Friday, June 29, 2012

เกิดมาอยู่กับความทุกข์ ควรรู้จักเปลี่ยนบ้าง

 เกิดมาอยู่กับความทุกข์ ควรรู้จักเปลี่ยนบ้าง
โดยพุทธทาสภิกขุ 

 
       เด็ก ๆ ไม่ได้มีสติปัญญามาแต่ในท้องแม่ แต่มาด้วยสัญชาตญาณกลาง ๆ ซึ่งยังไม่ดีไม่ชั่ว, แต่ในความรู้สึกเป็นรากฐานแห่งตัวตน; พอคลอดออกมาแล้ว ได้รับของอร่อยในเวทนา ก็เกิดความรู้สึกเป็นตัวตน เลยขอบเขตว่ากูอร่อย, กูต้องได้ มาเป็นของกูให้มาก, กูจะต้องสะสมเอาไว้, จะต้องเอาให้ได้มากที่สุดที่จะมากได้. ทีนี้พอ เกิดทุกขเวทนา เสวยสิ่งที่ไม่ อร่อยไม่เป็นสุข มันก็เกิดตัวกู ตัวกูเดือดร้อน ตัวกูเสียหาย ตัวกูจะต้องต่อสู้ ทั้งสองฝ่ายแหละ. ฝ่ายยินดีก็ให้เกิดตัวกูไปแบบหนึ่ง, ฝ่ายยินร้ายก็ให้เกิดตัวกูไปอีกแบบหนึ่ง, รวมกันเข้าเป็นสองตัวกู เป็นตัวกูที่สมบูรณ์ทั้งทางยินดีและทางยินร้าย มันก็อยู่ในโลกนี้ด้วยความเจริญแห่งตัวกู; นี่มันก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ.
          เด็ก ๆ คลอดออกมา จิตเกลี้ยง แล้วก็เศร้าหมอง, เศร้าหมองด้วยความยินดียินร้าย อันเกิดจากเวทนามากขึ้น ๆ จนเป็นผู้ เห็นแก่ตัวจัด, ไม่ทันจะเป็นหนุ่มสาวด้วยซ้ำไป หรือไม่เป็นหนุ่มสาวก็เป็นระยะที่มีความเห็นแก่ตัวจัด หลงใหลในความรู้สึกของกิเลส เป็นสิ่งสูงสุด, แล้วก็ได้ทำไปอย่างนั้นแล้วก็ได้รับผลเป็นความทุกข์ เป็นความทุกข์ เพิ่มขึ้น ๆ แล้ว ต่อมาจึงรู้จัก อ้าว! นี้มันเป็นความทุกข์ก็อยากจะเปลี่ยนทิศทาง มันจึงจะเริ่มหันเหมาทางธรรมะ ถ้าโชคดีก็ได้มาพบธรรมะที่ดีที่ถูกต้อง และหันเหเปลี่ยนทิศทางได้โดยเร็ว; ถ้าโชคไม่ดี บางทีจนตายมันก็ไม่ได้รู้จักของจริงไม่ได้รู้จักเปลี่ยนทิศทางให้ถูกต้องได้ เป็นที่น่าเวทนา สงสารอย่างยิ่ง.
          เราจงรู้ว่าเรามันตั้งต้นขึ้นมาด้วยความว่าง เกิดจากท้องแม่มา ด้วยจิตที่มันว่าง, แต่ว่าเป็นความว่างชนิดที่ไม่คงตัว; เปลี่ยนเป็นความวุ่นได้ โดยการสัมผัสโลกมากเข้า มากเข้าจนเกิดเป็นความวุ่น, เมื่อเจ็บปวดที่สุด ถึงที่สุด ถึงประมาณแล้ว มันก็อยากจะเลิกอาการอย่างนี้เพื่อจะกลับไปสู่ความว่างอีก; ก็ปฏิบัติศึกษาธรรมะเพื่อให้เกิดความว่างขึ้นมาอย่างถูกต้อง; แต่มันเกิดความว่างอันใหม่ที่จะไม่เปลี่ยนแปลงอีกต่อไป จนกระทั่งบรรลุพระอรหันต์ มันก็เป็นความว่างแท้ จริงและไม่เปลี่ยนแปลงอีกต่อไป ไม่กลับวุ่นได้อีกต่อไป. แต่ถึงอย่างไรก็ดี เราก็กล่าวได้ว่า ชีวิตมันตั้งต้นขึ้นมาด้วยความว่าง ชนิดที่เปลี่ยนแปลงได้ มันจึงเปลี่ยนมาเป็นความวุ่น : ครั้นวุ่นทรมานกันถึงที่สุดแล้ว มันก็เปลี่ยนไปสู่ความว่าง เพราะมันจัดการอย่างยิ่ง ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา, จัดการอย่างยิ่งจนเกิดความว่างชนิดที่แท้จริง ไม่กลับเป็นความวุ่นถึงยอดสุดของมนุษย์ที่จะทำ คือความเป็นพระอรหันต์ ก็หมดปัญหา; อันนี้เรียกว่ามันจบลงด้วยความว่าง ถ้าเป็นพระอรหันต์.
          ทีนี้ มีใครกี่คนล่ะ ที่ได้เกิดมาแล้วได้บรรลุพระอรหันต์ มันอยู่ในความวุ่น มันตายไปในความวุ่นนั่นแหละ? แต่ถ้าเราจะเป็นพุทธบริษัทที่มีโชคดี ได้รับคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามาอย่างถูกต้องและเพียงพอ ก็สามารถจะรู้จักเข้าใจเรื่องความว่าง จะสามารถปฏิบัติเรื่องความว่าง, แล้วจะได้รับผลแห่งความว่างทันในเวลาก่อนแต่ที่จะตาย, ก่อนแต่ที่จะแตกตายทำลายขันธ์. นี่จึงจะเรียกว่าไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบกับพุทธศาสนา. ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วมันก็ต้องอยู่ในพวกที่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์และพบ กับพุทธศาสนาทั้งนั้นแหละ, มีสิทธิที่จะถูกด่าอย่างหยาบคายว่า คนเสียชาติเกิด เกิดมาไม่พบกับสิ่งที่ควรจะได้พบได้รับ.

 กิ่งธรรมจาก  http://www.buddhadasa.org

พร้อมรับความสูญเสีย

พร้อมรับความสูญเสีย
 โดย พระไพศาล วิสาโล
        ชีวิตคนเราล้วนวนเวียนอยู่กับเรื่องได้-เสีย มีเรื่องได้-เสียเป็นตัวขับเคลื่อนชีวิตทั้งในทางดีและทางร้าย ทั้งนี้เพราะสุขหรือทุกข์ของคนเราล้วนขึ้นอยู่กับได้หรือเสีย ถ้าได้ก็มีความสุข แต่หากเสียก็มีความทุกข์
        ได้คือสุข เสียคือทุกข์ นี้คือสมการชีวิตที่ทุกคนคุ้นเคยกันดี แต่สมการนี้แปลกตรงที่ ตามตรรกะแล้ว เวลาได้สิ่งหนึ่งมาแล้วสูญเสียสิ่งนั้นไป สุขกับทุกข์ที่เกิดขึ้นตามมา น่าจะเท่ากัน เพราะเกี่ยวเนื่องกับของชิ้นเดียวกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว หาเป็นเช่นนั้นไม่ เราสังเกตไหมว่า สิ่ง ๆ เดียวกันนั้นเวลาเราได้มา ความสุขที่เกิดขึ้นมักจะน้อยกว่าความทุกข์เมื่อสูญเสียสิ่งนั้นไป
        แดเนียล คาเนแมน (Daniel Kahneman)ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์เมื่อสิบปีที่แล้ว กับคณะ ได้ทำการทดลองจนได้ข้อสรุปว่า การสูญเสียสิ่งหนึ่งไปนั้นทำให้เรามีความทุกข์เป็นสองเท่าของความสุขเมื่อ ได้มันมา การทดลองอย่างหนึ่งที่เขาทำขึ้นก็คือ แบ่งนักศึกษาในชั้นเรียนเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งได้รับถ้วยกาแฟซึ่งประทับตรามหาวิทยาลัย ส่วน อีกกลุ่มหนึ่งนั้นได้แต่เพียงยืนดูถ้วยกาแฟ จากนั้นก็เปิดโอกาสให้มีการซื้อขายกัน การซื้อขายนั้นไม่ได้ใช้เงินจริง ๆ เพียงแต่ตอบคำถามว่า “จำนวนเงินเท่าใดที่คุณยินดีจะขายหรือซื้อถ้วยกาแฟ” ผลปรากฏว่า เจ้าของพร้อมสละถ้วยกาแฟหากได้เงินเป็นสองเท่าของจำนวนที่ผู้ซื้อยินดีจ่าย การทดลองนับสิบ ๆ ครั้งให้ผลสรุปทำนองเดียวกัน ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ความไม่อยาก สูญเสียถ้วยกาแฟนั้นมีมากเป็นสองเท่าของความอยากได้ถ้วยกาแฟ ดังนั้นหากต้องสูญเสีย   ถ้วยกาแฟไปฟรี ๆ จึงมีความทุกข์เป็นสองเท่าของความสุขเมื่อได้ถ้วยกาแฟนั้น
        การทดลองอีกอย่างหนึ่งก็คือ ตั้งโจทย์ว่า หากมีการเสี่ยงโชคด้วยการโยนเหรียญ ถ้าออกก้อยต้องเสีย ๑๐๐ เหรียญ แต่ถ้าออกหัวจะได้.....เหรียญ ถามว่าต้องเติมเงินในช่องว่างนั้นเป็นจำนวนเท่าไหร่คุณถึงจะยอมเล่น? คำตอบของคนส่วนใหญ่อยู่ราว ๆ ๒๐๐ เหรียญ แต่ก็มีบางคนที่แม้ออกหัวได้ ๒๐๐ เหรียญก็ยังไม่ยอมเล่น ทั้ง ๆที่มีโอกาส ๕๐ เปอร์เซ็นต์ที่จะได้ ทั้งนี้ก็เพราะไม่อยากเสีย ๑๐๐ เหรียญนั่นเอง
          การทดลองดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า คนเรากลัวความสูญเสียและพยายามหลีกเลี่ยงมันให้ไกล เว้นแต่มีสิ่งแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่า (คือดีกว่าหรือมากกว่า) ไม่ว่าทำอะไรก็ตามถ้าโอกาสเสียกับได้มีเท่า ๆ กัน เราจะไม่ทำเลยถ้าเลือกได้ ทั้งนี้ก็เพราะการสูญเสียนั้นทำให้เรามีความทุกข์มากกว่าความสุขที่ได้สิ่งเดียวกันนั้นมา (นี้กระมังเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงจดจำคนที่ขโมยหรือโกงเงินเราได้แม่นยำหรือยาวนานกว่าคนที่ให้เงินเราในจำนวนเท่า ๆ กัน)
        มองตามตรรกะ ความสุขที่ได้จากเงิน ๑๐๐ บาท กับความทุกข์ที่เสียเงิน ๑๐๐ บาท น่าจะเท่ากันหรืออยู่ในระดับเดียวกัน แต่ทำไมความทุกข์ที่เสียเงิน ๑๐๐ บาทจึงมากกว่าความสุขที่ได้เงิน ๑๐๐ บาท คำตอบจะเห็นชัดมากขึ้นเมื่อย้อนกลับไปที่การทดลองเกี่ยวกับถ้วยกาแฟ ตอนที่ยังไม่ได้ถ้วยกาแฟมานั้น ผู้คนไม่ค่อยกระตือรือร้นที่จะซื้อมัน จึงมักให้ราคาที่ไม่สูงนัก แต่เมื่อได้ถ้วยกาแฟมาแล้ว ผู้คนไม่อยากเสียมันไป ดังนั้นจึงตั้งราคาสูง ถามว่าทำไมถึงไม่อยากเสียมันไป เหตุผลสำคัญน่าจะเป็นเพราะเมื่อได้มันมาแล้ว ก็จะเกิดความรู้สึกยึดมั่นว่ามันเป็น “ของฉัน” ความยึดมั่นดังกล่าวนี้เองทำให้เราทุกข์เมื่อต้องสูญเสียมันไป ตรงข้ามกับตอนที่ยังไม่ได้มันมา ยังไม่มีความยึดมั่นสำคัญหมายว่ามันเป็น “ของฉัน” ดังนั้นเมื่อได้มันมาความดีใจจึงไม่มากเท่ากับความเสียใจยามที่ต้องสูญเสีย มันไป ด้วยเหตุผลเดียวกัน เงิน ๑๐๐ บาทที่ได้มากับเสียไป แม้จำนวนเท่ากัน แต่ความรู้สึกผูกพันต่อเงินสองก้อนนั้นไม่เท่ากัน ตอนที่ยังไม่ได้มันมานั้น เงินจำนวนนั้นไม่ใช่ของฉัน แต่เมื่อได้มาแล้ว ก็เกิดความยึดมั่นทันทีว่าเป็นเงินของฉัน เมื่อต้องเสียมันไป จึงเกิดความเสียดายหรือเป็นทุกข์ขึ้นมาในระดับที่มากกว่าความดีใจตอนที่ได้ มันมา
        การทดลองอีกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ นักศึกษากลุ่มหนึ่งได้ถ้วยกาแฟ อีกกลุ่มหนึ่งได้ช็อกโกแลตแท่งใหญ่ ซึ่งมีราคาเท่ากับถ้วยกาแฟ การสอบถามความเห็นก่อนการทดลองทำให้ทราบว่านักศึกษาแต่ละคนชอบของสองอย่างไม่เท่ากัน เมื่อเริ่มการทดลองหลายคนได้สิ่งที่ตนเองชอบน้อยกว่า แต่เมื่อเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนจากถ้วยกาแฟเป็นช็อกโกแลต หรือกลับกัน ปรากฏว่ามีเพียงหนึ่งในสิบที่ขอเปลี่ยน
        นี้เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ชี้ว่าคนเราไม่ชอบการสูญเสีย ถึงแม้ว่าตอนที่ยังไม่ได้มานั้น อาจจะชอบไม่มากนัก แต่เมื่อได้มาแล้วก็ไม่อยากเสียมันไป แม้จะเป็นการแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่ชอบมากกว่าก็ตาม สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะพอได้มันมาก็เกิดความยึดติดถือมั่นว่าเป็นของ ฉันทันที จึงไม่อยากเสียมันไป
        ความรังเกียจและพยายามหลีกเลี่ยงการสูญเสียนั้น เป็นสัญชาตญาณที่มีประโยชน์ต่อมนุษย์ มันช่วยให้เราหวงแหนและปกป้องทรัพย์สมบัติซึ่งจำเป็นต่อความอยู่รอดของเรา อีกทั้งยังทำให้เราไม่หลงใหลสิ่งใหม่ ๆ จนยอมเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินทองข้าวของที่มีอยู่ แต่บางครั้งมันก็เป็นโทษต่อตัวเรามิใช่น้อย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ นักเล่นหุ้นที่รู้ทั้งรู้ว่าหุ้นในมือของตนนั้นราคาตกลงเรื่อย ๆ แต่ก็ไม่ยอมขายเพราะกลัวขาดทุน และหวังว่าราคามันจะดีขึ้นในที่สุด ผลก็คือถือหุ้นตัวนั้นจนกลายเป็นขยะคามือ ซึ่งทำให้เขาขาดทุนยิ่งกว่าเดิม เช่นเดียวกับนักธุรกิจที่ทำกิจการจนขาดทุนอย่างหนักแต่ไม่ยอมเลิกเพราะ เสียดายเงินที่ลงไป กลับกู้เงินซ้ำเล่าซ้ำเล่ามาค้ำจุนกิจการที่ไม่มีอนาคต ด้วยความหวังล้ม ๆ แล้ง ๆ ว่ามันจะดีขึ้น สุดท้ายเขาก็เป็นหนี้ท่วมหัวจนล้มละลาย
        ความกลัวสูญเสียบางครั้งจึงทำให้เราตกอยู่ในสภาพไม่ต่างจากคนที่กอดหีบสมบัติที่กำลังจมน้ำ ด้วยความหวังว่าจะกู้มันขึ้นมาได้ ทั้ง ๆ ที่ในยามนั้นการปล่อยหีบสมบัติเป็นวิธีเดียวที่ช่วยให้สูญเสียน้อยที่สุด ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่ควรปล่อยให้ความกลัวสูญเสียครอบงำจิตใจจนขาดสติหรือบดบังปัญญา ดังได้กล่าวแล้วว่าความกลัวสูญเสียนั้นมีข้อดี อย่างน้อยก็ทำให้เราไม่นิ่งนอนใจ พยายามหาทางป้องกันและรักษาทรัพย์สมบัติที่มี แต่ความจริงอย่างหนึ่งของชีวิตที่เราปฏิเสธไม่ได้ก็คือ ความสูญเสียพลัดพรากนั้นเป็นเรื่องธรรมดา เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงความสูญเสียพลัดพรากไปได้ตลอด ดังนั้นเมื่อถึงคราวต้องสูญเสียพลัดพราก จึงควรรู้จักทำใจยอมรับความจริง การไม่ยอมรับความจริงเพราะกลัวหรือรังเกียจความสูญเสียนั้น นอกจากทำให้เราทุกข์ใจจนอาจกินไม่ได้นอนไม่หลับหรือล้มป่วยแล้ว ยังอาจผลักให้เราก่อปัญหาหนักกว่าเดิม เช่น ทำให้เกิดความสูญเสียหนักขึ้น
        การมีสติรู้เท่าทันอารมณ์ของตนนั้น ช่วยให้ใจไม่ถูกครอบงำด้วยความกลัวสูญเสีย อย่างน้อยก็ทำให้ไม่เผลอทำให้ปัญหาเลวร้ายลง สติยังช่วยให้ได้คิดหรือเกิดปัญญา สามารถไตร่ตรองด้วยเหตุผลหรือข้อเท็จจริง จนเห็นโทษของการหวงแหนปกป้องทรัพย์สมบัติอย่างไม่ลืมหูลืมตา เช่น ทำให้นักลงทุนเห็นชัดว่า การขายหุ้นที่กำลังตกตอนนี้แม้จะขาดทุนแต่ก็ยังดีกว่าการถือไว้ในมือไปเรื่อย ๆ หรือทำให้นักธุรกิจเห็นชัดว่าเลิกกิจการตอนนี้ดีกว่ามัวกู้หนี้มาต่ออายุกิจการอย่างไร้อนาคต สติและปัญญาช่วยให้เราเห็นว่าการกอดหีบสมบัติที่กำลังดิ่งลงน้ำนั้น ในที่สุดย่อมลงเอยด้วยการสูญเสียทั้งชีวิตและหีบสมบัติ
        อย่างไรก็ตาม ได้กล่าวแล้วว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้เรากลัวความสูญเสีย ก็คือ ความยึดติดถือมั่นว่าเป็นของเรา หรือที่ท่านอาจารย์พุทธทาสเรียกว่า ความยึดมั่นใน “ตัวกู ของกู” ดังนั้นถ้าไม่อยากให้ความกลัวสูญเสียครอบงำใจ นอกจากการใช้สติและปัญญารับมือกับเหตุการณ์แล้ว การทำใจให้คลายความยึดมั่นในตัวกูของกู ก็เป็นสิ่งสำคัญ ถ้าเรายึดติดถือมั่นในทรัพย์สินน้อยลง ความกลัวสูญเสียก็จะน้อยลงตามไปด้วย
        วิธีหนึ่งที่ช่วยลดความยึดมั่นในตัวกูของกู ก็คือ การให้ทานหรือสละทรัพย์สมบัติให้แก่ผู้อื่นหรือส่วนรวม ถ้าเราคิดแต่จะเอา ไม่ยอมให้ ความยึดมั่นในตัวกูของกูย่อมเพิ่มมากขึ้น แต่เมื่อคิดจะให้ ทีแรกจะมีแรงต้านทานอันเกิดจากความยึดติดถือมั่น แต่เมื่อให้บ่อย ๆ ความยึดติดถือมั่นในทรัพย์สมบัติก็จะลดลง โดยเฉพาะการให้ที่ไม่หวังประโยชน์เข้าตัวเลย หากมุ่งเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นหรือส่วนรวมล้วน ๆ แต่ถ้าให้เพราะอยากร่ำรวยอยากถูกหวยแล้ว อย่างที่ผู้คนมักอธิษฐานเวลาทำบุญ ความยึดมั่นในทรัพย์มีแต่จะพอกพูนขึ้น
        ผู้ที่ให้เป็นนิจ ไม่ว่าให้แก่ผู้เดือดร้อน นักบวช หรือองค์กรสาธารณประโยชน์ เมื่อถึงคราวที่ต้องสูญเสียทรัพย์ด้วยเหตุจำเป็น ก็พร้อมจะเสียโดยไม่บ่ายเบี่ยงหลีกเลี่ยงชนิดที่ก่อให้เกิดโทษ ขณะเดียวกันก็ไม่ทุกข์ใจ เพราะไม่ได้ยึดติดถือมั่นกับมันอย่างเต็มที่ หากจำเป็นต้องเสียทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะหรือชีวิต ก็พร้อมจะทำ ไม่เผลอเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อรักษาทรัพย์ เช่น ในยามที่ถูกโจรปล้นจี้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง การไม่ยึดมั่นถือมั่นในทรัพย์ว่าเป็น “ของกู” ทำให้เราเป็นนายมัน ไม่ใช่มันเป็นนายเรา ตรงกันข้าม การยึดติดถือมั่นว่ามันเป็นของเรา มีแต่จะทำให้เรากลายเป็นของมันไป
        การหมั่นระลึกถึงความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เรายึดติดถือมั่นในสิ่งต่าง ๆ น้อยลง เพราะตระหนักได้ว่าไม่ช้าไม่นานมันก็ต้องจากเราไป ไม่มีอะไรที่เป็นของเราอย่างแท้จริง ทุกอย่างเป็นของชั่วคราวทั้งนั้น ยิ่งระลึกถึงความจริงที่ว่า เราเกิดมามือเปล่า และเมื่อสิ้นลม เราก็ต้องจากไปมือเปล่า ทรัพย์สมบัติที่เกิดขึ้นระหว่างนั้นจึงเป็นเสมือนกำไร หากสูญไปจนหมดก็แค่เท่าทุน ไม่อาจเรียกว่าขาดทุนหรือสูญเสียด้วยซ้ำ เพราะมันไม่ได้เป็นของเราตั้งแต่แรก การระลึกเช่นนี้ยังกระตุ้นให้เราหมั่นให้ทานหรือสละทรัพย์ให้ผู้อื่น ไม่คิดจะเก็บเอาไว้กับตัวเอง เพราะรู้ว่าตายแล้วก็เอาไปไม่ได้แม้แต่อย่างเดียว
       นอกจากการให้ทานและระลึกถึงความไม่เที่ยงแล้ว การหมั่นมองตนจนเห็นใจที่ยึดมั่นในตัวกูของกูอยู่เนือง ๆ ก็ช่วยให้เราเป็นอิสระเหนือทรัพย์มากขึ้น และไม่กลัวการสูญเสีย จะว่าไปแล้วการยึดติดถือมั่นว่ามี “ตัวกู”นี้แหละเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เราดิ้นรนแสวงหาสิ่งต่าง ๆ อย่างไม่รู้จักจบสิ้น ทั้งนี้เพื่อประกาศความยิ่งใหญ่แห่งตัวตน ดังนั้นเมื่อต้องสูญเสียสิ่งหนึ่งสิ่งใดไป จึงกลายเป็นการกระทบตัวกู ทำให้ความยิ่งใหญ่แห่งตัวกูลดน้อยถอยลง หรือถึงกับรู้สึกว่าตัวกูถูกคุกคาม การทำทุกอย่างเพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสีย จึงมิใช่เป็นแค่การปกป้องทรัพย์สมบัติที่ยึดมั่นว่าเป็นของกูเท่านั้น หากยังเป็นการปกป้องตัวกูหรือความยิ่งใหญ่แห่งตัวกูด้วย
        เป็นเพราะหวงแหนตัวตน ผู้คนจึงหวงแหนทรัพย์สมบัติและอะไรต่ออะไรอีกมากมาย ทั้ง ๆ ที่ไม่มีอะไรสักอย่างที่เที่ยงแท้ยั่งยืนหรืออยู่กับเราไปตลอด ร้ายกว่านั้นก็คือ ตัวตนที่หวงแหนนั้นแท้จริงหามีไม่ หากเป็นสิ่งที่จิตปรุงแต่งขึ้นมาเองด้วยอวิชชา เมื่อใดที่เราเห็นชัดด้วยปัญญาว่าตัวกูนั้นไม่มีอยู่จริง ความยึดติดถือมั่นในตัวกูของกูก็ดับไปเอง ถึงตอนนั้นก็ไม่มีอะไรต้องกลัวอีกต่อไป ไม่ว่าความสูญเสียทรัพย์ หรือแม้แต่ความสูญเสียชีวิต ไม่ว่าความผันผวนปรวนแปรใด ๆ เกิดขึ้นกับชีวิต ก็ไม่ทุกข์อีกต่อไป จะได้หรือเสียก็ไม่มีความหมายอีกต่อไป เพราะจิตอยู่เหนือการได้และเสียอย่างสิ้นเชิง
        แต่ตราบใดที่ยังไม่มีปัญญาถึงขั้นนั้น เราก็ควรฝึกใจให้เป็นทุกข์น้อยที่สุดเมื่อประสบความสูญเสีย โดยไม่มัวหลีกเลี่ยงหรือปฏิเสธความสูญเสียอย่างหลับหูหลับตา

 กิ่งธรรมจาก www.visalo.org/article

Thursday, June 28, 2012

การทำจิตให้ตั้งเป็นสมาธิ

การทำจิตให้ตั้งเป็นสมาธิ
พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก


   พระ พุทธเจ้าผู้ทรงไม่หวั่นไหวทั้งพระกายพระจิตทุกเวลา ทุกสถานการณ์ที่ทรงเผชิญ ได้ทรงแสดงธรรมเหตุแห่งความไม่หวั่นไหว ปรากฏในพุทธภาษิตที่แปลความว่า “สติกำหนดลมหายใจเข้าออก อันผู้ใดอบรมบริบูรณ์ดีแล้ว ทั้งกายทั้งจิตของผู้นั้นก็ไม่หวั่นไหว
   จิตนั้นเป็นความสำคัญ การปฏิบัติธรรมทั้งสิ้นต้องปฏิบัติให้ถึงจิต จึงจะเป็นผลสำเร็จ ศีลสมาธิปัญญา ก็ต้องปฏิบัติให้ถึงจิต จึงจะเป็นศีลสมาธิปัญญา แม้จะเรียกเป็นอย่างอื่น เช่น สติ สัมปชัญญะ ขันติ โสรัจจะ ก็ต้องปฏิบัติให้ถึงจิต จึงจะเป็นสติสัมปชัญญะ เป็นต้น
   การปฏิบัติธรรมจะต้องปฏิบัติให้ถึงจิต และการจะปฏิบัติธรรมให้ถึงจิตได้นั้น จิตจะต้องตั้ง ถ้าจิตไม่ตั้ง คือจิตดิ้นรนกวัดแกว่งกระสับกระส่าย กุศลธรรมทั้งหลายก็ไม่สามารถจะตั้งอยู่ในจิตได้ เหมือนมือที่แกว่งไปมา ของย่อมตั้งอยู่ในฝ่ามือไม่ได้ ต้องหล่นตกไป ต่อเมื่อมือนิ่งอยู่ ของบนฝ่ามือจึงจะตั้งอยู่ได้ จิตสามัญนั้นไม่นิ่ง จึงจำเป็นต้องปฏิบัติทำจิตให้นิ่ง คือให้ตั้ง หรือให้เป็นสมาธินั่นเอง ไม่ให้ดิ้นรนกวัดแกว่งกระสับกระส่าย
   ในการทำจิตให้ตั้งเป็นสมาธิต้องอาศัยสติ สำหรับระลึกกำหนดอยู่ในที่ตั้งข้อใดข้อหนึ่ง ตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน อานาปานสติ คือความระลึกกำหนดข้อหนึ่ง อานาปานสติเป็นสติกำหนดลมหายใจเข้าลมหายใจออก นั่นก็คือ ลมหายใจเข้าลมหายใจออกเป็นที่ตั้งของสติ เป็นที่ระลึกกำหนด เมื่อจิตตั้งกำหนดอยู่ได้ ความที่กำหนดนั้นก็เป็นตัวสติ ความที่ตั้งอยู่ได้นั้นก็เป็นตัวสมาธิ ดังนี้ที่เรียกว่าจิตตั้ง ดังนั้นจิตจะตั้งเป็นสมาธิได้จึงต้องมีทั้งสมาธิมีทั้งสติประกอบกันอยู่ สติเป็นตัวกำหนด สมาธิเป็นตัวตั้ง จะตั้งได้ก็ต้องกำหนดในที่ตั้ง และจะกำหนดในที่ตั้งได้ก็ต้องมีความตั้งจิต สติและสมาธินี้จึงต้องอาศัยกัน
   ในการปฏิบัติให้มีสติมีสมาธิต้องมีความเพียรพยายาม ต้องไม่ละความเพียรพยายามและต้องมีความรู้คุมตัวเองอยู่เสมอ อันความรู้ที่คุมตัวเองนี้เรียกว่าสัมปชัญญะ ซึ่งหมายถึงความรู้ในอิริยาบถความเคลื่อนไหวทั้งของกาย และทั้งของใจ รู้ อิริยาบถของกายก็คือยืนก็รู้ว่ายืน เดินก็รู้ว่าเดิน นั่งหรือนอนก็รู้นั่งหรือนอน รู้อิริยาบถของจิต ก็คือจิตคิดไปอย่างไรก็รู้ จิตหยุดคิดเรื่องอะไรก็รู้ จิตสงบก็รู้ จิตไม่สงบก็รู้ ในการทำจิตให้ตั้ง ต้องมีสติมีสมาธิและมีสัมปชัญญะพร้อมดังนี้ และต้องคอยกำจัดคือคอยสงบความยินดีความยินร้ายๆ ต่างๆ ที่เข้ามาดึงจิตไม่ให้กำหนดอยู่ในที่ตั้ง เช่นที่ลมหายใจเข้าลมหายใจออก
   พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนอานาปานสติ สติกำหนดลมหายใจเข้าออกคือ มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก หายใจเข้าหายใจออกยาว ก็รู้ว่าหายใจเข้าหายใจออกยาว หายใจเข้าหายใจออกสั้น ก็รู้ว่าหายใจเข้าหายใจออกสั้น ศึกษาคือสำเหนียกว่าเราจักรู้ทั่วถึงกายทั้งหมดหายใจเข้า เราจักรู้ทั่วถึงกายทั้งหมดหายใจออก ศึกษาว่าเราจักสงบรำงับกายสังขาร เครื่องปรุงกาย หายใจเข้า เราจักสงบรำงับกายสังขาร คือเครื่องปรุงกาย หายใจออก เราจักสงบรำงับกายสังขาร คือเครื่องปรุงกาย ดั่งนี้
   นี้เป็นหัวข้อการปฏิบัติทำอานาปานสติที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ ส่วนวิธีปฏิบัติที่ใช้ส่าหรับประกอบเข้าเป็นคำสอนของเกจิอาจารย์ คืออาจารย์บางพวก ซึ่งการจะพอใจในวิธีปฏิบัติของอาจารย์พวกไหน ก็ควรต้องให้อยู่ในหลักแนวที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้ เพื่อการปฏิบัติทำสมาธิในพุทธศาสนาจะได้เป็นไปโดยถูกต้อง
   หลักที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้นั้น เริ่มต้นแต่แสวงหาที่สงบสงัด จะเป็นป่าเป็นโคนไม้เป็นเรือนว่างก็ตาม หรือไม่ก็ต้องสร้างป่าสร้างโคนไม้สร้างเรือนว่างขึ้นในใจ คือทำจิตให้ว่าง ไม่ใส่ใจถึงบุคคล เสียง หรือสิ่งอื่นที่อยู่โดยรอบ การทำจิตให้ว่างได้ดังนี้ก็จะสามารถทำจิตให้เป็นสมาธิได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน สำคัญกว่าไปอยู่ป่าอยู่โคนไม้ อยู่ในที่สงบสงัดแต่จิตยังวุ่นวาย ซึ่งจักทำสมาธิไม่ได้ เพราะฉะนั้นแม้จะได้ที่ว่างข้างนอก ก็ต้องสร้างที่ว่างข้างในด้วย หรือแม้ไม่มีที่ว่างข้างนอก สร้างที่ว่างข้างในได้ก็ได้เหมือนกัน
   ดังนี้ก็ปฏิบัติทำสมาธิได้ คือทำสติรวมเข้ามากำหนดลมหายใจเข้าออก หายใจเข้าก็รู้ หายใจออกก็รู้ ยาวก็รู้ สั้นก็รู้ ทำเพียงเท่านี้ก่อน และเมื่อจิตรวมเข้ามาได้ ยาวหรือสั้นจะปรากฏขึ้นเอง คือยาวหรือสั้นปรากฏขึ้นก็แปลว่าจิตรวมเข้ามาแล้ว คือจิตรวมเข้ามาที่กายนี้แหละ ไม่ใช่รวมเข้าที่ไหน เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นมา เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงไป มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ ให้จิตรวมอยู่ในขอบเขตนี้และเมื่อจิตรวมอยู่ในขอบเขตนี้ สติก็จะกำหนดได้ว่าหายใจเข้าอยู่ หายใจออกอยู่ และจะรู้อิริยาบถของกายได้ รู้อิริยาบถของใจได้ เมื่อเป็นดังนี้แล้วก็เป็นอันว่าได้เริ่มรู้กายทั้งหมด คือกายเนื้อกายใจนี่แหละ
   ความรู้ในกายทั้งหมดเป็นความรู้ตามที่กายและใจเป็นไป ไม่ใช่การปรุง ต้องระวังไม่ให้ปรุง ไม่ให้เกิดตัณหา ไม่ให้ความดิ้นรนทะยานอยากอย่างใดอย่างหนึ่งเกิด ต้องไม่อยากหายใจให้แรง ไม่อยากหายใจให้เบา ความอยากเป็นตัณหา อยากได้สมาธิเร็วก็เป็นตัณหา อยากเลิกทำสมาธิเร็วก็เป็นตัณหา เมื่อยขบเจ็บปวดที่นั่นที่นี่ ยึดอยู่ในความรู้สึกนั้นก็เป็นตัณหา อยากเห็นนั่นเห็นนี่ก็เป็นตัณหา จิตส่งออกนอกกายก็เพราะตัณหาดึงออกไป ตัณหาเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องปรุงทั้งนั้น รวมเข้าในคำว่ากายสังขาร เครื่องปรุงกาย จึงต้องคอยสงบคือสงบตัณหานั่นเอง ทำจิตให้เป็นอุเบกขา คือเข้าไปเพ่งเข้าไปรู้ แต่ไม่ยึดอยู่ในสิ่งที่รู้ ทำความรู้อยู่เท่านั้น กายเป็นอย่างไรก็รู้ จิตเป็นอย่างไรก็รู้ หายใจเข้าหายใจออกเป็นอย่างไรก็รู้ ให้รวมจิตไว้ข้างใน ไม่ให้ออกไปข้างนอก
   ดั่งนี้เป็นการสงบกายสังขาร เครื่องปรุงกาย จิตก็จะสงบยิ่งขึ้น กายก็จะสงบยิ่งขึ้นจนถึงเหมือนอย่างไม่หายใจ เช่นทีแรกนั้นการหายใจเป็นปกติเช่นที่เรียกกันว่าหายใจทั่วท้อง คือหายใจลงไปจนถึงท้อง ท้องพองขึ้นยุบลงในขณะหายใจเข้าออกก็เป็นปกติ แต่เมื่อจิตและกายสงบขึ้นๆ อิริยาบถที่หายใจนี้ก็จะละเอียดเข้า จนเหมือนอย่างว่าหายใจอยู่เพียงทรวงอก ไม่ลงไปถึงท้อง ท้องเป็นปกติ ไม่พองไม่ยุบ และเมื่อละเอียดเข้าอีกๆ ก็เป็นเหมือนอย่างว่าหายใจอยู่เพียงปลายจมูก ไม่ลงไปถึงทรวงอก แผ่วๆ อยู่เพียงปลายจมูกเท่านั้น และเมื่อสงบเข้าอีก แผ่วๆ นั้นก็จะไม่ปรากฏ เหมือนหายไปเลย ไม่หายใจ อันที่จริงนั้นไม่ใช่ไม่หายใจ หายใจ แต่การหายใจนั้นละเอียดเข้า ละเอียดเข้า ละเอียดเข้า ไม่ควรต้องเกิดความกลัวว่าจะตายเพราะไม่หายใจ
   ดังที่บางคนแสดงว่าเคยได้ถึงจุดนี้ เกิดกลัวขึ้นมา ก็เลยต้องเลิกทำ เมื่อจิตสงบตั้งอยู่ภายใน กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ก็เป็นอันว่าจิตได้สมาธิชั้นกายานุปัสสนา พิจารณากาย ในการปฏิบัตินี้ต้องอาศัยวิตกกับวิจาร , วิตก ความตรึก คือนำจิตให้ตั้งอยู่ในที่ตั้งของสมาธิ หรือที่เรียกว่าอารมณ์ของสมาธิ คือลมหายใจเข้าออก , วิจาร ความตรอง คือประคองจิตให้ตั้งอยู่ ไม่ให้ตกจากอารมณ์ของสมาธิ โดย ที่จิตเต็มไปด้วยนิวรณ์ อันหน่วงจิตให้ออกจากที่ตั้งคืออารมณ์สมาธิ การทำสมาธิแรกๆ จึงเหมือนจับปลาขึ้นจากน้ำ ใครๆ ก็เป็นเช่นนี้ในการปฏิบัติทำสมาธิทีแรก ที่ยังไม่ได้ผล
   เมื่ออาศัยวิตกวิจารจับจิตตั้งไว้ในอารมณ์สมาธิ และคอยประคองไว้ให้อยู่ด้วยความพยายาม จิตก็จะตั้งอยู่ได้นานขึ้นเป็นลำดับ อันเครื่องที่จะจับจิตมาตั้งและเครื่องสำหรับประคองไว้ คือสติ ความกำหนด ความระลึกรู้ ใช้สติ ทำสติ เมื่อเผลอสติ จิตตก ได้สติ ก็ตั้งขึ้นใหม่ ประคองไว้ เผลอสติอีก จิตตกอีก ก็จะตั้งขึ้นอีก ประคองต่อไปอีก สมาธิที่ได้รับทีละเล็กละน้อยจะขับไล่นิวรณ์ออกจากจิตไปทีละเล็กละน้อยพร้อม กัน ปีติจะเกิดเมื่อเริ่มตั้งตัวในสมาธิได้ ขับไล่นิวรณ์ออกไปได้โดยลำดับ
   เมื่อเกิดปีติ ก็ให้กำหนดปีติหายใจเข้าหายใจออก ปีตินี้เป็นเวทนา เป็นสุข ก็ให้รู้ รู้ในความสุข จิตเป็นสุข จิตก็จะตั้งอยู่ในอารมณ์ของสมาธิได้มากขึ้น ความทุกข์ในอันที่จะต้องคอยระวังรักษาสติไม่ให้เผลอ ไม่ให้จิตตก ก็น้อยลง ความทุกข์ที่จะต้องคอยประคองจิตไว้ก็น้อยลง เพราะจิตอยู่ตัวแล้ว มีความดูดดื่มในสมาธิแล้ว เหมือนอยู่ที่ไหนสบายก็ไม่อยากจากไปจากที่นั่น แต่อยู่ที่ไหนไม่สบายก็ไม่อยากอยู่ที่นั่น คิดแต่จะไปที่อื่นต่อไป ในทำนองเดียวกัน เมื่อพบที่เย็นคือสมาธิ ได้ปีติ ได้สุข จิตก็ตั้งอยู่ ไม่ดิ้นรนไปไหนอีก
   กายและจิตไม่หวั่นไหว ที่ปรากฏในพุทธภาษิตเป็นเช่นนี้ แต่กายและจิตจะไม่หวั่นไหวมั่นคงอยู่ตลอดไปได้ ก็ต่อเมื่อการอบรมสติกำหนดลมหายใจเข้าออกได้แล้วบริบูรณ์ดี ถ้ายังไม่บริบูรณ์ดีจริง ก็ยังต้องมีหวั่นไหวเป็นครั้งคราวเป็นบางกรณี ผู้เห็นความสุขสงบอันเกิดจากกายและจิตไม่หวั่นไหวว่าเป็นความสำคัญ จึงพากเพียรอบรมสติ กำหนดลมหายใจเข้าออก หรืออบรมสมาธินั่นเอง ให้บริบูรณ์ดี เมื่ออบรมสมาธิบริบูรณ์ดีแล้ว ย่อมไม่มีเหตุการณ์ใดมาทำให้กายและจิตหวั่นไหวได้ ความทุกข์ทั้งปวงอันเกิดแต่ความอ่อนแอหวั่นไหวของกายและจิตย่อมไม่มี

 กิ่งธรรมจาก https://sites.google.com/site/smartdhamma

Wednesday, June 27, 2012

น้อมใจรับสัจธรรม


น้อมใจรับสัจธรรม
โดย พระไพศาล วิสาโล


       ชายหนุ่มทำโทรศัพท์มือถือหาย รู้สึกเป็นทุกข์อย่างมากเพราะเพิ่งซื้อมาได้ไม่นาน แถมราคาก็แพงด้วย จึงไปหาหลวงพ่อขอคำปรึกษา เผื่อจะได้ของคืนมา
        หลวงพ่อฟังปัญหาแล้ว แทนที่จะซักถามเรื่องโทรศัพท์มือถือ กลับถามว่า
        “มีทองไหม ?”
        “มีครับ”
        “อีกไม่นานทองก็จะหาย” แล้วท่านก็ถามต่อว่า “มีรถไหม ?”
         “มีครับ”
        “อีกไม่นานรถก็จะหาย...แล้วมีแฟนไหม?”
        “มีครับ”
        “อีกไม่นานแฟนก็จะหาย”
         ชายหนุ่มได้ยินเช่นนั้นก็ได้คิด ปัญหาถูกเปลื้องไปจากใจ กราบหลวงพ่อแล้วเดินออกจากกุฏิด้วยสีหน้าที่ดีขึ้น
        ชายหนุ่มไม่รู้สึกเป็นทุกข์ที่สูญโทรศัพท์มือถืออีกต่อไป เพราะได้คิดว่านั่นเป็นเรื่องเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับความสูญเสียอีกมากมายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เขาคงระลึกได้อีกด้วยว่าความสูญเสียพลัดพรากนั้นเป็นธรรมดาของชีวิต หลวงพ่อไม่ได้แช่งว่า ทอง รถ และแฟนของเขาจะมีอันเป็นไป หากแต่ท่านพูดถึงสัจธรรมของชีวิตที่ไม่มีใครหนีพ้น เพราะมีกับเสียนั้นเป็นของคู่กัน
          คนเรามักลืมคิดถึงธรรมดาของชีวิตที่ต้องมีการพลัดพรากสูญเสีย เมื่อมีหรือได้อะไรก็ตามก็ทึกทักเอาว่ามันจะต้องอยู่กับเราไปตลอด เรายอมไม่ได้ที่มันจะพรากจากเราไป (เว้นเสียแต่ว่าเราเป็นฝ่ายละทิ้งมันไปเอง) น้อยนักที่เราจะเผื่อใจนึกถึงความไม่เที่ยงของสิ่งที่เรามี และในบรรดาสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เรามีนั้น มีสิ่งหนึ่งที่เราแทบจะไม่ยอมนึกถึงวันที่จะต้องพลัดพรากจากมันไป สิ่งนั้นคือชีวิตของเราเอง
        ชีวิตเราไม่ว่าจะยืนยาวแค่ไหน สักวันหนึ่งก็ต้องสิ้นสุด ความตายเป็นสิ่งที่เราหลีกหนีไม่พ้น นี้คือความแน่นอนที่ต้องบังเกิดขึ้น แต่น่าแปลกที่ผู้คนเป็นอันมากไม่ค่อยนึกถึงเรื่องนี้เท่าไร หลายคนมีชีวิตราวกับลืมไปว่าตัวเองจะต้องตาย เอาแต่เที่ยวเตร่สนุกสนานราวกับว่าความสนุกสนานจะช่วยตนเองได้ในวาระสุดท้ายของชีวิต หลายคนง่วนกับการสะสมทรัพย์สมบัติ ราวกับว่าจะสามารถเอามันไปได้หลังตายไปแล้ว
          ทุกวันนี้ผู้คนพากันวางแผนกับสิ่งต่าง ๆ มากมายในชีวิต วางแผนการศึกษา วางแผนครอบครัว วางแผนสร้างบ้าน วางแผนงานการ ฯลฯ แต่แทบไม่ได้วางแผนที่จะเผชิญกับความตายเลย เราให้เวลากับการฝึกฝนอบรมสารพัด เช่น ฝึกทำอาหาร ฝึกขับรถ ฝึกตีกอล์ฟ ฝึกปีนเขา ฯลฯ แต่น้อยมากที่จะให้เวลาสำหรับการฝึกฝนตระเตรียมตนเองในวาระสุดท้ายของชีวิต เราเตรียมตัวสำหรับการสอบมากมาย เช่น สอบเข้าโรงเรียน สอบเข้ามหาวิทยาลัย สอบเข้าทำงาน สอบชิงทุนไปนอก แต่มีใครบ้างไหมที่เตรียมตัวสำหรับการสอบครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต
        ความตายเป็นบททดสอบที่สำคัญที่สุดของชีวิต บททดสอบทั้งหลายนั้น หากสอบตก เรายังสามารถสอบใหม่ได้ แต่บททดสอบที่ชื่อว่าความตายนั้น เรามีโอกาสสอบได้ครั้งเดียวเท่านั้น หากสอบตก ก็ไม่สามารถสอบแก้ตัวได้เลย ยิ่งไปกว่านั้นความตายยังเป็นบททดสอบที่ยากที่สุดในชีวิต และสามารถเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้ โดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า และไม่ทันให้ตั้งตัว อีกทั้งยังเกิดในสถานการณ์ที่เราไม่อาจควบคุมได้เลย ไม่ว่าเวลา สถานที่ หรือแม้กระทั่งอาการที่เกิดกับร่างกายและจิตใจของเราเอง บททดสอบชนิดนี้มีบทลงโทษที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับผู้ที่สอบตก ความทุกข์จากการสอบเข้ามหาวิทยาลัยหรือสมัครงานไม่ได้เทียบไม่ได้เลยกับความ ทุกข์จากการไม่พร้อมเผชิญความตาย
        ไม่มีใครสามารถเลือกได้ว่าจะตายอย่างไร มีเงินหรืออำนาจมากมายเพียงใดก็ไม่มีหลักประกันว่าจะได้ตายดี และเมื่อวาระสุดท้ายใกล้มาถึง ทรัพย์สมบัติทั้งหลายก็ช่วยได้น้อยมาก แม้เงินจะซื้อเทคโนโลยีที่ล้ำยุคที่สุดได้ แต่อย่างมากที่สุดก็ช่วยได้แค่คลายความทุกข์ทรมานของร่างกายเท่านั้น แต่ไม่สามารถลดทอนความทุกข์ทรมานที่เกิดกับใจได้ ที่ร้ายก็คือความทุกข์ทางใจนั้นคือตัวการสำคัญที่ทำให้ผู้คนทุรนทุรายในวาระสุดท้ายของชีวิต หาใช่ความทุกข์ทางกายไม่ ด้วยเหตุนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เศรษฐีหมื่นล้านตายด้วยความทุกข์ทรมานท่ามกลางเทคโนโลยีทันสมัย ขณะที่ชาวนากลับตายอย่างสงบในกระท่อมทั้ง ๆ ที่ป่วยด้วยโรคชนิดเดียวกัน
        ชีวิตที่ปราศจากการเตรียมเผชิญความตายจึงเป็นชีวิตที่สุ่มเสี่ยงเป็นอย่างยิ่ง จัดว่าเป็นชีวิตที่ประมาท การเตรียมเผชิญความตายนั้นไม่ได้มีความหมายเพียงแค่การตระเตรียมทรัพย์สมบัติให้แก่ลูกหลาน จัดทำมรดก หรือเตรียมงานศพของตนเอาไว้ก่อนตายเท่านั้น จริงอยู่การตระเตรียมสิ่งภายนอกเป็นเรื่องจำเป็น แต่ที่ขาดไม่ได้ก็คือการตระเตรียมภายในคือใจของเราเอง ให้พร้อมเผชิญกับวาระสุดท้ายในชีวิตให้ได้ด้วย
         การเตรียมใจอย่างแรกก็คือการระลึกถึงความตายที่เรียกว่ามรณสติอยู่เสมอ คือระลึกว่าเราเองในที่สุดก็ต้องตาย แต่จะตายเมื่อไรก็ไม่รู้ อาจเป็นปีหน้า วันพรุ่งนี้ วันนี้ หรือชั่วโมงนี้ก็ได้ การระลึกถึงความตายอยู่เสมอทำให้เรายอมรับความตายของตนเองได้ง่ายเมื่อเวลานั้นมาถึง คนที่เป็นทุกข์ในยามใกล้ตายนั้นส่วนใหญ่มักเป็นเพราะไม่ได้นึกถึงความตายของตนไว้เลย จึงทำใจยอมรับความตายไม่ได้ เราจะยอมรับความตายของตนเองได้เมื่อระลึกนึกถึงมรณสติเสมอ
         มรณสติเป็นสิ่งที่พึงระลึกนึกถึงเสมอ และควรทำในทุกโอกาส อย่างน้อยก่อนนอนก็เตือนใจตนเองว่านี้อาจเป็นการนอนครั้งสุดท้ายของเรา อาจไม่มีวันพรุ่งนี้อีก เมื่อตื่นขึ้นก็เตือนใจตนเองว่านี้อาจเป็นวันสุดท้ายของเรา เมื่อขึ้นรถ ลงเรือ ก็ให้ระลึกว่านี้อาจเป็นการเดินทางครั้งสุดท้ายของเรา
        มรณสติวิธีหนึ่งที่น่าลองทำกันดูก็คือ ให้นอนราบกับพื้นในห้องที่สงบสงัด ผ่อนคลายทุกส่วนของร่างกายตั้งแต่ปลายหัวจรดปลายเท้า ทิ้งน้ำหนักของร่างกายทุกส่วนลงพื้น กำหนดใจที่อยู่ที่ลมหายใจเข้าออกจนจิตสงบ จากนั้นให้จินตนาการว่าในอีก ๑-๒ ชั่วโมงข้างหน้านี้เราจะจากโลกนี้ไป จะไม่มีโอกาสได้พบพ่อแม่ ลูกหลาน มิตรสหาย หรือพูดคุยกับคนรักอีกต่อไป ทรัพย์สินทั้งหลายที่สะสมมาทั้งหมดจะต้องทิ้งไว้เบื้องหลัง จะไม่มีโอกาสได้ใช้อีกแล้ว งานการที่ทำค้างอยู่จะต้องปล่อยทิ้งไป ให้จินตนาการต่อไปว่าอีกไม่นานเราจะหมดลม ร่างกายจะนอนแน่นิ่งและแข็งทื่อไม่ต่างจากท่อนไม้ เบื้องหน้าหลังตายจะเป็นอะไร เราจะไปไหน ก็ไม่อาจรู้ได้
        จากนั้นให้ถามตนเองว่า เราพร้อมจะตายแล้วหรือยัง
         ถามต่อไปว่า มีอะไรบ้างที่สมควรทำแต่ยังไม่ได้ทำ รู้สึกอย่างไรที่จะไม่มีโอกาสได้ทำสิ่งเหล่านั้นอีกต่อไป
        ข้อสุดท้ายก็คือถามตัวเองว่า หากยืดชีวิตต่ออีก ๓ วันเราคิดจะทำอะไรบ้าง
       จากนั้นค่อย ๆ ลืมตาและลุกขึ้น ทบทวนดูว่าชีวิตที่ผ่านมาเราได้ทำสิ่งที่สมควรทำไปแล้วมากน้อยเพียงใด อะไรทำให้เราไม่ได้ทำในสิ่งที่สมควรทำ แล้วสิ่งที่เราคิดอยากจะทำในช่วง ๓ วันสุดท้ายล่ะ ในชีวิตที่ผ่านมาเราเคยทำบ้างหรือไม่ หรือผัดผ่อนมาตลอด และหากจะทำควรหรือไม่ที่จะต้องรอให้ถึง ๓ วันสุดท้ายก่อนจึงจะทำ หรือว่าควรทำเสียแต่วันนี้ เพราะในชีวิตจริงเราอาจไม่มีเวลาเตรียมตัวล่วงหน้า ๓ วันก่อนตายด้วยซ้ำ
       นอกจากการจินตนาการถึงความตายที่จะเกิดกับตนเองแล้ว เรายังควรนำโอกาสและสถานการณ์ต่าง ๆ มาเป็นเครื่องเตือนตนให้ระลึกถึงความตาย เช่น เวลาไปงานศพ ก็ควรระลึกว่าสักวันหนึ่งเราก็ต้องลงเอยเช่นเดียวกับผู้ที่นอนอยู่ในโลง เมื่อเห็นข่าวอุบัติเหตุหรือพิบัติภัยต่าง ๆ ก็ให้นึกน้อมในใจว่าสักวันหนึ่งเราอาจประสบชะตากรรมเช่นเดียวกับผู้ที่ เคราะห์ร้ายเหล่านั้นก็ได้ ไม่ควรอ้างว่าเหตุร้ายเหล่านั้นเป็นกรณีพิเศษที่จะไม่เกิดขึ้นกับเรา เพราะการคิดเช่นนั้นเป็นความประมาทอย่างหนึ่ง
        การนำเหตุร้ายเหล่านี้มาโยงกับตนเองแม้จะทำให้รู้สึกตื่นตระหนกหรือหดหู่อยู่บ้าง แต่ก็มีประโยชน์ตรงที่ช่วยกระตุ้นให้เราตื่นตัวและขวนขวายที่จะตระเตรียมตนเองให้พร้อมเผชิญกับเหตุร้ายเหล่านี้ หาไม่แล้วเราก็จะเพลิดเพลินไปกับความสนุกสนานหรืองานการที่กำลังทำอยู่เฉพาะหน้า จนไม่มีเวลาเตรียมตัวกับเรื่องไม่คาดฝัน
        ในทำนองเดียวกันเมื่อไปเยี่ยมผู้ป่วยที่โรงพยาบาล โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในระยะสุดท้าย นอกจากไปให้กำลังใจเขาแล้ว เราควรได้ประโยชน์กับตนเอง ด้วยการระลึกว่าเราอาจต้องมานอนป่วยเช่นเดียวกับเขาไม่วันใดก็วันหนึ่ง จากนั้นให้ถามตนเองต่อไปว่าเราพร้อมที่จะรับมือกับภาวะดังกล่าวแล้วหรือยัง อะไรบ้างที่เราสามารถเรียนจากเขา ไม่ว่าเขาจะอยู่ในอาการทุรนทุรายหรือมีอาการสงบนิ่ง เขาก็สามารถเป็นครูสอนเราได้ทั้งสิ้นว่า อะไรที่ควรหลีกเลี่ยง อะไรที่ควรกระทำ
         การหมั่นพิจารณามรณสติ จะทำให้เรารู้จักใช้ประโยชน์จากการสูญเสียสิ่งรักสิ่งหวงแหน แทนที่จะเอาแต่ทุกข์ไปกับเหตุการณ์ดังกล่าว ควรถือว่าความสูญเสียเหล่านั้นมิใช่อะไรอื่นหากคือสัญญาณเตือนภัยว่าสักวัน หนึ่งเราจะต้องประสบกับความสูญเสียที่ใหญ่หลวงกว่านั้น ถ้าหากเรายังทำใจกับความสูญเสียสิ่งรักสิ่งหวงแหนไม่ได้ เราจะรับมือกับความตายได้อย่างไร เพราะถ้าวันนั้นมาถึงเราจะต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างที่มี ไม่ว่าทรัพย์สมบัติ ครอบครัว คนรัก อำนาจ ตลอดจนชีวิตจิตใจและร่างกาย รวมทั้งโลกที่เรารู้จัก
         นอกจากการระลึกถึงความตายอยู่เสมอแล้ว เรายังสามารถเตรียมตัวเผชิญความตายได้ด้วยการหมั่นทำความดีอยู่เสมอ เพราะความดีนั้นช่วยเสริมสร้างคุณภาพจิต ให้มีความสงบเย็น และเป็นปกติ ขณะเดียวกันการละเว้นความชั่วก็ทำให้จิตไร้สิ่งเศร้าหมอง คุณภาพจิตเหล่านี้มีความสำคัญมากในวาระสุดท้ายของชีวิตเพราะช่วยประคองใจไม่ให้อารมณ์อกุศลเข้ามาครอบงำจนเกิดความทุกข์ทรมาน ขณะเดียวกันความอิ่มเอิบปีติก็จะเกิดขึ้นเมื่อระลึกถึงบุญกุศลที่ได้เคยทำ ทำให้จากไปอย่างสงบ ในทางตรงกันข้ามกับคนที่ทำความชั่วอยู่เป็นอาจิณ จิตจะเต็มไปด้วยอารมณอกุศล ในยามใกล้ตายบาปกรรมที่เคยกระทำจะมาปลุกเร้าอารมณ์อกุศลให้แผ่ซ่าน เช่น ความรู้สึกผิด ความหวาดกลัว ความตื่นตระหนก ความเคียดแค้นชิงชัง ซึ่งทำให้ทุรนทุรายและตายอย่างไม่สงบ
        ควบคู่ไปกับการทำความดีหมั่นบำเพ็ญกุศล ก็คือฝึกจิตอย่างสม่ำเสมอให้มีสติที่เข็มแข็งฉับไวหรือมีความตื่นรู้อยู่ เป็นนิจ ในยามที่ร่างกายใกล้แตกดับ จิตจะแปรปรวนและง่ายที่จะเข้าไปในอารมณ์ที่เป็นอกุศล ซึ่งทำให้ทุกข์และทุรนทุรายมากขึ้น สติที่ฝึกฝนไว้ดีแล้วจะเป็นเครื่องรักษาใจไม่ให้ถลำจมในอารมณ์อกุศลทั้งหลาย และช่วยให้จิตใจเกิดความสงบเย็นเป็นสมาธิได้ง่าย ยิ่งศึกษาและปฏิบัติจนเกิดปัญญาคือความเข้าใจแจ่มชัดในความจริงของสิ่งทั้ง ปวง ก็จะปล่อยวางสิ่งต่าง ๆ ลงได้ง่ายดาย ไม่คิดเหนี่ยวรั้งสิ่งใด ๆ ไว้แม้กระทั่งร่างกายหรือชีวิต เพราะตระหนักชัดว่าสิ่งทั้งปวงล้วนไม่เที่ยงและไม่น่ายึดถือแต่อย่างใด ความตายจึงไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวอีกต่อไป และดังนั้นจึงพร้อมรับความตายได้อย่างสงบ ไม่ต่างจากคนที่เมื่อได้ยินระฆังเลิกงานก็วางงานลงและกลับบ้านโดยไม่มีความ รู้สึกอาลัยแต่อย่างใด
         การเผชิญกับความตายด้วยใจสงบย่อมช่วยให้ไปสู่สุคติหรือภพภูมิที่ดีงาม แต่สำหรับคนที่ไม่เชื่อในเรื่องภพภูมิหลังจากชีวิตนี้ การเตรียมใจต้อนรับความตายก็ยังมีประโยชน์อยู่นั่นเอง เพราะช่วยให้ชีวิตในวาระสุดท้ายเป็นไปอย่างไม่ทุกข์ทรมาน แม้กายจะเจ็บปวดแต่ใจไม่ทุรนทุราย ยิ่งไปกว่านั้นใจที่สงบยังช่วยบรรเทาความเจ็บปวดทางกายจนอาจไม่ต้องอาศัยยาเลยด้วยซ้ำ พึงระลึกว่าความสงบระงับทางใจนั้นไม่มีเทคโนโลยีใด ๆ จะช่วยได้ แม้มีเงินมากมายเพียงใดก็ไม่สามารถซื้ออาการดังกล่าวได้ มีแต่การฝึกฝนตระเตรียมตนเองไว้ก่อนเท่านั้นที่จะช่วยให้ใจเข้าถึงภาวะดังกล่าวได้
         นอกจากช่วยให้ตายอย่างสงบแล้ว การเตรียมใจพร้อมรับความตายอยู่เสมอด้วยวิธีที่กล่าวมายังมีประโยชน์ต่อการ ดำเนินชีวิตในขณะที่ยังเป็นปกติอีกด้วย เพราะแม้เราจะยังห่างไกลจากความตาย แต่ก็ต้องประสบกับความพลัดพรากสูญเสียและความไม่สมหวังอยู่เนือง ๆ เมื่อใดก็ตามที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น การระลึกถึงความตายจะทำให้เราตระหนักว่าการสูญเสียเงิน โทรศัพท์มือถือ รถยนต์ การล้มละลาย หรือความผิดหวังในรัก นั้นยังนับว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับความตายที่จะมาถึง การระลึกเช่นนี้จะทำให้เรายอมรับกับความสูญเสียสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้น
       ขณะเดียวกันการทำความดี ละเว้นความชั่ว และการฝึกจิตให้มีความตื่นรู้อยู่เสมอก็ช่วยให้เรามีชีวิตที่ผาสุกและจิตใจสงบเย็นเป็นรางวัลทันที โดยไม่ต้องคอยรับผลเมื่อใกล้จะตาย การเตรียมตัวตายตามนัยที่กล่าวมาจึงไม่เพียงช่วยให้ตายดีเท่านั้น แต่ยังช่วยให้อยู่ดีด้วย ถ้าการรู้จักดำเนินชีวิตให้มีความสุขและปลอดพ้นจากความทุกข์หมายถึงการ “อยู่เป็น” ก็หมายความว่าการเตรียมตัวตายไม่เพียงช่วยให้เรา “ตายเป็น” หรือตายอย่างสงบเท่านั้น หากยังช่วยให้ “อยู่เป็น”ด้วย
         ความตายนั้นเป็นหน้าที่ของทุกชีวิต ไม่มีผู้ใดจะหลบเลี่ยงหน้าที่นี้ไปได้ แต่ธรรมชาติไม่ได้มีแต่ด้านลบอย่างเดียว เพราะขณะที่เรามีหน้าที่ต้องตายนั้น เราก็มีสิทธิที่จะตายอย่างสงบด้วยในเวลาเดียวกัน นี้เป็นสิทธิที่มีกับคนทุกเพศทุกวัย ไม่เลือกว่ารวยหรือจน ราชาหรือยาจก แต่สิทธินี้จะได้มาก็ต่อเมื่อเราทำหน้าที่อย่างดีที่สุด ถ้าเราเตรียมตัวตายอย่างดีที่สุด สิทธิที่จะตายอย่างสงบก็เป็นอันหวังได้ คำถามก็คือเราพร้อมและมีคุณสมบัติพอที่จะใช้สิทธิอันทรงคุณค่านี้หรือไม่

 กิ่งธรรมจาก http://www.visalo.org

Tuesday, June 26, 2012

ประวัติพระอัญญาโกณฑัญญะ พระสาวกรูปแรกในพระพุทธศาสนา

ประวัติพระอัญญาโกณฑัญญะ 
พระสาวกรูปแรกในพระพุทธศาสนา



       โกณฑัญญะ พราหมณ์หนุ่มที่สุดในบรรดาพราหมณ์ ๘ คน ผู้ทำนายลักษณะของสิทธัตถกุมาร ต่อมาออกบวชตามปฏิบัติ พระสิทธัตถะขณะบำเพ็ญทุกรกิริยาเป็นหัวหน้าพระปัญจวัคคีย์ ฟังพระธรรมเทศนาธัมมจักกัปปวัตตนสูตรแล้วได้ดวงตาเห็นธรรม ขอบรรพชาอุปสมบทเป็นปฐมสาวกของพระพุทธเจ้ามีชื่อเรียกกันภายหลังว่า พระอัญญาโกณฑัญญะ
        พระอัญญาโกณฑัญญะ เกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ในหมู่บ้านโทณวัตถุ กรุงกบิลพัสดุ์ เดิมชื่อ “โกณฑัญญะ” เมื่อเจริญเติบโตขึ้นได้ศึกษาศิลปะวิทยาจบไตรเพทและเรียนมนต์ (วิชาการทำนายลักษณะอย่างเชี่ยวชาญ)

        เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะประสูติได้ 5 วัน พระเจ้าสุทโธทนะพระบิดา ได้เชิญพราหมณ์ 108 คน มาเลี้ยงโภชนาหารในพระราชนิเวศน์ เพื่อทำพิธีทำนายพระลักษณะ ตามราชประเพณี ให้คัดเลือกพราหมณ์ผู้มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษจาก 108 คน เหลือ 8 คน และมีโกณฑัญญะอยู่ในจำนวน 8 คน นี้ด้วย

        ในบรรดาพราหมณ์ทั้ง 8 คนนั้น โกณฑัญญะมีอายุน้อยที่สุดจึงทำนายเป็นคนสุดท้ายฝ่ายพราหมณ์ 7 คนแรก ได้พิจารณาตรวจดูพระลักษณะของสิทธัตถะอย่างละเอียด เห็นถูกต้องตามตำรามหาบุรุษลักษณะพยากรณ์ศาสตร์ ครบทุกประการแล้ว จึงยกนิ้วมือขึ้น 2 นิ้ว เป็นสัญลักษณ์ในการทำนายเป็น 2 นัย เหมือนกันทั้งหมดว่า“พระราชกุมารนี้ ถ้าดำรงอยู่ในเพศฆราวาส จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ปราบปรามได้รับชัยชนะทั่วปฐพีมณฑล ถ้าออกบวชจักได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นศาสดาเอกในโลก แนะนำสั่งสอนเวไนยสัตว์ โดยไม่มีศาสดาอื่นยิ่งไปกว่า

        ส่วนโกณฑัญญะพราหมณ์ ได้สั่งสมบารมีมาครบถ้วนตั้งแต่อดีตชาติ และมีความปัญญารู้มากกว่า ได้พิจารณาตรวจดูพระลักษณะของพระกุมาร โดยละเอียดแล้ว ได้ยกนิ้วขึ้นเพียงนิ้วเดียว เป็นการยืนยันการพยากรณ์อย่างเด็ดเดี่ยว เป็นนัยเดียวเท่านั้นว่า “พระราชกุมาร ผู้บริบูรณ์ด้วยมหาบุรุษลักษณะอย่างนี้ จะไม่อยู่ครองเพศฆราวาสอย่างแน่นอน จักต้องเสด็จออกบรรพชา และได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างมิต้องสงสัย”

        ครั้นกาลเวลาล่วงเลยมาถึง 29 ปี เจ้าชายสิทธัตถะ เสด็จออกบรรพชาโกณฑัญญะพราหมณ์ทราบข่าวก็ดีใจ เพราะตรงกับคำทำนายของตน จึงรีบไปชวนบุตรของพราหมณ์ทั้ง 7 คนที่ร่วมทำนายด้วยกันนั้น โดยกล่าวว่า “บัดนี้ เจ้าชายสิทธัตถะราชกุมาร โอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ เสด็จออกบรรพชาแล้ว พระองค์จักได้ตรัสรู้เป็นพระสัพพัญญเจ้าแน่นอน ถ้าบิดาของพวกท่านยังมีชีวิตอยู่ ก็คงจะออกบวชด้วยกันกับเรา ถ้าท่านทั้งหลายปรารถนาจะบวชก็จงบวชตามเสด็จพระมหาบุรุษพร้อมกันเถิด”

       บุตรพราหมณ์เหล่านั้น ยอมออกบวชเพียง 4 คน คือ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และ อัสสชิ โกณฑัญญะ จึงพามาณพทั้ง ๔ คนนั้นพร้อมทั้งตนด้วยรวมเป็น 5 ได้นามบัญญัติว่า “ปัญจวัคคีย์” ออกบวช สืบเสาะติดตามถามหาพระมหาบุรุษไปตามสถานที่ต่าง ๆ จนมาพบพระพุทธองค์ กำลังบำเพ็ญความเพียรอยู่ที่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ด้วยความมั่นใจว่า พระองค์จะได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณอย่างแน่นอน จึงพากันเข้าไปอยู่เฝ้าทำกิจวัตรอุปัฏฐาก ด้วยการจัดน้ำใช้ น้ำฉัน และ ปัดกวาดเสนาสนะ เป็นต้น ด้วยหวังว่าเมื่อพระองค์ได้ตรัสรู้แล้ว จะได้แสดงธรรมโปรดพวกตนให้รู้ตามบ้าง
        เมื่อพระมหาบุรุษ ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาอย่างอุกฤษฏ์เป็นเวลาถึง 6 ปี ก็ยังไม่ได้บรรลุพระโพธิญาณ จึงทรงพระดำริว่า “วิธีนี้คงจะไม่ใช่ทางตรัสรู้” จึงทรงเลิกละความเพียรด้วยวิธีทรมานกาย หันมาบำเพ็ญเพียรทางจิต เลิกอดพระกระยาหาร กลับมาเสวยตามเดิม เพื่อบำรุงพระวรกายให้แข็งแรงฝ่ายปัญจวัคคีย์ ผู้มีความเลื่อมใสในการปฏิบัติ แบบทรมานร่างกาย ครั้นเห็นพระโพธิสัตว์ละความเพียรนั้นแล้ว ก็รู้สึกหมดหวัง จึงพากันเหลีกหนีทิ้งพระโพธิสัตว์ ให้ประทับอยู่ตามลำพังพระองค์เดียว พากันเที่ยวสัญจรไปพักอาศัยอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน กรุงพาราณสี

        ครั้นพระโพธิสัตว์ ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ทรงดำริพิจารณาหาบุคคลผู้สมควรจะรับฟังพระปฐมเทศนา และตรัสรู้ตามได้โดยเร็วในชั้นแรก พระองค์ทรงระลึกถึงอาจารย์ทั้งสองที่พระองค์เคยเข้าไปศึกษา คือ อาฬารดาบสกาลามโคตร แต่ได้ทราบว่าท่านได้ถึงแก่กรรมไปได้ 7 วัน แล้วและอีกท่านหนึ่ง คือ อุทกดาบสรามบุตร แต่ก็ได้ทราบด้วยพระญาณ ว่าท่านเพิ่งจะสิ้นชีพไปเมื่อวันวานนี้เองต่อจากนั้น พระพุทธองค์ทรงระลึกถึง ปัญจวัคคีย์ ผู้ซึ่งเคยมีอุปการคุณแก่พระองค์เมื่อสมัยทำทุกรกิริยา และทรงทราบว่าขณะนี้ท่านทั้ง 5 พักอาศัย อยู่ที่ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ทรงดำริดังนี้แล้ว จึงได้เสด็จพุทธดำเนินไปสู่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน

        ฝ่ายปัญจวัคคีย์ นั่งสนทนากันอยู่ เห็นพระพุทธองค์เสด็จมาแต่ไกลเข้าใจว่า พระองค์เสด็จมาเพื่อแสวงหาผู้อุปัฏฐาก จึงทำกติกากันว่า “พระสมณโคดม นี้ คลายความเพียรแล้วเวียนมาเพื่อความเป็นคนมักมาก พวกเราไม่ควรไหว้ ไม่ควรลุกขึ้นต้อนรับ ไม่รับบาตรและจีวรของพระองค์เลย เพียงแต่จัดอาสนะไว้ เมื่อพระองค์ปรารถนาจะประทับนั่ง ก็จงนั่งตามพระอัธยาศัยเถิด” ครั้นพระพุทธองค์เสด็จมาถึง ต่างพากันลืมกติกาที่นัดหมายกันไว้ กลับทำการต้อนรับเป็นอย่างดีดังที่เคยทำมา แต่ยังใช้คำทักทายว่า “อาวุโส” และเรียกพระนามว่า “โคดม” อันเป็นถ้อยคำที่แสดงความไม่เคารพ ดังนั้น พระพุทธองค์ทรงห้ามแล้วตรัสว่า “อย่าเลย พวกเธออย่างกล่าวอย่างนั้น บัดนี้ ตถาคตได้บรรลุอมตธรรมเองโดยชอบแล้ว เธอทั้งหลายจงตั้งใจฟังเถิด เราจะแสดงให้ฟัง เมื่อเธอปฏิบัติตามที่เราสอนแล้ว ไม่นานก็จะบรรลุอมตธรรมนั้น” “อาวุโสโคดม แม้พระองค์บำเพ็ญอย่างอุกฤษฏ์เห็นปานนั้น ก็ยังไม่บรรลุธรรมพิเศษอันใด บัดนี้พระองค์คลายความเพียรนั้นแล้วหันมาปฏิบัติเพื่อความเป็นคนมักมากแล้ว จะบรรลุอมตธรรมได้อย่างไร?”

        พระพุทธองค์ตรัสเตือนปัญจวัคคีย์ ให้ระลึกถึงความหลังว่า “ท่านทั้งหลายจำได้หรือไม่ว่า วาจาเช่นนี้ เราเคยพูดกับท่านบ้างหรือไม่” ปัญจวัคคีย์ ระลึกขึ้นได้ว่า พระองค์ไม่เคยตรัสมา ก่อนเลย จึงยินยอมพร้อมใจกันฟังพระธรรมเทศนาโดยเคารพ

        พระพุทธองค์ ทรงประกาศพระสัพพัญญุตญาณแก่เหล่าปัญจวัคคีย์ โดยตรัสพระธรรมจักรกัปวัตนสูตร เป็นปฐมเทศนา ซึ่งเนื้อความในพระธรรมเทศนานี้ พระพุทธองค์ทรงตำหนิหนทางปฏิบัติอันไร้ประโยชน์ 2 ทาง ที่บรรพชิตไม่ควรเสพ คือ

        กามสุขัลลิกานุโยค การปฏิบัติที่ย่อหย่อนเกินไป แสวงหาแต่กามสุขอันพัวพันหมกมุ่นแต่รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส ซึ่งเป็นสิ่งเลวทราม เป็นเหตุให้ตั้งบ้านเรือน เป็นกิจของคนกิเลสหนา มิใช่ของพระอริยะ มิใช่ทางตรัสรู้หาประโยชน์มิได้
        อัตตกิลมถานุโยค การปฏิบัติตนให้ได้รับความลำบาก เคร่งครัดเกินไป กระทำตนให้ได้รับความทุกข์ทรมาน เป็นการกระทำที่เหนื่อยเปล่า ไม่มีประโยชน์ ไม่ใช่ทางแห่งความหลุดพ้น

        จากนั้น พระพุทธองค์ตรัสชี้แนะวิธีปฏิบัติ แบบ “มัชฌิมาปฏิปทา” คือ การปฏิบัติแบบกลาง ๆ ไม่ย่อหย่อนเกินไปแบบประเภทที่หนึ่ง และไม่ตึงเกินไป แบบประเภทที่สอง ดำเนินตามทางสายกลาง ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ เรียกว่า อริยอัฏฐังคิกมรรค คือทางอันประกอบด้วยองค์ 8 ประการ ได้แก่

        สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบ (ปัญญาเห็นในอริยสัจ 4)
        สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ (ดำริออกจากกาม เบียดเบียนพยายาม)
        สัมมาวาจา เจรจาชอบ (เว้นจากวจีทุจริต 4)
        สัมมากัมมันตะ ทำการงานชอบ (เว้นจากกายทุจริต 3)
        สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีพชอบ (เว้นจากเลี้ยงชีพในทางที่ผิด)
        สัมมาวายามะ เพียรชอบ (เพียรละความชั่วทำความดี)
        สัมมาสติ ระลึกชอบ (ระลึกในสติปัฏฐาน 4)
        สัมมาสมาธิ ตั้งจิตไว้ชอบ (เจริญฌานทั้ง 4)


        เมื่อจบพระธรรมเทศนา ธรรมจักษุ คือ ดวงตาเห็นธรรมอันปราศจากธุลีมลทิน เกิดขึ้นแก่โกณฑัญญะว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา” พระพุทธองค์ ทรงทราบว่า โกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม เป็นพระโสดาบันบุคคลในพระพุทธศาสนาแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานด้วยความพอพระทัยด้วยพระดำรัสว่า “อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ” ซึ่งแปลว่า “โกณฑัญญะ ได้รู้แล้วหนอ โกณฑัญญะ ได้รู้แล้วหนอ” ด้วยพระพุทธดำรัสนี้ คำว่า “อัญญา” จงเป็นคำนำหน้าชื่อของท่าน โกณฑัญญะ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนเป็นที่รู้ทั่วกันว่า พระอัญญาโกณฑัญญะ

        เมื่อท่านได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันแล้ว ท่านได้กราบทูลขออุปสมบท พระพุทธองค์ประทานการอุปสมบทให้ ด้วยพระดำรัสว่า “เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว เธอจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด” ด้วยพระวาจาเพียงเท่านี้ โกณฑัญญะ ก็สำเร็จเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา นับว่าเป็นพระสงฆ์รูปแรกในโลก และการอุปสมบทด้วยวิธีนี้เรียกว่า เอหิภิกขุอุปสัมปทา

http://www.thammapedia.com

กายานุปัสสนา ๔ ชั้น


กายานุปัสสนา ๔ ชั้น
โดย สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก


    ศีลคือความปรกติใจ
   ศีลนี้จะเป็นศีล ๕ หรือศีลที่ยิ่งขึ้นไปกว่าก็ตาม ย่อมรวมอยู่ในลักษณะอันเดียวคือความปรกติใจ พร้อมทั้งกายและวาจา ความปรกติใจนั้นก็คือใจไม่ถูกราคะหรือโลภะโทสะโมหะครอบงำดึงเอาไป จึงเป็นใจที่เป็นปรกติ มิได้คิดที่จะละเมิดศีลข้อใดข้อหนึ่ง มิได้คิดที่จะก่อภัยก่อเวรอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะเมื่อจิตไม่ถูกกิเลสดังกล่าวครอบงำ ก็เป็นจิตที่เป็นปรกติ เหมือนอย่างน้ำในแม่น้ำที่ไม่มีลม ก็เป็นน้ำที่ไหลไปเป็นปรกติ หรือที่ขังอยู่เป็นปรกติ ไม่เกิดเป็นละลอกคลื่น ความที่เป็นปรกติดั่งนี้คือศีล และเมื่อจิตถึงพระพุทธ จะนิ่งหรือจะพูดก็เป็นปรกตินั่นเอง จะทำอะไรหรือไม่ทำอะไรก็เป็นปรกติอยู่นั่นเอง ดั่งนี้ก็คือศีล

   ฉะนั้น ความที่ตั้งใจถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ดังสวดว่า พุทธังสรณังคัจฉามิ ธัมมังสรณังคัจฉามิ สังฆังสรณังคัจฉามิ ก็ดี หรือ นัตถิ เม สรณัง อัญญัง พุทโธ เม สรณัง วรัง ธัมโม เม สรณัง วรัง สังโฆเม สรณัง วรัง ดังกล่าวมาข้างต้นนั้นก็ดี ก็เป็นอันอัญเชิญพระพุทธเจ้าพระธรรมพระสงฆ์มาตั้งอยู่ในจิตนั้นเอง เพราะฉะนั้นจิตก็เป็นจิตที่มีสรณะขึ้นมา เป็นจิตที่มีศีลขึ้นมา จึงเป็นพื้นฐานสำหรับสมาธิ และสำหรับปัญญาต่อไป และพื้นฐานดังกล่าวนี้ก็ควรที่จะได้ตั้งใจให้มีขึ้นทุกคราวที่ปฏิบัติ ทุกๆวัน ก็จะทำให้การปฏิบัติในสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน หรือสมาธิปัญญานั้นเป็นไปได้สะดวกขึ้น และเมื่อได้สรณะได้ศีลมาเป็นพื้นฐานดังกล่าวนี้ก็ชื่อว่าได้ช่องได้โอกาสได้ ความเตรียมพร้อมที่จะปฏิบัติในสมาธิสืบต่อไปถึงปัญญา
    อานาปานสติในสัญญา ๑๐
   ใน สัญญา ๑๐ ข้อ ๑๐ นั้น พระบรมศาสดาได้ทรงแสดงอานาปานสติ คือสติที่กำหนดลมหายใจเข้าลมหายใจออก ก็เช่นเดียวกับในสติปัฏฐาน ๔ นั่นแหละ แต่ว่าอานาปานสติในหมวดธรรมนี้แสดงอานาปานสติ ๑๖ ชั้น โดยที่จัดเป็นขั้นกายานุปัสสนา ๔ ชั้น เวทนานุปัสสนา ๔ ชั้น จิตตานุปัสสนา ๔ ชั้น และธรรมานุปัสสนา ๔ ชั้น สำหรับที่เป็นชั้นกายานุปัสสนา ๔ ชั้นนั้น ก็เช่นเดียวกับที่ตรัสแสดงไว้ในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ในมหาสติปัฏฐานสูตรโดยที่ตรัสสอนตั้งต้นแต่การที่เข้าไปสู่ป่า เข้าไปสู่โคนไม้ หรือว่าเข้าไปสู่เรือนว่างนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติให้เหมือนอย่างมีหน้ารอบด้าน นั่งคู้บัลลังก์นั้นก็คือนั่งดังที่เรียกกันว่านั่งขัดสะหมาด ซึ่งนิยมนั่งกัน เท้าขวาทับเท้าซ้าย ตั้งกายตรงก็คือตั้งกายให้ตรง ไม่ให้น้อมไปข้างหน้า ไม่ให้น้อมไปข้างหลัง ไม่ให้น้อมไปข้างซ้ายข้างขวา ส่วนจะวางมืออย่างไรในขั้นบาลีไม่ได้แสดงไว้ แต่ก็มีนิยมใช้กัน เช่น วางมือทับกัน เช่นมือขวาทับมือซ้ายให้นิ้วใหญ่ชนกัน หรือว่าจะวางมือให้ห่างกันอย่างไรก็สุดแต่ความสะดวก และเมื่อได้สถานที่ และได้จัดการนั่งเรียบร้อยแล้ว ก็ตั้งใจถึงสรณะและตั้งใจให้เป็นศีลขึ้นมาเป็นเบื้องต้นก่อน เพื่อให้เป็นพื้นฐานดังที่กล่าวมาแล้ว สถานที่ก็ดี อิริยาบถนั่งก็ดี ก็นับว่าเป็นการจัดในส่วนภายนอกเกี่ยวแก่สถานที่ เกี่ยวแก่กาย อันนับว่าเป็นกายวิเวกความสงัดกาย และก็จัดการ อัญเชิญพระพุทธเจ้าพระธรรมพระสงฆ์มาประทับอยู่ในจิตใจ ด้วยการถึงสรณะ เป็นสรณะคือที่พึ่งกำจัดภัยได้จริง เพราะเมื่อมีพระพุทธเจ้าพระธรรมพระสงฆ์มาประทับอยู่ในจิตใจ จิตใจถึง ก็จะทำให้จิตใจนี้บริสุทธิ์ สงบ และกล้าหาญ ไม่หวาดกลัวอะไร แม้ว่าจะไปนั่งอยู่ในป่าจริงๆ ในโคนไม้จริงๆ แม้ว่าจะนั่งอยู่คนเดียวก็ตาม เมื่อได้อัญเชิญพระพุทธเจ้าพระธรรมพระสงฆ์มาประทับอยู่ในจิต ด้วยการตั้งใจถึงเป็นสรณะดั่งนี้แล้ว ก็จะทำให้ไม่กลัวอะไร ไม่กลัวผีสาง เทวดา ไม่กลัวสัตว์ร้าย ใจก็จะบริสุทธิ์และกล้าหาญ สงบ ก็เป็นศีลขึ้นมาดังที่กล่าวแล้ว ก็กำหนดเอาไว้ว่า นี่เรามีสรณะ เรามีศีล เรามีสรณะก็ไม่ต้องกลัวอะไร เรามีศีลก็มีพื้นฐานของสมาธิ และให้กายวาจาใจนี้เองเป็นที่ตั้งเป็นที่รองรับของสรณะ คือพระพุทธเจ้าพระธรรมพระสงฆ์ ของศีล กายวาจาใจนี้ก็จะเป็นศีลขึ้นมา เป็นกายวาจาใจที่สงบที่บริสุทธิ์ 
    สติที่มีหน้าโดยรอบ
   เมื่อเป็นดั่งนี้แล้วก็ปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน สโต อัสสะ สติ มีสติหายใจเข้า สโต ปัสสะ สติ มีสติหายใจออก เอาสติที่ไหนมามี ก็เอาสติที่ได้เตรียมเอาไว้ดังที่ตรัสสอนไว้ว่าตั้งกายตรง ตั้งสติให้มีหน้าโดยรอบ คำว่าให้มีสติที่มีหน้าโดยรอบนั้น ถ้าเทียบอย่างบุคคลก็มีหน้าอยู่หน้าเดียว และมีตาอยู่สองตา ก็มองเห็นไปด้านหน้าเท่านั้น ไม่เห็นด้านหลัง ไม่เห็นด้านข้างทั้งสอง แต่ว่าที่ว่าให้มีสติ ให้ตั้งสติมีหน้าโดยรอบนั้น ก็เหมือนอย่างว่าร่างกายอันนี้มีสี่หน้า มีหน้าข้างหลัง มีหน้าข้างๆสองข้าง สี่หน้าอย่างพระพรหม รูปพระพรหมสี่หน้า ก็แปลว่าเห็นได้ทุกด้าน ปฏิบัติตั้งสติให้มีหน้าโดยรอบนั้นก็คือ ให้เหมือนอย่างสติมีหน้าสี่หน้า หรือมีหน้าโดยรอบ เป็นสติที่รู้ที่เห็นรอบด้าน ให้ตั้งเอาไว้ดั่งนี้ ก็คือทำจิตนี้เองให้เป็นจิตที่ตั้งเพื่อจะรู้ รู้รอบด้าน ให้รู้ในอะไร ก็คือให้รู้ในลมหายใจ หายใจเข้าก็ให้รู้ หายใจออกก็ให้รู้ ลมหายใจเข้าลมหายใจออกนั้น ให้มีสติรู้โดยรอบ คือรู้ให้ทั่วถึงทั้งหมด
    อานาปานสติ ๔ ชั้น
   และเมื่อตั้งเป็นแม่บทใหญ่ไว้ดั่งนี้แล้ว จึงได้ตรัสสอนออกไปเป็น ๔ ชั้น คือ
      ชั้นที่ ๑ หายใจเข้ายาวก็ให้รู้ หายใจออกยาวก็ให้รู้
      ชั้นที่ ๒ หายใจเข้าสั้นก็ให้รู้ หายใจออกสั้นก็ให้รู้
      ชั้นที่ ๓ ศึกษาคือตั้งใจสำเหนียกกำหนดไว้ว่า เราจักรู้ทั่วถึงกายทั้งหมด หายใจเข้า เราจักรู้ทั่วถึงกายทั้งหมด หายใจออก
      ชั้นที่ ๔ ศึกษาคือสำเหนียกกำหนดว่า เราจักรำงับกายสังขารเครื่องปรุงกาย หายใจเข้า เราจักรำงับกายสังขารเครื่องปรุงกาย หายใจออก ดั่งนี้
     ทั้ง ๔ นี้รวมเป็นชั้นกายานุปัสสนาดังที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนไว้ในข้อกายในมหาสติ ปัฏฐานสูตรนั้น เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าโดยตรง ที่ท่านสอนให้ปฏิบัติตั้งต้นทำอานาปานสติไว้ดั่งนี้ ฉะนั้น ในการปฏิบัติตามที่ทรงสั่งสอนไว้นี้ โดยยังไม่นึกถึงคำอธิบายของอาจารย์ต่างๆ ก็สามารถที่จะปฏิบัติได้ ดังในชั้นที่ ๑ หายใจเข้ายาวก็รู้ว่าเราหายใจเข้ายาว หายใจออกยาวก็รู้ว่าเราหายใจออกยาว ซึ่งในขั้นนี้ก็เริ่มตั้งแต่มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก คือรวมจิตเข้ามากำหนดลมหายใจเข้าออกที่เป็นไปอยู่โดยปรกตินี้ ให้รู้ ..ว่านี่เข้านี่ออก และในข้อว่ายาวนั้น ก็คือลมหายใจเข้าออกที่เป็นไปโดยปรกตินี้เอง ที่เป็นการหายใจที่ไม่ติดขัดอะไร ก็เป็นการหายใจอย่างที่เรียกกันว่าหายใจทั่วท้อง ที่เป็นไปโดยปรกติ ดังที่เมื่อหายใจเข้าท้องก็จะพอง หายใจออกท้องก็จะยุบ เป็นการหายใจทั่วท้อง เพราะฉะนั้น ก็ทำความรู้ในลมหายใจเข้า ก็ผ่านจมูกเข้าไป และเมื่อหายใจออกก็ผ่านจมูกออกมา กำหนดดูให้รู้ความกระทบของลมเมื่อเข้าเมื่อออก ตลอดจนถึงอาการที่ท้องพองหรือยุบนั้น ให้รู้ตลอด ดั่งนี้ก็เรียกว่ายาว ก็เป็นไปโดยปรกตินั้นเอง
   คราวนี้มาถึงข้อ ๒ ที่ว่าสั้นนั้น เมื่อได้ตั้งใจกำหนดอยู่ดั่งนี้ ใจก็สงบเข้า กายก็สงบเข้า เมื่อกายและใจสงบเข้า ลมหายใจเข้าลมหายใจออกก็ละเอียดเข้า ละเอียดเข้าเอง และเมื่อละเอียดเข้าเองก็สั้นเข้าเอง เมื่อเป็นดั่งนี้ก็ให้รู้ว่าทีแรกนั้นก็หายใจเข้าหายใจออกยาว และเมื่อกายใจละเอียดเข้า ลมหายใจละเอียดเข้า หายใจเข้าหายใจออกก็สั้นเข้าเอง เมื่อยังยาวนั้น หายใจเข้าหายใจออกทั่วท้อง ท้องก็พองหรือยุบ และเมื่อละเอียดเข้าอาการที่ท้องพองท้องยุบนั้นก็ลดลง จนถึงเหมือนอย่างไม่พองไม่ยุบ คราวนี้หายใจไม่ทั่วท้องเสียแล้ว เหมือนอย่างลงมาเพียงครึ่งหนึ่ง แค่อุระคือทรวงอก และเมื่อกายและใจละเอียดเข้าอีก ลมหายใจก็ละเอียดเข้าอีก ก็สั้นเข้าอีก เหมือนอย่างมาแผ่วๆอยู่แค่ปลายจมูกเท่านั้น
    และเมื่อละเอียดเข้าอีกอาการแผ่วๆนั้นก็หายไปไม่ปรากฏ เหมือนอย่างไม่หายใจ แต่อันที่จริงนั้นไม่ใช่ไม่หายใจ ..หายใจ แต่ว่าละเอียดมากเป็นไปเอง เพราะกายและใจละเอียดมากเข้า อาการหายใจก็ละเอียดเข้าๆ จนถึงที่แผ่วๆปลายจมูกก็ไม่ปรากฏ เป็นลมที่ผ่านเข้าผ่านออกที่ไม่ปรากฏ จิตใจก็จะมีความปลอดโปร่ง มีความสงบมากขึ้น และเมื่อปฏิบัติมาดั่งนี้ ก็จะไปถึงขั้นที่ ๓ เข้าเอง คือว่าจะมีความรู้ในกายทั้งหมด ทั้งที่เป็นส่วนรูปกายส่วนนามกาย ซึ่งคล้ายๆกับว่ารู้ลมหายใจนี่เองทั้งหมด ใจมารวมอยู่รู้ลมหายใจทั้งหมด ก็เหมือนอย่างว่ากายทั้งหมดนี้มานั่งอยู่ในลมหายใจที่กำหนดรู้นั้น และความรู้ทั้งหมดนั้นก็ไม่ไปที่ไหน ก็มารวมอยู่ที่ลมหายใจเท่านั้น
    เพราะฉะนั้น จึงเป็นความรู้ที่มาตั้งอยู่ในภายใน ทั้งลมหายใจ ทั้งรูปกาย ทั้งนามกาย มารวมอยู่ในความรู้อันเดียวกันทั้งหมดไม่แตกแยกไปข้างไหน ดั่งนี้ก็เป็นขั้นที่ ๓ รู้กายทั้งหมดหายใจเข้าหายใจออก ซึ่งในการปฏิบัตินั้นก็ต้องอาศัยการศึกษาคือความตั้งใจสำเหนียกกำหนดว่าเรา จะรู้กายทั้งหมดหายใจเข้าหายใจออก แล้วก็จะเกิดความรู้กายทั้งหมดขึ้นมา และก็ขั้นที่ ๔ ก็จะเป็นต่อกันไปเอง คือรำงับกายสังขารเครื่องปรุงกาย ซึ่งท่านชี้เอาว่ากายสังขารนั้นก็คือตัวลมหายใจนี่แหละเป็นเครื่องปรุงกาย เพราะฉะนั้น ก็ระงับลมหายใจนี้ให้ละเอียดเข้าๆ ซึ่งความระงับลมหายใจนี้ก็เป็นไปเองอยู่แล้วตามการปฏิบัติ แต่เมื่อมีความศึกษากำหนดดูแล้วก็ปฏิบัติให้สงบยิ่งขึ้น ก็ทำให้สงบยิ่งขึ้นๆไปโดยลำดับขึ้นเอง ก็แปลว่าสั้นเข้าๆดังที่กล่าวมาในข้อ ๒ นั้น จนถึงแผ่วๆอยู่ปลายจมูก หรือจนถึงแผ่วๆนั้นก็ไม่มี หายไป แต่อันที่จริงนั้นไม่ใช่หายไปไหน ก็อยู่นั่นแหละ แต่ว่ากายใจละเอียดที่สุด ลมหายใจก็ละเอียดที่สุด จนถึงไม่ปรากฏอาการแผ่วๆที่ปลายจมูก ซึ่งในขั้นนี้ท้องพองยุบอะไรก็หายหมด ไม่มี ลมแผ่วๆปรากฏที่ปลายจมูกก็หายหมด ไม่มี เหมือนอย่างอยู่เฉยๆไม่หายใจ แต่อันที่จริงนั้นหายใจ แต่ว่าละเอียดมากละเอียดที่สุด ดั่งนี้ก็เป็นขั้นที่ ๔ ระงับกายสังขารเครื่องปรุงกาย ก็เป็นอันจบขั้นกายานุปัสสนา 

 กายานุปัสสนา

กิ่งธรรมจาก https://sites.google.com/site/smartdhamma...

Sunday, June 24, 2012

จุดมุ่งหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา

จุดมุ่งหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา
 พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)
        จุดหมายสูงสุด ของพระพุทธศาสนา พึงบรรลุได้ด้วยความสุขหรือด้วยข้อปฏิบัติที่มีความสุข มิใช่บรรลุด้วยความทุกข์ หรือด้วยข้อปฏิบัติที่เป็นทุกข์
      ผู้ปฏิบัติจะต้องไม่ติดใจหลงไหลในความสุขที่เกิดขึ้นแก่ตน ไม่ปล่อยให้ความสุขที่เกิดขึ้นนั้น ครอบงำ
        จิตใจของตน ยังมีจิตใจเป็นอิสระ สามารถก้าวหน้าไปในธรรมเบื้องสูง ต่อๆ ไป จนบรรลุความเป็นอิสระ   หลุดพ้นโดยบริบูรณ์
      ซึ่งเมื่อบรรลุจุดหมายนั้นแล้ว ก็สามารถเสวยความสุขที่เคยเสวยมาแล้ว โดยที่ความสุขนั้น ไม่มีโอกาส ครอบงำจิตใจ ทำให้ติดพันหลงไหลได้เลย 



 http://www.thammapedia.com

Friday, June 22, 2012

หลักแห่งพระพุทธศาสนาโดยสรุป

หลักแห่งพระพุทธศาสนาโดยสรุป
โดยพุทธทาสภิกขุ : คู่มือมนุษย์


        พุทธศาสนาคือวิชาและระเบียบปฏิบัติ เพื่อให้รู้สิ่งทั้งปวงถูกต้องตามที่เป็นจริงว่าอะไรเป็นอะไร สิ่งทั้งปวง มีสภาพตามที่เป็นจริง คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวหรือของตัว ; แต่สัตว์ทั้งหลายยังหลงรัก หลงยึดติดสิ่งทั้งปวง เพราะอำนาจของการยึดมั่นที่ผิด ในพุทธศาสนามีวิธี ปฏิบัติเรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา เพื่อใช้เป็นเครื่องมือ ตัดการติดการยึดมั่นนั้นเสีย อุปาทาน การยึดมั่นนั้นมีสิ่งที่ลงเกาะหรือจับยึด คือ ขันธ์ทั้งห้า คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
      เมื่อรู้จักขันธ์ทั้งห้า ตามที่เป็นจริง ก็จะสามารถเข้าใจสิ่งทั้งปวงจนถึงกับเบื่อหน่ายคลายความอยาก ไม่ยึดอะไร ติดอะไร และเราควรจะมีชีวิตอยู่อย่างที่เรียกว่า "เป็นอยู่ชอบ" คือให้ วันคืนเต็มไปด้วยความปีติ ปราโมทย์ อันเกิดมาจากการกระทำที่ดีที่งามที่ถูกต้องอยู่เป็นประจำ แล้วระงับความฟุ้งซ่าน เกิดสมาธิ เกิดความเห็นแจ้งได้เรื่อยๆ ไป จนกระทั่งเกิดความเบื่อหน่าย ความคลายออก ความหลุดพ้น และนิพพานได้ตามความเหมาะสมของสิ่งแวดล้อม
      ถ้าเราจะรีบเร่งทำให้ได้ผลเร็วขึ้น ก็มีแนวปฏิบัติที่เรียกว่า วิปัสสนาธุระ เริ่มตั้งแต่มี ความประพฤติบริสุทธิ์ มีใจบริสุทธิ์ มีความเห็นบริสุทธิ์ เรื่อยขึ้นไปจนถึงมีปัญญา คือความเห็นแจ้งบริสุทธิ์ ในที่สุดก็จะตัดกิเลสที่ผูกมัดคนให้ติดอยู่กับวิสัยโลกออกเสียได้ เรียกว่า การบรรลุมรรคผล

 กิ่งธรรมจาก http://www.thammapedia.com

Thursday, June 21, 2012

แค่รู้ก็อยู่เป็นสุข

แค่รู้ก็อยู่เป็นสุข
โดย ภาวัน


         คุณเคยสงสัยไหมว่า อะไรก็ตามที่คุณแสนจะไม่ชอบ แต่ทำไมมันชอบมารบกวนจิตใจของคุณไม่หยุดหย่อน
       ไม่ว่าจะเป็นเม็ดสิวบนใบหน้า รอยตกกระตามแขน ทรวดทรงที่ล้นเกิน เพื่อนจอมนินทา เจ้านายอารมณ์ร้าย หรือคนทรยศที่เคยอยู่ใกล้ตัว ฯลฯ ยิ่งอยากกำจัดหรือผลักไสออกไปจากความรับรู้ มันยิ่งผุดโผล่เข้ามาในความคิดของคุณไม่เลิกรา ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
นั่นเป็นเพราะคุณอยากกำจัดมันออกไปจากใจนั่นเอง
        จะว่าไปมันก็เหมือนตุ๊กตาล้มลุก คุณผลักมันแรงเท่าไร มันก็เด้งกลับมาหาคุณเร็วเท่านั้น
       อธิบายอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความโกรธเกลียด ความไม่ชอบ ความอยากกำจัดมันนั้น จัดว่าเป็นความยึดติดอีกแบบหนึ่ง ทันทีที่อยากผลักไสมันออกไป ใจของคุณก็แนบชิดสนิทกับมันทันที ทำนองเดียวกับเวลาคุณออกแรงเข็นรถคันใหญ่ที่ขวางหน้าบ้าน ยิ่งอยากผลักให้มันเคลื่อนห่างออกไป ตัวคุณก็ยิ่งเข้ามาแนบชิดกับรถคันนั้น
       ยิ่งอยากกำจัดอะไรสักอย่าง คุณยิ่งพะวงถึงมัน ไม่ยอมปล่อยวางง่าย ๆ
       เคยมีการทดลองให้อาสาสมัครกลุ่มหนึ่งนั่งอยู่คนเดียวในห้อง โดยมีคำสั่งสั้น ๆ ง่าย ๆ ว่าจะคิดนึกอะไรก็ได้ ยกเว้นอย่างเดียวคือ ห้ามคิดถึงหมีขั้วโลก ถ้าคิดถึงหมีขั้วโลกเมื่อใดให้กดกริ่งทันที ปรากฏว่า พอให้คำสั่งเสร็จได้สักพัก ก็มีเสียงกริ่งดังระงมตามมาอย่างต่อเนื่อง
ยิ่งไม่อยากคิดถึงสิ่งใด ใจกลับหมกมุ่นถึงสิ่งนั้น นี้คือธรรมชาติอย่างหนึ่งของจิตเรา
        มีการทดลองโดยอีกคณะหนึ่ง คราวนี้นักวิจัยขอให้อาสาสมัครทุกคนพูดถึงความคิดที่แย่ที่สุดเกี่ยวกับตัว เอง โดยเลือกมาแค่เรื่องเดียว จากนั้นก็แบ่งอาสาสมัครเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งได้รับคำสั่งให้พยายามกดข่มความคิดดังกล่าวตลอด ๑๑ วันข้างหน้า อีกกลุ่มใช้ชีวิตตามปกติ
        ทุกคืนทุกคนจะมานั่งทบทวนว่าวันนั้นได้นึกถึงเรื่องนั้นมากน้อยเพียงใด พร้อมทั้งประเมินตัวเองด้วยว่า อารมณ์ความรู้สึกในวันนั้นเป็นอย่างไร มีความกังวลหรือไม่ และรู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับตนเอง
       ผลสรุปของการทดลองดังกล่าวคล้ายกับการทดลองเรื่องหมีขั้วโลก กล่าวคือ กลุ่มที่พยายามกดข่มความคิดด้านลบเกี่ยวกับตัวเอง จะมีความคิดดังกล่าวผุดขึ้นมาในใจมากกว่าอีกกลุ่ม นอกจากนั้นยังรู้สึกกังวล เศร้าซึม และรู้สึกไม่ดีเกี่ยวกับตนเองมากกว่าอีกด้วย
มีการทดลองทำนองนี้อีกหลายครั้ง ล้วนให้ผลตรงกัน เช่น หากขอให้คนที่กำลังควบคุมอาหารพยายามอย่านึกถึงช็อกโกแลต ปรากฏว่าเขากลับกินช็อกโกแลตมากขึ้น กลายเป็นว่ายิ่งอยากลดความอ้วน กลับอ้วนขึ้น
        เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็หมายความว่าเราไม่มีทางหลุดพ้นจากความรู้สึกนึกคิดที่แย่ ๆ เลยใช่ไหม ชาตินี้ทั้งชาติเราจะต้องถูกมันหลอกหลอนเล่นงานไปจนตลอดกระนั้นหรือ
        โลกนี้มิได้โหดร้ายถึงขนาดนั้น เราสามารถเป็นอิสระจากความรู้สึกนึกคิดที่แย่ ๆ ได้ แต่ต้องเริ่มต้นจากความรู้สึกที่ไม่อยากผลักไสหรือรังเกียจมัน เมื่อใดตามที่มันผุดขึ้นมาในใจ ก็เพียงแต่รับรู้มันเฉย ๆ ไม่ต้องทำอะไรกับมัน พอรู้แล้วก็ไม่ต้องสนใจมัน นึกในใจว่ามันจะอยู่ก็อยู่ไป ฉันไม่สนใจ ฉันจะทำงานของฉันไป
       ทีแรกมันจะพยายามดึงความสนใจจากเรา พยายามยั่วให้เราเข้าไปไล่หรือผลักไสมัน แต่ขืนเราทำเช่นนั้น มันยิ่งได้ใจ เหมือนเด็กที่คอยเรียกร้องความสนใจไม่จบสิ้น แต่ถ้าเราไม่สนใจมันเลย มันพยายามยั่วยุก่อกวนเท่าไร เราก็เฉย ไม่นานมันก็จะยอมแพ้และล่าถอยไปเอง
        มีสุนัขจำพวกหนึ่ง เวลาถูกปล่อยทิ้งให้อยู่ตัวเดียวในบ้าน มันจะรื้อข้าวของและกัดโซฟาฉีกขาด แถมอึบนพรมเสียด้วย แม้เจ้าของจะตีหรือเตะมันเท่าไร มันก็ไม่เลิกนิสัย ผู้รู้บอกว่าสุนัขทำเช่นนั้นก็เพราะต้องการเรียกร้องความสนใจ ยิ่งเจ้าของไปดุด่าหรือลงโทษมัน มันยิ่งได้ใจ เพราะแสดงว่ามันเรียกร้องความสนใจได้ผล มันจึงทำไม่เลิก วิธีที่ดีที่สุดก็คือเฉยเมยไม่สนใจมัน เหมือนว่าไม่มีมันอยู่ในโลกนี้ เท่านี้มันก็รู้แล้วว่าสิ่งที่มันทำนั้นไร้ประโยชน์ ต่อไปมันจะไม่ทำอย่างนั้นอีก
        ความรู้สึกนึกคิดที่แย่ ๆ ก็ไม่ต่างจากสุนัขดังกล่าว เพียงแต่เราเฉยเมย ไม่สนใจมัน ไม่ดุด่าหรือผลักไสมัน ไม่นานมันก็จะหายพยศหายเกเรไปเอง ในที่สุดก็จะปล่อยให้เราอยู่อย่างสงบสุขสบายใจ
                                 
กิ่งธรรมจาก  http://www.visalo.org/article

Thursday, June 14, 2012

ทางสายกลาง

เพาะธรรม ให้เกิดที่ใจ กับทางแห่งการสุขใจ

ทางสายกลาง

โดยหลวงปู่ชา สุภัทโท

       พระพุทธโอวาทของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ท่านทรงเตือนให้เราละความชั่ว ประ พฤติความดี เมื่อละความชั่ว ประพฤติความดีแล้ว ที่สุดก็ทรงสอนให้ละสิ่งทั้งสองนี้ไปเสียด้วย ฉะนั้น วันนี้จึงจะขอให้คติในเรื่องทางสายกลางคือให้ละให้ได้ หรือหลีกให้พ้นจากสิ่งทั้งสองนั้น ทั้งดี ทั้งชั่ว ทั้งบุญ ทั้งบาปที่ เป็นสุข เป็นทุกข์ทั้งหลายเหล่านี้แหละ

จุดมุ่งหมายของธรรม

       ความดีใจ ความเสียใจ มันก็เกิดจากพ่อแม่เดียวกันคือตัณหา ความลุ่มหลงนั่นเอง ฉะนั้น บางทีเมื่อมีสุขแล้วใจก็ยังไม่สบาย ไม่สงบ ทั้งที่ได้สิ่งที่พอใจแล้ว เช่น ได้ลาภยศสรรเสริญได้มาแล้ว ก็ดีใจก็จริง แต่มันก็ยังไม่สงบจริงๆ เพราะยังมีความเคลือบแคลงใจว่า มันจะสูญเสียไป กลัวมันจะหายไป ความกลัวนี่แหละเป็นต้นเหตุให้มันไม่สงบ บางทีมันเกิดสูญเสียไปจริงๆก็ยิ่งเป็นทุกข์มาก นี่หมายความว่า ถึงจะสุขก็จริง แต่ก็มีทุกข์ดองอยู่ในนั้นด้วยแต่เราก็ไม่รู้จักเหมือนกันกับว่าเราจับงู ถึงแม้ว่าเราจับหางมันก็จริง ถ้าจับไม่วาง มันก็หันกลับมากัดได้
       ฉะนั้น เมื่อสมเด็จพระบรมศาสดาท่านตรัสรู้แล้วท่านประกาศศาสนานั้น เบื้องแรก ท่านยกทางทั้งสองขึ้นมาว่าเลยคือกามสุขัลลิกานุโยโคและอัตตกิลมถานุโยโค ทางทั้งสองอย่างนี้ เป็นทางที่ลุ่มหลง เป็นทางที่พวกเสพกามหลงติดอยู่ ซึ่งย่อมไม่ได้รับความสงบระงับ เป็นหนทางที่วนเวียนอยู่ในวัฏฏสงสาร
       สมเด็จพระบรมศาสดา ท่านทรงเห็นสัตว์ทั้งหลายติดอยู่ในทางทั้งสอง ไม่เห็นทางสายกลางของธรรมะ ท่านจึงทรงยกทางทั้งสองขึ้นมาแสดงให้เห็นโทษในทางทั้งสองนั้น ถึงเช่นนั้นพวกเราทั้งหลายก็ยังพากันติดพากันปรารถอยู่ร่ำไป ฉะนั้นพระพุทธองค์จึงตรัสว่า ทางทั้งสองอย่างนั้นเป็นทางที่ลุ่มหลง ไม่ใช่ทางของสมณะ คือไม่ใช่ทางที่สงบระงับ
       อัตตกิลมถานุโยโคและกามสุขัลลิกานุโยโคก็คือ ทางตึงและทางหย่อนนั่นเอง ถ้าเราน้อมเข้ามาพิจารณาให้เห็นในปัจจุบัน ทางตึงก็คือความโกรธ อันเป็นทางเศร้าหมอง ท่านเรียกอัตตกิลมถานุโยโค เดินไปแล้วก็เป็นทุกข์ลำบาก
       กามสุขัลลิกานุโยโคก็คือ ความดีใจ ความพอใจ ความดีใจนี้ก็เป็นทางไม่สงบ ทางทุกข์ก็เป็นทางไม่สงบ เราจะเห็นได้ว่าสมเด็จพระบรมศาสดาท่านว่า เมื่อได้เห็นความสุขแล้วให้พิจารณาความสุขนั้น ท่านไม่ให้ ติดอยู่ในความสุข คือ ท่านให้วางทั้งสุขและทุกข์ การวางทั้งสองได้นี้เป็นสัมมาปฏิปทา ท่านเรียกว่าเป็นทางสายกลาง

ทางสายกลาง

       คำว่า "ทางสายกลาง" ไม่ได้หมายถึงในด้านกาย และวาจาของเรา แต่หมายถึงในด้านจิตใจ เมื่อถูกอารมณ์มากระทบ ถ้าอารมณ์ที่ไม่ถูกใจมากระทบกระทั่ง ก็ทำให้วุ่นวาย ถ้าจิตวุ่นวายหวั่นไหวเช่นนี้ ก็ไม่ใช่หนทาง เมื่ออารมณ์ที่ดีใจเกิดขึ้นมาแล้วก็ดีอกดีใจ ติดแน่นอยู่ในกามสุขัลลิกานุโยโค อันนี้ก็ไม่ใช่หนทาง
       มนุษย์เราทั้งหลายไม่ต้องการทุกข์ ต้องการแต่สุขความจริงสุขนั้น ก็คือทุกข์อย่างละเอียดนั่นเอง ส่วนทุกข์ก็คือทุกข์อย่างหยาบ พูดอย่างง่ายๆสุขและทุกข์นี้ก็เปรียบเสมือนงูตัวหนึ่ง ทางหัวมันเป็นทุกข์ ทางหางมันเป็นสุข เพราะถ้าลูบทางหัวมันมีพิษ ทางปากมันมีพิษ ไปใกล้ทางหัวมัน มันก็กัดเอา ไปจับหางมันก็เหมือนเป็นสุข แต่ถ้าจับไม่วาง มันก็หันกลับมากัดได้เหมือนกัน เพราะทั้งหัวงูและหางงูมันก็อยู่ในงูตัวเดียวกัน
       ความดีใจ ความเสียใจ มันก็เกิดจากพ่อแม่เดียวกันคือตัณหา ความลุ่มหลงนั่นเอง ฉะนั้น บางทีเมื่อมีสุขแล้วใจก็ยังไม่สบาย ไม่สงบ ทั้งที่ได้สิ่งที่พอใจแล้ว เช่น ได้ลาภยศสรรเสริญได้มาแล้ว ก็ดีใจก็จริง แต่มันก็ยังไม่สงบจริงๆ เพราะยังมีความเคลือบแคลงใจว่า มันจะสูญเสียไป กลัวมันจะหายไป ความกลัวนี่แหละเป็นต้นเหตุให้มันไม่สงบ บางทีมันเกิดสูญเสียไปจริงๆก็ยิ่งเป็นทุกข์มาก นี่หมายความว่า ถึงจะสุขก็จริง แต่ก็มีทุกข์ดองอยู่ในนั้นด้วย แต่เราก็ไม่รู้จักเหมือนกันกับว่าเราจับงู ถึงแม้ว่าเราจับหางมันก็จริง ถ้าจับไม่วาง มันก็หันกลับมากัดได้
      ฉะนั้น หัวงูก็ดี หางงูก็ดี บาปก็ดี บุญก็ดี อันนี้ในวงวัฏฏะ หมุนเวียนเปลี่ยนแปลง ดังนั้นความสุข ความทุกข์ความดี ความชั่ว ก็ไม่ใช่หนทาง

มรรค : หนทางสู่ความสงบระงับ

       ศีล สมาธิ ปัญญานั้น ถ้าหากพูดกันตามลักษณะตามความเป็นจริงแล้ว ก็ยังไม่ใช่แก่นศาสนาหรือตัวศาสนา แต่เป็นหนทางนำไปสู่ตัวศาสนา ฉะนั้นท่านจึงเรียกว่า ศีล สมาธิปัญญา ทั้งสามอย่างนี้ว่า "มรรค" อันแปลว่า "หนทาง" ตัวศาสนาคือ "ความสงบระงับอันเกิดจากความรู้เท่าในความเป็นจริง...ในธรรมชาติของความเป็น จริงที่เกิดอยู่เป็นอยู่ ซึ่งถ้าได้นำมาพิจารณาดูอย่างละเอียดแล้ว ก็จะเห็นว่าความสงบนั้นไม่ใช่ทั้งความสุขและความทุกข์ ฉะนั้น สุขและทุกข์จึงไม่ใช่เป็นของจริง
       พระพุทธองค์ทรงสอนให้รู้ตัวเอง ให้เห็นตนเอง ให้พิจารณาตัวเอง เพื่อให้เห็นจิตของตนเอง ความจริง "จิตเดิม"ของมนุษย์นั้น เป็นธรรมชาติที่ไม่หวั่นไหว เป็นธรรมชาติที่ทรงอยู่แน่นอน อยู่อย่างนั้น แต่ที่มีความดีใจ เสียใจ หรือความทุกข์ความสุขเกิดขึ้นนั้น เพราะขณะนั้นมันไปหลงอยู่ในอารมณ์ จึงเป็นเหตุให้เคลื่อนไหวไปมา แล้วก็เกิดความยึดมั่นถือมั่นขึ้นในสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น
       สมเด็จพระบรมศาสดาท่านตรัสสอนไว้แล้วทุกอย่าง ในเรื่องการประพฤติปฏิบัติ แต่พวกเราทั้งหลาย ยังไม่ได้ปฏิบัติกันหรือไม่ก็ปฏิบัติแต่ปากเท่านั้น หลักของพระพุทธศาสนานั้น ไม่ใช่การจะมาพูดกันเฉยๆหรือด้วยการเดา หรือการคิดเอาเอง หลักของพระพุทธศาสนาที่แท้จริงคือ ความรู้เท่าความจริง ตามความเป็นจริงนั่นเอง ถ้ารู้เท่าตามความเป็นจริงนี้แล้วการสอนก็ไม่จำเป็น แต่ถ้าไม่รู้ถึงความเป็นจริงอันนี้ แม้จะฟังคำสอนเท่าใดก็เหมือนกับไม่ได้ฟัง
        พระพุทธองค์ตรัสว่า พระองค์เป็นเพียงผู้บอกทางเท่านั้น แต่ไม่สามารถจะทำแทนหรือปฏิบัติแทนได้ เพราะธรรมชาติทั้งหลาย หรือความจริงอันนี้เป็นสิ่งที่จะต้องพิจารณาเอง ปฏิบัติเอง คำสอนต่างๆเป็นเพียงแนวทาง หรืออุปมาอุปไมย เพื่อนำให้เข้าถึงความรู้ตามความเป็นจริง ถ้าไม่รู้เท่าตามความเป็นจริงเราก็จะเป็นทุกข์ เหมือนดังตัวอย่างว่า เรามักใช้คำว่า "สังขาร" เมื่อเราพูดถึงร่างกาย แต่ความจริงนั้น เราหารู้จัก "ความเป็นจริง" ของสังขารนี้ไม่ แล้วเราก็ยึดมั่นถือมั่นอยู่กับ "สังขาร"นี้ ทั้งนี้เพราะเราไม่รู้ความจริงเกี่ยวกับสังขารหรือร่างกายของเรานี้ เราจึงเป็นทุกข์ หรือความทุกข์จึงเกิดขึ้น
       จะยกตัวอย่างให้เห็นสักอย่างหนึ่ง สมมุติว่าเราเดินไปทำงาน ระหว่างทางก็มีบุรุษผู้หนึ่งคอยต่อว่าเราอยู่เป็นประจำ ตอนเช้าก็ด่า ตอนเย็นก็ด่า เมื่อได้ยินคำด่าเช่นนี้ จิตใจก็หวั่นไหว ไม่สบายใจ โกรธ น้อยใจ เศร้าหมอง บุรุษผู้นั้นก็เพียรด่าเช้าด่าเย็นอยู่เช่นนั้นทุกวัน ได้ยินคำด่าเมื่อใด ก็โกรธเมื่อนั้น กลับถึงบ้านแล้วก็ยังโกรธอยู่ ที่โกรธที่หวั่นไหวเช่นนี้ก็เพราะความไม่รู้จักนั่นเอง
       วันหนึ่ง เพื่อนบ้านก็มาบอกว่า "ลุงคนที่มาด่าลุงทุกเช้าทุกเย็นนั้นนะ เป็นคนบ้า เป็นบ้ามาหลายปีแล้ว มันด่าคนทุกคนแหละ ชาวบ้านเขาไม่ถือมันหรอก เพราะมันเป็นบ้า" พอรู้อย่างนี้แล้ว ใจของเราก็คลายความโกรธทันที ความโกรธความขุ่นมัวที่เก็บไว้หลายวันแล้วนั้น ก็คลายหายไป เพราะอะไร? ก็เพราะได้รู้ความจริงแล้ว แต่ก่อนนั้นไม่รู้ เข้าใจว่าเป็นคนดี คนปกติ ฉะนั้นพอได้ยินว่าเป็นคนบ้า จิตก็เปลี่ยนเป็นสบาย ทีนี้มันอยากจะด่าก็ให้ด่าไป ไม่โกรธ ไม่เป็นทุกข์เพราะรู้เสียแล้วว่าเป็นคนบ้า นี่..ที่จิตใจสบายก็เพราะรู้เท่าทันความจริงนั่นเอง เมื่อมันรู้เอง มันก็วางของมันเอง ถ้ายังไม่รู้มันก็ยึดมั่นถือมั่นอยู่นั่นเอง อีกเหมือนกัน แต่พอรู้ความเป็นจริง จิตใจก็สบายนี่แหละคือความรู้เท่าตามความเป็นจริง คือรู้ว่าคนนั้นเป็นบ้า
         คนผู้รู้ธรรมก็เหมือนกันพอรู้จริงความโลภ ความโกรธความหลงก็หายไป เพราะรู้เท่าทันความเป็นจริง

รู้เท่าทันสิ่งทั้งปวงต้องเดินทางสายกลาง

       พระพุทธองค์ทรงสอนว่า สังขารร่างกายของเรานี้ไม่ใช่เราไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล มันเป็นเพียงสังขาร ทรงบอกอย่างชัดๆเช่นนี้ เราก็ยังไม่ยอมมัน ยังขืนไปแย่งยื้ออยู่นั่นแหละ ถ้าหากว่ามันพูดได้ มันก็คงจะบอกว่า "เจ้าอย่ามาเป็นเจ้าของฉันนะ" ความจริงมันก็บอกอยู่แล้วทุกขณะ แต่เราเองไม่รู้เพราะมันเป็นภาษาธรรม
        อย่างสกลร่างกายนี้ ตาก็ดี จมูกก็ดี หูก็ดี ลิ้นก็ดี กายก็ดี ทั้งหลายเหล่านี้แหละ ก็แล้วแต่มันจะเปลี่ยนไป แปรไป ไม่เห็นมันขออนุญาตเราสักที เช่นเมื่อปวดหัว ปวดท้องหรืออย่างใดอย่างหนึ่งเป็นต้น มันไม่เคยขออนุญาตจากเราเลย เวลามันจะเป็น มันก็เป็นของมันเลย เป็นไปตามสภาวะของมัน อันนี้ก็แสดงว่ามันไม่ยอมให้เราเป็นเจ้าของของมัน
       สมเด็จพระบรมศาสดาจึงทรงสอนว่า "สุญโญ สัพโพ..มันเป็นของว่าง มันไม่ได้เป็นของผู้ใด" เราทั้งหลายไม่เข้าใจธรรมะในสภาวะอันนี้ ไม่เข้าใจในสังขารอันนี้ จึงคิดว่า "ของเราของเขา" เกิดอุปาทานขึ้นมา เมื่อเกิดอุปาทานก็เข้าไปยึดภพ เกิดภพ เกิดชาติ ชรา พยาธิ มรณะต่อไป มันเป็นทุกข์เช่นนี้ ที่ท่านเรียก "อิทัปปัจจยตา" นั่นแหละ อวิชชาเกิดสังขาร สังขารเกิดวิญญาณ วิญญาณเกิดนามรูป..เป็นเช่นนี้นั่นแหละ
       อันนี้มันล้วนแต่เป็นในขณะของจิต ถ้าเกิดอารมณ์ไม่ถูกใจขึ้นมา ก็ไม่รู้จักหรือไม่รู้เท่าทัน เพราะอยู่ในอวิชชามันก็เป็นทุกข์ขึ้นมาเลย ความเป็นจริงขณะของจิตอันนี้มันติดกันอยู่ทีเดียว มันเร็วมาก แต่เราเองรู้ไม่เท่าทัน เปรียบเหมือนว่าเรากำลังอยู่บนยอดไม้แล้วตก "ปุ๊บ" ลงมาที่พื้นดิน จึงรู้สึกตัวว่าตกต้นไม้ แต่ความจริงนั้น ก่อนที่จะตกถึงพื้นดินเราก็ตกผ่านทุกก้านทุกกิ่งของต้นไม้นั่นแหละ แต่ไม่สามารถนับได้ว่านาทีใดถึงกิ่งไหน วินาทีใดถึงกิ่งไหน เพราะมันเร็วมาก แต่พอตูมเดียวก็ถึงพื้นดินเลย แล้วก็เป็นทุกข์เลย อิทัปปัจจยตามันเป็นเช่นนั้น
       ถ้าเราแยกเป็นปริยัติ อวิชชาเกิดสังขาร สังขารเกิด วิญญาณ วิญญาณเกิดนามรูป ว่ากันไปเป็นตอนๆตามความจริงนั้น พออารมณ์เกิดความไม่พอใจ ความทุกข์ก็เกิดขึ้นมาเลยอาการที่มันเกิดทุกข์ขึ้นนั้น มันผ่านไปจากอวิชชา สังขาร..ผ่านไปพริบเดียว ถึงโน้น..โศกะ ปริเทวะ คือทุกข์เลย
ฉะนั้น สมเด็จพระบรมศาสดาจึงให้ตามดูจิตของเราทั้งหลายให้รู้ตามความเป็นจริงของมัน และในความเป็นจริงเหล่านี้ท่านให้เข้าใจว่ามันเป็นแต่เพียงสังขารเท่านั้น และสังขารนี้แหละมันเกิดมาจากเหตุจากปัจจัยทั้งหลายที่มันเป็นมา ที่เรามาเรียกหรือสมมุติเอาอีกทีหนึ่ง ที่เรียกว่า มนุษย์ สัตว์ เช่นเดียวกับชื่อของเรา มันก็สมมุติเหมือนกัน เราไม่ได้มีชื่อมาแต่กำเนิด ต่อเมื่อเกิดขึ้นแล้ว จึงเอาชื่อไปใส่ คือตั้งชื่อว่าอย่างนั้น อย่างนี้ อันนี้เรียกว่าสมมุติ ตั้งชื่อกันเพื่ออะไร ก็เพื่อให้มันเรียกกันง่าย สะดวกแก่การใช้  ภาษาเรียกขานพูดจากัน การปริยัติก็เหมือนกัน ที่แยกออกก็เพื่อสะดวกแก่การศึกษาเล่าเรียน
       สิ่งทั้งหลายนี้แหละเรียกว่า สังขาร มันเป็นสังขารเกี่ยวกับสภาวะอันนี้ที่เกิดมาจากเหตุจากปัจจัย สมเด็จพระบรม-ศาสดาจึงตรัสว่า สังขารทั้งหลายเหล่านี้เป็นของไม่แน่นอน มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พวกเราทั้งหลาย เข้าใจสิ่งเหล่านี้ไม่ชัดเจน จึงทำความเห็นในเรื่องนี้ไม่ตรง ไม่แน่ อันเป็นความเห็นผิดที่เรียกว่า มิจฉาทิฐิ ความเห็นผิดอันนี้ก็คือ การยึดเอาสังขารเป็นเรา ยึดเอาเราเป็นสังขาร เอาเราเป็นสุข เอาสุขเป็นเราเอาเราเป็นทุกข์ เอาทุกข์เป็นเรา ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเราไม่รู้เท่าตามความเป็นจริงนั่นเอง
       ถ้าเรารู้เท่าตามความเป็นจริง เราก็จะรู้ว่าเราไม่สามารถควบคุมสังขารเหล่านี้ ให้เป็นไปตามอำนาจของเรา เพราะธรรมชาติเหล่านี้ มันจะต้องเป็นไปตามเรื่องของมัน เราจะบังคับให้ตรงนี้เป็นอย่างนั้น ตรงนั้นเป็นอย่างนี้ตามอำนาจของเรา ย่อมจะเป็นไปไม่ได้ เปรียบง่ายๆก็อย่างว่า เราไปนั่งอยู่ที่กลางถนนซึ่งมีรถวิ่งไปมาอยู่ขวักไขว่ แล้วเราจะไปโกรธรถที่วิ่ง หรือจะไปห้ามรถที่กำลังวิ่งอยู่ว่า "อย่าขับรถมาทางนี้" เราก็ห้ามไม่ได้ เพราะถนนนี้เป็นถนนหลวง ดังนั้น เราควรทำอย่างไร ทางที่ดีก็คือ เราต้องออกไปให้พ้นถนน ไปให้พ้นทางที่รถวิ่ง แต่ที่จะห้ามรถไม่ให้วิ่งนั้น ทำไม่ได้เพราะมันเป็นหนทางของเรา
        เรื่องของสังขาร ก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน มันไม่มีอะไรแน่นอน เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวดีใจ เดี๋ยวเสียใจ เดี๋ยวก็เกิดอารมณ์ที่ชอบบ้าง ไม่ชอบบ้าง มากระทบกระทั่ง สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เราเรียกว่ามันมากวน เวลานั่งภาวนาอยู่ก็ว่า เสียงมากวนเรา อันที่จริงนั้น เราไม่เข้าใจว่า เสียงมากวนเราหรือเราไปกวนเสียงกันแน่ ถ้าเรายึดว่าเสียงมากวนเรา มันก็เกิดความทุกข์ขึ้นมา
       ถ้าเราพิจารณาดูให้ดีก็จะรู้ได้ว่า เราไปกวนเสียงต่างหากเสียงมันก็ดังอยู่แต่ของมัน มันไม่ได้มีความรู้สึกรำคาญอะไรเลยเราต่างหากที่รำคาญ พวกเราไปกวนมัน ความจริงนั้นเสียงก็เป็นเสียง เราก็เป็นเรา ถ้าเข้าใจเสียได้เช่นนี้ มันก็ไม่มีอะไร เราก็สบาย มีเสียงขึ้นมาก็รู้ว่าเสียงมันดังแต่ของมัน เราไม่ได้ยึดหมายมันเข้า เราก็ไม่เกิดทุกข์ นี่เรียกว่าเรารู้เท่าตามความเป็นจริง เราเห็นทั้งสองอย่าง เมื่อเห็นทั้งสองอย่าง คือทั้งสุขและทุกข์ตามความเป็นจริง ใจก็สงบสบาย
       การที่จะเห็นได้ทั้งสองอย่างนี้ เราจะต้องยืนอยู่ตรงกลางหรืออยู่ระหว่างหลาง นี่เป็นสัมมาปฏิปทาของจิต นี้คือการทำความเห็นให้ตรง ให้ถูกต้อง
       สังขารของเรานี้ เมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้ว มันก็ต้องมีแก่มีเจ็บ มีตาย ทั้งหลายเหล่านี้มันเป็นไปตามทางของมัน ถ้าเราจะไปกั้นทาง ไปห้ามทาง หรือไปเอาจริงเอาจังกับสิ่งที่ไม่จริงไม่จังอย่างนั้นอยู่เรื่อยไป โดยเข้าใจว่า มันเป็นตัวตนของเรา เราก็จะมีแต่ความทุกข์ ฉะนั้นสมเด็จพระบรมศาสดาท่านจึงทรงสอนให้พิจารณา ไม่ว่าจะเป็นพระหรือเณร หรือฆราวาสให้พิจารณาแล้วทำความเห็นให้ถูกต้อง เมื่อมีความเห็นถูกต้องแล้วก็สงบสบาย
       การปฏิบัติธรรมนั้นไม่ว่านักพรต นักบวช หรือฆราวาสก็มีโอกาสที่จะปฏิบัติธรรม พิจารณาธรรมได้เท่ากัน และธรรมที่พิจารณานั้น ก็เป็นธรรมอันเดียวกันนั่นเอง พิจารณาให้ไปสู่ความสงบระงับอันเดียวกัน ด้วยวิถีของมรรคอันเดียวกัน ฉะนั้นท่านจึงว่า จะเป็นฆราวาสก็ตาม บรรพชิตก็ตาม มีสิทธิที่จะประพฤติปฏิบัติธรรม จนได้รู้ได้เห็นตามความเป็นจริงเหมือนกัน เมื่อเรารู้สภาวะสังขารตามความเป็นจริงอย่างนี้แล้ว เราก็วางเสีย และเมื่อรู้เท่าอย่างนี้แล้ว ภพก็เกิดไม่ได้เพราะอะไรจึงเกิดไม่ได้? เพราะมันไม่มีทางจะเกิด เพราะเรารู้เท่าตามความเป็นจริงเสียแล้ว
       ฉะนั้นให้เข้าใจว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามีอยู่ เป็นอยู่นั้นมันเป็นสักแต่ว่า "อาศัย" เท่านั้น ถ้ารู้ได้เช่นนี้ ท่านว่ารู้เท่าตามสังขารทีนี้แม้จะมีอะไรอยู่ ก็เหมือนไม่มี ได้ก็เหมือนเสีย เสียก็เหมือนได้ สมเด็จพระบรมศาสดาท่านทรงสอนให้รู้อย่างนี้ เพราะนี่คือความสงบ สงบจากควาามสุข สงบจากความทุกข์ สงบจากความดีใจ เสียใจ ได้มาก็ไม่ดีใจ เสียไปก็ไม่เสียใจ มันเป็นเรื่องที่ทั้งไม่เกิดและไม่ตาย เรื่องเกิดเรื่องตายนี้ ไม่ได้หมายถึงอวัยวะร่างกายอันนี้ แต่หมายถึงอารมณ์ความรู้สึกที่มันไม่มีแล้ว หมดแล้ว
       ฉะนั้นสมเด็จพระบรมศาสดาท่านจึงทรงบอกว่า ภพสิ้นแล้ว พรหมจรรย์จบแล้ว ไม่มีภพอื่นชาติอื่นอีกแล้ว ท่านรู้อย่างนั้นแล้ว ท่านก็รู้สิ่งที่มันไม่เกิด ไม่ตาย ที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้เอง นี่คือโอวาทที่สมเด็จพระบรมศาสดาท่านทรงกำชับสาวกมากที่สุดว่า ให้พยายามเข้าให้ถึงอันนี้ ที่เป็นสัมมาปฏิปทา ถ้าไม่ปฏิบัติให้ถึงทางสายกลาง ไม่ตรงเข้าไปถึงทางสายกลางให้ได้แล้ว ก็จะไม่มีวันพ้นทุกข์ 

ทางสายกลาง

******* 
กิ่งธรรมจากhttp://www.ajahnchah.org/thai...