชา อันเป็นอภิลักขิตกาลสำคัญในพระพุทธศาสนาได้เวียนมาถึงอีกวาระหนึ่ง ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันที่ 4 มิถุนายน พุทธศักราช 2555 และสำหรับในปีนี้ นับเป็นอภิลักขิตกาลพิเศษ คือเป็นปีที่ครบ 2,600 พุทธศตวรรษ หรือ 2,600 ปีแห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าหรือ 2,600 ปีแห่งการอุบัติขึ้นของพระพุทธศาสนา

       พระ พุทธศาสนา คือ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า นั้น เมื่อกล่าวโดยย่นย่อก็คือสอนให้รู้ถึงความจริงของชีวิต คือเรื่องทุกข์ อันเป็นธรรมชาติของชีวิต และความดับทุกข์ อันเป็นเป้าหมายหรือผลอันพึงประสงค์ของชีวิต เมื่อกล่าวโดยหลักกว้าง ๆ ก็คือ สอนให้เว้นชั่ว ทำดี ทำจิตใจของตนให้บริสุทธิ์ และเมื่อกล่าวโดยหลักปฏิบัติก็คือ สอนให้ปฏิบัติในศีล ปฏิบัติในสมาธิ ปฏิบัติในปัญญา ทั้งนี้ ก็เพื่อผลคือประโยชน์สุขของพหูชน หรือเพื่อประโยชน์สุขของชาวโลกทั้งมวล

       ฉะนั้น เนื่องในอภิลักขิตกาลครบ 26 ศตวรรษแห่งพระพุทธศาสนา ซึ่งได้มีการจัดการเฉลิมฉลองกันทั่วไป จึงใคร่ขอเชิญชวนให้พุทธศาสนิกชนทั้งหลายได้รำลึกถึงพระธรรมคำสอนของพระ พุทธองค์ ที่ได้ทรงพระกรุณา สั่งสอนไว้ดังกล่าวข้างต้น น้อมนำเข้ามาศึกษาและปฏิบัติกันอย่างจริงจัง พร้อมทั้งแนะนำเผยแผ่ไปยังชาวโลกให้กว้างขวางยิ่ง ๆ ขึ้น เพื่อศานติสุขของมวลมนุษยชาติตลอดไป ก็จะได้ชื่อว่า ได้ร่วมกันเฉลิมฉลอง 26 ศตวรรษแห่งพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง

วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญสากลของสหประชาชาติคือ
 "วันสำคัญของโลก" ( Vesak Day )

        ภูมิหลัง
        ๑. ในการประชุม International Buddhist Conference ณ กรุงโคลัมโบ ระหว่างวันที่ ๙ - ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ ซึ่งมีผู้แทนจากประเทศที่นับถือศาสนาพุทธจำนวนมากเข้าร่วม อาทิ บังคลาเทศ จีน ลาว เกาหลีใต้ เวียดนาม ภูฐาน อินโดนีเซีย เนปาล กัมพูชา อินเดีย ปากีสถาน และไทย ได้ตกลงกันที่จะเสนอให้สมัชชาสหประชาชาติรับรองข้อมติประกาศวัน วิสาขบูชาให้เป็นวันหยุดของสหประชาชาติ
        ๒. ในการเยือนของประเทศต่างๆ ในอินโดจีนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศศรีลังกา ในปี ๒๕๔๒ ก็ได้มีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นหารือ และได้รับการสนับสนุนจากประเทศต่างๆ ได้ด้วยดี
        ๓. คณะทูตถาวรศรีลังกาประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์กได้จัดเตรียมร่างข้อมติ และได้ขอเสียงสนับสนุนจากประเทศต่าง ๆ เพื่อให้มีการรับรองข้อมติเรื่องการประกาศให้วันวิสาขบูชาเป็นวันหยุดของสห ประชาชาติในที่ประชุมสมัชชา สหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ ๕๔
        ๔. โดยที่สหประชาชาติประกาศวันหยุดเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว และจะเป็นปัญหาในเรื่องงบประมาณและการบริหารแก่ สหประชาชาติ หากประกาศให้วันวิสาขบูชาเป็นวันหยุด ศรีลังกาจึงได้ตัดสินใจที่จะเสนอร่างข้อมติ ขอให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญสากลที่สหประชาชาติ ทั้งที่สำนักงานใหญ่ และสำนักงานต่าง ๆ แทนการเสนอให้เป็นวันหยุดซึ่ง ออท. ผู้แทนถาวรประเทศต่าง ๆ รวม ๑๖ ประเทศ ได้แก่ ศรีลังกา บังคลาเทศ ภูฐาน กัมพูชา ลาว มัลดีฟส์ มองโกเลีย พม่า เนปาล ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ สเปน อินเดีย ไทย และยูเครน ได้ร่วมลงนามในหนังสือถึงประธานสมัชชาฯ เพื่อให้นำเรื่องวันวิสาขบูชาเข้าเป็นระเบียบวาระการประชุมของสมัชชาฯ
        ๕. ต่อมาเมื่อ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ General Committee ของสมัชชาฯ ได้พิจารณาเรื่องดังกล่าว โดย ออท.ผู้แทน ถาวรศรีลังกาได้กล่าวถ้อยแถลงสนับสนุนหนังสือร้องขอให้ที่ประชุมบรรจุระเบียบวาระดังกล่าว เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมสมัชชาเต็มคณะ ออท.ผู้แทนถาวรไทย อินเดีย สเปน บังคลาเทศ ปากีสถาน ไซปรัส ลาว และภูฐาน ได้กล่าวถ้อย แถลงสนับสนุน ซึ่งที่ประชุม General Committee ได้มีมติให้บรรจุเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของสมัชชาเต็มคณะ

       ปัจจุบัน
        ๑. เมื่อ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๒ ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ ๕๔ ได้พิจารณาระเบียบวาระที่ ๑๗๔ International recognition of the Day of Visak โดยการเสนอของศรีลังกา

        ๒. ในการพิจารณา ประธานสมัชชาฯ ได้เชิญผู้แทนศรีลังกาขึ้นกล่าวนำเสนอร่างข้อมติ และเชิญผู้แทนไทย สิงคโปร์ บังคลาเทศ ภูฐาน สเปน พม่า เนปาล ปากีสถาน อินเดียขึ้นกล่าวถ้อยแถลง สรุปความว่า วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญของพุทธศาสนิกชนทั่วโลก เพราะเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ทรงตรัสรู้ เสด็จดับขันธปรินิพพาน พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้มวลมนุษย์มีเมตตาธรรมและขันติธรรม ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เพื่อให้เกิดสันติสุขในสังคม อันเป็นแนวทางของ สหประชาชาติ จึงขอให้ที่ประชุมรับรองข้อมตินี้ ซึ่งเท่ากับเป็นการรับรองความสำคัญของพุทธศาสนาในองค์การสหประชาชาติ โดยถือว่าวันดังกล่าวเป็นที่สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติและที่ทำการสมัชชาจะจัดให้มีการระลึกถึง (observance) ตามความเหมาะสม
        ๓. ที่ประชุมฯ ได้รับรองร่างข้อมติโดยฉันทามติ
        ถ้อยแถลงของเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรฯ ศรีลังกาประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก
ถ้อยแถลงของนายวรวีร์ วีรสัมพันธ์ อุปทูต คณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก

        เหตุผลที่ องค์การสหประชาชาติหนดให้ วันวิสาขบูชา เป็นวันสำคัญของโลก
เนื่องจากคณะกรรมมาธิการองค์การสหประชาชาติ ได้ร่วมพิจารณาและมีมติเห็นพ้องต้องกันประกาศให้วันวิสาขบูชา ถือเป็นวันสำคัญวันหนึ่งของโลกทั้งนี้ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ทรงเป็นมหาบุรุษผู้ให้ความเมตตาต่อหมู่มวล มนุษย์ทั้งหลายในโลก จะเห็นได้จากการยกเลิกแบ่งชนชั้นวรรณะ ซึ่งเท่ากับเป็นการเลิกทาสโดยไม่มีการเสียเลือดเสียเนื้อ นอกจากนี้พระองค์ยังทรงเป็นนักอนุรักษ์สัตว์ป่าอีกด้วย กล่าวคือ ทรงสอนให้ไม่ฆ่าสัตว์ ให้รู้จักช่วยเหลือสัตว์ เหตุผลสำคัญ อีกประการหนึ่งคือ พระองค์ ทรงเปิดโอกาสให้ทุกศาสนาสามารถเข้ามาศึกษาพุทธศาสนาเพื่อพิสูจน์หาข้อเท็จจริงได้ โดย ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธและทรงสั่งสอนทุกคนโดยใช้ปัญญาธิคุณสอนโดยไม่คิดค่าตอบแทนแต่อย่างใด


วันวิสาขบูชา 



*******
http://www.dhammathai.org/day/visaka.php

Friday, May 25, 2012

เสียหน้า ภาวัน

เพาะธรรม บ่มใจ
เสียหน้า
โดย ภาวัน
ภาพจาก http://www.sarakadee.com

       ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ อาจารย์และนักมานุษยวิทยาชื่อดัง เล่าว่าคราวหนึ่งได้ไปเที่ยวทะเลที่ระยอง ขณะที่เล่นน้ำอยู่ได้เห็นหญิงผู้หนึ่งยืนอยู่บนชายหาดกำลังพูดคุยกับเด็กสาววัย ๑๓-๑๔ ปีสองคนที่อยู่ในทะเล สองคนนั้นคงเป็นพี่เลี้ยงของลูกเธอ ซึ่งอยู่ในเรือยางใกล้ ๆ กัน เมื่อพูดเสร็จเธอก็เดินขึ้นฝั่งแล้วหายตัวไป ส่วนเด็กสาวสองคนนั้นลากเรือยางออกไปโต้คลื่น สักพักก็สังเกตว่าเรือลอยออกจากฝั่งไปเรื่อย ๆ ส่วนพี่เลี้ยงและเด็กซึ่งอายุประมาณ ๖-๗ ขวบ ท่าทีก็เปลี่ยนไป จากเดิมทีเคยหัวเราะสนุกสนานก็เงียบเสียงและสีหน้าไม่ค่อยดี สักพักพี่เลี้ยงซึ่งตอนนี้ขึ้นไปนั่งอยู่บนเรือแล้ว ก็มีท่าทางตกใจ โบกไม้โบกมือและตะโกนเรียกคน แต่ไม่มีใครได้ยินเพราะเรือลอยห่างออกไปทะเลมากแล้ว
        อาจารย์อคินเห็นเช่นนั้นจึงตัดสินใจตะโกนร้องเรียกชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งมีรูปร่างล่ำสัน และชี้ให้เขาดูเรือยางที่ถูกกระแสน้ำพัดออกไปไกล เขาจึงรีบว่ายน้ำไปยังเรือยางนั้นแล้วลากกลับมาที่ชายหาด เด็กสาวทั้งสองเมื่อรู้ว่าปลอดภัยแล้วก็มีสีหน้าดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และเมื่อเรือมาใกล้จุดที่อาจารย์อคินยืนอยู่ ก็กล่าวขอบคุณอย่างนอบน้อม
        แต่ที่คิดไม่ถึงก็คือ หญิงผู้เป็นมารดาของเด็กคนนั้น จู่ ๆ ก็โผล่มาที่ชายหาด แล้วเดินรี่เข้ามาหาอาจารย์อคิน สีหน้าโกรธจัดพร้อมกับพูดว่า "ทำไมคุณไม่ว่ายน้ำออกไปช่วยเองเล่า เอะอะเรียกคนเขาทำไม"
        "ก็ผมแก่ป่านนี้แล้วก็ป่วยด้วย ถ้าขืนว่ายออกไปก็ตายนะซิ" อาจารย์อคินตอบด้วยความตกใจแกมประหลาดใจ
        อะไรทำให้หญิงผู้นั้นโกรธจัดถึงกับต่อว่าชายผู้มีส่วนช่วยชีวิตของลูกเธอ ที่จริงเธอน่าจะดีใจและขอบคุณท่านด้วยซ้ำ ที่ทำให้ลูกเธอรอดตาย คำตอบเห็นจะเป็นเพราะเธอรู้สึก "เสียหน้า"นั่นเองที่ปล่อยปละละเลยลูกจนตกอยู่ในอันตราย หรือไม่ก็อับอายที่ไม่ได้ช่วยอะไรลูกเลย แต่เป็นคนอื่นต่างหากที่ช่วยชีวิตลูกเธอไว้ พูดง่าย ๆ คือเธอนึกถึงหน้าตาของตัวเองมากกว่านึกถึงความปลอดภัยของลูก
         เธอรู้สึกเสียหน้าที่ไม่ได้ทำหน้าที่ของแม่เท่าที่ควร แต่เพื่อไม่ให้เธอรู้สึกว่าเธอเป็นแม่ที่แย่ จึงหาช่องตำหนิอาจารย์อคินว่าทำไมไม่ว่ายน้ำไปช่วยเสียเอง การตำหนิเช่นนั้นทำให้เธอสบายใจขึ้นว่า ฉันไม่ได้แย่คนเดียว คนอื่นก็แย่เหมือนกันและอาจจะแย่กว่าฉันด้วยซ้ำ
        ทั้งหมดที่เธอทำนั้นล้วนเป็นเพราะแรงผลักดันของอัตตาแท้ ๆ อัตตานั้นยอมรับไม่ได้ว่าตนเองทำผิดพลาด และจะโกรธมากหากมีใครมาทำให้คนอื่นเห็นความผิดพลาดของตน หรือชี้ช่องให้ตนเองเห็นความผิดพลาดนั้น (ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องสุดวิสัยหรือเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์) ขณะเดียวกันอัตตาก็ยอมไม่ได้ที่จะเห็นคนอื่นดีกว่าตนเอง ดังนั้นแทนที่จะชื่นชมก็ต้องหาช่องตำหนิหรือวิพากษ์วิจารณ์ อัตตาสามารถกระตุ้นให้เราเกลียดชังแม้กระทั่งคนที่มีบุญคุณกับเรา หากว่าการกระทำของเขาทำให้เราเห็นข้อบกพร่องของตนเอง หรือทำให้คนอื่นเห็นความผิดพลาดของเรา
       ที่จริงไม่มีใครต่อว่าหญิงผู้นั้นเลย เพราะเป็นเรื่องสุดวิสัยที่เกิดขึ้นกับใครก็ได้ แต่เมื่อใดก็ตามที่คิดถึงแต่หน้าตาของตนเอง คนเราก็สามารถปรุงแต่งไปได้ร้อยแปด รวมทั้งมีตรรกะหรือเหตุผลประหลาดพิสดาร ด้วยเหตุนี้ แม้แต่คนที่ช่วยเหลือลูกของตน หญิงผู้นี้ก็มองเห็นเขาเป็นผู้ร้ายและพร้อมระบายความโกรธใส่อย่างเต็มที่
       เรื่องแบบนี้จะไม่เกิดหากเธอนึกถึงลูกแทนที่จะนึกถึงหน้าตาของตนเอง เพราะเมื่อรู้ว่ารู้ว่าลูกปลอดภัย แม่คนไหนก็ย่อมดีใจทั้งนั้น และจะรู้สึกดีกับคนที่ช่วยชีวิตลูกของเธอ ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องเป็นทุกข์ รู้สึกแย่หรือกราดเกรี้ยวคนอื่นเลย เพราะทุกฝ่ายมีแต่ "ได้" ไม่มีใคร "เสีย"เลย ตรงกันข้ามการเอาอัตตาเป็นตัวตั้ง ย่อมลงเอยด้วยความทุกข์ของทุกฝ่าย
       การเอาอัตตาหรือหน้าตาเป็นตัวตั้ง เป็นที่มาแห่งความทุกข์ใจและความสัมพันธ์ที่ร้าวฉาน แม้แต่เรื่องดี ๆ ก็กลายเป็นเรื่องร้ายอย่างเรื่องข้างบนได้ การรู้เท่าทันอัตตาเวลามันโผล่มาจึงเป็นเรื่องสำคัญ แม้ว่าการลดละอัตตาไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากเรารู้จักเปลี่ยนมุมมองบ้าง เช่น มองจากมุมของคนอื่น หรือนึกถึงคนอื่นมากกว่าตัวเอง อัตตาก็จะครองใจเราน้อยลง และเปิดโอกาสให้ความสุขมานั่งในใจเราได้มากขึ้น
*******
เพาะธรรม กิ่งธรรมจาก  http://www.visalo.org

Thursday, May 24, 2012

ต้องสนใจทำชีวิตให้เป็นธรรม


ต้องสนใจทำชีวิตให้เป็นธรรม
โดย พุทธทาสภิกขุ 
 
          นี่เราจะต้องมีความรู้ครบถ้วน ทั้งสองซีกของวงกลม, แล้วก็รู้เรื่องที่อยู่นอกวงกลมเหล่านั้นด้วย. รวมความว่ารู้เรื่องวัตถุดี รู้เรื่องทางจิตดี แล้วก็รู้เรื่องที่เหนือไปกว่าวัตถุและจิต เป็นระบบธรรมะที่จะใช้เป็นหลักวิชาอันสมบูรณ์ในการที่จะทำจิตให้หายโง่, ทำจิตให้อยู่เหนือความหลอกลวงหรือเสน่ห์อันร้ายกาจของวัตถุ. นี้เราจะต้องสนใจสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ ธรรมะ คือความถูกต้องของวัตถุและจิต ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงโดยเฉพาะที่จะต้องปฏิบัติให้ได้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปจนเป็นปรกติมีชีวิตเป็นธรรมะ, มีธรรมะเป็นชีวิต; เพราะปฏิบัติถูกต้องทั้งระบบกายและระบบจิต คือถูกต้องทั้งฝ่ายวัตถุและฝ่ายธรรม.
          ฉะนั้น ขอให้รู้และยอมรับรู้ไว้ด้วยว่า คำว่าธรรม, ธรรมะนั้น คือความถูกต้อง ทั้งฝ่ายระบบวัตถุ และฝ่ายระบบจิต และยิ่งขึ้นไปกว่าระบบวัตถุและระบบจิต, มันเป็นความถูกต้องทั้งหมดทั้งสิ้น; แล้วปัญหาอะไรมันจะเกิดได้ ถ้ามันรอบรู้กันถึงขนาดนี้. นี่เราจะแก้ปัญหาได้ก็ด้วยการมีธรรมะเป็นตัวชีวิต, อย่าให้เพียงแต่ว่าวัตถุเป็นตัวชีวิต, หรือจิตเป็นตัวชีวิต.
          ต้องมีธรรมะคือความถูกต้อง ของสิ่งทั้งสองนั้น รวมไปทั้งสิ่งที่อยู่เหนือสิ่งทั้งสองนั้น มารวมเป็นหลักเกณฑ์, มาเป็นระบบที่ชีวิตนี้ดำเนินอยู่ เลยเกิดคำขึ้นมาอีกคำหนึ่งว่า ธรรมชีวี. ใช้คำบาลีว่า ธรรมชีวี หรือใช้เป็นสันสกฤตว่า ธรรมชีวิน อะไรก็ได้ แต่ขอให้มันมีความหมายว่า มีธรรมะเป็นตัวชีวิต เท่านี้แหละมันตะเพิด วัตถุหรือวัตถุนิยมกระเด็นหายไปหมด, แล้วยังจะตะเพิดระบบจิตนิยมบ้าคลั่งให้หายไปหมด, เหลืออยู่แต่ความถูกต้องคือธรรมนิยม.
          ชีวิตนี้ประกอบอยู่ด้วยธรรมะแล้วเข้าถึงความจริงของสิ่งทั้ง หลายทั้งปวงว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงทุกชนิดเป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ; เมื่อเป็นธาตุตามธรรมชาติแล้วก็มาเป็นตัวตน หรือเป็นของตนไม่ได้ มันก็ไม่ยึดถือโดยความเป็นตัวตนหรือเป็นของของตน เพราะเห็นความที่ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ. นี้คือทางออกหรือทางลับ ที่จะออกมาเสียได้จากวัตถุนิยม.
          เอาธรรมะมาเป็นหลักของชีวิตหรือถ้าดีกว่านั้นก็เอาธรรมะเป็น ตัวชีวิต; อย่าไปเอาตัวชีวิต ที่วัตถุหรือจิตเลย, เอาตัวชีวิตที่ธรรมะคือความถูกต้องของสิ่งทั้งสองนั้นเรียกว่าธรรมะ, แล้วก็มีการประพฤติปฏิบัติที่ถูกต้องตามหลักของธรรมะ. คำว่าธรรมะ ธรรมะนี้มีความหมายที่ดีที่สุด ที่ควรจะกำหนดจดจำไว้ ว่าธรรมะ, ธรรมะนี้คือระบบการปฏิบัติที่ถูกต้อง แก่ความเป็นมนุษย์ทุกขั้นตอนแห่งวิวัฒนาการทั้งเพื่อตนเองและเพื่อผู้อื่น นั้นคือสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ.
          ธรรมะเกิดมาจากการที่รู้จักธรรมชาติ, รู้จักความจริงของธรรมชาติโดยครบถ้วน คือรู้จักตัวธรรมชาติ, รู้จักตัวกฎของธรรมชาติ, รู้จักตัวหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ, แล้วก็รู้จักผลอันเกิดมาจากการปฏิบัติหน้าที่; มีอยู่ ๕ อย่างที่จะต้องรู้ รู้ธรรมชาติ : รู้กฎของธรรมชาติ, รู้จักหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ, รู้จักผลที่เกิดมาจากหน้าที่ แล้วก็รู้ว่าสิ่งที่ ๓ คือหน้าที่ตามกฎของธรรมชาตินั่นแหละคือตัวธรรมะ ที่มีความหมายจำเป็นที่จะต้องมีก่อน หรือยิ่งกว่าความหมายอย่างอื่น รู้จักหน้าที่ที่จะต้องประพฤติกระทำให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ.
          รู้ธรรมชาติ ก็ไม่หลงใหลเอาธรรมชาติใด ๆ มาเป็นตัวตน, ของตน รู้จักกฎของธรรมชาติ ก็สามารถจะรู้วิธีที่จะควบคุมสิ่งที่เป็นธรรมชาติในภายในนี้ ร่างกายจิตใจ, ธาตุ ขันธ์ อะไรต่าง ๆ นี้ให้ถูกต้อง แล้วก็รู้หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติว่าจะต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างไร ธรรมชาติเหล่านั้นจะไม่เกิดเป็นปัญหา หรือเป็นความทุกข์ขึ้นมา.
          หน้าที่ตามกฎของธรรมชาตินั้นคือสิ่งที่จะดับทุกข์ได้; คำสั่งสอนทั้งหมดทั้งสิ้นในพระพุทธศาสนา ที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ มันไม่มีอะไรมากไปกว่าหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติที่เราทุกคนจะต้องประพฤติ ปฏิบัติให้ถูกต้อง, แล้วก็เอาชนะความทุกข์ทั้งปวงได้, รู้จักมันดีทั้งเรื่องวัตถุเรื่องจิต และเรื่องที่ตรงกันข้าม คือเรื่องของพระนิพพาน.
          ในทางอภิธรรม เขามีอีกคำหนึ่งคือคำว่า เจตสิก, นี้มันรวมอยู่กับจิต ไม่ต้องแยกก็ได้ รู้เรื่องกาย รู้เรื่องจิตแล้ว ก็เรื่องนิพพานเลยก็ได้ เป็นที่ดับ. แต่อภิธรรมที่เขาเรียน ๆ สอน ๆ กันอยู่ เขามีแยกเจตสิกออกจากจิต เลยกลายเป็น ๔ เรื่อง เรื่องรูป, เรื่องจิต, เรื่องเจตสิก, แล้วก็เรื่องนิพพาน. เจตสิก กับ จิตนั้นไม่แยกกันได้ เพราะฉะนั้นเอาเป็นเพียงเรื่องเดียว มันก็รู้เรื่อง กายนี้อย่างดี, รู้เรื่องจิตอย่างดี, รู้เรื่องสิ่งตรงกันข้าม ที่จะดับเสียได้ซึ่งวัตถุและจิต คือเรื่องพระนิพพาน, ทั้งหมดเป็นธาตุตามธรรมชาติ.
          มีเรื่องธาตุว่าไว้เป็นหลักว่า รูปธาตุ อรูปธาตุ และนิโรธธาตุ; รูปธาตุคือธาตุที่มีรูปเป็นวัตถุ, อรูปธาตุคือธาตุที่ไม่มีรูปเป็นวัตถุ; ส่วนพระนิพพานนั้นเป็นนิโรธธาตุ ไม่รวมอยู่ในคำว่ารูปธาตุหรืออรูปธาตุ แต่เป็นอีกธาตุหนึ่งเรียกว่านิโรธธาตุ; ธาตุเป็นเครื่องดับเสียซึ่งรูปธาตุและอรูปธาตุ.
          ถ้าเราศึกษาจนรู้จักความเป็นธาตุอย่างนี้แล้ว มันจะไปงมงายหลงใหลในวัตถุอย่างไรได้. คิดดูเถอะมันรู้ทั้งหมดทุกเรื่องของวัตถุของจิต และสิ่งที่อยู่เหนือหรือตรงกันข้ามเป็นที่ดับแห่งวัตถุและจิต คือดับความโง่ความหลงที่จะไปยึดมั่นในเรื่องของวัตถุและจิต เพราะรู้เรื่องของพระนิพพาน พุทธบริษัทเราโดยแท้จริง, มันจึงตกไปเป็นวัตถุนิยมไม่ได้. พุทธบริษัทที่แท้จริงจึงไม่โง่ ไม่อาจจะโง่พลัดตกลงไปอยู่ใต้อำนาจของวัตถุนิยมได้; เพราะมันรู้เรื่องจริงรู้ธรรมะ หรือธรรมนิยมสำหรับจะควบคุมความถูกต้องของวัตถุและจิต.
*******
กิ่งธรรมจาก  http://www.buddhadasa.org

ศาสนาเปลี่ยนแปลงไปต้องช่วยกันแก้ไข

ศาสนาเปลี่ยนแปลงไปต้องช่วยกันแก้ไข
 โดย พุทธทาสภิกขุ

       ทีนี้ก็มาดูต่อไปถึงข้อที่ว่า ศาสนาจะเปลี่ยนแปลงได้มากนั้น ก็เพราะว่า มันมีอำนาจ วงการที่มีอำนาจเข้ามาครอบงำ; เช่นเรื่องทางการเมือง วงการที่มีอำนาจเข้ามาครอบงำศาสนา ต้องการจะใช้ศาสนา หรือกิจกรรมทางศาสนา เป็นเครื่องมือของการเมือง เช่นในการหาเมืองขึ้น, ในยุคสมัยที่มีการล่าเมืองขึ้นนั้นแหละ ศาสนาได้ถูกใช้ให้เป็นเครื่องมือในการล่าเมืองขึ้น อย่างสำเร็จประโยชน์ด้วย. นี่เขาเรียกว่าถ้าศาสนาถึงขนาดนี้แล้ว มันก็เปลี่ยนไปมาก, เป็นศาสนาเนื้องอก, ศาสนาที่อยู่ใต้อิทธิพลของการเมือง. เราอย่าไปยึดมั่น ถือมั่นว่า นั่นเป็นศาสนาอันถูกต้องของเขา; จะต้องเห็นอกเห็นใจว่า เขาก็ถูกกระทำอย่างนั้น. มีความจำเป็นอย่างนั้น. เราก็ควรจะช่วยเหลือเขาอยู่ร่ำไป, ให้อภัยแก่เขา มาพูดจากันใหม่ ตกลงกันใหม่ว่าจะเอากันอย่างนี้อย่างนี้ คือช่วยกันทำลายความเห็นแก่ตัวของคนในโลก.
          ทุกศาสนามาจับมือกันเป็นสหกรณ์ ช่วยกันคนละไม้คนละมือ เพื่อทำลายล้างความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ในโลกนี้ให้ หมดไป; งานสหกรณ์อันยิ่งใหญ่ ทำขึ้นเพื่อช่วยโลกอย่างนี้ นั่นจะตรงกับความหมายของพระเจ้าที่แท้จริง, เพราะถ้าพระเจ้าเป็นพระเจ้าที่แท้จริงต้องมีความหวังดีต่อสัตว์โลก, ฉะนั้นสิ่งที่จะเป็นความสุขสวัสดีแก่สัตว์โลกนั่นแหละ จะเป็นที่ พอใจของพระเป็นเจ้าที่แท้จริง ถ้าพระเป็นเจ้าต้องการเห็นความทุกข์ยากลำบากในโลก ต้องการจะเห็นความแตกแยกในโลก ต้องการเห็นการต่อสู้กันระหว่างศาสนาแล้ว นั่นมันเป็นพระเจ้าเก๊ พระเจ้าปลอม ซึ่งจะมีอยู่ไม่ได้, ซึ่งจะต้องค่อย ๆ ทำลายตัวเองไป. พระเจ้าที่แท้จริงต้องมีเจตนารมณ์ในการช่วยโลกให้อยู่เป็นสุข ทั้งส่วนตัวบุคคลและส่วนสังคม.
          นี่เราจะต้องให้อภัยกัน ว่าไม่มีศาสนาไหนผิดโดยประการทั้งปวง; แต่แล้วมันก็ต้องมีการแตกต่างกันบ้าง เพราะมีสิ่งที่ เป็นเหตุปัจจัยอันรุนแรงมีอำนาจนั้น มันเข้ามาแวดล้อม เข้ามาบังคับ เข้ามาผสม เข้ามาปลอมปน.
          อย่างประเทศธิเบตอย่างนี้ พุทธศาสนาเข้าไปในประเทศธิเบต มันจำเป็นที่จะต้องผสมกันเข้าไปกับศาสนาเดิมของธิเบต ที่เรียกกันว่า บอนปะ มันเป็นไสยศาสตร์ถือผีสางอะไรเต็มที่ เป็นศาสนาเดิมของธิเบต; ดังนั้นพุทธศาสนาเข้าไปในธิเบต ต้องไปผสมกัน ก็เลยเกิดปัญหา. ในพิธีทางพุทธศาสนาก็มีวิธีการอย่างไสยศาสตร์; อย่างเซ่นบวงสรวงภูตผีปีศาจอย่างนี้ก็มี. นี่ต้องให้อภัย ต้องเห็นใจว่า เป็นธรรมดาที่มันจะต้องเป็นอย่างนั้น; เช่นเดียวกับที่เราจะต้องให้อภัยแก่บุคคลแต่ละคน, ในส่วนบุคคลนี่ ถ้าเขามีความเข้าใจผิดหรือมีความจำเป็นอะไรบางอย่าง ที่ต้องทำให้เขามีอะไร ๆ ที่ผิดแปลกไปจากเราบ้าง ก็ค่อยให้อภัยเขา, แล้วก็ค่อย ๆ ชักจูงเกลี้ยกล่อมตักเตือนเขา หมุนมาสู่แนวทางที่ถูกต้อง; นี้เป็นการร่วมมือชักจูงกันให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน ร่วมมือกันเพื่อสันติสุขของมนุษย์.

        ทีนี้ก็จะพูดถึงหนทาง ที่จะทำให้ร่วมมือกันได้ คือจะแก้ไขปัญหานี้ได้ หนทางก็มีอยู่ ด้วยการทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นหัวข้อแห่งปณิธานข้อนี้ว่า การทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน พยายามพูดจากัน; แม้ว่าขณะนี้เราจะรบกันอยู่ ก็ ต้องแลกความเข้าใจธรรมะซึ่งกันและกัน, เคยเขียนบทความขึ้นมาเรื่องหนึ่ง ให้ชื่อว่า "รบกันพลางแลกธรรมะกันพลาง" ถ้าว่าในโลกปัจจุบันนี้ รบกันไปพลาง แล้วก็มีการแลกธรรมะอันแท้จริงกันไปพลางก็จะแก้ไขความเข้าใจผิดนั้นได้เร็ว ขึ้น, จะเลิกรบกันได้ง่ายขึ้น. แต่เดี๋ยวนี้วัฒนธรรมที่เขามาแลกเปลี่ยนกัน, มันกลายเป็นเรื่องส่งเสริมกิเลสไปเสีย มันไม่ใช่ธรรมะ. น่าสงสารที่ว่า วัฒนธรรมแลกเปลี่ยนระหว่างชาตินั้น คือระบำบัลเล่ย์ ที่ท่าทางแปลก ๆ ประหลาดออกไป จนเหมือนกับคล้ายผีบ้า, เต้นรำเหมือนกับผี ต้องเป็นผีที่บ้าเสียอีก ไม่ใช่ผีธรรมดา. นั่นแหละเป็นวัฒนธรรมที่เขาเอามาแลกเปลี่ยนกัน คือระบบบัลเล่ย์, ไม่มีความพยายามที่จะแลกเปลี่ยนธรรมะด้วยความเข้าใจถูกต้อง เอามาเป็นวัฒนธรรมสำหรับเปลี่ยนกัน. เมื่อเป็นดังนี้ โลกนี้มันก็เลวลง, มนุษย์ก็เลวลง ก็ตกเป็นเหยื่อของกิเลสมากขึ้น; มันไม่มีทางจะทำความเข้าใจกันได้ ถ้ามัวแต่เพิ่มหรือยุกันด้วยวัฒนธรรมที่ส่งเสริมกิเลส.
          มันจะต้องทำความเข้าใจกันเสียใหม่ให้ถูกต้องว่าสิ่งอะไรที่มัน จะช่วยโลกได้ ช่วยมนุษย์ได้; เรามีคำตอบในพุทธศาสนาของเรา ซึ่งจะตอบด้วยเสียงอันดังลั่นก้องโลกไปเลยว่า สัมมาทิฏฐิโว้ย, เราจะต้องแลกเปลี่ยนสิ่งที่เรียกว่าสัมมาทิฏฐิแก่ กันและกัน ความรู้ความเข้าใจอันถูกต้องว่า อะไรเป็นความทุกข์. อะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์, อะไรเป็นความไม่มีทุกข์โดยแท้จริง, อะไรเป็นหนทางให้ถึงความไม่มีทุกข์โดยแท้จริง; นี่ถ้าเรามาสนใจกันแต่อย่างนี้ มันก็เกิดสัมมาทิฏฐิเพิ่มขึ้น ๆ.
          ดังที่กล่าวมาแล้วว่า มนุษย์ทุกคนในโลก จะประกาศตัวว่า ถึงศาสนาไหน เป็นชาติอะไร มันก็มีกิเลสเหมือนกัน. และมี ความทุกข์เหมือนกัน; ไม่ต้องเชื่อพุทธศาสนาก็ได้. แต่ขอให้มองเข้าไปในตัวเอง ให้เห็นความทุกข์. และเห็นเหตุให้เกิดความทุกข์คือกิเลส, แล้วมันก็จะพบเองว่า ความไม่มีกิเลส นั่นแหละคือความไม่มีทุกข์, แล้วก็จะพบหนทาง หนทางถูกต้องว่าทำอย่างนี้จึงจะไม่มีกิเลส; เมื่อไม่มีกิเลส ก็ไม่มีความทุกข์, นี่คือสัมมาทิฏฐิ.
          แต่ปกติเดี๋ยวนี้ มันไม่มีใครเป็นเจ้าของโลกที่จะจัดโลกได้อย่างนั้นอย่างนี้ มันแย่งชิงกันจัดโลก, แย่งชิงกันเป็นเจ้าโลกที่ จะครองโลก นี่จนแบ่งเป็นฝ่ายขวา ฝ่ายซ้าย; อย่าไปออกชื่อ, ก็เห็น ๆ กันอยู่ ว่าสงครามนี้มันทำแก่กันและกัน แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายกันเพื่อจะครองโลก, ทำคนเดียวไม่ได้ก็ต้องหาพรรคพวกมาร่วมมือกัน สำหรับจะครองโลก, แล้วก็จะค่อยแบ่งกันทีหลังก็ได้. คิดไปเสียแต่ในทางที่จะครองโลก ตามวิสัยแห่งวัตถุนิยม, คือถือเอาความสุขสนุกสนานเพลิดเพลินเอร็ดอร่อยทางวัตถุเป็นหลัก จึงต้องมีกฎเกณฑ์อะไร ๆ ที่จะบัญญัติความจริง หรือบันทึกประวัติศาสตร์หรืออะไรก็โดยเอาวัตถุเป็นหลักทั้งนั้นเลย, รวมกันเข้าแล้วก็เป็นวัตถุนิยมที่สมบูรณ์, มีความโง่อย่างสมบูรณ์คือติดในรสของวัตถุ แล้วก็ ใช้กฎเกณฑ์ของความจริงอาศัยหลักทางวัตถุ. รวมกันแล้วเป็นวัตถุนิยม, วัตถุนิยมกำลังครองโลก มันก็เป็นการยากลำบากแก่มนุษย์. มนุษย์ผู้ไม่มีสัมมาทิฏฐิผู้โง่เขลา ไม่รู้จะเดินทางไปในทิศทางไหน; ถ้าไปฝ่ายซ้ายก็เป็นพวกซ้าย ถ้าไปฝ่ายขวา ก็เป็นพวกขวา, จะเดินอยู่ตรงกลางก็เดินไม่ถูก มันเดินไม่ถูกนี่. มันจะต้องสัมมาทิฏฐิเดินอยู่ตรงกลางให้มันถูก เพราะถูกกับความจริงของธรรมชาติ, พระบาลีที่ว่า สมมาทิฏฐิสมาทานา สพพ ทุกข อุปจจคุ; นี่ถูกต้องกับเหตุการณ์ของโลกอย่างยิ่ง ยิ่งกว่าถูกต้อง ถูกต้องยิ่งกว่าถูกต้อง ความทุกข์หรือปัญหาใด ๆ ในโลก ทั้งหมดทั้งสิ้นนั้น จะแก้ไขก้าวล่วงไปเสียได้ด้วยการมีสัมมาทิฏฐิ.

*******
กิ่งธรรมจาก  http://www.buddhadasa.org

Tuesday, May 22, 2012

จิตแจ่มใส ดอกไม้บาน พระไพศาล วิสาโล

จิตแจ่มใส ดอกไม้บาน
โดยพระไพศาล วิสาโล


        เวลาดอกไม้บาน ไม่ใช่แต่ผึ้งเท่านั้นที่ดีใจ จิตของเราก็พลอยแช่มชื่นเบิกบานไปด้วย
ดอกไม้กับจิตใจของคนเรานั้นสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง ลองยื่นดอกไม้ ดินสอ และไข่ไก่
         ให้เด็กทารก เด็กส่วนใหญ่จะไขว่คว้าดอกไม้ก่อนอย่างอื่น
         ดอกไม้เป็นตัวแทนของธรรมชาติ และมนุษย์เราก็มีนิสัยรักธรรมชาติมาแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว อาจจะตั้งแต่มนุษย์ยังไม่ได้เดินสองขาหลังตรงอย่างทุกวันนี้ก็ได้
         เคยมีการวัดคลื่นสมองของคนเวลาเห็นภาพต่าง ๆ ปรากฏว่าสมองของคนเราจะมีอาการผ่อนคลายเมื่อเห็นภาพที่มีต้นไม้ ลำน้ำ และดอกไม้ ไม่ต้องบอกก็เดาออกว่าคลื่นสมองของเราจะเป็นอย่างไรเมื่อเห็นภาพเมือง แม้เมืองนั้นจะเป็นบ้านเกิดของเราก็ตาม

         เราไม่เพียงสบายใจเมื่อได้สัมผัสธรรมชาติเท่านั้น ร่างกายเราก็ดีขึ้นด้วย มีการค้นพบว่าผู้ป่วยที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดใหญ่ จะหายเร็วขึ้นและต้องการยาระงับปวดน้อยลง หากได้พักในห้องที่สามารถมองเห็นต้นไม้จากทางหน้าต่างได้ ในทำนองเดียวกันความเจ็บป่วยเพราะความเครียดของผู้ต้องขัง ก็จะลดลง หากสามารถมองเห็นต้นไม้จากในเรือนจำ
         อย่าว่าแต่คนธรรมดาเลย แม้แต่ผู้ใฝ่ธรรมขั้นสูง จิตใจก็ยังผ่องใสได้ด้วยอานุภาพของดอกไม้และธรรมชาติ ในสมัยพุทธกาล พระสาวกท่านหนึ่งได้พรรณนาถึงความรู้สึกเมื่อได้อยู่ท่ามกลางพงไพรอันร่ม รื่นว่า
        ยามใด ณ ริมฝั่งธารใส
        มวลดอกไม้ป่านานาพรรณสะพรั่ง
        ภิกษุนั่งบำเพ็ญฌานภาวนา
         ยามนั้น ไม่มีสุขใด
        จะยิ่งใหญ่ไปกว่านี้
         แต่ความสัมพันธ์ระหว่างดอกไม้กับใจเรามิได้มีเพียงเท่านี้ ขณะที่ดอกไม้บานทำให้จิตแจ่มใส ในอีกด้านหนึ่งเมื่อจิตแจ่มใส ดอกไม้ก็พลอยบานไปด้วย
         ทำไมจิตแจ่มใส แล้วดอกไม้จึงบาน ? อันที่จริง ดอกไม้นั้นอาจจะบานอยู่แล้วก็ได้ แต่เราไม่ทันสังเกต เมื่อไม่สังเกต ดอกไม้ก็หาได้บานอยู่ในความรับรู้ของเราไม่ คำถามก็คือเหตุใดเราจึงไม่ทันสังเกต คำตอบก็คือเป็นเพราะใจเรามัวแต่หม่นหมองกังวล ไหนจะเรื่องครอบครัว ไหนจะเรื่องงานการ หาไม่เราก็กระวนกระวายกับเรื่องรถติด อีกทั้งชีวิตเราก็เร่งรีบเกินไป จนใจพุ่งไปรออยู่ที่จุดหมายเบื้องหน้า ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่ทันสังเกตว่ามีดอกไม้ชูช่ออยู่ริมทางข้างตัว เลยขาดโอกาสที่จะซึมซับรับความงามมาหล่อเลี้ยงจิตใจ
         ความงามจากธรรมชาตินั้นเปล่งประกายออกมาตลอดเวลา แม้ในเมืองที่ขี้เหร่ร้ายกาจอย่างกรุงเทพ ฯ ตามซอกตึกหากเหลียวมองก็จะเห็นตะไคร่น้ำเขียวสดใส ริมทางเท้าก็มีดอกบานชื่นคอยทักทายเราอยู่ เกาะกลางถนนก็ใช่ว่าจะไร้สีสันของดอกดาวเรือง มองไปสุดถนน แสงเงินแสงทองก็แต่งแต้มท้องฟ้าแทบทุกเช้า ตกค่ำดวงจันทร์นวลใสก็มาเยือนอยู่ทุกบ่อย
         ขอเพียงเราทำใจให้ปลอดโปร่ง ว่างจากความคิด และวางการงานสักครู่ ความงามจากธรรมชาติเหล่านี้ก็จะพรูพรั่งหลั่งไหลมาสู่ใจเรา ลองทำใจให้แจ่มใสสักพัก ดอกไม้บานก็จะประจักษ์แก่เรา และช่วยหล่อเลี้ยงใจให้แช่มชื่นมากขึ้น
        จิตที่แจ่มใส ย่อมสัมผัสกับความงามได้เต็มที่ ตรงกันข้ามหากจิตกลัดกลุ้มกังวลเสียแล้ว อย่าว่าแต่ความงามของดอกไม้เลย แม้แต่ความเอร็ดอร่อยของหูฉลามน้ำแดง ก็ไม่อาจเข้าถึงจิตใจได้ เพราะความขุ่นมัวเหล่านั้นได้ครอบงำจิตเสียแล้ว
        อย่างไรก็ตาม จิตแจ่มใสไม่เพียงแต่ทำให้ดอกไม้บานเป็นที่ประจักษ์แก่ใจเท่านั้น หากยังสามารถทำให้ดอกไม้บานขึ้นได้จริง ๆ มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับหลวงพ่อชา สุภัทโทแห่งวัดหนองป่าพงว่า ตอนที่ท่านป่วยหนักเพราะมีน้ำคั่งในสมองนั้น คราวหนึ่งท่านมารักษาตัวอยู่ที่บ้านโยมคนหนึ่งแถวสำโรง บ้านโยมคนนี้มีต้นพวงประดิษฐ์อยู่ต้นหนึ่ง ไม้ต้นนี้ไม่ออกดอกมาเป็นเวลา ๘ ปีแล้ว กล่าวกันว่าพวงประดิษฐ์ต้นนี้หยุดออกดอกและเริ่มหงอยหลังจากที่พ่อและลูกใน บ้านนั้นเสียชีวิตไป

ดอกพวงประดิษฐ์ ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต


        เมื่อหลวงพ่อชามาพักที่บ้านนั้น ทุกเช้าท่านจะเดินมาดูต้น
ต้นพวงประดิษฐ์นี้ ไม่ช้าไม่นานไม้ต้นนี้ก็กลับมาออกดอกใหม่ เป็นที่อัศจรรย์ใจแก่เจ้าของบ้าน ว่ากันว่าท่านแผ่เมตตาให้ไม้ต้นนี้ทุกวัน จิตอันปลอดโปร่งผ่องใสของท่านสามารถบันดาลต้นไม้ให้ออกดอกใหม่ได้
        เรื่องของหลวงพ่อชาอาจดูเป็นเรื่องแปลก แต่ที่จริงคนธรรมดาก็อาจทำเช่นนั้นได้ด้วยเหมือนกัน ว่ากันว่าเวลาเรารดน้ำต้นไม้ ถ้าร้องเพลงไปด้วยหรือเปิดเพลงเบา ๆ ให้ต้นไม้ฟัง ต้นไม้จะโตและออกดอกเร็วขึ้น ในฟาร์มบางแห่ง มีการเปิดเพลงกระจายเสียงไปทั่ว เขาพบว่าไม้ในฟาร์มนั้นงามขึ้น ให้ผลผลิตมากขึ้น นี้ก็เป็นตัวอย่างว่าถ้าเรามีความสุข จิตแจ่มใส ดอกไม้ก็บานตามไปด้วย
         ถ้าเราตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างดอกไม้กับใจเรา เวลาเราเกิดรู้สึกท้อแท้เศร้าหมองขึ้นมา ลองหาเวลาอยู่กับดอกไม้และธรรมชาติให้มากขึ้น ไม่ต้องถึงกับแบกเป้หิ้วกระเป๋าเข้าไปอยู่ในป่าก็ได้ เพียงแค่เพ่งพินิจดอกไม้ในบ้าน เปิดใจสัมผัสกับความงามจนจิตเป็นสมาธิ หรือหยิบพู่กันบรรจงวาด จนดอกไม้ซึมซับเข้าไปอยู่ในใจ เมื่อนั้น จิตของเราจะมีพลังและปลอดโปร่งแจ่มใสยิ่งกว่าเดิม
         ถึงที่สุดแล้ว ดอกไม้ไม่ได้มีอยู่แต่ภายนอกเท่านั้น หากยังอยู่ในใจด้วย เมื่อใดที่ผู้คนมีน้ำใจ เมตตาอารีต่อกัน นั่นก็เป็นสัญญาณว่าดอกไม้ได้บานในใจเขาแล้ว ดอกไม้ภายในนี้แหละที่สามารถชุบชูใจเราให้หายท้อแท้ได้อย่างชะงัด และดอกไม้ชนิดนี้แหละที่เราสามารถแลเห็นได้ ไม่ยากนัก เราอาจเห็นได้จากแท็กซี่ที่หยุดรถเพื่อจูงคนตาบอดข้างถนน จากคนที่พยายามตามหาเจ้าของกระเป๋าเงินที่เขาเก็บได้ จากเด็กที่ลุกให้ที่นั่งแก่ผู้เฒ่า เหล่านี้คือความงามที่เหนือกว่าดอกไม้ภายนอกเสียอีก
        แต่อย่าเฝ้าชื่นชมดอกไม้ภายในใจของผู้อื่นอย่างเดียว ขอให้น้อมนำดอกไม้นั้นมาบานในใจเราด้วย ชีวิตเราจะมีความสุขอย่างยิ่ง


********* 
กิ่งธรรมจาก  http://www.visalo.org/

ในพระพุทธศาสนายังมีเรื่องเพิ่มปนอยู่มาก

ในพระพุทธศาสนายังมีเรื่องเพิ่มปนอยู่มาก
 โดย พุทธทาสภิกขุ



           เดี๋ยวนี้ก็ยังเห็นได้ชัดว่า ในพุทธศาสนาของเรา มีเรื่องของไม่ใช่พุทธเข้ามารวมอยู่มาก; แต่อย่าไปออกชื่อเลย มันกระทบกระเทือน, สรุปความได้ว่า มันมีไสยศาสตร์, ศาสตร์ของคนหลับเข้ามาปนอยู่ในศาสตร์ของคนตื่นอยู่ไม่น้อย. นี้ก็เป็นหน้าที่ของเรา ที่จะระมัดระวังเอาเอง, ระมัดระวังให้ดี แล้วก็ไม่ต้องเกิดการกระทบกระทั่งกัน. ถ้าในวัดนี้มี ๒ โบสถ์ โบสถ์พราหมณ์เอาไว้สำหรับขั้นต้นสำหรับขั้นเตรียม, โบสถ์พุทธก็มีสำหรับขั้นประถมขั้นมัธยมอะไรต่อไปสำหรับพุทธบริษัท ทั้งที่พระราชามหากษัตริย์นั้น ๆ ถือพุทธศาสนา ก็คงจะได้ยอมให้มีโบสถ์พราหมณ์ฮินดูอยู่ในวัดของพุทธศาสนา. การขุดค้นโบราณสถานสมัยศรีวิชัย วัดแก้วที่ไชยานี้พบศิวลึงค์ตั้งหลายดุ้น; ต้องใช้คำว่าหลายดุ้น ศิวลึงค์อยู่ในพระเจดีย์ รวมกันอยู่กับพระพุทธรูป ฝังดินลึกอยู่เป็นร้อย ๆ ปีเป็นพัน ๆ ปี มันไปพบในที่แห่งเดียวกัน. ศิวลึงค์เข้าไปอยู่ ในโบสถ์ของพุทธได้โดยง่ายเพราะว่าถ้าถิ่นนั้นมันมีคนประชาชนที่ถือลัทธิ อย่างนั้น เป็นชาวบ้านเป็นประชาชนส่วนใหญ่ มันก็ย่อมต้องการที่จะให้มี. ทีนี้ผู้ปกครอง ผู้มีอำนาจ ผู้ปกครองก็ยินดียอมให้มี มันก็เลยไปไหว้พร้อม ๆ กันไป; ใครชอบใจอย่างไรก็เลือกไหว้. นี่เป็นความปนเป เกิดขึ้นโดยความจำเป็นบังคับ โดยวงการที่ทรงอำนาจมองเห็นประโยชน์อย่างนั้น.
          ฉะนั้น ขอให้เรารู้จักแยก, แบ่งแยกและรู้จักประสานกลมกลืนกันไป อย่าต้องทะเลาะวิวาทกันด้วยเรื่องนี้เลย. ศาสนาพุทธก็ทำลายความเห็นแก่ตัว, ศาสนาคริสต์ก็ทำลายความเห็นแก่ตัว, ศาสนาอิสลามก็ทำลายความเห็นแก่ตัว ในส่วนนั้นมันเหมือนกัน; ส่วนเปลือกนอกนั้นก็อย่าไปพูดถึงกันก็ได้ มันมีวิธีการที่ต่างกัน, ขอแต่ให้ได้ผลเป็นการทำลายความเห็นแก่ตนด้วยกันทั้งนั้น จะเกิดความเข้าใจอันดีระหว่างศาสนา; นี่มันก็เป็นผลดีแก่ประชาชน.
          ศาสนาถูกบิดผันเพิ่มเติม ผนวกให้มีส่วนที่มิใช่หลักเดิมแท้ของศาสนานั้น เข้ามาด้วยกันทุกศาสนา, ต้องพูดว่าทุกศาสนา. หรือจะว่าสาวกชั้นหลัง ๆ มาเห็นแก่ประโยชน์ทางวัตถุ ก็ยิ่งเพิ่มเติม แก้ไข บัญญัติอะไรขึ้นมาจนถึงกับว่าการทำลายศาสนาอื่นนั้นได้บุญ อย่างนี้ไปเสียก็ได้, การดูดซึม ดูดซับเอาศาสนิกของศาสนาอื่นมาสู่ศาสนานี้เป็นการดี. นี่ เป็นขบถต่อพระเป็นเจ้าของตนเอง พระเป็นเจ้าของตนเองไม่ได้ต้องการอย่างนั้น; ลูกศิษย์ทำดีเกินไปจึงเกิดระบบคำสอนที่ว่า ดึง ดูด ล้าง แย่งชิงเอาศาสนิกของศาสนาอื่นมาสู่ศาสนาของตน นั่นแหละเป็นความพอใจของพระเจ้า; นี่โกหกชัด ๆ, ไม่มีพระเจ้าที่ไหนต้องการกันอย่างนั้น, ฉะนั้น ขอให้เรารู้จักแยก ว่าอะไรเป็นแก่นแท้, อะไรเป็นเปลือกนอก, แล้วก็อย่าไปยอมรับการกระทำของสาวกชั้นหลัง ที่เห็นแก่ประโยชน์มากขึ้นทุกที, มีความบริสุทธิ์ใจน้อยลงทุกที ก็บิดผันศาสนาของตน จนกลายเป็นเกือบจะตรงกันข้ามกับความหมายเดิม.

*******
กิ่งธรรมจาก  http://www.buddhadasa.org

Thursday, May 17, 2012

ปาฏิหาริย์ของรักแท้

ปาฏิหาริย์ของรักแท้
โดย ภาวัน


       เป็นเวลานานถึง ๒๓ ปีที่รอม ฮูเบน นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง เปลือกตาปิดเกือบตลอดเวลา มือและเท้าไม่เขยื้อนขยับ ไม่มีเสียงใด ๆ เปล่งมาจากลำคอ มีเพียงลมหายใจเข้าและออกเท่านั้นที่บ่งบอกว่าเขายังมีชีวิตอยู่ คำวินิจฉัยของหมอคือ เขาเป็น “ผัก” ไม่สามารถรับรู้อะไรได้แล้ว กล่าวอีกนัยหนึ่ง มีเพียงร่างของเขาเท่านั้นที่ยังหลงเหลืออยู่ ส่วนจิตใจนั้นหามีไม่
       หนุ่มชาวเบลเยียมผู้นี้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อ ๒๖ ปีก่อน หลังจากนั้นก็อยู่ในภาวะโคม่า แม้หมอจะช่วยชีวิตเขาไว้ได้ แต่เขาก็อยู่ในสภาพเจ้าชายนิทรามานับแต่นั้น การทดสอบของหมอคนแล้วคนเล่ายืนยันว่าเขามีเพียงชีวิต แต่ไม่มีจิตใจ
       ชะตากรรมของเขาคงไม่ต่างจาก “ผัก”ทั้งหลาย นั่นคือมีชีวิตอยู่เพียงเพื่อรอวันตายเท่านั้น จนกระทั่ง เมื่อ ๓ ปีที่แล้ว ความจริงก็เปิดเผยออกมาว่า เขายังมีชีวิตจิตใจเหมือนกับเราทุกคน เขาสามารถรับรู้ทุกอย่าง ได้ยินเสียงรอบตัว และสามารถรู้สึกได้เวลามีคนสัมผัสตัว ใช่แต่เท่านั้นเขายังคิดและมีอารมณ์เหมือนคนปกติ มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่เขาทำไม่ได้คือควบคุมร่างกายให้เขยื้อนขยับหรือพูดคุยกับใครได้
       เครื่องตรวจสอบการทำงานของสมอง ชนิดใหม่ล่าสุด (PET Scan)พบว่าสมองของเขาทำงานเหมือนคนปกติแทบทุกอย่าง รวมทั้งส่วนที่เกี่ยวกับการได้ยิน การคิดนึกและอารมณ์ความรู้สึก นั่นแสดงว่าเขาได้รับการวินิจฉัยผิดพลาดมาโดยตลอด เขามิได้เป็นผัก แต่มีอาการที่เรียกว่า Locked-in syndrome คืออัมพาตทั้งตัว ใครที่เป็นโรคนี้จะมีอาการเสมือนคนที่ถูกกักขังอยู่ในร่างของตัวเอง ผู้ป่วยโรคนี้ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ ฌอง-โดมินิก โบบี้ ซึ่งเขียนหนังสือที่โด่งดังมากเรื่อง ผีเสื้อและชุดประดาน้ำ ด้วยวิธีกะพริบตาข้างซ้ายซึ่งเป็นอวัยวะส่วนเดียวที่เคลื่อนไหวได้ (หนังสือเล่มนี้ได้ถูกถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์ชื่อดังเมื่อปีที่แล้ว)
       ทันทีที่รู้ว่าเขายังมีความรู้สึกนึกคิดเหมือนคนปกติ หมอและนักวิทยาศาสตร์ได้คิดค้นหาวิธีที่ช่วยให้เขาสื่อสารกับโลกภายนอกได้ นับแต่นั้นเขาก็พรั่งพรูความรู้สึกนึกคิดให้เรารับรู้ “ผมรู้สึกเหมือนเกิดเป็นครั้งที่สอง” เมื่อถามถึงความรู้สึกของเขาตอนที่ใคร ๆ คิดว่าเขาเป็นผัก เขาตอบว่า “ผมตะโกน แต่ไม่มีใครได้ยินเลย”
       เรื่องราวของรอม ฮูเบน เป็นเสมือนปาฏิหาริย์ จะเป็นรองก็แต่เรื่องของคนที่ฟื้นจากตายเท่านั้น แต่ปาฏิหาริย์อย่างนี้เกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่มีบุคคลชื่อโยเซฟิน ฮูเบน ผู้เป็นมารดาของรอม เธอเชื่อมาโดยตลอดว่าลูกของเธอยังมีความรู้สึกนึกคิดเหมือนคนทั่วไป ไม่ใช่เป็นแค่ผักเท่านั้น เธอพยายามพาลูกไปตรวจตามที่ต่าง ๆ รวมทั้งข้ามทวีปไปยังสหรัฐอเมริกาถึง ๕ ครั้ง แม้ทุกหนแห่งจะยืนยันว่าลูกของเธอ ปราศจากจิตใจแล้ว เธอก็ไม่ย่อท้อ “ด้วยสัญชาตญาณ ฉันรู้มาตลอดว่าเขายังเป็นมนุษย์ที่มีจิตใจอยู่”
        เธอปฏิบัติกับเขาเหมือนคนปกติ พูดกับเขาทุกวันด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เพราะเธอเชื่อแน่ว่าเขาได้ยินเสียงของเธอ เธอยังพาลูกไปเที่ยวตามที่ต่าง ๆ โดยไม่สนใจว่าใครจะพูดอย่างไร “ข้อสำคัญก็คือ อย่ายอมแพ้ คุณต้องมีความหวัง” เธอพยายามมา ๒๐ กว่าปีจนในที่สุดได้พบกับนายแพทย์สตีเวน ลอเรส์ ซึ่งใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดจนพบว่าเขาเป็นอย่างที่เธอเชื่อมาโดยตลอด
        โยเซฟิน ฮูเบน คือบทพิสูจน์แห่งความรักอันยิ่งใหญ่ของผู้เป็นแม่ เป็นความรักที่ทำให้มนุษย์ผู้หนึ่งอดทนและพากเพียรอย่างยืดเยื้อยาวนานถึง ๒๓ ปี ทั้ง ๆ ที่ไม่มีวี่แววว่าจะประสบความสำเร็จ ความอุตสาหะพยายามดังกล่าวถูกหล่อเลี้ยงด้วยความศรัทธาเชื่อมั่นว่าลูกของ เธอยังมีจิตใจเหมือนคนปกติ สำหรับโยเซฟิน นี้ไม่ใช่แค่ความเชื่อมั่น แต่เป็นความรู้แน่แก่ใจว่ามีจิตใจอยู่ในร่างที่ไม่ไหวติงของลูกเธอ ความรักเท่านั้นที่จะเป็นสะพานสื่อจากใจถึงใจ จนล่วงรู้ความจริงที่คนทั่วไปมิอาจเข้าถึงได้
       ความรักของแม่ที่ไร้ขีดจำกัดนี้ เองที่น่าจะเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจของรอมให้สามารถอดทนและคงความปกติ อยู่ได้แม้ตกอยู่ในสภาพที่ทุกข์ทรมานเป็นอย่างยิ่ง ใครก็ตามที่อยู่ในสภาพเดียวกับเขา อย่าว่าแต่ ๒๓ ปีเลย แค่ปีเดียวก็คงคลุ้มคลั่งอย่างยิ่ง เพราะเหมือนกับตกนรกทั้งเป็น
        ปาฏิหาริย์มิจำเป็นต้องเกิดจาก สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงส่ง แต่สามารถเกิดได้จากปุถุชนที่มีความรักอันยิ่งใหญ่ นั่นคือความรักที่เปี่ยมด้วยความเสียสละและปรารถนาดีต่อผู้อื่นอย่างแท้จริง
ใช่หรือไม่ว่ารักแท้นั้นสามารถบันดาลให้เกิดปาฏิหาริย์ได้เสมอ

ปาฏิหาริย์แห่งรัก อ้อมกอดแม่ปลุกชีวิตลูกน้อยฟื้น

*******
กิ่งธรรมจาก  http://www.visalo.org/

Wednesday, May 16, 2012

ทุกศาสดามุ่งทำลายความเห็นแก่ตัว แต่สาวกทำผิด

เพาะธรรม ธรรมจะเกิดขึ้นที่ใจ ... 

ทุกศาสดามุ่งทำลายความเห็นแก่ตัว แต่สาวกทำผิด 
 โดย พุทธทาสภิกขุ
          แต่ถึงอย่างไรก็ดี ยังขอยืนยันว่า ทุกศาสนาพระศาสดามุ่งหมายจะทำลายความเห็นแก่ตัว ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดกิเลสและเกิดความทุกข์; เห็นแก่ตัวแล้วก็ทำตัวนั้นให้เป็นทุกข์ก่อน แล้วมันก็ขยายออกไป ทั้งทำผู้อื่น ให้พลอยเป็นทุกข์ด้วย เพราะความเห็นแก่ตัว, ความเห็นแก่ตัวจึงทำลายทั้งตัวเองและทำลายทั้งผู้อื่น มันก็เป็นสิ่งที่พระศาสดาทั้งหลายมองเห็นและก็ มุ่งหมายที่จะกำจัดเสีย.
          ต้องมองความจริงกันสักข้อหนึ่งว่า พระศาสดาแห่งศาสนานั้น ๆ ก็ไม่ใช่คนใจร้ายอำมหิต บัญญัติศาสนาขึ้นก็ด้วยความรัก ความเมตตากรุณาเอ็นดูต่อมหาชน ที่อยู่ในแวดวงของการชักนำของตน ๆ รักมหาชน, บัญญัติคำสอนขึ้นมาเพื่อจะแก้ปัญหาของมหาชนเหล่านั้น มันก็ต้องมีส่วนดีเป็นประโยชน์แก่มหาชนที่นั้น ส่วนนั้นในยุคนั้น ในถิ่นนั้นเป็นแน่ นอน, ไม่มีศาสนาใดที่จะผิดโดยส่วนเดียว.
          ปัญหามันค่อย ๆ เกิดขึ้น, ค่อย ๆ เกิดขึ้นเมื่อกาลล่วงมานาน หลังจากการดับขันธ์แห่งศาสดานั้น ๆ แล้ว. สาวกของพระศาสดานั้น ๆ ค่อยเพิ่มเติมอะไรเข้าไปบ้าง บิดผันอะไรเสียบ้าง, ไปเพิ่มเติมสิ่งที่เป็นเปลือก เนื้องอกมะเร็งร้ายให้แก่ ศาสนาของตนเอง เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างอื่นโดยไม่มองเห็นว่านี้จะเป็นการทำให้ศาสนาเลอะเลือน ไป; ศาสนาทั้งหลายจึงถูกพอกหุ้มด้วยของใหม่, ไม่ยกเว้นแม้แต่พระพุทธศาสนาอันเป็นที่รักยิ่งของเรา.
          ดังนั้นจึงมีพระพุทธศาสนาส่วนที่เป็นหัวใจแท้ ๆ; เหมือนกับน้ำอันบริสุทธิ์ แล้วก็มีของหุ้ม เปลือกนอกที่เติมเข้าไป สี สันวรรณะต่าง ๆ ตามสถานการณ์ที่มันเกิดขึ้น หรือมันบังคับ, หรือมีเหตุปัจจัยภายนอกเข้ามาบังคับ, โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมัยนี้อำนาจวัตถุนิยมครองโลก พุทธศาสนาก็ดิ้นรนเพื่อจะต่อสู้, มันก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขในภายนอกบ้างเป็นธรรมดา, มันก็น่าเห็นใจ ว่าผู้ที่จะแก้ไขนั้นก็ทำไปด้วยความหวังดี, ไม่มีใครหวังร้ายที่จะทำลาย; แต่แล้วมันก็บิดผันให้ ศาสนาเดิมแท้นั้นเปลี่ยนไปเปลี่ยนไป จนเสียรูปจนเป็นอย่างอื่นไป.
          ข้อนี้ขอย้ำ ขอยืนยันไว้อีกครั้งหนึ่งว่า การที่พุทธศาสนาหมดไปจากอินเดีย สูญสิ้นไปจากอินเดียนั้น อย่าไปโทษพวกอิสลามหรือพวกอะไรเลย, จงโทษพวกพุทธ, เจ้าหน้าที่ ของพุทธศาสนาในยุคนั้น ๆ ในถิ่นนั้น ๆ สอนผิด, สอนผิดจากหลักเดิม แท้ของพุทธศาสนา ไปทีละน้อยทีละน้อย จนกลายเป็นศาสนาอื่น, กลายเป็นศาสนาฮินดู ไปเสียอีก; ส่วนที่ เป็นของจริงของแท้ เรื่องอนัตตา เรื่องสุญญตา ตถตายกเลิกไป. มันก็มา เหลือแต่เรื่องศีลธรรมธรรมดา ก็กลายเป็นฮินดู, หรือมันก็เป็นไปตามเรื่องที่แวดล้อมอยู่ คือมหาชนเหล่านั้น เขาจะรอดได้โดยวิธีใด เขาก็เอาโดยวิธีนั้น,
          นี่ เกิดจากการสอนพุทธศาสนาผิดไปจากเดิม, ผิดไปจากเดิม แล้วก็ไปคล้ายศาสนาฮินดู ซึ่งก็เป็นศาสนาพื้นบ้านมากขึ้นทุกที มันก็หมดไปจากอินเดีย เพราะสอนศาสนาของตัวผิด จนกลายเป็นศาสนาอื่นไป, แล้วจะไปโทษไปหาความว่าศาสนาอิสลามรุกรานทำลายล้าง เป็นต้น. มันเป็นเรื่องหลับตาพูดเสียมากกว่า, มองไม่เห็นว่า มันเป็นการทำผิดของเจ้าหน้าที่ทางศาสนา. ผู้สอนศาสนาในที่นั้น ในยุคนั้น ในเวลานั้น สอนผิดจนละลายหายสูญไปในศาสนาฮินดู เหลืออยู่แต่ ศาสนาฮินดู ซึ่งมีหลักการเป็นพื้นฐานทั่วไปในประเทศอินเดีย; นี่เนื้องอกเปลือกหุ้มของศาสนา มันเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้. แม้ในประเทศไทยของเรา มันก็ต้องมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปตามที่มันมีเหตุปัจจัยภายนอกแวดล้อม; วงการที่ทรงอำนาจ ก็อาจจะเปลี่ยนแปลงให้เกิดความปนเปกันอย่างนี้ก็ได้.
          สังเกตเห็นได้ว่า ผู้ครองเมืองในยุคโบราณ แม้ในสมัยศรีวิชัยพันกว่าปีมานี้ วัดที่กล่าวถึงขนาดนั้นแล้ว จะต้องมีโบสถ์ของศาสนาพราหมณ์อยู่ด้วยโบสถ์หนึ่งเสมอไป, แล้วส่วนมากก็อยู่ทางทิศตะวันออกของวัดนั้น; วัดพระธาตุก็มีโบสถ์พราหมณ์ อยู่ทางทิศตะวันออก, วัดไชยาราม คือวัดศาลาเก่า ก็มีโบสถ์พราหมณ์ อยู่ทางทิศตะวันออก, วัดอิฐทางทุ่งโน้น ก็มีโบสถ์พราหมณ์ อยู่ทางทิศตะวันออก, แต่ละวัด ๆ มีโบสถ์ของฮินดูอยู่ทางทิศตะวันออก หรือจะทิศใดก็ตามใจ, เรียกได้ว่ามันมีคู่กัน นี่คล้าย ๆ กับว่ามันเป็นลัทธิที่เหมาะสมสำหรับเด็ก ๆ สำหรับผู้หญิง; นี้ขออภัยที่ต้องใช้คำอย่างนี้ หมายถึงว่าผู้ที่ยังอ่อนด้วยปัญญา, มีปัญญาอ่อนจะต้องศึกษากันง่าย ๆ อ้อนวอนพระเจ้า, อ้อนวอนบูชาพระเจ้าง่าย ๆ เข้าใจ ง่าย ๆ พอใจกันก่อน, แล้วจึงเข้ามาถึงในวัดที่เป็นส่วนของพุทธศาสนา มีธรรมะที่ลึกเข้าไป ลึกเข้าไปแล้วมันก็ค่อย ๆ สูงขึ้นไป มันก็ค่อย ๆ ละมาตามลำดับ. คงจะเป็นผู้มีอำนาจต้องการให้เกิดความง่ายดาย ในการที่จะทำให้ประชาชนมีศีลธรรมเท่านั้นแหละ จึงได้มีลัทธิอย่างนี้ผนวกเอาไว้.

กิ่งธรรมจาก  http://www.buddhadasa.org

Monday, May 14, 2012

วิธีดับทุกข์แบบพุทธศาสนาใช้ได้แก่ทุกชีวิต

เพาะธรรมให้เกิดกับทุกชีวิต.. 

วิธีดับทุกข์แบบพุทธศาสนาใช้ได้แก่ทุกชีวิต
 โดย พุทธทาสภิกขุ


          นี่คือหนทางที่จะทำความเข้าใจระหว่างศาสนาของพวกเรา ที่เป็นพุทธบริษัท รับรู้ไว้ด้วย ว่าเรามีหลักวิธีที่จะดับทุกข์ ตามแบบของพุทธศาสนา, ท้าทายทั่วโลกทั่วจักรวาลเลยว่า เรามีวิธีดับทุกข์ชนิดนี้ ที่ใช้ได้แก่ทุกคนหรือทุกชีวิตที่มีอยู่ ในโลก. เขาก็จะบ่ายเบี่ยงโดยที่ว่ายึดมั่นถือมั่นในศาสนา ในชื่อของศาสนาในประเพณีอะไรของศาสนา ไม่ยอมรับก็ดับทุกข์ตามแบบนี้ไม่ได้ ก็ตามใจเขา; แต่ถ้าเขายอมรับ ยอมศึกษา ยอมใคร่ครวญ แล้วก็จะมีเหตุผลแสดงเพียงพอว่ามันดับทุกข์ได้จริง. ถ้าเขามาถึงความเข้าใจนี้แล้ว เขาก็จะลองดู เมื่อเขาลองดูมันดับทุกข์ได้จริง, เขาก็ใช้วิธีนี้กับกิเลสและดับทุกข์ของเขาได้สิ้นเชิง ยังคงเรียกตัวเองว่าศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม ศาสนาฮินดู ซิกข์อะไรก็ตาม; นี่มันจะเป็นได้ถึงอย่างนี้.
          อาตมามีความหวังลึกซึ้งอย่างนี้ จึงกล้าพูด; ขอให้ช่วยกันทำความเข้าใจระหว่างศาสนา; แม้ว่าศาสนา บางศาสนายืนยันว่า ศาสนาจริงแท้มีแต่ศาสนาเดียว นอกนั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิก็ได้; เขาพูดอย่างนั้นก็ได้; เขาพูดในพวกเขา สำหรับคน พวกเขา. แต่มันไม่เป็นความจริงสากล, ไม่ต้องออกชื่อศาสนาไหนดอก เขามีบทบัญญัติในศาสนาหนึ่งว่า ศาสนาแท้จริงมีแต่ ศาสนาเดียว, ศาสดามีแต่องค์เดียว, ความถูกต้องมีแต่ในศาสนานั้น, ศาสนาอื่นเป็นมิจฉาทิฏฐิ, นั้นมันพูดให้คนพวกหนึ่งฟัง พูดให้คนหนึ่งฟัง ไม่ใช่กฎความจริงทั่วไป. เราเสียอีกก็อาจจะพูดอย่างนั้นด้วยเหมือนกัน; แต่เราได้รับคำสั่งสอนให้ละมานะทิฏฐิยึดมั่นถือมั่น เราก็ไม่ต้องพูดอย่างนั้น; แต่เราจะพูดว่า ศาสนานี้มีวิธีการดับทุกข์อย่างนี้เป็นของสากล ดับทุกข์ได้แก่ชีวิตทุกชนิด; ขอให้ลองดู
          อย่างที่พูดมาแล้วว่า ถ้ามีความเห็นแก่ตน มันก็เกิดโลภ โกรธ หลง มันมีความทุกข์, ทุกชีวิตจะเป็นอย่างนั้น. ถ้าดับความเห็นแก่ตัวเสียได้ ก็ไม่อาจจะเกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง, มันก็ไม่มีความทุกข์. นี่เป็นของสากลของธรรมชาติ, เป็นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติอันลึกซึ้ง ที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบและนำมาเปิดเผย.
          มีบาลีหลายแห่งที่เป็นการยืนยัน, ตรัสว่าพระองค์เป็นผู้นำมาเปิดเผย, ใช้คำว่า "เปิดเผย" กระทำให้หงาย ทำให้ตื้น, กระทำให้แจ้ง เป็นผู้เปิดเผยความจริงอันลึกซึ้งของธรรมชาติ ซึ่งพระองค์ก็ทรงเคารพกฎเกณฑ์อันนั้น, เป็นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ซึ่งเรียกว่าธรรมะ ธรรมะนี้เหนือพระพุทธเจ้า ยังมีสิ่งซึ่งพระพุทธเจ้าทรงเคารพคือกฎเกณฑ์ของธรรมชาติตามที่บังคับ ธรรมชาติให้เป็นไปอย่างไร : ทำอย่างนี้เป็นทุกข์, ทำอย่างนี้ก็ไม่เป็นทุกข์.
          นี้เป็นกฎลึกซึ้ง ซึ่งพระองค์ทรงค้นพบ และทรงนำมาเปิดเผย, และทรงย้ำมาก ทุกคราวที่กล่าวถึง อิทัปปัจจยตา-ปฏิจจสมุปบาท; จะมีว่าตถาคต เป็นผู้เปิดเผย เป็นผู้กล่าว เป็นผู้ประกาศ เป็นผู้บอก ท่านทั้งหลายจงมองเห็นอย่างนี้ว่า : อวิชชา เป็นปัจจัยเกิดสังขาร - สังขารเป็นปัจจัยเกิดวิญญาณ อย่างนี้เป็นต้น ทุกข้อ ๆ ทีละข้อละข้อ. พระพุทธเจ้าเป็นผู้ เปิดเผยสัจจธรรมอันแท้จริงสูงสุดที่พระพุทธองค์ได้ทรงเคารพนำมาเปิดเผยให้ พวกเรารู้, แล้วก็จะดับความทุกข์เสียได้. ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ นั่นแหละมันเป็นเรื่องที่คนว่าเอาเอง, คนเขาว่าเอาเอง คนใดคนหนึ่งตั้งตัวเป็นศาสดา แล้วก็ว่าเอาเองอย่างนั้น อย่างนั้น มันผิดจนเป็นมิจฉาทิฏฐิโดยประการทั้งปวง. แต่ถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิแล้วมันตรงกับกฎของธรรมชาติ อันตายตัวโดยเด็ดขาด อย่างชัดแจ้งในการที่จะดับทุกข์ได้.
          จะมีพระเจ้าถือกันหลาย ๆ องค์นานาชนิด ก็ตามใจเถอะ; ขอให้มองเห็นว่า ความมุ่งหมายอันแท้จริงของพระเจ้า พระเจ้าองค์นั้น ๆ ชื่อนั้น ๆ มันเป็นอย่างไร : เช่น ถ้าว่าพระพรหม พระพรหมเป็นผู้สร้าง มันก็คือกฎอิทัปปัจจยตาฝ่ายสมุทยวาร, ถ้าพระเจ้าผู้คุ้มครองรักษาก็เป็นกฎของกรรม ถ้าเป็นพระเจ้าผู้ทำลายล้าง คือพระอิศวร มันก็กฎของอิทัป-ปัจจยตาฝ่ายนิโรธวาร ซึ่งจะขึ้นลงขึ้นลงกลิ้งไปอย่างนี้ในสากลจักรวาล เต็มไปด้วยความเป็นไปแห่งความเปลี่ยนแปลงตามกฎอิทัปปัจจยตา.
          โลกเดียวกัน มนุษย์อยู่ร่วมโลกเดียวกัน จะมองเห็นปัญหาของตนต่าง ๆ กัน ตามมิจฉาทิฏฐิ ตามสัมมาทิฏฐิที่จะได้รับเข้ามา ทั้งที่มันอยู่ในโลกเดียวกัน มันยังมองเห็นต่าง ๆ กัน. ฉะนั้นจึงเข้าไปรับเอามายึดมั่นถือมั่นในลัทธิคำสอนนั้น ๆ ตามความพอใจของตน, นี่มันจึงเกิดได้หลายลัทธิ หรือเกิดได้หลายศาสนา แล้วก็ทะเลาะกันด้วยเรื่องความมีศาสนาหลายศาสนา.
          เราจะมองดูด้วยความหวังดี ตามแบบของพุทธบริษัทว่า ไม่มีศาสนาใดผิดโดยประการทั้งปวง; อย่างน้อยมันก็มี ประโยชน์เหมาะสมแก่มหาชนในถิ่นนั้น ๆ. มหาชนในถิ่นที่ป่าเถื่อนที่สุด รับธรรมะอันละเอียดลึกซึ้งไม่ได้, ก็ต้องมี ธรรมะง่าย ๆ ตื้น ๆ สำหรับคนพวกนั้น จนกระทั่งถึงว่าในระดับงมงายเป็นไสยศาสตร์อย่างนี้ก็มีอยู่มาก. แต่มันก็จำเป็นที่จะเป็นเช่นนั้น; ถ้าไม่อย่างนั้นมันก็จะไม่ถือลัทธิอะไร หรือศาสนาใด ๆ เอาเสียเลยมันจะยิ่งร้ายไปกว่า. ถ้างมงายมันก็ รับประกันได้ว่ามันกลัวตายทั้งนั้นแหละ; เพราะฉะนั้นมันก็ถือลัทธินั้นเพื่อขจัดความกลัวตาย ความอันตรายใด ๆ มันก็ พอจะไปกันได้; มันไม่ผิดโดยส่วนเดียว, มันมีส่วนเดียว, มันมีส่วนดีที่มีประโยชน์แก่มหาชนกลุ่มหนึ่ง ๆ หรือสมัยหนึ่งยุคหนึ่ง ๆ ถิ่นหนึ่ง ๆ ในโลกอันกว้างขวางนี้ มันก็จะแก้ปัญหาของมหาชนในที่นั้น ๆ ได้ด้วยศาสนาหนึ่ง ๆ ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ในถิ่นนั้น ๆ.

*******
กิ่งธรรมจาก  http://www.buddhadasa.org

Friday, May 11, 2012

ทำตัวตนให้เบาบาง

เพาะธรรมใจ ปลูกพลังกาย 
 
ทำตัวตนให้เบาบาง

 พระไพศาล วิสาโล
         หมอพบว่าเด็กคนหนึ่งกำลังมีไข้สูง จึงประคองขึ้นมาจากเตียง และป้อนยาน้ำใส่ปากเธอ แต่แล้วเธอก็ปัดมือเขาอย่างแรง จนช้อนหลุด ยาเปรอะพื้น
          หมอป้อนยาอีกครั้ง บอกเธอว่า “กินยาหน่อย ไม่ขมหรอก” แต่ไม่ทันที่ยาจะเข้าปาก เธอก็ปัดอีกที คราวนี้ช้อนไม่หลุดจากมือหมอ แต่ยาน้ำก็กระเซ็นเลอะเสื้อของเขา
หมอไม่ละความพยายาม เชื้อชวนเด็กน้อยกินยา พร้อมกับยิ้มให้ เธอปัดมือหมออีกครั้ง แต่เบากว่าเดิม
          ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น หมอป้อนยาอีกครั้ง สบตาเด็กน้อยพลางอ้าปากเชื้อเชิญให้เธอทำตาม ไม่ต่างกับเวลาแม่ป้อนข้าวใส่ปากทารก ทีนี้เธอยอมให้ช้อนสัมผัสริมฝีปาก แต่ลังเลใจที่จะอ้าปาก เธอยกมือทำท่าจะปัด แต่แล้วก็ชะงัก และแล้วก็ยอมเปิดปาก พอกินยาเสร็จเธอก็หันหลัง ซุกหน้ากับเตียงทันทีราวกับคนแพ้ที่กำลังเสียใจ
          เด็กน้อยไม่ได้แค่ป่วยกาย แต่มีบาดแผลที่จิตใจ เธอไม่เพียงถูกทอดทิ้ง ขาดความอบอุ่นมาตั้งแต่แบเบาะเท่านั้น หากเธอยังถูกผู้คนทำร้าย ด่าว่า จึงไม่ไว้ใจใครทั้งสิ้น ชีวิตที่ต้องดิ้นรนเร่ร่อนบนท้องถนนมาตลอด ยิ่งกดดันเธอให้เต็มไปด้วยความหวาดระแวง แม้กระทั่งกับหมอ
             หมอไม่ใช่คนแรกที่ถูกเด็กน้อยปฏิเสธ ก่อนหน้านั้นหมอหนุ่มคนหนึ่งก็ถูกเธอปัดมือปัดช้อนมาแล้ว หลังจากพยายามอีกครั้งแต่ไม่สำเร็จ เขาก็เลิกเพราะหักห้ามโทสะไม่ไหว เป็นหมอมาหลายปีไม่เคยเจอเด็กที่หยาบคายแบบนี้ แต่หมอคนหลัง ผ่านโลกมามากกว่า แม้เป็นหมอใหญ่ แต่กลับอดทนกับกิริยาอาการของเด็กน้อยได้มากกว่า ที่สำคัญก็คือเขาถือตัวถือตนน้อยกว่าหมอคนแรก
            คนทั่วไปนั้น หากพบเด็กสักคนที่กำลังเดือดร้อน และอยากจะช่วยเด็กคนนั้น แต่ถ้าเจอความหยาบคายของเด็ก เขาคงนึกในใจว่า “ทำไมถึงทำกับฉันแบบนี้ ฉันอุตส่าห์ปรารถนาดีกับแก” หมอคนแรกก็คิดแบบนั้น ถึงฉุนเฉียวเด็กน้อย
            แต่หมอคนหลังไม่ได้คิดแบบนั้น เขากลับคิดในใจว่า “ทำอย่างไรเด็กถึงจะยอมกินยาได้ ?” หมอไม่ได้คิดถึงตัวเองเลย เขาไม่สนใจว่าทำไมเขาถึงถูกปฏิบัติแบบนั้น สิ่งที่หมอใส่ใจคือตัวเด็กมากกว่า หมอสนใจว่าจะแก้ปัญหาที่อยู่ตรงหน้าอย่างไร
           ในสถานการณ์เช่นนี้ เมื่อใดที่นึกถึงแต่ตัวเอง สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ ความไม่พอใจ ความโกรธ ความฉุนเฉียว แต่เมื่อใดที่นึกถึงคนอื่น คิดถึงปัญหาที่ต้องแก้ จิตใจก็จะไปจดจ่ออยู่กับการหาทางออก ไม่เปิดช่องให้ความขุ่นเคืองใจเกิดขึ้น พูดอีกอย่างคือ ใช้อารมณ์น้อยลง แต่ใช้ปัญญามากขึ้น
            เมื่อใดที่เราคิดถึงแต่ตนเอง เมื่อนั้นเรากำลังเอา “ตัวตน” ออกรับทุกอย่างที่มากระทบ ไม่ว่าทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ หากสิ่งที่มากระทบนั้น น่าพอใจก็แล้วไป แต่บ่อยครั้งมันเป็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ ไม่พึงปรารถนา ผลก็คือ เกิดความทุกข์ขึ้นมา เพราะตัวตนถูกสิ่งนั้นมากระทบอย่างจัง
           คนเรามักเอาตัวตนออกรับทุกเรื่อง จนกลายเป็นนิสัยและทำไปโดยไม่รู้ตัว เวลามีคนมาตักเตือนหรือตำหนิ ปฏิกิริยาแรกสุดที่เกิดขึ้นในความคิดของคนส่วนใหญ่ก็คือ “เขาว่าฉัน ๆ ๆ” จากนั้นก็ปรุงต่อไปว่า “มาพูดอย่างนี้กับฉันได้อย่างไร” สิ่งที่ตามมาก็คือ ความไม่พอใจ ซึ่งอาจนำไปสู่การตอบโต้ด้วยวาจาหรือการกระทำที่รุนแรง
            ที่จริงเราไม่จำเป็นต้องเอาตัวตนมาออกรับคำตำหนิก็ได้ หากเราเพียงแต่เปลี่ยนมุมมองหรือวิธีคิด นั่นคือหันมาสนใจว่า “ที่เขาพูดมานั้นถูกต้องไหม ?” สิ่งที่เราจะได้คือความรู้ ถ้าเขาพูดถูก เราก็จะได้ความรู้เกี่ยวกับตัวเราเองว่ามีจุดบกพร่องที่ตรงไหน แต่ถ้าเขาพูดผิด เราก็ได้ความรู้เกี่ยวกับตัวเขาว่าเขาเป็นคนอย่างไร เป็นคนด่วนตัดสินหรือไม่ เป็นคนติดยึดกับความคิดของตนเพียงใด หรือมีวิธีคิดหรือมุมมองต่างจากเราอย่างไร ความรู้ที่เกิดขึ้นทั้งสองสถานล้วนทำให้เรามีปัญญาเพิ่มขึ้นทั้งสิ้น มุมมองอย่างนี้จึงเป็นวิถีแห่งปัญญา
             เวลาเราทักเพื่อนแล้วเพื่อนไม่ทักตอบ อย่าเพิ่งไปคิดว่า “ถือดีอย่างไรถึงมาทำกับฉันอย่างนี้” คิดแบบนี้จะทำให้ตัวเองทุกข์ แทนที่จะเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ลองเปลี่ยนมานึกถึงเขาบ้างว่า “เขามีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า ถึงทำท่ามึนตึงแบบนี้?” คิดแบบนี้ นอกจากจะปิดช่องไม่ให้ความน้อยใจเกิดขึ้นกับเราแล้ว ยังช่วยให้เรามีความเห็นใจหรือมีเมตตาต่อเขามากขึ้น และนำไปสู่การสอบถามหาความจริงจากเพื่อนของเรา ในที่สุดเราอาจพบว่า แม่ของเขาป่วยหนัก เข้าโรงพยาบาลเมื่อคืนวานนี้เอง ที่เขาไม่ได้ทักทายเรานั้น มิใช่เพราะรังเกียจเราแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะใจกำลังห่วงกังวลถึงแม่
             การคิดแบบเอาตัวตนออกรับนั้น ทำให้เราสนใจแค่ว่า ถูกใจหรือไม่ถูกใจฉัน ถ้าถูกใจก็เป็นสุข ถ้าไม่ถูกใจก็เป็นทุกข์ แต่เมื่อคิดแบบนี้เป็นนิสัยก็รังแต่จะทำให้ทุกข์ง่าย เพราะเรื่องที่ไม่ถูกใจนั้นมีเยอะ ส่วนเรื่องที่ถูกใจนั้นก็มักสนองกิเลสหรืออัตตาของเราจนเสียคนได้ง่าย เด็กที่กินแต่อาหารที่ถูกลิ้น อนามัยย่อมบกพร่องฉันใด ผู้ใหญ่ที่ชอบฟังแต่ถ้อยคำที่ถูกหู ก็กลายเป็นคนหูเบาฉันนั้น
               จะไม่ดีกว่าหรือหากเรามาให้ความสนใจกับความถูกต้องมากกว่าความถูกใจ เมื่อได้ยินได้ฟังอะไร ก็ใช้ปัญญาไตร่ตรองว่ามีความถูกต้องเพียงใด มีประโยชน์หรือไม่ จะถูกใจหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ อาหารแม้จะถูกปาก แต่ก็ไม่สำคัญเท่ากับว่าถูกต้องต่อร่างกายหรือไม่ หรือถูกสุขลักษณะเพียงใด เวลาเห็นสินค้าในร้าน แทนที่จะซื้อเพราะความถูกใจ ก็หันมาพิจารณาก่อนว่า ถูกต้องไหมที่จะซื้อ เหมาะสมหรือไม่กับสภาพเศรษฐกิจหรือฐานะของเรา และเป็นประโยชน์เพียงใดต่อการดำเนินชีวิต
             ในทำนองเดียวกันเวลาเด็กเพลินกับของเล่น แทนที่จะถามแค่ว่า “สนุกไหม” ซึ่งเป็นการถามโดยเอาความถูกใจเป็นเกณฑ์ น่าถามด้วยว่า “อยากรู้ไหมว่ามันทำงานอย่างไร” คำถามอย่างหลังนี้จะช่วยให้เด็กหัดใช้ปัญญา ซึ่งจำเป็นต่อการค้นหาความถูกต้องและความจริง
การเอาตัวตนออกรับหรือเอาความถูกใจเป็นเกณฑ์นั้น ทำให้กิเลสหรืออัตตาพองโต จนครอบงำกำหนดชีวิตของเราอย่างกระดิกกระเดี้ยไม่ได้ ตรงกันข้ามการเอาปัญญาออกรับหรือเอาความถูกต้องเป็นเกณฑ์ จะทำให้ตัวตนเบาบาง ความทุกข์เข้ามากระทบไม่ได้ง่าย ๆ จึงเป็นชีวิตที่อิสระและสงบเย็นอย่างแท้จริง 
                                            *******
กิ่งธรรมจาก  http://www.visalo.org


ทุกศาสนาต้องร่วมมือกัน

ทุกศาสนาต้องร่วมมือกัน
โดย พุทธทาสภิกขุ
          ทีนี้ก็มาถึงข้อที่จะต้องพิจารณาว่า ศาสนาทุกศาสนาต้องร่วมมือกัน เพราะมันมีความจำเป็นที่จะต้องอยู่ร่วมโลกกัน; ถ้าอยู่อย่างมีศัตรูกัน ก็เป็นความพินาศของโลก นั่นเอง. ศาสนาทุกศาสนาต้องร่วมมือกันในลักษณะสหกรณ์, ร่วมทำกิจกรรมอย่างหนึ่ง คือสันติภาพของโลก. ทุกศาสนาร่วมมือกันอย่างที่เรียกว่าสหกรณ์ เพื่อสันติภาพของโลก โดยมองเห็นได้ว่า มีวิถีทางคือ คุ้มครองสังคม ทำลายสิ่งซึ่งเป็นข้าศึกของสังคม. ศาสนามีหน้าที่อย่างนี้ มีคุณประโยชน์ที่จะใช้ได้ในลักษณะอย่างนี้ คือคุ้มครองสังคม.
          ศาสนาจะคุ้มครองสังคมได้ ก็ต่อเมื่อสังคมมีศาสนา; เดี๋ยวนี้มันก็มีศาสนาต่าง ๆ กัน จึงขอยืนยันว่าขอให้เข้าถึงหัวใจแห่งศาสนาของตน ๆ แล้วก็จะไปพบว่ามันมีความเหมือนกัน คือทำลายความเห็นแก่ตัว. ถ้าจะเปรียบ ก็เปรียบเหมือนกับน้ำ น้ำ น้ำมีหลายอย่าง น้ำทะเล น้ำในลำธาร น้ำอ้อย น้ำตาล น้ำผึ้ง กระทั่งน้ำปัสสาวะ น้ำสกปรก น้ำครำนี่; ถ้าดูภายนอกแล้วต่างกัน, แต่ถ้าเจาะเข้าไปให้ลึกถึงส่วนลึกของน้ำทุกน้ำ ก็จะพบน้ำที่บริสุทธิ์; แม้ในน้ำปัสสาวะ. แม้ในน้ำครำ ถ้าแยกออกมาได้เฉพาะน้ำที่บริสุทธิ์ มันก็จะได้น้ำบริสุทธิ์ อย่างเดียวกับน้ำบริสุทธิ์ทั่วไป คือน้ำกลั่น, น้ำกลั่นคือน้ำบริสุทธิ์ จะหาพบได้ในน้ำทุกชนิด : ในน้ำส้ม ในน้ำหวาน ในน้ำโคลน ในน้ำปัสสาวะ เป็นต้น; นั่นหัวใจส่วนลึกมันเป็นอย่างนั้น.
          ศาสนาก็เหมือนกัน แม้ว่ารูปแบบภายนอกมันจะดูต่างกันมาก ถึงขนาดว่ามันจะตรงกันข้าม; แต่ถ้าเจาะลึกเข้าไปถึงภายในแล้วจะพบว่า พระศาสดานั้น ๆ มุ่งหมายเพื่อให้เกิดสันติสุขส่วนบุคคล, หรือสันติภาพส่วนสังคมด้วยกันทั้งนั้น, เจาะเข้าไปลึกถึงขั้นนั้นเถิด มันก็จะพบความที่จะเข้ากันได้, อย่าเอาเปลือกนอกซึ่งระเกะระกะไปด้วยหนามหรือด้วยเปลือกแข็งนี้ ขอให้เข้าถึงเนื้อในแล้วมันจะกลมกลืนเป็นอันเดียวกันได้.
          ศาสนาทุกศาสนาต้องทำหน้าที่ เป็นแสงสว่างของสังคม, นำวิญญาณของสังคมไปอย่างถูกวิถีทาง คือไปสู่จุดหมายปลายทางไม่เห็นแก่ตัว แล้วรักผู้อื่น โดยอัตโนมัติ, ข้อนี้ขอให้สนใจให้มาก ถ้ามันไม่เห็นแก่ตัว แล้วมันจะรักผู้อื่นโดยอัตโนมัติ; ดังนั้น หน้าที่ของศาสนาจึงมีหน้าที่เพียงแต่ทำลายความเห็นแก่ตัว, ทำลายความเห็นแก่ตัว เมื่อหมดความเห็นแก่ตัวจะรักผู้อื่นโดยอัตโนมัติ โลกนี้ก็จะมีสันติภาพ.
          ศาสนามีหน้าที่ในการประสานสังคม แต่ละสังคมให้หันไปหาธัมมิกสังคมนิยม ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น, ศาสนาต้องเอาหัวใจของศาสนาของตน ๆ มาเป็นเครื่องยึดถือหรือเหนี่ยวรั้งของสังคม, สังคมก็จะน้อมนำไปสู่ธัมมิกสังคมนิยม, ความรักโดยสภาพธรรมชาตินี้ได้เป็นแน่นอน.
          ถ้าจะเรียกว่ามีพระเจ้าก็มีไม่มีพระเจ้าก็มี ศาสนาที่มีพระเจ้ามุ่งหมาย สันติสุขของมนุษย์, ศาสนาไม่มีพระเจ้าก็มุ่งหมายสันติสุขของมนุษย์; เราใช้คำว่าพระเจ้าให้ถูกต้อง, ให้มีความหมายที่ถูกต้อง ว่าสิ่งที่มีอำนาจสร้างขึ้นมา, มีอำนาจควบคุมไว้, มีอำนาจทำลายยกเลิกเป็นครั้งคราว; มีอำนาจดูแลอยู่ในที่ทั่วไป, บังคับบัญชาอยู่ในที่ทั่วไป. สิ่งนี้มีอยู่ เขาจะเรียกว่าพระเจ้าก็ตามใจเขา; แต่เราเรียกว่ากฎของธรรมชาติ, สัจจธรรมของธรรมชาติหรือพระธรรมก็มีสิ่งที่มีหน้าที่อย่างเดียวนั่นแหละ; ตรงกัน โดยอาศัยพระเจ้าก็ได้. เอาคุณภาพของพระเจ้า อย่าเอาเปลือกของพระเจ้า มาเป็นเครื่องเหนี่ยวรั้งสังคม; การดับทุกข์มันต้องเป็นไปตามกฎข้อนี้แหละ. ขอให้สนใจกันมากเป็นพิเศษ ว่าเรื่องราวการดับทุกข์นั้นมันเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ เพราะว่าความทุกข์เกิดขึ้นตามกฎของธรรมชาติและเหมือนกันในทุกชีวิต.
          เดี๋ยวนี้คนถือศาสนาต่างกันมาก จนไม่ค่อยจะมองหน้ากัน; แต่ไปดูเถอะว่าในหัวใจของคนเหล่านั้น ซึ่งต่างศาสนากันนั่นแหละ มันก็มีกิเลสเหมือนกัน. ความโลภของคนที่ถือศาสนาพุทธ ก็ไม่ต่างจากความโลภของคนที่ถือศาสนาคริสต์ อิสลาม พราหมณ์ ฮินดู ซิกข์อะไร, ความโกรธก็เหมือนกัน, ความหลงก็เหมือนกัน. ฉะนั้นความทุกข์ที่เกิดขึ้นมันก็เป็นความทุกข์เหมือนกัน, ถ้าไปดูกันที่ตัวกิเลสและตัวความทุกข์แล้ว มันก็เหมือนกันดิกเลยของทุกคนที่ถือศาสนาต่างกัน. เมื่อเป็นอย่างนี้มันก็ควรจะมีสิ่งซึ่งแก้ทุกข์หรือดับทุกข์ได้ร่วมกัน ไม่ว่าเขาจะถือศาสนาอะไร; เหมือนอย่างว่าปัจจุบันใครจะถือศาสนาอะไรก็ตามใจ ถ้ากินน้ำตาล มันก็รู้สึกหวาน, ถ้ากินเกลือ มันก็รู้สึกเค็ม. ถ้ากินน้ำส้ม มันรู้สึกเปรี้ยว, อย่างนี้ใช่ไหม? จะถือศาสนาอะไร มันก็ไม่เว้นที่ว่าจะต้องมีความเป็นอย่างเดียวกันอยู่ในด้านลึก. หรือว่าจะมียาแก้โรค ขึ้นมาในโลกแม้แต่ยาแก้ปวดศีรษะอย่างนี้ คนถือศาสนาอะไรซื้อไปกินมันก็หายได้, ไม่ว่าจะถือศาสนาอะไร. ทีนี้มันยิ่งกว่านั้นก็ว่าเมื่อกิเลสของคนก็เหมือนกัน ความทุกข์ของคนก็เหมือนกันในการที่จะดับทุกข์ มันก็เหมือนกันได้, เหมือนกับว่ายาแก้โรคทางฝ่ายกายใช้ร่วมกันได้อย่างนี้ ยาแก้โรคในทางฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณ มันก็ใช้ร่วมกันได้อย่างนี้แหละ.
          ฉะนั้น ถ้าเขามาคิดนึกกันเสียใหม่ว่า ไม่พูดถึงว่าศาสนานั้นศาสนานี้; เอาแต่ว่ามีความทุกข์ มีกิเลส อยู่ในภายในอย่างไร, แล้ววิธีใดจะดับทุกข์และดับกิเลสเหล่านั้นได้ มันก็ใช้ได้ : เมื่อดับกิเลสหรือดับทุกข์ได้มันก็หมดปัญหา. จะประกาศตัวว่าถือศาสนาอะไรก็ตามใจ แต่การดับกิเลสและดับทุกข์นั้น มีวิธีเดียวเท่านั้น สำหรับทุกคน เพราะว่ามันเหมือนกัน.
          ความโลภ ความโกรธ ความหลง ของใครก็ตาม; จะถือศาสนาอะไรก็ตาม, อยู่ที่มุมโลกไหนก็ตาม, แม้พวกเทวดาบนฟ้าก็ตาม, สัตว์ในนรกก็ตาม, ถ้ามีกิเลส คือความโลภ ความโกรธ ความหลงแล้วมันเหมือนกัน. ฉะนั้นการที่จะดับกิเลสและความทุกข์ก็เป็นวิธีเดียวกัน. นี่มันมีความที่จะต้องร่วมกัน ร่วมกัน ใช้ร่วมกัน ปฏิบัติร่วมกันได้ อยู่ในส่วนลึกของมนุษย์เรา.
*******
กิ่งธรรมจาก  http://www.buddhadasa.org