Tuesday, October 30, 2012

ทำงานอย่างปล่อยวาง พระไพศาล วิสาโล

ทำงานอย่างปล่อยวาง
โดยพระไพศาล วิสาโล

      งานนั้นเป็นมากกว่าอาชีพ หรือบันไดไต่เต้าสู่สถานภาพที่สูงขึ้น หากยังสามารถเป็นเครื่องมือพัฒนาตนและบำรุงใจให้เจริญงอกงามได้ด้วย ท่านอาจารย์พุทธทาสจึงได้ย้ำว่า “การทำงานคือการปฏิบัติธรรม”
     บทที่แล้วได้พูดถึงคุณประโยชน์ของงานว่าสามารถส่งเสริมมโนธรรมของเราให้เข้มแข็งขึ้น ช่วยลดละความเห็นแก่ตัว ด้วยการคำนึงถึงประโยชน์ของผู้อื่น ทำให้ปล่อยวางจากความยึดติดถือมั่นในตัวตนได้ง่ายขึ้น
       การยึดติดถือมั่นในตัวตนเป็นที่มาแห่งความทุกข์ทั้งปวงของมนุษย์ก็ว่าได้ อะไรไม่ทำให้เราทุกข์มากเท่ากับการสูญเสียพลัดพรากจากสิ่งที่เป็น “ตัวกู ของกู”เลย ใช่แต่เท่านั้นแม้จะได้อะไรมาสักอย่าง (เช่น เงินทอง ตำแหน่ง ชื่อเสียง) แต่หากรู้สึกว่า “ของกู” น้อยกว่า “ของแก” เท่านี้ก็เป็นทุกข์แล้ว ด้วยเหตุนี้เศรษฐีร้อยล้านพันล้านจึงไม่เคยมีความสุขหรือหยุดหาเงินเลย เพราะรู้สึกเสมอว่า “กู”ยังมีไม่พอ
       อัตตาหรือตัวตนนั้นพร้อมจะยึดทุกอย่างมาเป็น “ตัวกู ของกู”อยู่เสมอ รวมทั้ง “งานของกู” ด้วย ความยึดติดดังกล่าวแม้จะมีข้อดีตรงที่ทำให้เรารู้สึกเป็นเจ้าของงาน ดังนั้นจึงมีแนวโน้มจะทุ่มเทให้กับงานอย่างแข็งขัน แต่ในอีกด้านหนึ่งมันก็กดดันให้เราทำงานอย่างมีความทุกข์ เวลามีใครมาวิจารณ์งานที่เราทำ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นก็คือ ไม่เพียง “งานของกู”เท่านั้นที่ถูกวิจารณ์ แต่ยังรู้สึกเลยไปถึงว่า “ตัวกู”ก็ถูกวิจารณ์ด้วย ปฏิกิริยาที่ตามมาคือตอบโต้กลับด้วยถ้อยคำที่แข็งกร้าวหรือรุนแรง ซึ่งทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ร้าวฉาน
       งานจึงเป็นที่มาแห่งการกระทบกระทั่งกันได้ง่าย แต่ในเวลาเดียวกันสำหรับผู้มีปัญญา นี้เป็นโอกาสดีที่จะได้ฝึกใจให้รู้จักละวางอัตตา เช่น แทนที่จะจดจ่อกับความรู้สึกว่า “ฉันถูกวิจารณ์” ก็หันมาใส่ใจกับคำวิจารณ์ดังกล่าวว่า “ที่เขาพูดนั้นถูกไหม ? “ การวางใจอย่างหลังนี้นอกจากจะไม่ทำให้เราทุกข์แล้ว ยังทำให้เราได้ประโยชน์จากคำวิจารณ์นั้นด้วย ท่าทีอย่างนี้เรียกว่าท่าทีแห่งปัญญา ซึ่งต้องอาศัยสติเข้ามาเป็นตัวนำทาง ส่วนใหญ่ที่ทุกข์กับคำวิจารณ์ก็เพราะ สติทำงานไม่ทัน จึงเกิด “ตัวกู”ออกมารับคำวิจารณ์เต็ม ๆ ผลก็คือเกิดความฉุนเฉียวทุรนทุรายตามมา อย่างไรก็ตามถึงแม้ความฉุนเฉียวเกิดขึ้นแล้ว ก็ยังไม่สายที่สติจะเข้ามาตามรู้ หากสติตามทัน จิตก็จะหลุดหรือปล่อยวางจากความฉุนเฉียวได้ ทำให้ปัญญาเกิดขึ้นตามมา และหันมาใคร่ครวญคำวิจารณ์นั้นว่ามีประโยชน์มากน้อยเพียงใด
       นักทำหนังโฆษณามือทองคนหนึ่งของไทยเล่าว่า บ่อยครั้งที่ผลงานของเขาถูกวิจารณ์โดยคณะกรรมการเซ็นเซอร์ของรัฐ และไม่ยอมให้ออกฉายทางโทรทัศน์ ความรู้สึกอย่างแรกที่เกิดขึ้นกับเขาคือ โกรธ แต่หลังจากนั้นเขาก็จะนำความเห็นของคณะกรรมการดังกล่าวมาพิจารณา และมักจะมีความคิดดี ๆ เกิดขึ้นตามมา เมื่อนำผลงานดังกล่าวไปปรับแก้ก็จะได้ผลงานที่ดีขึ้น ผลงานที่สร้างชื่อให้แก่เขาหลายชิ้นเกิดจากการปรับแก้ดังกล่าว เขาจึงพูดว่า “กรรมการมีหน้าที่วิจารณ์ ส่วนเรามีหน้าที่โกรธ” แต่เขาก็ทิ้งท้ายว่า อย่าโกรธนาน ต้องนำคำวิจารณ์นั้นมาพิจารณาด้วย
       ถ้าจะให้ดี เมื่อทำงานใดก็ตามควรปล่อยวางจากความยึดมั่นว่างานนั้นเป็น “ของเรา” เพราะในความเป็นจริงงานนั้นก็มิใช่ของเรา มันมิได้อยู่ในอำนาจที่เราจะบังคับบัญชาได้ เคยไหมที่งานไม่เป็นไปดังใจเรา นั่นก็เพราะงานนั้นไม่ใช่ของเรา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราคนเดียว แต่ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยมากมาย รวมทั้งเพื่อนร่วมงาน และผู้คนแวดล้อม ตลอดจนดินฟ้าอากาศและสถานการณ์บ้านเมือง ท่าทีเช่นนี้นอกจากจะช่วยให้เราเปิดกว้างรับความช่วยเหลือจากคนอื่น ไม่คิดหวงแหนไว้กับเราคนเดียวแล้ว ยังเอื้อให้เราทำงานร่วมมือกับคนอื่นได้อย่างเป็นสุข ไม่หมายมั่นจะแข่งขันกับใคร
       ทุกวันนี้มีการแข่งขันถึงขั้นชิงดีชิงเด่นกันมาก แม้อยู่ในหน่วยงานเดียวกัน แต่หากต่างกรมกองหรือแผนก ก็ยากจะร่วมมือกัน ทั้งนี้ก็เพราะความยึดมันถือมั่นว่า “งานของกู” รวมถึงความยึดมั่นว่า “กรม-กอง-แผนกของกู” ผู้คนจึงทนไม่ได้ที่จะเห็นกรมกองหรือแผนกอื่นทำงานรุดหน้าหรือประสบความ สำเร็จ ทั้ง ๆ ที่ความสำเร็จของกรมกองหรือแผนกเหล่านั้นหมายถึงประโยชน์สุขของประเทศชาติ และความผาสุกของประชาชน ซึ่งก็คือความปรารถนาของเรามิใช่หรือ
       นอกจากการปล่อยวางจากความยึดมั่นว่า “งานของเรา”แล้ว เราควรฝึกใจให้ปล่อยวางจากความยึดมั่นในผลของงานด้วย เริ่มตั้งแต่ขณะที่ทำงาน แทนที่จะจดจ่อกับความสำเร็จที่ยังมาไม่ถึง เราควรจะใส่ใจอยู่กับงานที่ทำอยู่เบื้องหน้า การวางใจแบบนี้จะช่วยให้เราทำงานได้อย่างมีความสุข เพราะไม่ต้องกังวลว่าเมื่อไรจะเสร็จ..... เสร็จแล้วจะมีคนชมหรือไม่...ถ้ามีคนตำหนิเราจะรู้สึกอย่างไร ฯลฯ นอกจากนั้นการใส่ใจกับงานที่ทำเฉพาะหน้า ยังทำให้เรามีสมาธิได้ง่าย เวลาจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในทางตรงกันข้าม ยิ่งอยากให้งานเสร็จไว ๆ เรากลับจะยิ่งรู้สึกว่างานเสร็จช้ามาก
        พึงระลึกว่าผลสำเร็จนั้นไม่อยู่ในอำนาจของเรา แต่ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยต่าง ๆ มากมาย สิ่งเดียวที่เราพอจะคุมได้ก็คือการกระทำของเราเอง ถ้าเราอยากให้งานสำเร็จ เราต้องทำให้ดีที่สุด แต่แม้จะทำดีที่สุด ก็ใช่ว่าจะสำเร็จได้ดังใจ จึงมีภาษิตจีนกล่าวว่า “การกระทำเป็นของมนุษย์ ความสำเร็จเป็นของฟ้า” พูดอย่างพุทธก็คือ เรามีหน้าที่ประกอบเหตุ ส่วนผลนั้นเป็นเรื่องของกฎธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้เวลาเราทำงาน จึงควรทำให้ดีที่สุด ปล่อยให้ผลสำเร็จเป็นเรื่องของธรรมชาติไป
        ท่านอาจารย์พุทธทาสจึงแนะว่าให้เรา “ยกผลงานให้เป็นของความว่าง” ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ก็อย่าไปยึดว่ามันเป็นของเรา ถ้าเป็นความสำเร็จ ก็มิใช่ความสำเร็จของเรา หากเรายึดมั่นว่าเป็นความสำเร็จของเรา อัตตาก็จะพองโต เกิดความหลงใหลได้ปลื้ม หรือหลงตัวลืมตนได้ง่าย จนเกิดความสำคัญมั่นหมายว่า “กูแน่” ใครที่เคยอยู่ใกล้กับคนที่มีความคิดเช่นนี้ ย่อมรู้ได้เองว่าคนอย่างนี้น่ารักและน่าคบหรือไม่
        ในทำนองเดียวกันหากผลออกมาเป็นความล้มเหลว ก็ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นความล้มเหลวของเรา มันเป็นแค่ความล้มเหลวของงานเท่านั้น แต่เราไม่ได้ล้มเหลวด้วย จึงไม่ได้ทุกข์ท้อหรือหดหู่ ขณะเดียวกัน เมื่อไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นความล้มเหลวของเรา ใครจะวิจารณ์ผลงานเหล่านั้น เราก็ไม่ทุกข์ แต่พร้อมจะรับฟังเพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขในครั้งต่อไป
        ความสำเร็จนั้นมักตามมาด้วยรางวัล เช่น คำสรรเสริญ ชื่อเสียง ตำแหน่ง หรือ ยศ ทรัพย์ ส่วนความล้มเหลวนั้นมักตามมาด้วยสิ่งที่ตรงกันข้าม ผู้ที่ติดยึดกับความสำเร็จ ย่อมหลงใหลในรางวัลดังกล่าวได้ง่าย แต่หากปล่อยใจให้หลงใหลกับมันแล้ว แน่ใจได้อย่างไรว่าจะพึงพอใจกับสิ่งที่ได้มา เกือบทั้งหมดย่อมอยากได้อีก หากไม่ได้ก็เป็นทุกข์
       ใช่แต่เท่านั้น ของเดิมที่ได้มา แน่ใจได้อย่างไรว่าจะอยู่กับเราไปตลอด เมื่อใดที่มันเสื่อมสลายไป หรือถูกพรากไปจากเรา เราก็เป็นทุกข์สถานเดียว ทั้งนี้ยังไม่ต้องพูดถึงความรู้สึกของเราเมื่อรู้ว่าคนอื่นได้มากกว่าเรา (เช่นมีชื่อเสียงเด่นดังกว่าเรา ได้เลื่อนขั้นมากกว่าเรา) หรือเมื่อพบว่ามีบางคนที่จะมาช่วงชิงสิ่งนั้นไปจากเรา คนที่รู้สึกว่าตัวเองเก่ง เพียงแค่ได้เจอคนอื่นที่เก่งกว่า หรือรู้ว่ามีคนที่กำลังจะเก่งเท่าเรา เท่านี้จิตใจก็หวั่นไหวแล้ว
        ด้วยเหตุนี้ถ้าไม่อยากทุกข์ก็ควรรู้จักปล่อยวางสิ่งเหล่านี้ (ซึ่งพุทธศาสนาเรียกว่า “โลกธรรม”) หมายความว่าเมื่อจะทำงานก็ไม่ได้เอาสิ่งเหล่านี้เป็นจุดมุ่งหมาย และขณะที่ทำก็ไม่ได้ใส่ใจหรือกังวลกับสิ่งเหล่านี้ และเมื่อทำเสร็จ แม้จะได้สิ่งเหล่านี้มา ก็ไม่หลงใหลได้ปลื้ม เพราะรู้ดีว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เที่ยง เจือไปด้วยทุกข์ และไม่ใช่ของเราจริง ๆ มันเป็นแค่สิ่งที่คนอื่นหยิบยื่นให้ อะไรก็ตามที่ถูกหยิบยื่นให้แก่เรา ย่อมถูกดึงกลับไปได้ทุกเมื่อ
        เมื่อไม่หวังหรือยึดมั่นกับชื่อเสียงเกียรติยศหรือรางวัลใด ๆ เราย่อมไม่กลัวความล้มเหลว ความคิดว่า “ถ้าทำแล้วไม่สำเร็จจะทำไปทำไม?” จะไม่มีอยู่ในหัวเลย แต่จะทำงานชิ้นใดก็เพราะเห็นว่ามันมีประโยชน์หรือเป็นสิ่งถูกต้อง แม้โอกาสสำเร็จจะมีน้อยก็ยังทำ และหากทำเต็มที่แล้วประสบความล้มเหลว ก็ไม่มัวคร่ำครวญเสียใจหรือโทษคนอื่น แต่จะใคร่ครวญว่าเกิดความผิดพลาดที่ตรงไหน หากเกิดจากตนเอง ก็พร้อมปรับปรุงแก้ไข
        เมื่อไม่กลัวความล้มเหลวหรือชื่อเสียงเกียรติยศและคำสรรเสริญ ก็ไม่กลัวคำวิจารณ์ แต่จะน้อมรับคำวิจารณ์ และหาประโยชน์จากคำวิจารณ์นั้น ทั้งที่เป็นประโยชน์ต่องาน และที่เป็นประโยชน์ในแง่การลดละตัวตน ในทำนองเดียวกันอุปสรรคก็มิใช่สิ่งน่ากลัว ตรงกันข้ามมันกลับเป็นแบบฝึกหัดให้ฉลาดและเข้มแข็ง รวมทั้งกระตุ้นให้เกิดทางออกหรือนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้ด้วย

        ถึงขั้นนี้แล้วความเห็นต่างหรือความขัดแย้งทางความคิดก็มิใช่ปัญหาอีกต่อไป ใช่หรือไม่ว่าเราไม่ชอบฟังความเห็นต่าง (อาจรวมไปถึงไม่ชอบคนที่เห็นต่างจากเรา) ก็เพราะความยึดมั่นถือมั่นในความคิดของเราว่า “ถูกต้องที่สุด” หรือ “ดีที่สุด” รวมไปถึงความยึดมั่นในตัวเราว่าเหนือกว่าหรือเก่งกว่าคนอื่น รวมทั้งยึดมั่นใน “หน้าตา”ด้วย (ความยึดมั่นอย่างแรกคือ “ทิฏฐิ” อย่างหลังคือ “มานะ”) ทั้งหมดนี้เป็นเพราะมีอัตตาชักใยอยู่เบื้องหลัง อัตตานั้นทนไม่ได้ที่จะเห็นใครเก่งกว่า ดีกว่า รวยกว่า หรือเหนือกว่า แต่หากเรารู้เท่าทันธรรมชาติของอัตตา และฝึกฝนจิตใจให้ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นใน “ตัวกู ของกู” อยู่เสมอ ทิฏฐิมานะก็จะเบาบาง เปิดช่องให้ปัญญาเข้ามาแทนที่ ดังนั้นจึงพร้อมที่จะรับฟังความเห็นต่าง อย่างน้อยก็ตระหนักดีว่า ความคิดของเราอาจมีข้อจำกัด ในเมื่อมุ่งประโยชน์ของงานหรือประโยชน์สุขของส่วนรวมเป็นสำคัญ ก็พร้อมจะปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้งานนั้นก่อประโยชน์แก่ส่วนรวมได้มากที่สุด

        การทำงานอย่างนี้แหละที่ท่านอาจารย์พุทธทาสเรียกว่า “ทำงานด้วยจิตว่าง” คือว่างจากกิเลสหรือว่างจาก “ตัวกู ของกู” ว่างอย่างนี้ไม่ทำให้วางเฉยหรืองอมืองอเท้า แต่ทำให้ทำงานได้อย่างเต็มที่ ไม่เฉื่อยเนือยเพราะขี้เกียจ หรือเฉไฉไปตามอารมณ์ ทำให้งานเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ดีงามหรือมุ่งตรงเพื่อความถูกต้อง ไม่แปรเปลี่ยนเป็นเครื่องมือสนองกิเลสหรืออัตตา ขณะเดียวกันก็ทำให้งานนั้นกลายเป็นเครื่องพัฒนาจิตและลดละอัตตาไปด้วยในตัว

        งานกับวิถีแห่งจิตวิวัฒน์จึงมิใช่สิ่งที่อยู่คนละขั้ว
หากเป็นเรื่องเดียวกัน


 กิ่งธรรมจาก http://www.visalo.org
 

Thursday, October 18, 2012

การปฏิบัติถูก ต้องเป็นมัชฌิมาปฏิปทา

การปฏิบัติถูก ต้องเป็นมัชฌิมาปฏิปทา
โดย พุทธทาสภิกขุ

http://www.buddhadasa.org/images/gallery/3/g080.jpg 
 
         มัชฌิมาปฏิปทานี้ระวังให้ดี ๆ มันไม่เกี่ยวกับคำว่าเคร่งนะ; ถ้าพูดว่าเคร่งอย่างถูกต้อง ต้องคือมัชฌิมาปฏิปทา; แต่ถ้าเกินมัชฌิมาปฏิปทาแล้วก็ มันเกินเคร่งแล้ว มันบ้าแล้ว ถ้าพอดีนั้นน่ะคือเคร่ง. คนทั้งหลายที่ชอบเคร่ง ชอบคำว่าเคร่ง จะทำอะไรอย่างเคร่งนั้น จงรู้ไว้เถิดว่าคำว่าเคร่งนั้นหมายความว่าพอดี คือมัชฌิมาปฏิปทา; ถ้าเกินพอดีมันก็เป็นอัตตกิลมถานุโยคบ้าง, เป็นกามสุขัลลิกานุโยคบ้าง, ถ้าพอดีก็จะเป็นนั่นน่ะ ถูก. ถ้าจะเคร่งให้ถูกต้องตามความหมายของคำว่าเคร่งแล้ว ก็จงเป็นมัชฌิมาปฏิปทา; เดี๋ยวนี้มันเคร่งอย่างหลับหูหลับตา, เคร่งอย่างสุดโต่ง เคร่งอย่างสุดเหวี่ยง มันไม่ พบกับความจริง.

          คำอีกคำหนึ่งที่น่าสนใจ แล้วจำง่าย ๆ เข้าใจได้ก็คือ คำว่ามัธยัสถ์, มัธยัสถ์ เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยเข้าใจคำว่ามัธยัสถ์ แล้วไปเห็นว่าเป็นเรื่องขี้เหนียวขี้ตืดไปเสียอีก. มัธยัสถ์นั่นแหละคำเดียวกับมัชฌิมาปฏิปทา; มัธยะ แปลว่ากลาง, อัสถ แปลว่า ตั้งอยู่ คำว่า มัธยัสถ์ แปลว่า ตั้งอยู่ตรงกลาง, ตั้งอยู่ตรงกลางนั่นคือมัธยัสถ์, แล้วมัธยัสถ์ไม่ใช่ประหยัด ขี้เหนียวขี้ตืดอะไร อย่างที่คนโดยมากเข้าใจเอาไปเป็นเรื่องล้อเล่นทางฝ่ายผิด. มัธยัสถ์ คือคำที่ประเสริฐที่สุด ตรงกับคำว่ามัชฌิมาปฏิปทา; คำว่ามัธยัสถ์ แปลว่า ตั้งอยู่ตรงกลาง. ทำอะไรขอให้เป็นมัชฌิมาปฏิปทาอย่างนี้ ก็จะมีชีวิตชนิดที่เดินตามทำนองคลองธรรมของพุทธศาสนา นี้ว่าโดยหลักทฤษฎีมีหัวใจอย่างนี้.

          ทีนี้ จะพูดโดยหลักปฏิบัติโดยตรงบ้าง ว่ามีหัวใจอย่างไร มันก็คือ มัชฌิมาปฏิปทาที่มาทันเวลา หรือว่ามีอยู่เป็นพื้นฐาน, มีชีวิตอยู่โดยหลักมัชฌิมาปฏิปทานี้ เป็นหลักปฏิบัติในชั้นที่เป็นหัวใจ โดยหลักปฏิบัติมันแยกเป็น ๒ อย่าง : -

          เมื่อมีอารมณ์มากระทบ ก็มัชฌิมาปฏิปทาให้มันถูกต้อง, เมื่อไม่มีอารมณ์มากระทบ มันจะปรุงขึ้นมาจากภายใน ก็มี มัชฌิมาปฏิปทาให้ถูกต้อง; ถ้าดำรงอยู่ในมัชฌิมาปฏิปทาแล้ว อนุสัยจะส่งนิวรณ์ออกมาไม่ได้, จะมีชีวิตที่ปราศจากนิวรณ์อยู่ทั้งวันทั้งคืน เยือกเย็นที่สุด. นี่ควบคุมชีวิตไว้ในลักษณะให้เป็นมัชฌิมาปฏิปทา ให้สัญชาตญาณเป็นไปในทางโพธิ อย่าลงมาทางฝ่ายกิเลส, มีสติ ปัญญา สัมปชัญญะ สมาธินี้ เป็นหลักปฏิบัติอย่างยิ่ง.

          พอมีอะไรมากระทบ สิ่งแรกที่ต้องการจะใช้คือสติ, ระลึกได้ทันทีว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น; แล้วสติไปโดยเร็ว วิ่งไปโดยเร็ว สมตามคำว่าสติ. คำว่า สติ นั้นแปลว่า แล่นไปเร็วเหมือนกับลูกศร; คำว่าลูกศร ก็แปลว่า แล่น คำว่า สติ ก็แปลว่า แล่น, ความหมายอย่างเดียวกัน. คำว่าสติเกิดขึ้นโดยเป็นอาการของลูกศรแล่นไปเร็ว; กิริยาที่แล่นไปเร็วอย่างนั้นเอามาเรียกชื่อว่าสติ, เป็นภาษาธรรมะขึ้นมา.

          สติแล่นไปเร็ว ไปถึงปัญญา ตามที่เคยศึกษาไว้อย่างไร อบรมไว้อย่างไร สติไปขนเอาปัญญามาทันเหตุการณ์เฉพาะหน้าที่อารมณ์กระทบ; ตัวปัญญานั่นแหละ พอมาถึงเฉพาะหน้าเหตุการณ์ มันเปลี่ยนชื่อเรียกว่าสัมปชัญญะ; สัมปชัญญะกับปัญญามีความหมายอย่างเดียวกัน. ปัญญาที่เก็บไว้ในคลังเรียกว่าปัญญา พอเอาออกมาใช้การในขณะเหตุการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้น โดยสตินำเอามาปัญญานั้นจะเปลี่ยนชื่อเป็นสัมปชัญญะเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ แล้วสมาธิก็มาเพิ่มกำลัง-เพิ่มกำลัง-เพิ่มกำลังให้แก่สัมปชัญญะ ต่อสู้สถานะเหตุการณ์ร้ายที่เกิดขึ้นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ; ไม่ว่าอารมณ์ใด ๆ มันควบคุมได้ ไม่ปรุงแต่งเป็นเวทนา ตัณหา ที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์.

          ขอให้ทุกคนมีสติรวดเร็วเพียงพอ, มีปัญญาที่ศึกษาไว้เพียงพอ เป็นปัญญาในคลัง และสำหรับสติจะขนเอามาเป็นสัมปชัญญะอย่างเพียงพอ, แล้วมีกำลังของสมาธิทุ่มเทให้แก่สัมปชัญญะ เผชิญหน้ากับอารมณ์ ทำลายอารมณ์ร้ายให้แตกกระจายไป ไม่ปรุงให้เกิดกิเลสขึ้นมาได้. นี่คือวิธีที่จะช่วยตนเอง, ช่วยตนเอง จะเรียกว่าจิตก็ได้ จิตมันก็คือธรรมชาติ รู้สึกนึกคิดอะไร และกระทำไปตามธรรมชาติแห่งกาย, กระทำไปตามความต้องการของจิต; แต่จิตต้องมีสัมมาทิฏฐิ รู้ว่าอะไรเป็นอย่างไร, อะไร ๆ มันก็รวมอยู่ที่จิต. อาการต่าง ๆ ของจิต คือชื่อต่าง ๆ ที่เป็นปัญหา ฝ่ายชั่วก็ได้ฝ่ายดีก็ได้, อาการของจิตทั้งนั้น.
          นี่ ใจความสำคัญของคำว่า ตัวเองจะต้องช่วยตัวเอง มันไม่มีจิตไหนอีกแล้ว มันมีจิตดวงนี้ดวงเดียวเท่านั้น ที่จะเป็นอย่างนี้ ที่จะเป็นอย่างนี้ ที่จะเป็นอย่างนี้; จิตต้องช่วยตัวเอง ด้วยการฝึกฝนไว้ดีแล้ว จะเป็นไปแต่ในทางที่ถูกต้อง. จิตช่วยตัวเอง คือตนเป็นที่พึ่งแห่งตน มีความหมายอย่างนี้; ไม่ใช่ว่ามีตัวตนเป็นอัตตา เป็นอะไรอย่างที่เขาเชื่อกัน. ตนนี้ก็คือจิตที่ มันมีมัชฌิมาปฏิปทามีความถูกต้องทั้ง ๘ ประการกำกับอยู่ มันก็ช่วยตนเองได้.

          ฉะนั้นขอให้เราถือหลักช่วยตนเอง ด้วยมีธรรมะ ๔ เกลอ, คงจะแปลกหูบ้าง ที่จะเรียกว่าธรรมะ ๔ เกลอคือสติไปขนเอาปัญญามาเป็นสัมปชัญญะ แล้วมีสมาธิ แล้วระดมลงไป; สติ ปัญญา สัมปชัญญะ สมาธิ นี่ธรรมะ ๔ เกลอขาดไม่ได้, ชุดนี้ต้องมาพร้อมกันทั้งสี่. ธรรมะ ๔ เกลอมาครบแล้ว จะแก้ไขสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ อย่าลังเลอย่าเฉื่อยชาในการที่จะอบรมให้มีธรรมะ มีปัญญา มีสัมปชัญญะ แล้วก็มีสมาธิ, แล้วขอยืนยันว่า โดยการปฏิบัติอานาปานสติอย่างเดียว สิ่งทั้ง ๔ เกลอนี้จะมีครบ มีให้ครบ, เชี่ยวชาญชำนาญ มันก็มากขึ้น ก็สะดวกในการที่จะนำมาใช้.

          ทีนี้มันก็เป็นเรื่องที่ว่า ปฏิบัตินี้มันไปจุดจบกันที่ไหน? มันกลายเป็นว่าเพื่อให้รู้ถึงที่สุด ความจริงอันสูงสุดที่ดับทุกข์ได้ นั้นเป็นส่วนความรู้ ยอดสุดของความรู้; ทีนี้ยอดสุดของผลของการปฏิบัติคือหลุดพ้นได้, แล้วตัวการปฏิบัติ ก็คือการทำความหลุดพ้นนั่นเอง. ถ้าเอากันที่จำเป็นที่สุดแล้ว คือการปฏิบัติเพื่อให้เกิดการหลุดพ้นนั่นเอง, เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาในแง่ของการปฏิบัติ. ถ้าเป็นปริยัติก็รู้เรื่องความหลุดพ้น, ถ้าปฏิบัติก็ปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น, ถ้าเป็นผลของการปฏิบัติก็คือความหลุดพ้น มรรค ผล นิพพาน เป็นความหลุดพ้น. ฉะนั้นเรื่องมันจึงรวมอยู่คำเดียวที่ว่า หลุดพ้น, หลุดพ้นไม่ติดอยู่ที่ไหน.

 กิ่งธรรมจาก http://www.buddhadasa.org

Monday, October 15, 2012

ไม่รักไม่เกลียด พระไพศาล วิสาโล

                         ไม่รักไม่เกลียด
                   โดย พระไพศาล วิสาโล
 

          ใครๆ ก็รักสุขเกลียดทุกข์กันทั้งนั้น ที่เรามุ่งแสวงหาทรัพย์สมบัติ ชื่อเสียง เกียรติยศ หรือเข้าวัดปฏิบัติธรรม ก็เพราะรักสุข ขณะเดียวกันการที่เรามีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายอยู่รอบตัว ก็เพราะเกลียดทุกข์ กล่าวได้ว่าความรักสุขเกลียดทุกข์เป็นตัวผลักดันให้มนุษย์สร้างความเจริญก้าวหน้าอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้
        แต่ความรักสุขเกลียดทุกข์บ่อยครั้งก็สร้างปัญหาให้แก่เราอยู่ไม่น้อย ทั้ง ๆ ที่เรามีความสุขสบายทางกายมากขึ้น แต่เหตุใดความสุขใจหาได้เพิ่มขึ้นตามไปด้วยไม่ กลับลดลงไปด้วยซ้ำ ไม่ผิดหากจะกล่าวว่าขณะที่ความทุกข์กายของคนสมัยนี้ลดลงแต่ความทุกข์ใจกลับเพิ่มมากขึ้น สาเหตุสำคัญประการหนึ่งก็เพราะความรักสุขเกลียดทุกข์ที่ฝังแน่นในใจนั่นเอง
        ความรักสุขจะไม่ก่อปัญหาแก่เราเลยหากว่าเมื่อดิ้นรนพากเพียรได้ความสุขมาครอบครองแล้ว ความสุขนั้นจะอยู่กับเราตลอดไป แต่ความจริงมีอยู่ว่า ความสุขหรือสิ่งที่ให้ความสุขแก่เรานั้นล้วนแล้วแต่ไม่เที่ยงทั้งนั้น ไม่ช้าก็เร็วมันก็ต้องจากเราไป ยิ่งรักสุข รักทรัพย์ รักชื่อเสียง มากเท่าใด ก็ยิ่งทุกข์มากเท่านั้นเมื่อมันหลุดลอยไปจากเรา คุณยายวัย ๘๐ รักพลอยเม็ดงาม แต่เมื่อพบว่าพลอยหายไปเพราะหลานสาวเผลอกวาดลงถังขยะ ก็ถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับจนล้มป่วย นักการเมืองท้องถิ่นมีความสุขมากเมื่อได้รับเลือกเป็นนายกอบจ.สมใจ ไปไหนมาไหนก็มีบริวารล้อมหน้าล้อมหลัง อยากเป็นสมัยที่สอง แต่เมื่อแพ้เลือกตั้งก็เป็นทุกข์จนเสียศูนย์ ไม่กล้าปรากฏตัวในที่สาธารณะเพราะรู้สึกอับอาย ยิ่งได้ไปเยือนสถานที่ที่ตัวเองผลักดันก่อตั้ง แล้วพบว่าไม่มีใครมาห้อมล้อมเหมือนเคย ก็เสียใจร่ำไห้และเครียดจัดจนนอนไม่หลับ
        จะว่าไปแล้วทันทีที่รักสุข อยากได้อะไรมาครอบครองให้สุขสบาย ความทุกข์ก็เกิดขึ้นโดยพลัน เพราะเมื่ออยากได้อะไร ก็ย่อมมีความกลัวหรือวิตกกังวลว่าจะไม่ได้สิ่งนั้น และตลอดเวลาที่ยังไม่ได้มันมา ก็เป็นทุกข์เพราะรู้สึกพร่องหรือไม่สมหวัง กล่าวอีกนัยหนึ่ง ทันทีที่รักสุขซึ่งอยู่ข้างหน้า สุขที่มีอยู่เดิมก็หายไป มีความทุกข์มาแทนที่
       ความเกลียดทุกข์ก็เช่นกัน แม้มันจะผลักดันให้เราหนีความทุกข์อยู่ตลอดเวลา แต่ไม่มีใครเลยที่จะหนีความทุกข์พ้น ใช่หรือไม่ว่าสักวันหนึ่งเราทุกคนก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ แต่เป็นเพราะเกลียดความแก่ความเจ็บ ดังนั้นเมื่อพบว่าผมหงอกผิวย่นหน้าตกกระ จึงทุกข์ใจเป็นอย่างมาก และเมื่อพบว่าตัวเองเป็นมะเร็ง จึงไม่เพียงแต่ป่วยกายเท่านั้น ใจก็ป่วยด้วย กลายเป็นการซ้ำเติมตัวเอง ทำให้ทุกข์สองชั้น มิหนำซ้ำความทุกข์ใจนั้นยังฉุดกายให้ทรุดหนักกว่าเดิมด้วย บางคนพอรู้ว่าเป็นมะเร็ง อยู่ได้แค่สองสัปดาห์ก็ตายทั้ง ๆ ที่หมอบอกว่ามีชีวิตอยู่ได้อีกสามเดือน
        บางคนรักความสงบ เวลาทำสมาธิจนจิตสงบ ก็เป็นสุขอย่างมาก แต่พอความสงบหายไป ทำเท่าไรความสงบก็ไม่กลับมา จึงเป็นทุกข์อย่างมาก บางครั้งกลับกลุ้มใจยิ่งกว่าคนที่ไม่ได้ปฏิบัติธรรมด้วยซ้ำ ในทำนองเดียวกันบางคนเกลียดเสียงรบกวน พอได้ยินเสียงโทรศัพท์ดัง หรือเสียงคนคุยกันขณะนั่งสมาธิ จะรู้สึกหงุดหงิดมาก เพ่งโทษและพุ่งความโกรธไปที่เสียงเหล่านั้น ทั้งๆ ที่มันไม่ได้ดังอะไรเลย แท้จริงแล้วเสียงไม่เป็นปัญหา ความรู้สึกเกลียดเสียงต่างหากที่เป็นปัญหา นี้ก็ไม่ต่างจากลิงที่เกลียดกะปิ หากกะปิเปื้อนมือมัน มันจะถูมือกับหินหรือเปลือกไม้จนเป็นแผลเลือดไหลซิบ ถามว่าอะไรทำให้ลิงมีแผล กะปิใช่ไหม เปล่าเลย ความเกลียดกะปิในใจลิงต่างหาก
        นักปฏิบัติธรรมจำนวนไม่น้อยมีความทุกข์เวลาเกิดความฟุ้งซ่านหรือความเครียด แท้จริงแล้วปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความฟุ้งซ่านหรือความเครียด แต่อยู่ที่ความรู้สึกเกลียดที่มีต่ออาการเหล่านั้นต่างหาก ถ้าหากมองว่ามันเป็นธรรมดาของใจ หรือวางใจเป็นกลางต่ออาการเหล่านั้น ความทุกข์จะลดลงมาก ยิ่งผลักไสไล่ส่งมัน มันก็ยิ่งเป็นศัตรูกับเรา หาทางก่อกวนเราไม่เลิก แต่ทันทีที่ยอมรับมันหรือยิ้มรับมัน อย่างที่เราทำกับแขกผู้มาเยือน มันก็จะกลายมาเป็นมิตรกับเรา รบกวนเราน้อยลง และพร้อมจะจากไปในเวลาไม่นาน เหมือนอาคันตุกะที่รู้เวลาของตัวเอง
       แม้เราจะรักความสุขมากมายเพียงใด ความสุขก็หาได้รักเราไม่ วันดีคืนดีความสุขก็จากเราไป ถึงจะกลับมาใหม่ ก็อยู่กับเราประเดี๋ยวประด๋าว ส่วนความทุกข์นั้นแม้เราจะเกลียดเพียงใด แต่มันก็มักจะมาหาเราอยู่เสมอ ยิ่งพยายามหนีมัน มันก็ยิ่งเข้ามาพัวพัน เคยสังเกตไหมว่า ยิ่งเกลียดอะไร ก็ยิ่งเจอสิ่งนั้น ในทางตรงข้ามยิ่งรักอะไร ก็มักสูญเสียสิ่งนั้น หรือเหนื่อยกับการไล่ล่ามากขึ้นเพราะมันเอาแต่หนีห่างออกไป
        ลองวางใจเป็นกลางต่อสุขและทุกข์ดูบ้าง สุขมาก็ไม่ยินดี ทุกข์มาก็ไม่ยินร้าย เมื่อได้รับคำชมก็ไม่ระเริง เมื่อถูกตำหนิก็ไม่ห่อเหี่ยว ยามสำเร็จก็ไม่ลิงโลด ยามล้มเหลวก็ไม่ซึมเซา แต่ถ้าอาการดังกล่าวเกิดขึ้นกับใจ ไม่ว่าบวกหรือลบ ก็แค่รับรู้เฉย ๆ ด้วยใจเป็นกลาง ดีใจก็รู้ว่าดีใจ ไม่ไขว่คว้าคลอเคลีย เสียใจก็รู้ว่าเสียใจ ไม่ปฏิเสธผลักไส ถือว่าต่างคนต่างอยู่ ไม่นานก็จะพบว่าพอไม่รักสุข สุขกลับมา พอไม่เกลียดทุกข์ ทุกข์กลับลาจาก แม้ทุกข์กายยังต้องเจออยู่ แต่ใจไม่ทุกข์ แม้เสียทรัพย์ แต่ใจไม่เสียไปด้วย
        มาถึงตรงนี้ก็อยากจะบอกว่า รักสุขไปเถิดถ้าคิดว่าสุขนั้นเที่ยง เกลียดทุกข์ไปเถิดถ้าคิดว่าหนีทุกข์พ้น แต่ถ้าหนีทุกข์ไม่พ้น ก็ควรเกลียดมันให้น้อยลง ยอมรับมันให้มากขึ้น และถ้าไม่แน่ใจว่าสุขที่มีนั้นเที่ยงแท้แน่นอน ก็ควรรักหรือหวงแหนมันให้น้อยลง

กิ่งธรรมจาก  http://www.visalo.org

 

Monday, October 8, 2012

เติมความว่างให้จิตบ้าง พระไพศาล วิสาโล

เติมความว่างให้จิตบ้าง
โดยพระไพศาล วิสาโล


       ไม่มีวันไหนที่เราจะเว้นว่างจากความคิด ความคิดติดตามเราไปทุกหนทุกแห่ง จึงนับว่าใกล้ชิดสนิทกับเรายิ่งกว่าเงาเสียอีก เพราะแม้แต่ยามค่ำคืนเดือนมืด ความคิดก็มิได้หายไปไหน ถึงตาจะมองอะไรไม่เห็น หูไม่ได้ยิน จมูกไม่ได้กลิ่น แต่ความคิดก็ยังคอยช่วย เราคาดเดาว่า มีสิงสาราสัตว์หรือภยันตรายอยู่รอบตัวเราหรือไม่
        แต่ถ้าจะบอกว่าความคิดเป็นทาส ที่ซื่อสัตย์ของเรา ก็คงไม่ได้ บ่อยครั้งความคิดแทนที่จะคอยติดตามเรา กลับชักลากเราไปไหนต่อ ไหนตามใจมันจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ เราเครียดก็เพราะห้ามความคิดไม ่ได้มิใช่หรือ รู้ทั้งรู้ว่าความโกรธนั้นไม่ดี แต่ใจก็ คอยคิดแต่เรื่องที่ทำให้เราโกรธอยู่นั่นแหล่ะ ยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธ และยิ่งโกรธก็ยิ่งคิด สลัดความคิดไปไม่ได้สักที ราวกับว่าเจ้าตัวความคิดคอยบัญชาเราให้เวียนกลับไปหาเรื่องเดิมซ้ำแล้วซ้ำ เล่าจนกว่ามันจะพอใจ แต่มันก็ไม่เคยพอใจสักที ต่อเมื่อเจอฤทธิ์ยานอนหลับนั่นแหล่ะ จึงสงบลงได้
         ถ้าชีวิตนี้ เรามีอำนาจที่จะควบคุมอะไรได้สักอย่างหนึ่ง เราคงอยากมีอำนาจควบคุมความคิดกันทั้งนั้น แต่เป็นเพราะควบคุมความคิดไม่ได้ เราจึงอยู่อย่างสุขๆ ทุกข์ๆ ขึ้นๆ ลงๆ หาความสงบใจไม่ได้ อยู่ว่างเมื่อไร เป็นต้องกระสับกระส่ายเมื่อนั้น คนสมัยนี้ พอถึงวันเสาร์วันอาทิตย์ต้องหาเรื่องออกไปช็อปปิ้ง เพื่อ "ความสบายใจ" ด้วยเหตุนี้เองศูนย์การค้าจึง กลายเป็นวัดสมัยใหม่ของคนยุคนี้ไปแล้วอย่างเต็มภาคภูมิ แต่เราจะขลุกอยู่ในศูนย์การค้าได้นานสักเท่าใดกัน พอเบื่อแล้วก็ต้องแล่นไปที่อื่นต่อ อย่างน้อยไปเที่ยวบ้านเพื่อนก็ยังดี โรงหนังก็ยังได้ แต่แล้วในที่สุดก็ต้องกลับบ้าน เพื่อจะต้องมาเจอความหงุดหงิดงุ่นง่านเพราะไม่รู้จะทำอะไรดี เลยต้องเอาเวลาว่างมา"ฆ่า" ด้วยการเฝ้าหน้าจอโทรทัศน์ หรือไม่ก็หาเรื่องคุยโทรศัพท์กับเพื่อนคนโน้นคนนี้ แต่ทั้งหมดนี้อาจจะเชย หรือดูเป็นเด็กๆไปแล้วก็ได้ สู้ไปเที่ยวเธคเที่ยวผับไม่ได้
        แต่ไม่ว่าจะหาเรื่องหลบไปไหนต่อไหน ในที่สุดเราก็ต้องกลับมาอยู่กับตัวเองจนได้ ทีนี้แหล่ะเจ้าตัวความคิดก็จะมาก่อกวนเราอีก พาเราลู่ถูลู่กังไปกับอารมณ์ร้อยแปด เรื่องสุขนั้นน้อย เรื่องทุกข์สิมากและแล้วเราก็ต้องหาเรื่องหนีจากตัวเอง หลบจากความคิด ไปขลุกอยู่กับอะไรก็ได้ที่ทำให้เราลืมตัวเอง หรือสะกดความฟุ้งซ่านให้สงบลง
        ความคิดนั้นเราปรุงมันขึ้นมาเอง แต่แล้วเราก็กลับพาตัวเข้าไปอยู่ในอำนาจของมัน ทั้งๆที่อาจจะรู้อยู่แก่ใจว่า ความคิดทำให้เราทุกข์ได้ไม่น้อย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะต้องคอยพึ่งมัน จะขึ้นรถลงเรือ จะกินจะนอน ก็ต้องอาศัยความคิดมาช่วยกำกับ เห็นด้วยตา ได้ยินด้วยหูแล้ว ก็ยังไม่แน่ใจ ต้องเอาความคิดมาสำรวจตรวจสอบอีก เราอยู่กับความคิดจนกระทั่งไม่แน่ใจว่า เมื่อใดที่จิตว่างจากความคิดแล้ว เราจะอยู่อย่างไร คงจะรู้สึกเวิ้งว้างล่องลอย ไร้ที่ยึดเกาะปานนั้นเลยทีเดียว
        ความคิดนั้นมีคุณอย่างไร? เห็นได้ไม่ยาก แต่ขณะเดียวกันมันก็มีโทษด้วย และโทษของความคิดเกิดขึ้นได้ สาเหตุสำคัญก็เพราะเราคิดมากเกินไป การคิดในทุกเรื่องนั้นยังพอทำเนา (แม้ว่าในความเป็นจริง มีเรื่องที่เราไม่ค่อยได้คิดเท่าไร) แต่การคิดในแทบทุกที่ทุกเวลานี้สิเป็นตัวปัญหา เรามักไม่ตระหนักว่าการคิดเรื่อยเปื่อยเป็นการสร้างอำนาจให้แก่ความคิดในทาง ที่ผิด ยิ่งปล่อยใจไปตามความคิดมากเท่าไร ความคิดก็ยิ่งเติบใหญ่มีพลังมากเท่านั้น จนในที่สุดเราคุมมันไม่อยู่ เปรียบดังกองไฟที่เราปล่อยให้ลามไปเรื่อยๆ ทีแรกอาจเป็นเพียงแค่สะเก็ดไป แต่ถ้าได้เชื้อไม่หยุด ไม่ช้าก็เร็วมันก็จะกลายเป็นกองเพลิงท่วมหัวเกินกว่าจะดับได้
        วันแล้ววันเล่าที่เราเติมเชื้อเติมฟืน ให้แก่ความคิดโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวด้วยการคิดอย่างเรื่อยเปื่อย แต่ที่หนักกว่านั้นก็คือการหลงเข้าใจไปว่า ยิ่งคิดยิ่งดี อยู่ว่างเมื่อไรจะต้องหาเรื่องคิด เพราะถือว่าเป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ยุคนี้เป็นยุคที่เน้นประสิทธิภาพสูงสุดไม่ว่าอะไรก็ตาม จะปล่อยไว้ "เปล่าๆ" ไม่ได้ ถือว่าไร้ประโยชน์ เพราะฉะนั้นถ้ามีป่า ก็ต้องตัดเอาไม้มาขาย หรือไม่ก็ถางเตียนเพื่อ"พัฒนา"ที่ดิน ในทำนองเดียวกัน สมองหรือจิตใจจะปล่อยไว้เปล่าๆหาได้ไม่ ระหว่างที่อาบน้ำ ถูฟัน กินข้าว นั่งรถ ฯลฯ จะต้องคิดเรื่องงานเรื่องการ วางแผนสารพัดไปด้วย ถึงจะเรียกว่าเป็นการใช้เวลาให้เป็น "ประโยชน์" หรือที่สมัยใหม่เรียกว่า การบริหารเวลาให้มีประสิทธิภาพสูงสุด แต่หารู้ไม่ว่านี่เป็นการสร้างนิสัยที่บั่นทอนตนเอง เครื่องยนต์ยิ่งเร่งเท่าไร นอกจากจะเสื่อมเร็วแล้ว ยังหยุดยากอีกด้วย เป็นเพราะเหตุนี้มิใช่หรือคนจำนวนไม่น้อยจึงต้องพึ่งยานอนหลับ เพราะหยุดความคิดไม่ได้
        จิตที่มีประสิทธิภาพมิได้หมายถึงจิตที่อัดแน่นไป ด้วยความคิดหรือมีเรื่องครุ่นคิดเต็มไปหมด ตรงกันข้ามจิตที่ทรงประสิทธิภาพคือจิตที่รู้จักว่างจากความคิดด้วย การใช้จิตแต่เพียงด้านเดียว คือด้านที่เอาแต่คิดกลับจะเป็นการบั่นทอนคุณภาพจิตเสียด้วยซ้ำ เรามักเห็นประโยชน์แต่ความมี ความเต็ม ดังนั้นเราจึงมักหาเรื่องคิดเพื่อจิตจะได้เต็ม ไม่โหรงเหรง แต่ประโยชน์ของความว่าง เรากลับมองไม่เห็น ทั้งๆที่ความว่างสำคัญพอๆกับความเต็ม ลองนึกถึงบ้านที่มีข้าวของอัดแน่นเต็มไปหมด จะน่าอยู่หรือไม่ เก้าอี้จะมีประโยชน์ต่อเมื่อมันว่าง เช่นเดียวกับหน้าต่าง ล้อรถ แม้แต่เสียงดนตรี ถ้าตัวโน้ตเรียงติดต่อกันเป็นพืด ไม่เว้นจังหวะหรือช่องว่างเลย จะไพเราะอะไร
         เราควรรู้จักทำจิตให้ว่างจากความคิดบ้าง ความสงบใจเป็นประโยชน์ข้อหนึ่งที่แลเห็นได้ไม่ยาก แต่ความสงบใจกินได้เมื่อไหร่? ในยุคบริโภคนิยม คำถามแบนี้เป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว เพราะเรื่องกินมีความสำคัญสำหรับคนสมัยนี้ยิ่งกว่าอะไรอื่น จนกระทั่งอุดมคติก็โยนทิ้งไปแล้ว ด้วยเหตุนี้เราจึงเชิดชูความคิดกัน เพราะอย่างน้อยก็ใช้ทำมาหากินได้
        แต่เรามักจะไม่ตระหนักว่า จิตที่ไม่รู้จักว่างจากความคิดเลยนั้นมีขีดจำกัดมากในการคิดและแก้ปัญหา ความคิดจะมีประสิทิภาพได้ต่อเมื่อจิตรู้จักว่างจากความคิดด้วย ทั้งนี้เพราะการว่างจากความคิดเป็นสิ่งสำคัญที่จะมาช่วยเสริมความคิดให้มี พลัง ถ้าเราเอาแต่คิด จิตก็เหนื่อย แต่เมื่อหยุดคิดเสียบ้าง จิตก็ได้พักและพร้อมที่จะคิดได้อย่างเต็มที่
        การคิดยืดยาวเป็นสายไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป ในทางตรงข้ามบ่อยครั้งเราจะพบว่าเมื่อหยุดคิดไปสักระยะหนึ่ง พอจิตผ่อนคลายความคิดดีๆ ก็จะผุดขึ้นมาเองดังฟองอากาศ โดยที่เราไม่ต้องเสียแรงไปคิดให้เหนื่อยยาก อาร์คีมีดิสค้นพบกฏแห่งความหนาแน่นของวัตถุอย่างไม่นึกฝันก็ตอนกำลังหย่อนตัวลงอ่างอาบน้ำ เช่นเดียวกับที่นิวตันเกิดปัญญาสว่างวาบในเรื่องแรงโน้มถ่วงขณะนั่งเอกเขนกใต้ต้นแอปเปิ้ล ท่านพุทธทาสเอง ก็เกิดความรู้ความคิดแปลกๆ ใหม่ๆ ระหว่างที่จิตมีสมาธิกับการเดินบิณฑบาต   คุณสมบัติของจิตในการรู้เองโดยไม่ต้องคิด หรือเกิดความคิดสร้างสรรค์แปลกใหม่โดยไม่ตั้งใจ เรียกว่าญาณทัศน์ หรือ intuition เราอาจไม่ใช่คนพิเศษที่ทรงความสามารถดังบุคคลที่เอ่ยนามมานี้ แต่ในชีวิตประจำวันของเรา หากสังเกต ก็อาจพบว่าได้เคยประสบกับภาวะดังกล่ามาแล้วไม่มากก็น้อย
         การทำจิตให้ว่างจากความคิด ไม่เพียงแต่จะช่วยเสริมความคิดของเราให้สามารถคิดได้ดีขึ้นเท่านั้น หากยังสามารถนำเราให้เข้าถึงไม่ได้อีกด้วย พรมแดนของความคิดนั้นกว้างใหญ่ไพศาลสุดจักรวาล แต่ก็ยังมีขอบเขตจำกัด ไม่ว่าเราจะครุ่นคิดเพียงใด ก็ไม่สามารถเข้าถึงสภาวะอันลุ่มลึกในทางจิตวิญญาณได้ ความสุขล้ำในภาวะสมาธิเป็นอย่างไร ความคิดไม่อาจช่วยให้เราเข้าใจได้ แม้แต่สัจธรรมหรือความจริง ความคิดก็พาเราเข้าถึง ได้เพียงระดับสามัญที่เรียกว่าสมมติสัจจะเท่านั้น แต่จิตที่ว่างจากความคิดสามารถพาเราไปได้ไม่มีขอบเขต และนำเราให้เข้าถึงทั้งความสุขและความจริงขั้นสูงสุดอันได้แก่วิมุติและ ปรมัตถสัจจะ
         เราอาจเป็นคนมักน้อย ไม่นึกหวังว่าชีวิตจะไปได้ไกลถึงขั้นนั้นแต่อย่าง น้อยเราก็คงต้องการบางสิ่งบางอย่างที่จะมารั้งมาคานความคิดบ้าง มิให้ความคิดแล่นไปไกลสุดโต่งหรือกลายเป็นเจ้าตัวร้ายที่คุมไม่อยู่ ถ้าเช่นนั้นก็ไม่มีอะไรอีกแล้วที่จะมาถ่วงความคิดได้เท่ากับการว่างจากความ คิด ยามใดที่เราหยุดคิด ความคิดก็ไม่มีเชื้อฟืนที่จะหล่อเลี้ยง มันจึงอ่อนแรงไปโดยปริยาย และอาจดับมอดในที่สุด กาลเวลาสามารถดับความโกรธความร้อนรนได้ก็เพราะเหตุนี้
         แต่บ่อยครั้งเราก็รอไม่ได้ว่าเมื่อไรความคิดจะจาง คลายไปเองจึงมีความจำเป็นที่จะต้องฝึกจิตให้รู้จักว่างจากความคิดบ้าง ว่ากันที่จริงแล้ว ความคิดนั้น การจะเข้าไปหยุดมันเป็นเรื่องยาก เราอาจจะกดมันไว้ แต่มันก็จะพลุ่งพล่านอยู่ลึกๆ และไม่ช้าไม่นานก็จะระเบิดออกมา แต่มีสิ่งหนึ่งที่เราทำได้ก็คือ น้อมจิตมาอยู่กับความรู้สึก ความรู้สึกนั้นมิได้หมายความเพียงแค่ความรู้ร้อนรู้หนาว สุขๆ ทุกข์ๆ หากกินความรวมถึงการสัมผัสรับรู้ด้วยใจ โดยไม่ต้องอาสัยความคิด การเอาจิตแนบกับเสียงเพลงอันไพเราะ ซึมซับรับรู้ความงามของธรรมชาติและภาพศิลป์ เป็นวิธีการช่วยจิตให้ว่างจากความคิดอย่างง่ายๆ ที่เราคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว
         น่าเสียดายที่ ชีวิตประจำวันไม่เอื้อให้เรามีเวลาอยู่กับเสียงเพลงและทิวทัศน์ได้นานนัก แต่ถึงอย่างไรเราก็มีเวลาหายใจมิใช่หรือ การน้อมจิตให้แนบ กับลมหายใจเข้าออกทุกขณะเป็นวิธีฝึกจิตให้ว่างจากความคิดที่ดีที่สุดวิธี หนึ่ง ต้ารู้สึกว่าลมหายใจเป็นสิ่งละเอียดอ่อนเกินไปจนยากที่จิตจะอิงแอบได้อย่าง ต่อเนื่อง ก็อย่าเพิ่งท้อใจ เพราะเรายังมีความรู้สึกอีกอย่างหนึ่งซึ่งเป็นที่พึ่งของจิตได้ นั่นก็คือความรู้สึกตัว หรือที่พระเรียกว่าความรู้ตัวทั่วพร้อม ความรู้ตัวทั่วพร้อมช่วยให้เรามีเวลามากมายที่จะว่างจากความคิด เพียงแต่น้อมใจให้อยู่กับการกระทำ ไม่ว่าจะเป็นกิจวัตรประจำวันหรือการงาน เมื่อใจแนบอยู่กับสิ่งนั้น ความรู้ตัวทั่วพร้อมก็เกิดขึ้นทันที ในยามนี้ ความรู้สึกตัวจะชัดเจน ไม่คลุมเครือเลือนรางดังแต่ก่อน เพราะความฟุ้งซ่านไม่อาจหันเหจิตใจออกจากอิริยาบถหรือการกระทำนั้นๆได้อย่าง เคย
         น้ำเสียนั้น เราไม่จำต้องวิดให้เหนื่อยดอก เพียงแต่ปล่อยน้ำดีให้เข้ามาเท่านั้น น้ำเสียก็ถูกไล่ไปเอง ฉันใดก็ฉันนั้น ความรู้สึกตัวจะช่วยกันความคิดให้ออกไปจากจิต เพื่อจิตจะได้พักและสัมผัสกับมิติใหม่ๆ บ้าง
         ไม่ว่าจะอาบน้ำ ถูฟัน กินข้าว ล้างจาน ล้วนเป็นเวลาอัน สำคัญยิ่งสำหรับการฝึกจิตให้ว่างจากความคิด ทุกวันนี้เราคิดมากเกินไปแล้ว ต่อแต่นี้ไปขอให้ใจได้สัมผัสกับความว่างบ้าง อย่างน้อยว่างจากความคิดสักครั้งคราวก็ยังดี


กิ่งธรรมจาก http://www.visalo.org

Wednesday, October 3, 2012

ความหลุดพ้นปรากฏในพระบาลี

เพาะธรรมให้เจริญงอกงามในใจ ในกายจะได้เติบใหญ่ เกิดเป็นเงาธรรมให้เราได้ พักพิง
 
ความหลุดพ้นปรากฏในพระบาลี
โดย พุทธทาสภิกขุ


       พระบาลีที่ว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย - ธรรมทั้งหลายทั้งปวง คือทุกสิ่งไม่ควรที่จะเข้าไปยึดมั่นถือมั่น; อภินิเวส แปลว่า ฝังตัวเข้าไป, จิตไม่ควรจะฝังตัวเข้าไปในสิ่งใด โดยความยึดมั่นว่าตัวตนหรือของตน. นี่เรียกว่าไม่ยึดมั่นสิ่งทั้งปวงโดยความเป็นตัวตนของตน; แม้แต่พระนิพพานซึ่งเป็นความหลุดพ้นอันดับสุดท้าย ก็ไม่ยึดมั่นว่าเป็นตัวตนของใคร, หรือว่าเป็นตัวตนของพระนิพพานเอง, คงถือให้เป็นสภาพธรรม สภาวะตามธรรมชาติ. พูดตามวิทยาศาสตร์ก็ว่า เป็นธาตุชนิดหนึ่ง นิพพานนี้เป็นธาตุชนิดหนึ่งเหมือนกับธาตุทั้งหลาย, ได้ชื่อว่าเป็นธาตุ แต่มีความหมายเฉพาะว่าเป็นธาตุที่ไม่มีการปรุงแต่ง ปราศจากการปรุงแต่งโดยประการทั้งปวง, เป็นวิสังขาร.
          คำว่าสังขาร, สังขาร แปลว่า ปรุงแต่ง; และรู้จักแยกออกให้ชัดว่า ผู้ปรุงแต่ง ก็เรียกว่า สังขาร. สิ่งที่ถูกปรุงแต่งก็เรียกว่า สังขาร. กิริยาอาการที่ปรุงแต่ง ก็เรียกว่า สังขาร. สังขารมันมีความหมายอย่างนี้. เดี๋ยวนี้มักจะมีความรู้แค่หางอึ่งว่า สังขาร คือร่างกาย; นี่มันรู้แค่หางอึ่ง ว่าสังขารคือร่างกาย. สังขารคือการปรุงแต่ง, อยู่ในลักษณะของผู้ปรุงแต่ง ก็เรียกว่าสังขาร, ถูกปรุงแต่งออกมา ก็เรียกว่าสังขาร, กิริยาอาการที่ปรุงแต่ง ก็เรียกว่าสังขาร; เตส วูปสโม สุโข - ระงับสังขารเหล่านั้นเสียได้เป็นความสุขอย่างยิ่งคือหยุดการปรุงแต่งเสีย ได้, หยุดการปรุงแต่งเสียได้ เรียกว่าวิสังขาร, วิสังขารไม่มี การปรุงแต่ง เหนือสภาพการปรุงแต่ง. เมื่อจิตถึงวิสังขาร อะไรปรุงแต่งจิตอีกไม่ได้ จิตก็ถึงภาวะที่เรียกว่านิพพาน, ไม่มี ความทุกข์อีกต่อไป.
          เดี๋ยวนี้มัน มีการศึกษากันน้อยเกินไป เรื่องการปรุงแต่ง เรื่องการยึดมั่นถือมั่น เรื่องการหลุดพ้น, แล้วก็บอกกันว่าไม่ให้ เอามาสอนเสียด้วย ห้ามสอนเสียด้วย. นี่หลักปฏิบัติที่ห้ามสอน เป็นหัวใจของพุทธศาสนา. นี่ขอพูดเสียเลยว่าเรากำลังพูดถึงเรื่องหัวใจของพระพุทธศาสนาโดยพฤติการณ์ในปัจจุบันจริง ๆ กลับถูกห้ามนำมาสอน. มันเป็นอย่างไร คิดดูซิ.
          เรื่องอนัตตา-ไม่ใช่ตน เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา แต่กลับถูกห้ามนำมาสอน, เรื่องสุญญตา-ว่างจากตัวตน ก็ถูกห้ามนำมาสอน, ตถาตา-เช่นนั้นเอง ฟังดูเป็นเรื่องพูดเล่นเสียอีก ห้ามนำมาสอน, อิทัปปัจจยตา ไม่ต้องเอามาสอนประชาชน. นั่นเป็นคำพูดที่อันตรายที่สุด เพราะเรื่องอิทัปปัจจยตา คือมันเรื่องทุกสิ่งที่เป็นทุกข์และดับทุกข์ เป็นเรื่องของชีวิตจิตใจโดยตรง กลับห้ามไม่ให้นำมาสอนเสียอีก. ถ้าพูดว่ามัชฌิมาปฏิปทา ก็เห็นเป็นเรื่องไม่เกี่ยวกับเราชาวบ้านไปเสียอีก; ที่ จริงมันเกี่ยวตั้งแต่จุดตั้งต้นถึงจุดสุดท้าย. เรื่องสามัญญลักษณะ : อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ไม่ให้นำมาสอนกันเสียอีก, หรือมาสอน มาพูดล้อเล่นกันเสียมากกว่า.
          นี้เรื่องวิสังขาร เรื่องวิสังขารที่จิตจะต้องถึงนั่นกลับมืดมน ไม่ต้องการเสียด้วย; เพราะว่าไม่ปรุงแต่งนั้น เขาไม่สนุกสนาน, เขาต้องการการปรุงแต่งที่สนุกสนาน. แล้วในที่สุดเรื่องนิพพาน นิพพานก็มืดมิด อยู่ในที่ลับในที่มืด, ไม่เอามาเป็นเรื่องในชีวิตประจำวัน อย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่าเรารอดตัวอยู่ได้นี้ เพราะพระนิพพานน้อย ๆ. นิพพานตัวอย่างในชีวิตประจำวัน คือความเยือกเย็นที่คอยเกิดขึ้นเป็นระยะยาวพอสมควร เพื่อจะดับความร้อนที่เกิดขึ้นเป็นประจำวัน มี ความเย็นที่ควบคุมอยู่เป็นประจำวัน.
          เรื่องอนัตตา หัวใจของพระพุทธศาสนา อย่าเข้าใจเป็นเรื่องพูดเล่น หรือรังเกียจ. คนหนุ่มนักศึกษาปัจจุบันมองคำว่าอนัตตาเป็นเรื่องเหลือวิสัยบ้าง, เป็นเรื่องของคนโง่คร่ำครึอยู่แต่ในวัดบ้าง, แล้วก็อ้างตัวเองจะเป็นผู้แก้ปัญหาของสังคม แก้ปัญหาของโลก นี่บรมโง่ ที่เกลียดเรื่องอนัตตา, แล้วมันตั้งตัวเป็นผู้แก้ปัญหาของสังคมหรือเรื่องของโลก.
          ถ้าคนในโลก มีความรู้เรื่องอนัตตา ก็ไม่มีความเห็นแก่ตัว; เมื่อไม่มีความเห็นแก่ตัว ปัญหาใด ๆ วิกฤตการณ์ใด ๆ ไม่อาจจะเกิดขึ้นในโลก เพราะไม่มีใครเห็นแก่ตัว ตัวเองก็ไม่เป็นทุกข์ ไม่ทำผู้อื่นให้เป็นทุกข์; เพราะรู้เรื่องอนัตตา มิใช่ตนจนไม่มีความเห็นแก่ตน, ตัดความเห็นแก่ตนได้ ก็ด้วยความรู้เรื่องอนัตตา, ถ้าโลกมีความรู้เรื่องอนัตตาก็จะไม่มีความเห็นแก่ตนในโลกเหลืออยู่. ทำไมองค์การสหประชาชาติไม่สนใจเรื่องนี้ จะมาแก้ปัญหาของโลก มัวแต่นั่งจับปูใส่กระด้ง กี่ ชาติ ๆ มันก็ไม่ประสบความสำเร็จเพราะไม่รู้ธรรมะที่จะมาแก้ปัญหาของโลกอันสำคัญ, เหตุสำคัญก็คือความเห็นแก่ตัว มันต้องสอนเรื่องอนัตตา. องค์การสหประชาชาติ ควรจะใช้สาขายูเนสโกเผยแผ่เรื่องอนัตตา ให้มากออกไป. มากออกไป ความเห็นแก่ตัวก็จะลดลง, ปัญหาต่าง ๆ ก็จะลดลง จะแก้ปัญหาได้ง่ายขึ้น.
          นี้เรื่องสุญญตา เรื่องสุญญตาก็เหมือนกัน เมื่อเห็นความว่างจากตน มันก็ลดความเห็นแก่ตน, ลดความเห็นแก่ตนแล้วความเห็นว่าตัวว่าของตัว มันจะลดความรู้สึกเลวร้ายว่าตัวกูว่าของกู ออกไปเสียได้ ด้วยความรู้เรื่องสุญญตา, แล้วมันก็ รักผู้อื่นโดยอัตโนมัติแหละ; ข้อนี้เป็นหน้าที่ของพระธรรม. เราปฏิบัติพระธรรมเพียงว่าลดความเห็นแก่ตัว ความรักผู้อื่นก็จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ; เดี๋ยวนี้มัวแต่สอนให้รักผู้อื่น รักผู้อื่นแต่ไม่ได้สอนให้ทำลายความเห็นแก่ตัว มันก็เรื่องละเมอเพ้อฝัน; ให้รักผู้อื่น มันต้องสอนให้รู้จักทำลายความเห็นแก่ตัว.
          อาตมาชอบใจสัญญลักษณ์ของศาสนาคริสเตียนคือไม้กางเขน สัญญลักษณ์กางเขนอันยืนเป็นอัตตา เป็นตัว I, แล้วก็ตัดเสียซึ่งอัตตา คือ I นี้จะเป็นหลักการที่ช่วยโลกได้. ตัดความเห็นว่าเป็นตัวตน และความเห็นว่าของตนได้ มันก็รักผู้อื่นโดยอัตโนมัติ; ทำลายความเห็นแก่ตัวเถอะจะรักผู้อื่นโดยอัตโนมัติ.
          ตถาตานี้ก็เหมือนกัน มันก็ไม่มีตน, ตถาตาไม่มีอะไรที่เป็นตน มันเป็นเช่นนั้นเอง เช่นนั้นเอง, เช่นนั้นเอง ตามธรรมชาติ ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ. ถ้าทุกคนเห็นตถาตาเช่นนั้นเองแล้ว ก็ไม่มีใครคิดเป็นเจ้าโลก; เดี๋ยวนี้มีคนคิดจะครองโลก แบ่งค่ายจะครองโลกจะช่วยกันเอาโลกมาเป็นของกู แล้วครองโลก เพราะมันไม่เห็น ตถาตา คือเช่นนั้นเอง ถ้ามีความรู้เรื่องตถาตามาแล้วคนที่คิดจะเป็นเจ้าโลกและครองโลกมันก็ไม่มี.
          นี่ อาตมาจึงยืนยันว่า หัวใจยอดสุดของพระพุทธศาสนานั้นช่วยโลกได้ ตถาตา สุญญตา อนัตตา ไม่ให้เกิดความเห็นแก่ ตน มันก็รักผู้อื่นได้ เศรษฐีจะรักขอทานก็ได้ ขอทานจะรักเศรษฐีได้ กรรมกรจะรักนายทุนได้ นายทุนจะรักกรรมกรได้ แม้แต่สิงห์โตก็จะรักลูกแกะได้ ลูกแกะก็จะรักสิงห์โตได้ นี้มันจะหมดปัญหาถึงขนาดนี้ แต่เขาห้ามไม่ให้เอามาสอน เรื่องสุญญตา เรื่องอนัตตา.
          เราเป็นพุทธบริษัท จงเป็นให้สมชื่อ คือเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน รู้สิ่งที่ควรจะรู้อย่างครบถ้วน สิ้นเชิงแล้วก็ตื่นจากหลับคือความโง่ มันก็เบิกบานเหมือนดอกไม้ที่บาน ไม่รู้จักโรย บานด้วยธรรมะแล้วมันเป็นการบานที่ไม่รู้จักโรย นี่มันจะมาแก้ปัญหาของโลกได้ ด้วยหัวใจของพระพุทธศาสนา คืออนัตตา คือสุญญตา คือตถาตา ถ้ามีความรู้เรื่องอิทัปปัจจยตา จะแก้ปัญหาได้หมด ไม่ว่าปัญหาชนิดไหน ปัญหาทุกชนิดอยู่ในอำนาจของอิทัปปัจจยตา ถ้าเรามีความรู้เรื่องอิทัปปัจจยตา จะแก้ปัญหาได้หมด ปัญหาขี้ปะติ๋ว ปัญหาอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ จนกระทั่งเป็นปัญหาสูงสุด เป็นปัญหาของกิเลส ก็แก้ได้ ด้วยความรู้เรื่องอิทัปปัจจยตา สามารถที่จะควบคุมให้เป็นไปแต่ในทางที่ดับทุกข์.
          ส่วนมัชฌิมาปฏิปทานั้น ไม่ต้องพูดถึง อยู่ตรงกลาง ถ้าคนมีความรู้เรื่องมัชฌิมาปฏิปทา มันก็จะไม่โง่ ไม่หลงไปอยู่ใต้ ความหมายของสิ่งที่เป็นคู่ เดี๋ยวนี้มันโง่ มันหลง ไปอยู่ใต้อิทธิพลใต้ความหมายของสิ่งที่เป็นคู่ เช่น ชั่ว ดี บุญ บาป สุขทุกข์ นี้ มันไปหลงยึดติดในความหมายใดความหมายหนึ่งจนเกิดเป็นปัญหาขึ้นมา คือว่าโดยทั่ว ๆ ไปนี้ ไปหลงติดในความหมายของคำว่า มั่งมี-ยากจน แพ้-ชนะ ได้เปรียบ-เสียเปรียบ กำไร-ขาดทุน; นี่ความหมายเหล่านี้มันครอบงำจิตใจของคนธรรมดาสามัญ ไม่ให้อยู่ในมัชฌิมาปฏิปทาหรือตรงกลาง.
          ศึกษาเรื่องมัชฌิมาปฏิปทา รู้จักอยู่ตรงกลาง มันเป็นเช่นนั้นเองแหละ ดีหรือชั่ว มันก็เรื่องบ้าเท่ากันแหละ. นี่ขออภัยนะพูดอย่างนี้ ไม่ใช่ทำลายกำลังใจของผู้ที่จะตั้งใจทำดี, ถูกแล้ว มันยังทำอะไรมากไปกว่านั้นไม่ได้ ก็จงทำดีไปเถิด, ละชั่ว แล้วก็ทำดี, ทำดีแล้วก็อย่าบ้าดี อย่าเมาดี อย่าติดดี จึงจะเป็นพุทธศาสนา.
          ฉะนั้น ผู้รู้พุทธศาสนา จึงพูดว่า ทั้งชั่ว ทั้งดี ล้วนแต่อัปรีย์; ฟังดูแล้วมันน่าสะดุ้ง ยิ่งเข้าใจคำว่าอัปรีย์ไม่ถูกต้องแล้ว ก็ยิ่งสะดุ้งเป็นการใหญ่ เพราะเรากำลังรักดี หลงดี บูชาดีกันอยู่, ท่านต้องการให้มองเห็นว่า ชั่วมันก็ยุ่งไปตามแบบชั่ว, ดีมันก็ ยุ่งไปตามแบบดี; ไม่ดีไม่ชั่วก็อยู่ตรงกลาง นั่นแหละสบายที่สุด หรือเป็นพระนิพพาน.
          ความชั่วนั้นไม่ใช่ความสงบ ถูกแล้ว เห็นได้ง่าย, แต่ความดี ก็มิใช่ความสงบ เพราะมันเป็นสังขาร. ความดีก็เป็นสังขารเท่ากับความชั่ว; เมื่อเป็นสังขารก็มีการปรุงแต่ง มีสิ่งที่ปรุงแต่ง มีสิ่งที่ถูกปรุงแต่ง มันก็วุ่นไปตามแบบหนึ่ง; แม้ว่าจะตรงกันข้ามกับความชั่ว มันก็มิใช่ความสงบ มันต้องเหนือดีขึ้นไปอีกทีหนึ่ง จึงจะถึงความว่าง แล้วก็เป็นความสงบ; ฉะนั้นจากชั่วถึงดี จากดีถึงความว่าง.
          ทีนี้ ความว่างนั้นน่ารัก, ความชั่วความดีนั้นอัปรีย์ คือไม่น่ารัก. อัปรีย์ ตัวหนังสือแปลว่า ไม่น่ารัก : อัป แปลว่า ไม่ ปรีย์ แปลว่า น่ารัก, อัปรีย์ แปลว่า ไม่น่ารัก, ทั้งชั่ว ทั้งดีล้วนแต่ไม่น่ารัก ไปยึดมั่นถือมั่นแล้วมันกัดเอาทั้งนั้น. นั่นแหละทั้งชั่วและทั้งดี อย่าไปยึดมั่นเข้า, อยู่ตรงกลางระหว่างชั่วระหว่างดี นั่นแหละไม่ถูกกัด คือไม่เป็นทุกข์. ฉะนั้น ไม่สุขไม่ทุกข์ดี กว่า; ทุกข์มันก็ยุ่งไปตามทุกข์, สุขมันก็บ้าไปตามสุข, มันเป็นการปรุงแต่งที่นั่งก้นไม่ติดพื้นเหมือนกัน. ทั้งสุขทั้งทุกข์มันก็ล้วนแต่อัปรีย์ คือมองดูแล้วมันไม่น่ารัก, มันว่างจากความสุขความทุกข์ คือความว่างนั่นแหละ. ถ้าว่าสุขก็กระโดดโลดเต้นไปตามแบบของความสุข, ทุกข์ก็นอนร้องไห้ไปตามแบบของความทุกข์; ไม่สุขไม่ทุกข์นั้นคือว่าง นั้นน่ะคือเวลาที่เราจะเป็นสุขที่สุด. เวลาที่เราไม่รู้สึกเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ เราจะรู้สึกเป็นสุขอีกชนิดหนึ่ง. สุขชนิดที่ไม่ค่อยมีใครรู้ จักเป็นสุขที่ไม่ประกอบด้วยเหยื่อ เป็นนิรามิสสุข เป็นโลกกุตตรสุข.
          โลกุตตรสุขคือไม่สุขและไม่ทุกข์ อย่างในโลกนี้อยู่เหนือความหมายของสุขและทุกข์ทุกชนิดในโลกนี้; นี่คือมัชฌิมาปฏิปทา. อย่าไปหลงของคู่ ดี-ชั่ว แพ้-ชนะ เสียเปรียบ-ได้เปรียบ กำไร-ขาดทุน, นี้มีหลายสิบคู่นะ ซึ่งมนุษย์ในโลกหลงกันจนเป็นบ้าเป็นหลัง. ถ้าเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า มีมัชฌิมาปฏิปทา มีสัมมาทิฏฐิ; เห็นว่าตถาตา ตถาตา มึงก็อย่างนั้น กูไม่เอากับมึง, ก็เลยหลีกออกมาได้ ถอนตัวออกมาได้ เป็นความสงบสุข และอยู่ตรงกลางเป็นมัชฌิมาปฏิปทา.
          ดังนั้นคำว่า มัธยัสถ์ มัธยัสถ์ ขอให้ใช้ในขอบเขตที่กว้างขวาง, อย่าเป็นเรื่องเงินเรื่องทองอย่างเดียวเลย ให้เป็นเรื่องของธรรมะทั้งหมด. มัธยัสถ์อยู่ตรงกลาง, อยู่ตรงกลาง ไม่ดี-ไม่ชั่ว ไม่สุข-ไม่ทุกข์ ไม่บุญ-ไม่บาป ไม่แพ้-ไม่ชนะ ไม่กำไร-ไม่ขาดทุน ไม่เอาเปรียบ-ไม่ถูกเอาเปรียบ ไม่อะไรทุก ๆ คู่ ทุก ๆ คู่ที่มนุษย์รู้จัก กระทั่งว่าไม่เป็นหญิงไม่เป็นชาย. คิดดู เถอะ หมดความรู้สึกในความเป็นหญิงเป็นชาย มันก็ปราศจากปัญหาในชั้นลึก, บางทีก็จะเลยไปถึงว่า ไม่ใช่คนและมิใช่ ไม่ใช่คน คือไม่เป็นทั้งคนและทั้งมิใช่คน, ไม่เป็นอะไรไปหมดทุกอย่าง เป็นความว่าง, เป็นความว่าง นั่นสภาพเดิมแท้ คือความว่าง; สภาพเดิมแท้เป็นความว่าง ถูกปรุงแต่งเป็นความวุ่น, สุดเหวี่ยงเข้ามันก็กลับเป็นความว่าง.
          ฉะนั้น ชีวิตตั้งต้นด้วยความว่าง ไม่มีตัวตน; คลอดออกมาจากท้องแม่ มันมีตัวตน ๆ มีตัวตน; แล้วมันจะดับทุกข์ได้ ก็ ต้องกลับไปสู่ความว่าง อีกทีหนึ่ง; แต่เป็นความว่างที่กลับวุ่นไม่ได้. ทีแรกมันเป็นความว่างที่วุ่นได้ ครั้นวุ่นได้ แล้วก็ทำให้หายวุ่น, เป็นความว่าง เป็นพระนิพพาน ว่างอย่างธรรมชาติธรรมดาที่ยังปรุงแต่งได้ มันไม่ใช่ว่างจริง เพราะมันว่างชนิดที่วุ่นได้ นี้ต้องอบรมจิตประภัสสรชนิดนี้ยิ่งขึ้น ๆ ๆ จนเป็นประภัสสรถาวร ก่อนนี้ประภัสสรชั่วคราว คือกลับวุ่นได้ ทีนี้อบรม ๆ อบรมตามหลักธรรมะ จนประภัสสรถาวรเป็นพระอรหันต์ ประภัสสรถาวรคือจิตพระอรหันต์ ประภัสสรชั่วคราว ล้มลุกคลุกคลานนั้นเป็นประภัสสรของปุถุชน หรือตามธรรมชาติจิตเป็นประภัสสร ก็เรียกว่ามันตั้งต้นจากประภัสสร ไปสู่ความวุ่นแล้วมันก็กลับไปสู่ประภัสสรถาวรนี้ก็เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ที่เราจะต้องรู้จัก.
          หัวใจพระพุทธศาสนา เรื่องสามัญญลักษณะนี้ คนหนุ่มนักศึกษาสมัยปัจจุบันเห็นว่าเป็นของยายแก่ครึคระ; รู้จักอนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั่นแหละ มันจะทำให้เกิดความรู้สึกเป็นเพื่อน, เป็นเพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตายกันได้. เรามี อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา บีบคั้นย่ำยีอยู่ตลอดเวลา เราเป็นเพื่อนกัน มีหัวอกอย่างเดียวกัน มีทุกข์อย่างเดียวกัน หรือสุข ๆ ทุกข์ ๆ อย่างเดียวกัน, เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วก็จะเห็นอกเห็นใจกัน, กลายเป็นคนคนเดียวกัน จนกระทั่งว่าชีวิตทั้งหมด ทั้งสัตว์มนุษย์เดรัจฉาน ต้นไม้ต้นไล่ ชีวิตทั้งหมดเป็นชีวิตเดียวกัน มันก็ปลอดภัย ก็รอดตัว.
          ทีนี้มาถึงคำว่าวิสังขารคตจิต, วิสังขารคตัง-จิตที่ถึงวิสังขาร จิตอบรมดีแล้ว อะไรปรุงแต่งให้เป็นอย่างไรไม่ได้ ไม่เกิดความรู้สึกเป็นชั่ว-เป็นดี เป็นบุญ-เป็นบาป เป็นสุข-เป็นทุกข์ แก่จิตนั้นอีกต่อไป. จิตนั้นดำรงอยู่ในสภาพอะไรปรุงแต่งไม่ได้, ปรุงแต่งไม่ได้; อันนี้ก็คือพระนิพพานนั่นแหละ; เมื่อถึงวิสังขารก็สัมผัสกับพระนิพพาน อะไรปรุงแต่งไม่ได้.
          คำว่าพระนิพพานนั้น เป็นสิ่งที่ถึงได้ สัมผัสได้ รู้ได้; พระพุทธเจ้าทรงยืนยันข้อนี้อย่างหนักแน่นที่สุดว่า อตถิ ภิกขเว ตทายตน - อายตนะนั้นมีอยู่ ซึ่งท่านหมายถึงนิพพาน. ท่านจึงตรัสว่า มันมิใช่ดิน มิใช่น้ำ มิใช่ไฟ มิใช่ลม มิใช่อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ มิใช่การไป มิใช่การมา มิใช่การหยุด, คือมิใช่อะไรทุกอย่าง นั่นแหละคือพระนิพพาน ที่จะลุถึงได้, สัมผัสได้ ด้วยจิตที่เป็นวิสังขารคต, ถึงแล้วซึ่งความเป็นจิตที่อะไรปรุงแต่งไม่ได้ มันก็ปรุงแต่งไม่ ได้ ปรุงแต่งไม่ได้. จิตชนิดนี้จะไม่มีอะไรมาโฆษณาชวนเชื่อให้หลงไปได้, และไม่มีอะไรเป็นของแปลกด้วย. จิตที่ถึงภาวะที่ปรุงแต่งไม่ได้นี้ มันจะรู้สึกไม่มีอะไรถูกปรุงแต่ง; ฉะนั้นการไปโลกพระจันทร์หรืออะไรน่าประหลาดน่าอัศจรรย์ยิ่งกว่านั้นสักร้อยเท่าพันเท่า. จิตนี้ก็รู้สึกว่าเป็นของเด็กเล่นอยู่นั่นแหละ, ไม่มีอะไรมายั่วให้จิตรู้สึกประหลาดหรืออัศจรรย์ใด ๆ ได้. นี่จิตของพระอรหันต์จะไม่มีความรู้สึกประหลาดใจอะไรได้; ส่วนจิตของปุถุชนนี้แม้แต่ดาวหางฮัลเล่ย์ ก็ทำให้บ้ากันทั้งบ้านทั้งเมือง, มันปรุงแต่งได้อย่างนี้.
          ฉะนั้นขอให้มุ่งหมายถึงหัวใจของพระพุทธศาสนาว่าจิตอยู่ในสภาพที่อะไรปรุงแต่งไม่ได้ แล้วก็เป็นนิพพาน คือสภาวะที่เป็นอายตนะ. คำว่า อายตนะ นั้นมันแปลว่า สิ่งที่สัมผัสได้; อายตนะชั้นทั่วไป คือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ เป็นสิ่งที่จิตสัมผัสได้ จึงเรียกมันว่าอายตนะ ๖ คือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์, นี้โดยพื้นฐาน ที นี้อายตนะที่สัมผัสได้ดีไปกว่านั้น สูงไปกว่าระดับธรรมดาก็คืออากาสานัญจายตนะ, วิญญานัญจายตนะ, อากิญ จัญญายตนะ, เนวสัญญานาสัญญายตนะ นี้ก็เป็นอายตนะที่สัมผัสได้ แต่เป็นสังขาร ยังเป็นสังขาร. แล้วมีอายตนะชั้นวิสังขารคือพระนิพพาน ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า อตถิ ภิกขเว ตทายตน, อายตนะนั้นมีอยู่; ถ้าเรารู้เรื่องอายตนะอย่างถูกต้อง เราก็จะรู้จักอายตนะตามธรรมชาติ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์, นี่เป็นอายตนะชั้นที่เป็นความรู้. การศึกษาของคนยุคหนึ่งที่เรียกว่าดีเลิศ คืออรูปฌานทั้ง ๔; แต่ถ้าอย่างของพระพุทธเจ้าแล้ว มีพระนิพพานอย่างเดียว เป็นอายตนะสูงสุด ๑๐๑ ที่ต้องเข้าถึงให้ได้.
          ฉะนั้น ขอให้เราเข้าถึงภาวะที่จิตใจมีอะไรปรุงแต่งไม่ได้ ไม่มีอะไรน่ารัก น่าโกรธ น่าเกลียด น่ากลัว น่าวิตกกังวล อาลัยอาวรณ์ อิจฉาริษยา หึงหวงเป็นต้น, ไม่มีอะไรแปลก ไม่มีอะไรน่าเกลียด ไม่มีอะไรน่ากลัว ไม่มีอะไรน่ารัก ไม่มีอะไรน่าอัศจรรย์, ไม่มีอะไรน่าอัศจรรย์ แม้แต่ความรู้ความคิดเรื่องอวกาศ เรื่องปรมาณู อะไรอีกร้อยเท่าพันเท่า ก็เป็นของเด็กเล่น, ไม่น่าอัศจรรย์สำหรับบุคคลผู้มีจิตลุถึงแล้วซึ่งวิสังขารคตะ คือจิตถึงแล้วซึ่งวิสังขาร; นี้เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาในฐานะที่เป็นผลของการปฏิบัติ, ยอดสุดของหัวใจของพุทธศาสนาในชั้นที่เป็นผลของการปฏิบัติ.
          เราจงรู้จักหัวใจในขั้นปริยัติ สอนเรื่องความหลุดพ้น, รู้จักหัวใจในขั้นปฏิบัติ คือปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น. รู้จักหัวใจแห่งผลของการปฏิบัติ คือปฏิเวธว่าหลุดพ้นแล้ว มันเป็นเรื่องหลุดพ้นอย่างเดียว, หลุดพ้นอย่างเดียว; ทำให้หลุดพ้นอย่างเดียว จะเป็นความรู้ก็ได้, เป็นการปฏิบัติก็ได้, เป็นผลของการปฏิบัติก็ได้, ก็เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาทั้งนั้น.
          ดังนั้นขอให้มีความรู้เรื่องหัวใจของพระพุทธศาสนากันอย่างนี้ สำหรับพุทธบริษัทเราทุกคน ที่จะต้องเข้าถึงหัวใจแห่งศาสนาของตน ๆ. ส่วนศาสนาอื่น ศาสนิกของเขาก็เข้าถึงหัวใจของศาสนาของเขาไปตามเรื่องตามราว; แต่เรา พวกเราที่ เป็นพุทธบริษัทนี้ ขอให้เข้าใจถึงหัวใจของพระพุทธศาสนา กันในลักษณะอย่างนี้เถิด, จะเป็นพุทธบริษัทเต็มตัว หรือว่าค่อย ๆ เต็ม ค่อย ๆ เต็ม ค่อย ๆ เต็มจนเต็มตัว นี่ความสำคัญที่จะต้องรู้จักหัวใจแห่งพระพุทธศาสนา อาตมาจึงได้ยกเอาขึ้นมาเป็นปณิธานข้อแรก, ข้อแรกให้ทุกคนเข้าใจถึงหัวใจแห่งศาสนาของตน แล้วก็จะหมดปัญหา.


 กิ่งธรรมจาก http://www.buddhadasa.org

Tuesday, October 2, 2012

สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน) [ วัดบวรนิเวศวิหาร ] สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

  สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน)
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

 
     พระชาติภูมิ       สมเด็จพระญาณสังวร (สุวฑฺฒโน) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระนามเดิมว่า เจริญ นามสกุล คชวัตร ประสูติที่ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อวันศุกร์ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีฉลู ตรงกับวันที่ ๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๕๖ เวลาประมาณ ๑๐ ทุ่ม มีเศษ (หรือเวลาประมาณ ๐๔.๐๐ นาฬิกาเศษ แห่งวันเสาร์ที่ ๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๕๖ ตามที่นับแบบปัจจุบัน) พระชนกชื่อ นายน้อย คชวัตร (ถึงแก่กรรม พุทธศักราช ๒๔๖๕) พระชนนีชื่อ นางกิมน้อย คชวัตร (ถึงแก่กรรม พุทธศักราช ๒๕๐๘)

      บรรพชาอุปสมบท
      พุทธศักราช ๒๔๖๙ ทรงบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดเทวสังฆาราม ( วัดเหนือ ) จังหวัดกาญจนบุรี พระครูอดุลยสมณกิจ ( พุทฺธโชติ ดี เอกฉันท์ ) เจ้าอาวาสวัดเทวสังฆารามเป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูนิวิฐสมาจาร ( สุวณฺณโชติ เหรียญ รัสสุวรรณ ) เจ้าอาวาสวัดศรีอุปลาราม ( วัดหนองบัว ) เป็นพระอาจารย์ให้สรณะและศีล
      พุทธศักราช ๒๔๗๖ พระชนมายุครบ ๒๐ พรรษา ทรงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ที่วัดเทวสังฆาราม จังหวัดกาญจนบุรี พระครูอดุลยสมณกิจ (พุทฺธโชติ ดี เอกฉันท์) เจ้าอาวาสวัดเทวสังฆาราม เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูนิวิฐสมาจาร (สุวณฺณโชติ เหรียญ รัสสุวรรณ) เจ้าอาวาสวัดศรีอุปลาราม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระปลัด หรุง นามสกุลเซี่ยงฉี เจ้าอาวาสวัดทุ่งสมอ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๗๖ อุปสมบทแล้วทรงจำพรรษา ที่วัดเทวสังฆาราม ๑ พรรษา

      เมื่อออกพรรษาแล้วในศกเดียวกัน ได้ทรงทำทัฬหีกรรม ( ญัตติซ้ำ ) เป็นธรรมยุต ที่วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๔๗๖ สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ ( สุจิตฺโต หม่อมราชวงศ์ ชื่น นภวงศ์ ป.๗) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระเทพเมธี ( อิสฺสรณญาโณ จู ทีปรักษพันธุ์ ป.๗) เป็นพระกรรมวาจาจารย์

      การศึกษา
      ทรงได้รับการศึกษาเบื้องต้น ณ โรงเรียนประชาบาลวัดเทวสังฆาราม จบชั้นประถม 5 (เทียบชั้นมัธยม 2) หลังจากทรงบรรพชาเป็นสามเณรแล้ว ทรงเรียนพระปริยัติธรรมและทรงสอบไล่ได้ชั้นต่าง ๆ  เป็นลำดับมาในสำนักเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร ดังนี้
      พุทธศักราช ๒๔๗๒ ทรงสอบได้นักธรรมชั้นตรี
      พุทธศักราช ๒๔๗๓ ทรงสอบได้นักธรรมชั้นโท และเปรียญธรรม ๓ ประโยค
      พุทธศักราช ๒๔๗๕ ทรงสอบได้นักธรรมชั้นเอก และเปรียญธรรม ๔ ประโยค
      พุทธศักราช ๒๔๗๖ ทรงสอบได้เปรียญธรรม ๕ ประโยค
      พุทธศักราช ๒๔๗๗ ทรงสอบได้เปรียญธรรม ๖ ประโยค
      พุทธศักราช ๒๔๗๘ ทรงสอบได้เปรียญธรรม ๗ ประโยค
      พุทธศักราช ๒๔๘๑ ทรงสอบได้เปรียญธรรม ๘ ประโยค
      พุทธศักราช ๒๔๘๔ ทรงสอบได้เปรียญธรรม ๙ ประโยค

      สมณศักดิ์
      พุทธศักราช ๒๔๙๐ เป็นพระราชาคณะสามัญที่ พระโสภนคณาภรณ์
      พุทธศักราช ๒๔๙๕ เป็นพระราชาคณะชั้นราช ในราชนิทนามเดิม
      พุทธศักราช ๒๔๙๘ เป็น พระราชาคณะชั้นเทพ ในราชทินนามเดิม
      พุทธศักราช ๒๔๙๙ เป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่ พระธรรมวราภรณ์
      พุทธศักราช ๒๕๐๔ เป็นพระราชาคณะชั้นเจ้าคณะรองที่ พระศาสนโสสภณ
      พุทธศักราช ๒๕๑๕ เป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ สมเด็จพระญาณสังวร
      พุทธศักราช ๒๕๓๒ ได้รับพระราชทานสถาปนาขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ลำดับที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

       คุณค่าในทางวิชาการ
        บทพระนิพนธ์ทางพระพุทธศาสนาของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ทุกเรื่อง ล้วนทรงคุณค่าในเชิงวิชาการ เพราะการอธิบายคำสอนของพระพุทธศาสนาใน แต่ละ เรื่องแต่ละประเด็นนั้น เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ทรงใช้การวิเคราะห์วิจารณ์อย่างน่าสนใจยิ่ง เช่น ทรงวิเคราะห์คำว่า สัจจะ ธรรม ศาสนา ปัญญา เป็นต้น ทั้งในเชิงพยัญชนะและในเชิงความ หมาย ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจคำสอนของพระพุทธศาสนาได้ละเอียดและกว้างขวางยิ่งขึ้น ทั้ง การวิเคราะห์ในหลาย ๆ เรื่องของพระองค์ แสดงให้เห็นถึงพระทรรศนะและมุมมองของ พระองค์ที่แตกต่างไปจากคนอื่น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นผลจากการทรงศึกษาพระพุทธศาสนาอย่าง ทั่วถึง ลึกซึ้ง ประกอบกับการทรงใช้วิจารณญาณทั้งเชิงปริยัติและเชิง ปฏิบัติตรวจสอบเทียบ เคียงกัน จึงทำให้ธรรมาธิบายของพระองค์มีความแจ่มแจ้ง กะทัดรัด และเข้าใจง่าย
       ผลงานอันเป็นบทพระนิพนธ์เกี่ยวกับคำสอนในพระพุทธศาสนาของเจ้าพระคุณ สมเด็จ ฯ ที่ทรงคุณค่าในทางวิชาการ เป็นต้นว่า เรื่องลักษณะพระพุทธศาสนา, สัมมาทิฏฐิ, โสฬสปัญหา, ทศบารมี ทศพิธราชธรรม, ๔๕ พรรษาของพระพุทธเจ้า พระนิพนธ์เหล่านี้ล้วน แสดงคำสอนชั้นสูงของ พระพุทธศาสนา ซึ่งเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ได้ทรงนำมาอธิบายเชิง วิเคราะห์ เสมือนปอกเปลือกให้เราดูทีละชั้นๆ จากชั้นนอกเข้าไปหาชั้นใน ทำให้เรามองเห็น อรรถหรือความหมายของธรรมที่พระพุทธศาสนา สอนทีละชั้น ๆ อย่างต่อเนื่อง จนสามารถ สร้างความเข้าใจในธรรมนั้น ๆ ได้ด้วยปัญญาของตนเอง

       นอกจากนี้ แนวการวิเคราะห์หรือแนวการอธิบายที่ปรากฏอยู่ในบทพระนิพนธ์เรื่อง ต่าง ๆ ของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ นั้น ยังเป็นการให้แนวในการวิเคราะห์ธรรมหรืออธิบายธรรม เพื่อความ เข้าใจง่าย ทั้งในเชิงทฤษฎีและในเชิงปฏิบัติด้วย ผู้ที่มีแนวหรือมีหลักในการ วิเคราะห์ธรรม อย่างถูกต้อง ย่อมจะก่อให้เกิดความเข้าใจในคำสอนของพระพุทธศาสนาได้ อย่างถูกต้อง หากตรงกันข้าม ก็จะทำให้เกิดความเข้าใจคำสอนของพระพุทธศาสนาผิด พลาดหรือไขว้เขว ฉะนั้น แนวหรือหลัก ในการวิเคราะห์ธรรม จึงเป็นเรื่องสำคัญในวิชาการ ทางพระพุทธศาสนาเรื่องหนึ่ง

      คุณค่าด้านการศึกษา
       ผลงานอันดับแรกของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ที่นับว่าทรงคุณค่า ในด้านการศึกษา ก็คือผลงานอันเป็นบทพระนิพนธ์เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเรื่องต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่เป็น จำนวนมาก พระนิพนธ์เหล่านี้ให้ความรู้เกี่ยวกับคำสอนของพระพุทธศาสนาทั้งภาคปริยัติ (ภาคทฤษฎี) และภาคปฏิบัติ และให้ความรู้เกี่ยวกับคำสอนของพระพุทธศาสนาตั้งแต่ระดับต้น ๆ จนถึงคำสอนชั้นสูง กล่าวคือ
       พระนิพนธ์ที่อธิบายพระพุทธศาสนาอย่างง่าย เหมาะแก่เยาวชนหรือผู้เริ่มศึกษา พระพุทธศาสนาทั่วไป ก็เช่นเรื่อง หลักพระพุทธศาสนา เป็นการอธิบายพระพุทธศาสนา ประยุกต์กับชีวิตประจำวัน ประยุกต์กับเหตุการณ์และความรู้สมัยใหม่ ซึ่งง่ายต่อการทำ ความเข้าใจและนำไปปฏิบัติในชีวิตจริง

       พระนิพนธ์ที่อธิบายพระพุทธศาสนาในระดับปานกลาง เหมาะแก่ผู้ใฝ่ศึกษาหรือประสงค์แสวงหาความรู้ความเข้าใจในเรื่องพระพุทธ ศาสนาให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ก็เช่นเรื่อง ๔๕ พรรษาของพระพุทธเจ้า เรื่องลักษณะพระพุทธศาสนา เป็นต้น ซึ่งเป็นเรื่องคำสอนทั่วไปของพระพุทธศาสนาเป็นการอธิบายพระพุทธศาสนาในเชิง วิชาการ คือแสดงความเป็นเหตุเป็นผล (หรือที่นิยมเรียกกันสั้น ๆ ว่า เหตุผล) แสดงความสัมพันธ์โยงใยกันระหว่างองค์ธรรม เป็นต้น
       พระนิพนธ์ที่อธิบายพระพุทธศาสนาในระดับสูง เหมาะแก่ผู้ต้องการศึกษาคำสอนขั้นสูง ของพระพุทธศาสนา ต้องการความรู้ความเข้าใจในคำสอนของ พระพุทธศาสนาอย่างละเอียด ถี่ถ้วนยิ่งขึ้น ก็เช่นเรื่อง สัมมาทิฏฐิโสฬสปัญหา เป็นต้น ซึ่งเป็นการอธิบายคำสอนขั้นสูง ของพระพุทธศาสนาในเชิงวิเคราะห์วิจารณ์ ตามแนวของหลักฐานในพระคัมภีร์ประกอบ กับการพิจารณาไตร่ตรองด้วยพระปรีชาส่วนพระองค์ ในลักษณะที่พระพุทธศาสนาเรียกว่า “ธัมมวิจยะ” หรือการวิจัยธรรม ผู้ที่อ่านหรือศึกษาพระนิพนธ์ประเภทนี้ จะต้องอ่านด้วยความไตร่ตรอง จึงจะได้รับอรรถรสของธรรมที่ทรงนำมาอธิบายนั้น

       พระนิพนธ์อีกลักษณะหนึ่งที่นับว่ามีคุณค่าในด้านการศึกษาเป็นอย่างมาก ก็คือพระนิพนธ์เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเชิงปฏิบัติ หรือว่าเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา ได้แก่เรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติสมาธิกรรมฐาน ซึ่งเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ได้นิพนธ์ไว้จำนวนมากเช่นกัน การอธิบายธรรมภาคปฏิบัติหรือการอธิบายเรื่องของการปฏิบัติธรรมนั้น นับว่ายาก ยิ่งเป็นการปฏิบัติธรรมชั้นสูง ก็ยิ่งยากแก่การอธิบาย ฉะนั้น ผู้ที่จะสามารถอธิบายธรรมภาคปฏิบัติได้ดีจึงต้องเป็นผู้ปฏิบัติธรรมหรือมี ประสบการณ์ในธรรมมาด้วยตนเอง เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ทรงเป็นทั้งนักปริยัติ (คือสำเร็จภูมิเปรียญธรรม ๙ ประโยค) และทรงเป็นทั้งนักปฏิบัติ (คือทรงปฏิบัติสมาธิกรรมฐานต่อเนื่องมาโดยตลอด) จึงทรงสามารถอธิบายธรรมภาคปฏิบัติได้อย่างแจ่มแจ้งชัดเจน ทรงนำความรู้เชิงปริยัติและกระสบการณ์ทางปฏิบัติมาประยุกต์อธิบายให้ผู้ อ่าน/ผู้ฟังเข้าใจในธรรมปฏิบัติเรื่องนั้น ๆ ได้ง่ายขึ้น พระนิพนธ์ประเภทนี้ก็เช่นเรื่อง แนวปฏิบัติในสติปัฎฐาน การปฏิบัติทางจิต ธรรมกถาในการปฏิบัติอบรมจิต เป็นต้น พระนิพนธ์เหล่านี้จึงนับว่าทรงคุณค่าสำหรับการศึกษาพระพุทธศาสนาภาคปฏิบัติ
       แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ก็ได้ให้หลักในการศึกษาพระพุทธศาสนา ภาคปฏิบัติไว้ว่า “อธิบายทั้งปวงก็เพื่อนำธรรมเข้าสู่จิตและปัญญา ได้ฟังได้อ่านแล้วก็ให้ทิ้ง ๆ ไปเสีย กำหนดไว้แต่ตัวธรรมแท้ ๆ จะไม่มีหนักสมอง ตัวธรรมนี้อยู่ในความเข้าใจความจริง อาจอธิบายไม่ได้เพราะไม่มีภาษาจะอธิบาย”

       ผลงานด้านพระนิพนธ์ของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ จึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่ายิ่งในด้านการศึกษา พระพุทธศาสนา ทั้งในด้านปริยัติและในด้านปฏิบัติ
        ผลงานของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ อีกอย่างหนึ่ง ซึ่งนับว่ามีคุณค่ายิ่งต่อการศึกษาของคณะสงฆ์ นั่นคือ พระดำริเกี่ยวกับการศึกษาระดับอุดมศึกษาของคณะสงฆ์ หรือที่เรียกกันง่าย ๆ ว่า มหาวิทยาลัยสงฆ์ แต่เดิมมา คณะสงฆ์โดยส่วนรวมยังมีท่าทีต่อการศึกษาของมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่งในทาง ลบ เพราะเห็นว่าเป็นการส่งเสริมให้พระภิกษุสามเณรศึกษาเล่าเรียนวิชาการทางโลก มากเกินไป ซึ่งไม่น่าจะเป็นผลดีต่อการปฏิบัติศาสนกิจของพระสงฆ์ ฉะนั้น มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง จึงไม่ได้รับการรับรองและไม่ได้รับการสนับสนุนจากคณะสงฆ์อย่างเป็นทางการ ตลอดมา เป็นเหตุให้มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่งไม่อาจจะพัฒนาตนเองให้รุดหน้าไปได้ ทั้งในทางวิชาการ และในทางบริหาร แต่ด้วยพระดำริและแรงผลักดันของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ดังกล่าวมาแล้วในตอนต้น จึงทำให้มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่งได้รับการรับรองเป็น “การศึกษาของคณะสงฆ์” เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๒ ยังผลให้ทางราชการรับรองวิทยฐานะของผู้สำเร็จ การศึกษาจากมหาวิทยาลัยสงฆ์ ทั้งสองแห่งเป็นครั้งแรกในเวลาต่อมา (คือ พ.ศ.๒๕๒๗) และต่อมามหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสอง แห่งก็ได้พัฒนาวิชาการให้ก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง คือได้เปิดหลักสูตรปริญญาโทขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๐

      คุณค่าด้านการปฏิบัติ
       ผลงานด้านพระนิพนธ์และการสั่งสอนของเจ้าพระคุณ สมเด็จ ฯ ได้ให้สิ่งที่มีคุณค่าทั้งต่อวงการศึกษาและประชาชนทั่วไปอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ หลัก หรือแนวทาง ในการศึกษาพระพุทธศาสนาภาคปฏิบัติ ที่นิยมเรียกกันว่า “การปฏิบัติสมาธิ กรรมฐาน” พระนิพนธ์เกี่ยวกับธรรมปฏิบัติของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ดังที่ได้ระบุชื่อมาแล้วใน ตอนต้น นอกจากจะให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมหรือการปฏิบัติสมาธิ กรรมฐานแล้ว ยังให้หลักการปฏิบัติหรือแนวปฏิบัติสมาธิกรรมฐานที่ผู้สนใจทั่วไปสามารถนำ ไปศึกษาและฝึกปฏิบัติได้ ด้วยตนเอง
       คำสอนเรื่องการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานที่ทรงสอนนิสิตนักศึกษาหรือบุคลากรใน หน่วยงานต่างๆ ดังเช่นที่ปรากฏในพระนิพนธ์เรื่อง “หลักการทำสมาธิเบื้องต้น” เป็นการแสดง ให้เห็นว่า เรื่องการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานนั้น มิใช่เป็นเรื่องที่มุ่งผลเฉพาะการบรรลุธรรมขั้นสูง หรือบรรลุนิพพานเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่สำคัญและมีประโยชน์แม้ต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น การศึกษา การทำงานเป็นต้น เพราะจิตใจที่ได้รับการฝึกหัดนั้น ย่อมมีพลังที่จะระงับ อารมณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าได้ ซึ่งเท่ากับสามารถควบคุมจิตใจของตนได้นั่นเอง และย่อมมี พลังสมาธิดีขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการทำงานทุกด้าน
       และในรายการบริหารทางจิต ที่ทรงแสดงทางสถานีวิทยุ อส พระราชวังดุสิต ทุก เช้าวันอาทิตย์ต่อเนื่องกันมาเป็นเวลาหลายปีนั้น ก็ทรงแสดงให้เห็นว่า การฝึกสมาธินั้น มิใช่ จำเป็นสำหรับผู้ใหญ่หรือว่าฝึกปฏิบัติได้เฉพาะผู้ใหญ่เท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่สามารถฝึก และควร ฝึกตั้งแต่วัยเด็ก เพราะจิตทุกระดับควรได้รับการฝึกหัด ยิ่งฝึกหัดได้มากเท่าไร ผลดีก็เกิดขึ้น แก่ผู้ฝึกหัดมากเท่านั้น

        เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ จึงทรงเป็นผู้ริเริ่มแนะนำเผยแพร่ให้คนทุกระดับทั้งวัยเด็ก และวัยผู้ใหญ่ สนใจฝึกหัดปฏิบัติสมาธิกรรมฐาน พร้อมทั้งทรงแนะนำวิธีการฝึกหัดที่เหมาะสม แก่คนในวัยนั้น ๆ ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาจิตใจ พัฒนาจริยธรรมคุณธรรม ซึ่ง ผลรวมก็คือการ พัฒนาชีวิตของคนทุกระดับให้ดีมีสุขขึ้น แนวพระดำริและแนวปฏิบัติดังกล่าว นี้ก็ได้รับการสาน ต่อกระทั่งเกิดเป็นความนิยมแพร่หลายไปทั่ว ทั้งในสถานศึกษาและในหน่วย งานต่าง ๆ ทั่วไป

       คุณค่าชีวิตที่ให้ไว้
       แม้ว่าเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ จะทรงดำรงพระชนมชีพอยู่ในสมณเพศมาโดยตลอด แต่ความเป็นไปในพระชนมชีพของพระองค์สามารถยึดถือเป็นแบบอย่างในการดำเนิน ชีวิตที่ดีได้สำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ เพราะแก่นแท้ของชีวิตหรือว่าส่วนที่เป็นความดีของชีวิต ที่ควรยึดถือเป็นแบบอย่างในการสร้างความดีให้แก่ตนเองและสังคมนั้นก็คือ คุณธรรม และคุณธรรมนั้นไม่ว่าจะเป็นคุณธรรมของบรรพชิตหรือคุณธรรมของคฤหัสถ์ก็คือ คุณธรรมอันเดียวกัน เช่น เมตตา กรุณา ไม่ว่าจะเป็นเมตตา กรุณา ที่มีอยู่ในจิตใจของพระหรือมีอยู่ในจิตใจของชาวบ้าน ก็เป็นเมตตา กรุณา อันเดียวกัน
พระประวัติชีวิตและผลงานของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ให้สิ่งที่มีคุณค่าควรแก่การยึดถือเป็นแบบ อย่างของคนทั่วไป อย่างน้อย ๒ ประการคือ ชีวิตแบบอย่าง และปฏิปทาแบบอย่าง

      ชีวิตแบบอย่าง
       ชีวิตของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ นั้นก็ไม่แตกต่างไปจากชีวิตของคนทั่ว ๆ ไป คือมีทั้งผิด หวังและสมหวัง มีทั้งสำเร็จและล้มเหลว มีทั้งดีใจและเสียใจ แต่โดยที่ทรงมีคุณธรรม หลายประการที่โดดเด่นเป็นแกนหรือเป็นแก่นของชีวิต ชีวิตของพระองค์จึงมีความสมหวัง มากกว่าผิดหวัง มีความสำเร็จมากกว่าความล้มเหลว และมีความดีใจมากกว่าเสียใจกล่าวโดยรวมก็คือ ด้วยคุณธรรมอันเป็นแกนของชีวิตดังกล่าวพระองค์จึงทรงประสบความสำเร็จ หรือทรง เจริญก้าวหน้าไปตามครรลองของชีวิตจนถึงที่สุด ดังเป็นที่ปรากฏอยู่ในบัดนี้ หากวิเคราะห์ ตามที่ปรากฏในพระประวัติ ก็จะเห็นได้ว่า พระคุณธรรมที่โดดเด่นในชีวิตของพระองค์ ก็คือ

        ๑ อดทน
        ๒ ใฝ่รู้
        ๓ กตัญญู
        ๔ ถ่อมตน
        ๕ คารวธรรม

         พระคุณธรรมประการแรกที่ปรากฏเด่นชัดในชีวิตของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ก็คือ ความอดทน (ขันติ) เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ทรงมีพระสุขภาพอ่อนแอไม่แข็งแรงมาตั้งเยาว์วัย และมีผลสืบเนื่องมา จนถึงเมื่อทรงบรรพชาเป็นสามเณร พระสุขภาพที่อ่อนแอนับเป็นอุปสรรคสำคัญของการศึกษาเล่าเรียน พระองค์ต้องทรงใช้ความอดทนอย่างหนักจึงสามารถผ่านพ้นอุปสรรคแต่ละขั้นตอนมา ได้ ทรงเล่าว่า บางครั้งเมื่อถึงเวลาสอบ ต้องทรงใช้ผ้าสักหลาดพันรอบอกหลายชั้น เพื่อไม่ให้เกิดอาการหนาวสั่น ในเวลานั่งสอบ นอกจากจะต้องงอดทนต่อความไม่สมบูรณ์ของร่างกายแล้ว ยังต้องงอดทนต่อเสียง ค่อนแคะของเพื่อนร่วมสำนักอีกนานัปการ แต่สิ่งเหล่านี้แทนที่จะทำให้กำลังพระทัยลดน้อยลง แต่กลับทำให้ทรงรู้สึกว่าจะต้องมีความอดทนมากขึ้น
       พระคุณธรรมที่โดดเด่นประการต่อมาก็คือ ความใฝ่รู้ (สิกขกามตา) เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ทรงเป็นผู้ใฝ่รู้มาโดยตลอดแม้เมื่อทรงเป็นพระมหาเถระแล้ว พระอัธยาศัยใฝ่รู้ของพระองค์ ก็ไม่เคยจืดจาง ได้ทรงแสวงหาความรู้อยู่เสมอด้วยการทรงอ่านหนังสือ ทั้งที่เป็นหนังสือภาษาไทย และภาษาอังกฤษ หนังสือดีมีประโยชน์บางเรื่องที่ทรงอ่านแล้ว ยังทรงพระเมตตาแนะนำให้ ผู้ใกล้ชิดอ่านด้วย โดยมักมีรับสั่งว่า “เรื่องนี้เขาเขียนดี น่าอ่าน”
        พระคุณธรรมข้อกตัญญู ดังกล่าวมาแล้วในตอนต้นว่า เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ทรงมี พระคุณธรรมข้อนี้อย่างเด่นชัด และทรงหาโอกาสสนองคุณของผู้ที่มีพระคุณต่อพระองค์ แม้เพียงเล็กน้อยอยู่เสมอ ดังเช่น เมื่อทรงได้รับพระราชทานสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ สมเด็จพระญาณสังวร ก็ทรงรำลึกถึงพระคุณของสมเด็จพระสังฆราช (สุก ญาณสังวร) ที่ทรงดำรงสมณศักดิ์ที่ สมเด็จพระญาณสังวร เป็นรูปแรกในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะหาก ไม่มีสมเด็จพระญาณสังวร (สุก) เป็นรูปที่ ๑ ก็คงไม่มีสมเด็จพระญาณสังวร คือพระองค์เอง เป็นรูปที่ ๒ ฉะนั้นเมื่อถึงเทศกาลเข้าพรรษา จึงเสด็จไปถวายสักการะพระรูปสมเด็จพระญาณสังวร (สุก) ที่วัดราชสิทธารามเป็นประจำทุกปีตลอด

        อีกกรณีหนึ่ง เมื่อครั้งทรงดำรงสมณศักดิ์ที่ พระธรรมวราภรณ์ และทรงได้รับแต่งตั้งเป็น เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหารใหม่ ๆ (พ.ศ.๒๕๐๔) คราวหนึ่ง สมเด็จพระสังฆราช (อยู่) วัดสระเกศ ได้ทรงปรารภกับพระองค์ด้วยความห่วงใยว่า “เจ้าคุณ จะเอาวัดบวรไว้อยู่หรือ” ซึ่งหมายความว่า จะปกครองวัดบวรนิเวศวิหารที่เป็นพระอารามหลวงที่สำคัญทั้งมีพระเถระที่มี อาวุโสมากกว่า อยู่มากองค์ในขณะนั้นให้เรียบร้อยได้หรือ ด้วยพระปรารภดังกล่าวนี้ เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ทรงถือว่า สมเด็จพระสังฆราช (อยู่) ทรงมีพระเมตตาต่อพระองค์ จึงทรงรำลึกถึงพระคุณของสมเด็จพระสังฆราช พระองค์นั้นอยู่เสมอ เมื่อถึงเทศกาลเข้าพรรษาจึงทรงไปถวายสักการะ สมเด็จพระสังฆราชพระองค์นั้น นับแต่เมื่อยังมีพระชนม์อยู่และตลอดมาจนบัดนี้
       พระคุณธรรมข้อถ่อมตน (นิวาตะ) เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ทรงมีความถ่อมพระองค์มาแต่ต้น เพราะความถ่อมตน เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ จึงทรงเป็นพระเถระที่สงบเสงี่ยม สำรวมระวัง ตรัสน้อย และไม่ชอบแสดงตน ดังเช่นในการสอนสมาธิกรรมฐาน พระองค์ก็มิได้แสดงพระองค์ว่าเป็นผู้รู้หรือผู้เชี่ยวชาญกว่าใคร ๆ แต่มักตรัสว่า “แนะนำในฐานะผู้ร่วมศึกษาปฏิบัติด้วยกัน”
       บางครั้งมีผู้กล่าวถึงพระองค์ว่า เป็นพระอาจารย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงทราบจะทรงแนะว่า ไม่ควรกล่าวเช่นนั้น เพราะ “ใคร ๆ ไม่ควรที่จะอวดอ้างตนว่าเป็นครูอาจารย์ของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินทุกคนมีหน้าที่ ต้องถวายงานสนองพระราชประสงค์เท่านั้น”

        อีกตัวอย่างหนึ่ง เจ้าพระคุณสมเด็จทรงเป็นกรรมการมหาเถรสมาคมมาตั้งแต่ทรง ดำรงสมณศักดิ์ที่ พระสาสนโสภณ และทรงเป็นตลอดมาทุกสมัย ในการประชุมมหาเถรสมาคม แต่ละครั้ง เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ประทับเก้าอี้ท้ายแถวเสมอ กระทั่งครั้งหนึ่ง สมเด็จพระสังฆราช (จวน) วัดมกุฎกษัตริยาราม ซึ่งทรงเป็นประธานกรรมการมหาเถรสมาคมในขณะนั้น ทรงทักแบบ สัพยอกด้วยพระเมตตาว่า “เจ้าคุณสานั่งไกลนัก กลัวจะเป็นสมเด็จหรือไง”
       พระคุณธรรมข้อคารวธรรม คือความเป็นผู้มีความเคารพต่อผู้ที่ควรเคารพ คารวธรรม ประการแรกของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ก็คือความเคารพในพระรัตนตรัย ความเคารพในพระพุทธเจ้านั้น ทรงแสดงออกด้วยการเคารพต่อพระพุทธรูปในทุกสถานการณ์ ดังเช่น ทรงแนะนำภิกษุสามเณร อยู่เสมอว่า การลงโบสถ์ทำวัตรเช้าค่ำนั้น ก็เสมือนการไปเฝ้าพระพุทธเจ้าประจำวันทำให้รำลึกถึง พระพุทธคุณ จิตใจไม่ห่างไกลจากพระธรรม ข้อที่ทรงแนะนำอีกประการหนึ่งก็คือ พระพุทธรูป ไม่ควรตั้งวางในที่ต่ำ หรือในที่ที่จะต้องเดินข้ามไปข้ามมาเป็นต้น
       ความเคารพต่อพระธรรมก็ทรงแสดงออกด้วยการเคารพต่อพระคัมภีร์ เช่นพระคัมภีร์ทาง พระพุทธศาสนาทุกชนิดทรงเก็บรักษาไว้ในที่สูงเสมอ ไม่เก็บไว้ในที่ที่ต้องเดินข้ามเดินผ่านเช่นกัน แม้หนังสือธรรมทุกชนิดก็ไม่ทรงวางบนพื้นธรรมดา ต้องวางไว้บนที่สูงเช่น บนโต๊ะ บนพานเป็นต้น หากทรงเห็นใครวางหนังสือธรรมบนพื้น ก็จะตรัสเตือนว่า “นั่นพระธรรม อย่าวางบนพื้น”
       ความเคารพในพระสงฆ์ ก็ทรงแสดงออกโดยทรงมีความเคารพต่อ พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ หรือที่เรียกกันว่า พระกรรมฐานเป็นพิเศษ เช่นเมื่อมีพระกรรมฐานเป็น อาคันตุกะ มาสู่พระอาราม แม้จะเป็นผู้ที่มีอาวุโสน้อยกว่าก็ทรงต้อนรับปฏิสันถารด้วยความเคารพ
       พระคุณธรรมข้อนี้ที่ปรากฏต่อสาธารณชนทั่วไปก็คือ ทรงแสดงความเคารพต่อพระเถระ ผู้มีอาวุโสมากกว่าพระองค์ทุกรูป ไม่ว่าพระเถระรูปนั้นจะเป็นภิกษุธรรมดาไม่มียศศักดิ์ อะไรหากมีอาวุโสพรรษามากกว่า พระองค์ก็ทรงกราบแสดงความเคารพเสมอ เมื่อมีพระสงฆ์ จากที่ต่าง ๆ มาเข้าเฝ้า หากมีพระเถระผู้เฒ้ามาด้วย ก็จะทรงถามก่อนว่า “ท่านพรรษาเท่าไร” หากมีอายุ พรรษามากกว่า จะทรงนิมนต์ให้นั่งบนอาสนะและทรงกราบตามธรรมเนียมทางพระวินัย
         พระคุณธรรมเหล่านี้ ทำให้ชีวิตของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ เป็นชีวิตที่งดงามหรือกล่าวอย่าง ภาษาชาวโลกก็คือ เป็นชีวิตที่ประสบความสำเร็จ เป็นชีวิตที่สามารถยึดถือ เป็นแบบอย่าง ได้สำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ ไม่ว่าจะเป็นชีวิตทาง โลกหรือชีวิตทางธรรม

       ปฏิปทาแบบอย่าง
      การกล่าวถึงพระคุณธรรมในชีวิตของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ข้างต้นนั้น เป็นการมอง ชีวิตของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ในภาพรวมเช่นกับชีวิตของคนทั่วไปว่า ทรงมีอะไรบ้าง ทรงทำ อะไรบ้าง แต่ถ้ามองชีวิตของพระองค์ในฐานะที่ทรงเป็นพระสงฆ์รูปหนึ่ง ก็จะเห็นแบบอย่าง ของชีวิตในทางธรรมที่ชัดเจนอีกภาพหนึ่ง นั่นคือ ปฏิปทาแบบอย่าง สำหรับพระสงฆ์ทั่วไป พระปฏิปทาอันเป็นแบบอย่างดังกล่าวก็คือ
      ความเป็นผู้ทรงปริยัติและไม่ทิ้งปฏิบัติ
      ความเป็นผู้สำรวมระวังในพระวินัย
      ความเป็นผู้มักน้อยสันโดษ

      ปริญญาดุษฎีบัณฑิต
       พ.ศ. ๒๕๒๙ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ถวายปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์
      พ.ศ. ๒๕๓๒ มหาวิทยาลัยมหิดล ถวายปริญญาอักษรศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์
      พ.ศ. ๒๕๓๓ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งคณะสงฆ์ไทย ถวายปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์
      พ.ศ. ๒๕๓๗ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ถวายปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาปรัชญาและศาสนา
      พ.ศ. ๒๕๓๘ มหาวิทยาลัยนเรศวร ถวายปริญญาการศึกษาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาบริหารการศึกษา
     พ.ศ. ๒๕๓๙ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ถวายปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์          พ.ศ. ๒๕๔๑ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาภาษาไทย
     พ.ศ. ๒๕๔๓ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถวายปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์
     พ.ศ. ๒๕๔๕ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ถวายปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์

      พระศาสนกิจ
      ทางการคณะสงฆ์
      พุทธศักราช ๒๔๘๔ เป็นสมาชิกสังฆสภาโดยตำแหน่งตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์
พุทธศักราช ๒๔๘๔ เป็นกรรมการสังคายนาพระธรรมวินัย ซึ่งแต่งตั้งขึ้นตามความในมาตรา ๖๐ แห่ง-พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช ๒๔๘๔
      พุทธศักราช ๒๔๘๘ เป็นพระวินัยธรชั้นอุทธรณ์
       พุทธศักราช ๒๔๘๙ เป็นเลขานุการสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์
       พุทธศักราช ๒๔๙๙ รักษาการพระวินัยธรชั้นฎีกา
      พุทธศักราช ๒๕๐๓ เป็นสังฆมนตรีช่วยว่าการองค์การปกครอง สั่งการองค์การปกครอง คณะธรรมยุต
      พุทธศักราช ๒๕๐๔ เป็นกรรมการโครงการเชิดชูและบำรุงพระพุทธศาสนาโดยตำแหน่ง, เป็นผู้รักษาการเจ้าคณะธรรมยุตภาคทุกภาค, เป็นเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร

       พุทธศักราช ๒๕๐๖ เป็นกรรมการมหาเถรสมาคมและเป็นตลอดมาทุกสมัยจนถึงปัจจุบัน, เป็นอนุกรรมการพิจารณาร่างกฎมหาเถรสมาคมตลอดมาทุกสมัย, เป็นอนุกรรมการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี
       พุทธศักราช ๒๕๐๗ เป็นอนุกรรมการพิจารณาร่างระเบียบการเดินทางไปต่างประเทศ ของพระภิกษุสามเณร
        พุทธศักราช ๒๕๐๙ เป็นประธานอำนวยการฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ
พุทธศักราช ๒๕๑๐ เป็นประธานอนุกรรมการพิจารณาเรื่องวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ประจำปี ๒๕๑๑, เป็นประธานอนุกรรมการพิจารณาร่างระเบียบมหาเถรสมาคม ว่าด้วยวิธีปฏิบัติในการปลูกสร้างอาคารที่ดินของวัดซึ่งมีผู้เช่าอยู่, เป็นประธานอนุกรรมการพิจารณาหลักเกณฑ์การยกเว้นค่าโดยสารรถไฟให้แก่พระภิกษุ สามเณรในพระพุทธศาสนา, เป็นอนุกรรมการพิจารณาแก้ไขข้อขัดข้องในระหว่างวัด กับผู้เช่า (พ.ว.ช.)
       พุทธศักราช ๒๕๑๑ เป็นประธานอนุกรรมการพิจารณาโครงการรับการศึกษา ของมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองเป็นการศึกษาของคณะสงฆ์
       พุทธศักราช ๒๕๑๒ เป็นประธานอนุกรรมการพิจารณาเรื่องการศึกษา โรงเรียนมัธยมของคณะสงฆ์, เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ โครงการจัดตั้งโรงเรียนพระสังฆาธิการส่วนกลาง
       พุทธศักราช ๒๕๑๔ เป็นประธานอนุกรรมการพิจารณาร่างกฎมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการลงนิคหกรรมแก่พระภิกษุ
      พุทธศักราช ๒๕๑๕ เป็นประธานกรรมการบริหารสภาการศึกษาของคณะสงฆ์, เป็นเจ้าคณะนครหลวงกรุงเทพธนบุรี และเจ้าคณะจังหวัดสมุทรปราการ ( ธรรมยุต )
      พุทธศักราช ๒๕๑๖ เป็นประธานอนุกรรมการพิจารณาปรับปรุงหลักสูตร ศาสนศึกษาของคณะสงฆ์
พุทธศักราช ๒๕๒๑ เป็นรองประธานคณะกรรมการ อำนวยการจัดสร้างพุทธมณฑลฝ่ายสงฆ์
พุทธศักราช ๒๕๒๗ เป็นประธานคณะกรรมการจัดงานสัปดาห์ส่งเสริม พระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลวิสาขบูชา, เป็นประธานคณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไรของคณะสงฆ์

       หน้าที่พิเศษ
       พุทธศักราช ๒๔๙๕ ร่วมในคณะทูตพิเศษที่มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ฯ ส่งไปร่วมฉลองพระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระอัครสาวก ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา
พุทธศักราช ๒๔๙๖ เป็นกรรมการตรวจชำระพระคัมภีร์ฎีกา
พุทธศักราช ๒๔๙๗ ร่วมในคณะพระเถระแห่งคณะสงฆ์ไทย ไปร่วมประชุมสมัยที่ ๒ แห่งฉัฏฐสังคายนาพระไตรปิฏก ณ กรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า
       พุทธศักราช ๒๔๙๙ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงเลือกให้เป็น “ พระอภิบาล ” ( พระพี่เลี้ยง) ของพระภิกษุ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ฯ สยามินทราธิราชบรมนาถบพิตร ในระหว่างทรงผนวชเป็นพระภิกษุ และเสด็จประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ตั้งแต่วันที่ ๒๒ ตุลาคมถึงวันที่ ๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๙๙

       พุทธศักราช ๒๕๐๑ เป็นกรรมการมูลนิธิส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนา และมนุษยธรรม ( ก. ศ. ม.)
      พุทธศักราช ๒๕๑๕ เป็นประธานกรรมการมูลนิธิสงเคราะห์คนเป็นโรคเรื้อน
      พุทธศักราช ๒๕๑๖ ในฐานะกรรมการมหาเถรสมาคม และรองประธานกรรมการ คณะธรรมยุตทรง ได้รับฉันทานุมัติจากกรรมการคณะธรรมยุต ให้เสด็จไปตรวจการคณะสงฆ์และทรงเยี่ยมพุทธศาสนิกชน  ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวม ๙ จังหวัด คือ จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดยโสธร จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดกาฬสินธุ์ และจังหวัดขอนแก่น
        พุทธศักราช ๒๕๑๙ เป็นประธานกรรมการมูลนิธิสังฆประชานุเคราะห์
        พุทธศักราช ๒๕๒๐ เป็นประธานอำนวยการมูลนิธิมหาวชิราลงกรณ์
        พุทธศักราช ๒๕๒๑ เป็นพระราชกรรมวาจาจารย์ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ ฯ สยามมกุฏราชกุมาร ในการทรงผนวช ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และเป็นพระอาจารย์ถวายการอบรมพระธรรมวินัย ขณะที่พระภิกษุสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ ฯ สยามมกุฏราชกุมาร เสด็จประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ระหว่างวันที่ ๖ – ๒๐ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๒๑       พุทธศักราช ๒๕๒๒ เป็นประธานอำนวยการมูลนิธิสิรินธร
       พุทธศักราช ๒๕๒๔ ในฐานะกรรมการมหาเถรสมาคม และประธานกรรมการคณะธรรมยุต ทรงได้รับฉันทานุมัติ จาก กรรมการคณะธรรมยุต ให้เสด็จไปตรวจการ คณะสงฆ์และทรงเยี่ยมพุทธศาสนิกชน ในภาคเหนือ รวม ๑๐ จังหวัด คือ จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดตาก จังหวัดลำปาง จังหวัดลำพูน จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย จังหวัดพะเยา จังหวัดแพร่ จังหวัดอุตรดิตถ์ และจังหวัดกำแพงเพชร
      พุทธศักราช ๒๕๒๕ เป็นผู้ถวายพระธรรมเทศนามงคลวิเสสกถา ในพระราชพิธีเฉลิมพระ  ชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และถวายตลอดมาจนถึงปัจจุบัน
      พุทธศักราช ๒๕๒๖ เป็นประธานกรรมการมูลนิธิวัดญาณสังวราราม ในพระบรมราชูปถัมภ์              พุทธศักราช ๒๕๒๗ เป็นประธานกรรมการมูลนิธิพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย
      พุทธศักราช ๒๕๒๘ เป็นผู้อ่านพระอภิธรรมนำพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗ ในกระบวนพระราชอิสริยยศ สู่พระเมรุมาศ ณ ท้องสนามหลวง, เป็นรองประธานกรรมการสังคีติการกสงฆ์ ในการสังคายนาพระธรรม วินัย ตรวจชำระพระไตรปิฎก, เป็นสังฆปาโมกข์ปาลิวิโสธกพระวินัยปิฎก ในการสังคายนาพระธรรมวินัย ตรวจชำระพระไตรปิฎก เนื่องในวโรกาสมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา ๕ รอบพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ฯ สยามินทราธิราชบรมนาถบพิตร จนสำเร็จทันในการพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา
       พุทธศักราช ๒๕๓๐ เป็นประธานกรรมการมูลนิธิแผ่นดินธรรม, เป็นประธานกิตติมศักดิ์มูลนิธิสงเคราะห์และฟื้นฟูจิตใจผู้ติดยาเสพติด, เป็นพระอุปัชฌาย์ ในวโรกาสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ สยามินทราธิราชบรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ ในการหม่อมเจ้าจุฑาวัชร มหิดล พระโอรสในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ ฯ สยามมกุฏราชกุมาร ทรงผนวชสามเณร ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร เมื่อวันอังคารที่ ๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๓๐
       พุทธศักราช ๒๕๓๒ เสด็จเยี่ยมพระภิกษุสามเณรและพุทธศาสนิกชนใน ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ สงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี นราธิวาส ตามคำกราบทูลอาราธนาของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระหว่างวันที่ ๑๒ - ๑๔ กันยายน ๒๕๓๒
       พุทธศักราช ๒๕๓๓ เป็นประธานสงฆ์ในการเจริญพระพุทธมนต์พระราชพิธีพุทธาภิเษก พระพุทธรูปชัยวัฒน์และพระกริ่งสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงเจริญพระชนมายุ ๙๐ พรรษา และเป็นประธานจุดเทียนชัย ทรงนั่งปรก ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม  

        พระกรณียกิจ

        - ทรงแสดงพระธรรมเทศนาประจำวันอุโบสถเวลาเช้า ในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร
        - ทรงบรรยายธรรมในการฝึกอบรมการปฏิบัติทางจิต ( กรรมฐาน ) ประจำวันพระ และหลังวันพระ ณ ห้องประชุม ชั้น ๒ ตึก สว. ธรรมนิเวศ
         - ทรงบรรยายในรายการบริหารทางจิตสำหรับผู้ใหญ่ ทางสถานีวิทยุกระจายเสียง อ. ส. พระราชวังดุสิต ประจำทุกวันอาทิตย์

        พระศาสนกิจในต่างประเทศ

         เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ก็ได้ทรงปฏิบัติพระกรณียะต่างๆ มาแต่ครั้งทรงดำรงสมณศักดิ์ที่ พระสาสนโสภณ เช่น การจัดให้มีการเทศน์เป็นภาษาอังกฤษ จัดให้มีการสอนกรรมฐานแก่ชาวต่างประเทศ และจัดให้มีการสนทนาธรรมแก่ชาวต่างประเทศเป็นประจำ (ทุกวันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์)
        โดย เจ้าพระคุณสมเด็จฯ เป็นผู้ดำเนินการเองร่วมกับพระภิกษุไทย และพระภิกษุชาวต่างประเทศที่บวชอยู่ วัดบวรนิเวศวิหาร นอกจากนี้ เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ยังได้เสด็จไปปฏิบัติศาสนกิจ เกี่ยวกับการพระศาสนาในต่างประเทศอีกหลายคราว คือ
        พ.ศ. ๒๕๐๙ ในฐานะประธานกรรมการอำนายการฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ ได้เสด็จไปเป็นประธานสงฆ์ ในพิธีเปิดวัดพุทธประทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิด เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๙
        การเสด็จไปประเทศอังกฤษ คราวนี้ ก็เป็นโอกาสให้ได้ดูกิจการพระธรรมทูต และการพระศาสนาในประเทศนั้น และในประเทศอิตาลีในขากลับประเทศไทยอีกด้วย
        พ.ศ. ๒๕๑๐ ในฐานะกรรมการมหาเถรสมาคม ได้ตามเสด็จ สมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฏฐายี) วัดมกุฏกษัตริยาราม ซึ่งเสด็จเยือนประเทศศรีลังกาอย่างเป็นทางการ ตามคำทูลอาราธนาของรัฐบาลศรีลังกา เพื่อเจริญสัมพันธไมตรีระหว่างศาสนิกชนแห่งประเทศทั้งสอง และเป็นการตอบแทนไมตรีของรัฐบาลไทย ที่ได้นิมนต์พระมหานายกะของสยามวงศ์นิกายแห่งลังกา มาเยือนประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๙
       พ.ศ. ๒๕๑๑ เสด็จไปดูการพระศาสนา วัฒนธรรม และการศึกษาทั่วไป ในประเทศอินโดนีเซีย ออสเตรเลีย และฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานสภาการคึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย โดยอนุมัติของมหาเถรสมาคม พร้อมด้วยพระเทพกวี (ประยูร สนฺตงฺกุโร ป.ธ. ๙) (สมณศักดิ์สุดท้ายที่ สมเด็จพระญาณวโรดม) เลขาธิการสภาการศึกษาฯ ในขณะนั้น
        เนื่องจากการเดินทางครั้งนี้ ผลปรากฏว่าต่อมาได้มีการติดต่อกับหัวหน้าชาวพุทธไปประเทศอินโดนีเซีย และได้วางโครงการร่วมกันในอันที่จะฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในประเทศนั้น สุดท้ายหัวหน้าชาวพุทธในประเทศอินโดนีเซียได้เดินทางเข้ามาประเทศไทย เจรจากับ เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ในฐานะประธานกรรมการอำนวยการฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ ขอพระธรรมทูตไทยออกไปช่วยฟื้นฟูพุทธศาสนาในประเทศอินโดนีเซีย
        กรมการศาสนาร่วมกับสำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ จึงได้คัดเลือกพระธรรมทูตไทย ๔ รูป เสนอ มหาเถรสมาคม ส่งออกไปปฏิบัติศาสนกิจช่วยฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในประเทศนั้น พระธรรมทูตชุดแรกออกไปเมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ และพระธรรมทูตชุดนี้ปฏิบัติศาสนกิจอยู่ในประเทศนี้ถึง ๑๐ ปีเศษ
        สำหรับประเทศออกเตรเลียนั้น ปรากฏว่ามีผู้นับถือและสนใจพระพุทธศาสนาอยู่เป็นจำนวนมาก มีความประสงค์ให้มีพระสงฆ์อยู่ เพื่อประกาศพระพุทธศาสนาในประเทศนั้นด้วย
       เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ในฐานะผู้อำนวยการมหามกุฏราชวิทยาลัย จึงได้เสนอเรื่องการจัดตั้งสำนักสงฆ์ไทยในออสเตรเลีย ต่อคณะกรรมการมหามกุฏราชวิทยาลัย และผู้ที่เกี่ยวข้อง ก็ได้รับความเห็นชอบ และจัดตั้งสำนักสงฆ์ไทยขึ้นในประเทศนั้น ในความอุปการะของ มหามกุฏราชวิทยาลัย
        และได้จัดส่งพระภิกษุไทยร่วมกับพระภิกษุชาวต่างประเทศ (ซึ่งบวชอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร) ออกไปปฏิบัติศาสนกิจเป็นครั้งแรก เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๑๖ และต่อมาก็ได้จัดตั้งวัดขึ้น และประกอบพิธีเปิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๘
        พ.ศ. ๒๕๑๓ เสด็จไปประเทศอินโดนีเซียอีกครั้งหนึ่ง ตามคำอาราธนาของหัวหน้าพระธรรมทูตไทย และ พระชินรักขิตเถระ หัวหน้าพุทธศาสนิกชนชาวอินโดนีเซีย เพื่อให้การบรรพชาอุปสมบทแก่กุลบุตรชาวอินโดนีเซีย ๗ คน พร้อมด้วย พระธรรมโสภณ (สนธิ์ กิจฺจกาโร) (ภายหลังเลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็นที่ พระญาณวโรดม รองเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร)
        การเดินทางไปประเทศอินโดนีเซียครั้งนี้ เป็นโอกาสให้ได้สังเกตการณ์เกี่ยวกับความเป็นอยู่ วัฒนธรรม และความเป็นไปของพระพุทธศาสนาในประเทศนั้น
        พระขนฺติปาโล ได้บันทึกการเดินทางเล่าถึงสิ่งที่พบเห็น และข้อคิดเห็นบางประการไว้อย่างน่าสนใจ หนังสือเล่มนี้พิมพ์เผยแพร่เป็นครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๔
        พ.ศ. ๒๕๑๔ ในฐานะประธานสภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย เสด็จไปดูการศาสนาและการศึกษา ในประเทศปากีสถาน เนปาล และอินเดีย พร้อมด้วย พระเทพกวี (ประยูร สนฺตงฺกุโร ป.ธ. ๙) (สมณศักดิ์สุดท้ายที่ สมเด็จพระญาณวโรดม) เลขาธิการสภาการศึกษาฯ ในขณะนั้น
        ในโอกาสเดียวกัน ก็ได้รับอนุมัติจาก มหาเถรสมาคม ให้เป็นผู้แทนของคณะสงฆ์ไทยไปเยี่ยมเยียนพระสงฆ์ และวัดพระพุทธศาสนาในประเทศปากีสถานตะวันออก และนำสาส์นของ สมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฏฐายี) ถึงพุทธศาสนิกชนชาวปากีสถานตะวันออก
        พร้อมทั้งนำเอาวัสดุสิ่งของต่างๆ และกัปปิยภัณฑ์จำนวนหนึ่ง ซึ่งทางคณะสงฆ์ไทยได้จัดหามาไปมอบแก่ พระภิกษุสามเณรและชาวพุทธในประเทศปากีสถานตะวันออก ที่ประสบวาตภัยครั้งใหญ่ในคราวนั้นด้วย
        เมื่อกลับจากการเดินทางครั้งนั้นแล้ว ก็ได้ทำรายงานเสนอมหาเถรสมาคม ทำให้คณะสงฆ์ได้ทราบถึงความเป็นไปของพระพุทธศาสนาในประเทศนั้นๆ ซึ่งกำลังต้องการความช่วยเหลือในการฟื้นฟู และทำให้คณะสงฆ์เห็นชอบด้วยกับความดำริของคณะสงฆ์เนปาล ซึ่งจะฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในประเทศนั้น และยินดีสนองความต้องการของคณะสงฆ์เนปาล
        ในขั้นแรกนี้สภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย ได้เสนอให้ทุนการศึกษาจำนวน ๒ ทุน สำหรับให้พระภิกษุสามเณรชาวเนปาล เข้ามาศึกษาพระพุทธศาสนาในประเทศไทย
        ต่อมาคณะสงฆ์เนปาลก็ได้คัดเลือกสามเณร ๒ รูป ส่งเข้ามาศึกษาในประเทศไทย โดยพักอยู่ที่ วัดบวรนิเวศวิหาร เข้าศึกษาที่สภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย ในหลักสูตรพิเศษ ๓ ปี สำหรับพระภิกษุและสามเณรชาวต่างประเทศ
        พ.ศ. ๒๕๑๘ เสด็จไปเป็นประธานสงฆ์ในพิธีเปิด วัดพุทธรังษี สแตนมอร์ ณ นครซิดนีย์ รัฐนิวเซ้าท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ฯ สยามมกุฏราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีเปิด และทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวิสาขบูชา ระหว่างวันที่ ๒๒ พฤษภาคม-๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๘
        พ.ศ. ๒๕๒๐ เสด็จไปบรรพชากุลบุตรชาวอินโดนีเซียจำนวน ๔๓ คน ณ เมืองสมารัง ประเทศอินโดนีเซีย ตามคำอาราธนาของคณะสงฆ์สังฆเถรวาทอินโดนีเซีย ได้เสด็จไปเยี่ยมชมกิจการพระศาสนา ณ ประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ขากลับทรงแวะเยี่ยมชมการพระศาสนา ณ ประเทศสิงคโปร์ ด้วย ระหว่างวันที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๐-๑๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๑
       พ.ศ. ๒๕๒๓ เสด็จไปร่วมประชุม สหพันธ์คีตาอาศรมสากล ในฐานะที่ทรงเป็นพระอาคันตุกิเศษ ณ ประเทศอินเดีย เมื่อทรงเสร็จภารกิจที่ประเทศอินเดียแล้ว ได้เสด็จไปเยี่ยมชมกิจการพระศาสนา ณ ประเทศเนปาล อีกครั้งหนึ่ง ระหว่างวันที่ ๑๑-๒๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๓
        ในศกเดียวกัน เสด็จไปทรงดูกิจการพระศาสนา ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศยุโรป ตามคำอาราธนาของบริษัท ศรีกรุงวัฒนา จำกัด พร้อมด้วย พระธรรมดิลก (ปุญฺญาราโม วิชมัย บุญมาก) (สมณศักดิ์สุดท้ายที่ พระพรหมมุนี) ระหว่างวันที่ ๓ เมษายน-๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๓
        พ.ศ. ๒๕๒๘ เป็นประธานคณะสงฆ์พร้อมด้วยพระสงฆ์อีก ๑๙ รูป จากประเทศไทยไปทรงประกอบพิธีผูกพัทธสีมาพระอุโบสถ วัดจาการ์ตาธรรมจักรชัย ณ ประเทศอินโดนีเซีย ตามคำอาราธนาของคณะสงฆ์เถรวาทอินโดนีเซีย เป็นการผูกพัทธสีมาพระอุโบสถวัดพระพุทธศาสนาเถรวาท เป็นครั้งแรกในประเทศอินโดนีเซียนั้น ระหว่างวันที่ ๒๒-๒๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๘
        ในศกเดียวกัน เสด็จพร้อมด้วยคณะสงฆ์จากประเทศไทย ไปเป็นประธานบรรพชากุลบุตรศากยะแห่งเนปาล จำนวน ๗๓ คน ณ กรุงกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล ตามคำอาราธนาของคณะสงฆ์เนปาล ระหว่างวันที่ ๒๓-๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๘
       
พ.ศ. ๒๕๓๖ เสด็จเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ตามคำกราบทูลอาราธนาของรัฐบาลจีน โดยได้เสด็จเยือนเมืองต่างๆ คือ ปักกิ่ง ซีอาน คุนหมิง และสิบสองปันนา ระหว่างวันที่ ๒๐ มิถุนายน-๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๖
        นับเป็นการเจริญศาสนสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน เป็นทางการเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ แห่งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสอง
       พ.ศ. ๒๕๓๘ เสด็จไปทรงเป็นประธานวางศิลาฤกษ์ วัดไทยลุมพินี ณ เมืองลุมพินี ประเทศเนปาล ซึ่งรัฐบาลไทยได้จัดสร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา และเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี ระหว่างวันที่ ๑๘-๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๘

       ปี พ.ศ. ๒๕๕๕ ได้มีการจัดงานบำเพ็ญพระกุศลคล้ายวันประสูติ เจริญพระชันษา 99 ปี ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก
ภาพประกอบ : www.dhammajak.net