Wednesday, December 25, 2013

ปีใหม่

ปีใหม่
ต้องดีกว่าปีเก่า 
 เตีย ที่ดี

   ในที่สุด ปี2556 กำลังจะผ่านไป ผ่านไปแล้วไม่มีทางกลับคืนได้ ที่สำคัญก็คือ ผ่านไปหาใช่ไปเปล่าไม่ แต่ยังนำพาสรรพสิ่ง และชีวิตคนให้เดินตามไปด้วย ไม่มีใครแม้แต่สักคนจะต่อรองไม่ยอมไปด้วยได้ ซึ่งก็เป็นไปตามกฎ 
      ชีวิตคือการเดินไป ชีวิตแห่งอายุเดินทางตลอดเวลา  นอนหลับชีวิตก็ยังเดิน ในตลอดเส้นทางแห่งการเดินนั้น หลายสิ่งหลายอย่างผ่านเข้าสู่ชีวิตลอดเวลาทั้งทุกข์ ทั้งสุข 
      ในระหว่างการเดินนั้นหากใครเห็นอะไรในระหว่างเส้นทางเดินแล้วนำมาเก็บ นำมาแบกมาหามไปด้วยก็จะทำให้ชีวิตหนัก 
      แต่ถ้าใครรู้เท่าทัน ไม่มาแบกหามที่สิ่งที่ผ่านมา ไม่นำมาแบกมาเก็บไว้ในระหว่างเดินทาง ชีวิตก็จะเบา ตลอดเส้นทางของชีวิตก็จะเบา ไม่หนัก เดินไปยิ้มไปชีวิตเต็มไปด้วยความเบา สว่าง และสงบ
         ปี 2557 นี้อะไรที่เราเคยแบก เคยหาม ที่ทำให้เราหนักเปล่าๆ ก็ปล่อยมันลงไปพร้อมกับปี 2556 ให้ปี 2556 เขาแบกไป ไม่สมควรแบกมันไว้ เพราะชีวิตนี้น้อยนัก  จากนั้นโดดข้าม เข้าสู่ปี 2557 อย่างเบาสบาย เดินไปพร้อมปี 2557 อย่างเบาตัว เบาใจ  ฮัมเพลง ผิวปากด้วยเป็นการดี นี้คือพรที่นำมาฝากท่าน ครับ


Monday, December 16, 2013

สวดมนต์ข้ามปี

สวดมนต์ข้ามปี 
 เตีย ที่ดี


              เพียง แค่ได้ยิน คำว่า "มนต์" คนได้ยินมีความรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งได้ยินบทสวด และได้สวดด้วยตนเองแล้ว ยิ่งมีความสุขใจอยากที่จะบรรยาย และในขณะที่สวดนั้น เรามีสติไปตามบทสวดตลอดเวลา ความเบากาย เบาใจก็จะเกิดขึ้น
  โดยก่อนจะสิ้นปี ในช่วงคาบเกี่ยวระหว่างปีเก่า และ ปีใหม่ มีวัดหลายวัด มีสถานที่หลายสถานที่ประกาศให้ร่วมกันสวดมนต์ คือ เป็นการสวดมนต์แบบข้ามปี หรือบางคนถ้าไม่สะดวกจะสวดที่บ้านก็ได้
เรียกว่าเป็นการสวดส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการสวดส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ หรือสวดก่อนนอน หรือสวดทุกครั้งที่มีโอกาส ท่านบอกไว้ว่าเป็นสิ่งที่ประเสริฐอย่างยิ่ง เราไปติดตามดูอนิสงส์ของการสวดมนต์ ท่านบอกไว้อย่างนี้ ครับ 
๑. ทำให้สุขภาพดี การ สวดมนต์ออกเสียง ช่วยให้ปอดได้ทำงาน เมื่อปอดทำงาน เลือดลมก็เดินสะดวก เมื่อเลือดลมเดินสะดวก ร่างกายก็สดชื่น กระปรี้กระเปร่า และกระฉับกระเฉง      
๒. คลายความเครียด ขณะสวดมนต์จิตจดจ่ออยู่กับบทสวด สมองไม่ได้คิดในเรื่องที่ทำให้เครียด จึงทำให้อารมณ์ผ่อนคลาย
๓. เพิ่มพูนศรัทธาในพระรัตนตรัย บทสวดแต่ละบทเป็นการระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย เมื่อสวดบ่อย จิตก็จะยิ่งแนบแน่นอยู่กับพระรัตนตรัย           
๔. ขันติบารมีย่อมเพิ่มพูน ขณะ สวดต้องใช้ความอดทนเพื่อเอาชนะอาการปวดเมื่อยที่เกิดขึ้นกับร่างกาย ตลอดถึงอารมณ์ฝ่ายต่ำทั้งหลายมีความเกียจคร้าน เป็นต้น ยิ่งสวดบ่อย  ความอดทนก็จะมีมากยิ่งขึ้น   
๕. จิตสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิ ขณะสวดจิตจดจ่ออยู่กับบทสวด ไม่วอกแวกฟุ้งซ่านไปที่อื่น จึงทำให้จิตสงบและเกิดสมาธิมั่นคง 
๖. บุญบารมีเพิ่มพูน ใน ขณะสวดมนต์ จิตใจย่อมปราศจากกิเลส  มีความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นต้น จึงได้ชื่อว่าเกิดบุญบารมี บุญบารมีนี้ เมื่อสั่งสมมากเข้าก็จะเป็นทุนสนับสนุนให้บรรลุผลตามที่เราต้องการ          
๗. จิตใจอ่อนโยนมีเมตตา       การแผ่เมตตาหลังจากสวดมนต์ เป็นการส่งความปรารถนาดีไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลาย ลดละความเห็นแก่ตัว เป็นอุบายกำจัดความโกรธในใจให้เบาบางและลดน้อยลง ทำให้จิตใจปราศจากความโกรธ และพบแต่ความสุข              
๘. เกิดความเป็นสิริมงคล การสวดมนต์เป็นการทำความดีไปพร้อมกันทั้งทางกาย วาจา ใจ การทำดี พูดดี คิดดี ย่อมเป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง
๙. เทวดารักษา ผู้ ที่ประกอบกรรมดี ทางกาย วาจา ใจ ย่อมเป็นที่รักของเหล่าเทวดา และการที่เราได้แผ่เมตตาให้แก่เทวดานั้น ก็ยิ่งจะเป็นที่รักของเทวดามากขึ้น   
๑๐. ปัญญาเกิด การสวดมนต์พร้อมคำแปล ทำให้ได้รู้และเข้าใจถึงความหมายของบทสวดนั้น
๑๑. ผิวพรรณผ่องใสและมีเสน่ห์ การ สวดมนต์ทำให้จิตใจของผู้สวดสดชื่นเบิกบาน จิตที่สดชื่นเบิกบานย่อมส่งผลให้ผิวพรรณดี หน้าตายิ้มแย้ม แจ่มใส ทำให้ผู้ที่พบเห็นเกิดความรู้สึกเป็นมิตร รักใคร่เอ็นดู          
๑๒. ศัตรูกลายเป็นมิตร ผู้เป็นมิตรยิ่งรักใคร่
๑๓. ทำให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวง
๑๔. ทำให้ดวงดี แก้ไขเคราะห์ร้าย ปัดเป่าเสนียดจัญไร เพราะ ดวงชะตาของคนเราขึ้นอยู่กับการกระทำ ใครทำดี ดวงชะตาย่อมดี ใครทำชั่ว  ดวงชะตาก็ตก การสวดมนต์เป็นการทำดีที่สามารถเปลี่ยนดวงชะตาให้ดีขึ้นได้
         ๑๕. ครอบครัวและสังคมสงบสุข ที่ พ่อบ้าน แม่บ้าน สวดมนต์อยู่เป็นประจำ และสอนให้บุตรหลานได้สวดมนต์ จะไม่มีการทะเลาะเบาะแว้ง และการที่จะไปสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นก็ไม่มี  มีแต่จะทำให้คนรอบข้างและสังคมอยู่เป็นสุข สงบ ร่มเย็น และยังเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ผู้อื่นอีกด้วย
       แต่ที่แน่ๆ การสวดเพื่อบูชาคุณพระรัตนตรัย  อันประเสริฐยิ่ง สำหรับเราชาวพุทธ
       ดังนั้นหนังสือสวดมนต์ น่าจะมีอยู่ประจำที่ ห้องพระ ห้องนอน รถยนต์ กระเป๋า เพือความสะดวกในการหยิบมาสวดมนต์ครับ และในสมัยพุทธกาลมีเรื่องเล่าน่าคิด
          มีเรื่องเล่ามาตั้งแต่สมัยพุทธกาลหลายเรื่อง ที่เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่าการสวดมนต์มีประโยชน์จริงๆ เช่น อายุวัฒนกุมาร   เด็กน้อยที่มีหมอดูตาทิพย์  ซึ่งเป็นหมอดูที่ไม่เคยทำนายผิดพลาดเลย ได้จับยามสามตา ผลการทำนายพบว่า เด็กน้อยคนนี้ชะตาขาดต้องสิ้นอายุภายใน  ๗  วัน   ความนี้ทราบถึงพระญาณของพระพุทธเจ้า   ด้วยพระมหากรุณาธิคุณขององค์สมเด็จฯ  จึงดำริให้พระอรหันต์จำนวนหนึ่งเสด็จไปพร้อมพระองค์  เพื่อทำพิธีสวดมนต์ โดยให้เด็กน้อยโชคร้ายคนนั้น  นั่ง ท่ามกลางระหว่างพระองค์และภิกษุทั้งหลาย พระองค์และสาวกบริวาร ได้ผลัดเปลี่ยนกันสวดมนต์จนครบระยะเวลาที่พราหมณ์ทำนาย จากการสวดมนต์ครั้งนั้น  ปรากฏว่า เด็กน้อยคนนั้นรอดตาย และ มีอายุยืนยาวมาจนถึง  ๑๒๐  ปี  จึงมีชื่อว่า  อายุวัฒนะกุมาร พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ในขณะที่ทำพิธีสวดมนต์นั้น  จะมีพรหม และ เทพยดาที่มากด้วยบารมีมาร่วมฟัง  ทำให้ยักษ์ที่เป็นเจ้ากรรมนายเวรของเด็กน้อยเคราะห์ร้ายรายนั้น  ไม่สามารถเข้ามายื้อยุดชีวิตของเด็กน้อยนั้นได้ 


ทำวัตรเช้า


 ทำวัตรเย็น


*******
กิ่งธรรมจากhttp://www.lc2u.com

Thursday, October 31, 2013

สุขแท้ด้วยปัญญาในสถานการณ์ขัดแย้ง

สุขแท้ด้วยปัญญาในสถานการณ์ขัดแย้ง
โดย พระไพศาล วิสาโล



      การที่เราจะมีความสุขท่ามกลางสถานการณ์ที่ขัดแย้งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดยเฉพาะเมื่อเหตุการณ์นั้นลงเอยด้วยความแตกหักจนมีการทำร้ายและสร้างความพินาศให้แก่กันและกัน ในสถานการณ์เช่นนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายที่เราจะรักษาใจให้เป็นสุขได้ แต่นี่ก็เป็นการบ้านที่ท้าทายสติปัญญาของเรา
       พุทธศาสนานั้นสอนว่า ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นกับเรา จะดีหรือร้ายก็ตาม เราต้องหาประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้นให้ได้ แม้ว่ามันจะกลายเป็นอดีตไปแล้ว อีกทั้งการไปนึกถึงมันจะทำให้เจ็บปวดก็ตาม แต่สิ่งที่ควรทำย่อมไม่ใช่การละเลยหรือหลงลืมมัน คนเรานั้นสามารถที่จะจดจำเหตุการณ์หรือประสบการณ์อันเลวร้ายได้โดยที่ไม่รู้สึกเจ็บปวด “จำโดยไม่เจ็บ”นั้นเป็นไปได้ แต่ถ้าจำไม่เป็นก็จะเจ็บปวดเคียดแค้น
        จำโดยไม่เจ็บหมายความว่าเราสามารถมองทะลุเหตุการณ์ จนกระทั่งสามารถเก็บเกี่ยวบทเรียนที่จะเป็นประโยชน์ต่อชีวิตและสังคมของเรา ความทรงจำที่เจ็บปวดหรือความทรงจำอันเลวร้ายนั้นมันมีพิษภัยหรือหนามแหลมที่ทิ่มแทงใจ แต่เราต้องฉลาดในการถอนพิษหรือถอนหนามแหลมออกจากความทรงจำนั้น ถ้าเราถอนพิษหรือหนามแหลมได้ ความทรงจำนั้นจะไม่ทำร้ายเราอีกต่อไป ตรงกันข้ามเมื่อใคร่ครวญถึงมัน เราจะได้รับบทเรียนที่เป็นประโยชน์อย่างมาก
        มนุษย์เราไม่มีความสามารถพอที่ จะกำหนดหรือควบคุมให้มีสิ่งดี ๆ เกิดขึ้นกับเราตลอดเวลา แต่เรามีอิสรภาพพอที่จะเลือกได้ว่า จะยอมให้ประสบการณ์ที่ไม่ดีนั้นมาทำร้ายจิตใจเราได้มากน้อยแค่ไหน เราสามารถเลือกได้ว่าจะมีปฏิกิริยาหรือรู้สึกกับมันอย่างไร อีกทั้งเรายังมีอิสรภาพที่จะให้ความหมายใหม่แก่เหตุการณ์เหล่านั้น พูดง่ายๆ คือเราสามารถจะเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดีได้ แม้ว่าเราจะเปลี่ยนอดีตไม่ได้ แต่เราสามารถเปลี่ยนความหมายของมันหรือเก็บเกี่ยวบทเรียนจากมันได้ ความตายหรือความสูญเสียนั้นจะมองว่าเป็นเคราะห์ก็ได้ หรือมองว่าเป็นโชคที่ฝึกใจเราให้เข้มแข็งหรือสอนใจเราให้ฉลาดก็ได้ มันจะเป็นเคราะห์หรือโชคอยู่ที่เราเลือก อยู่ที่มุมมองของเรา
         อาตมาคิดว่าความขัดแย้งในช่วงสองเดือนที่ผ่านมาให้บทเรียนกับเราอย่างน้อย สี่ประการถ้าเราเข้าใจก็สามารถจะซึมซับรับเอาบทเรียนนั้นมาเป็นต้นทุนในการ สร้างความสุขให้แก่เราได้ หรืออย่างน้อยก็ป้องกันไม่ให้เกิดความทุกข์อย่างเดียวกันนี้ได้ในอนาคต บทเรียนอะไรบ้างที่เราสามารถจะเก็บเกี่ยวได้จากเหตุการณ์ที่ผ่านมา อาตมาไม่มีเวลาที่จะอธิบายมาก แต่อยากจะฝากข้อคิดเอาไว้อย่างน้อยสี่ประการ ก็คือว่า
       ๑. คนเราเมื่อเราหลงติดในตัณหามานะทิฏฐิ เต็มไปด้วยความโกรธเกลียด ก็สามารถทำอะไรได้ทั้งนั้น รวมทั้งทำร้ายกันและกันด้วย (ตัณหาคือความติดยึดในผลประโยชน์ ทิฏฐิคือความติดยึดในความคิดเห็นรวมทั้งอุดมการณ์ มานะคือความถือตัวว่าสูงกว่า ถูกต้องกว่า ประเสริฐกว่า ดีกว่า)
        ๒. ถ้าเราใช้ความรุนแรงเพื่อแก้ไขความขัดแย้ง จะไม่เกิดผลดีแก่ใครเลย เพราะทุกฝ่ายจะกลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้
        ๓. เมื่อทุกฝ่ายต้องการเอาชนะ ไม่ยอมถอย ย่อมก่อความพินาศแก่กันและกันรวมถึงส่วนรวมด้วย
         ๔. สังคมใดที่มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและมีความไม่เป็นธรรม ย่อมเกิดความแตกแยกและหนีความรุนแรงไม่พ้น
        ถ้าหากว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาจะมีประโยชน์แก่สังคมไทย ก็อยู่ตรงที่มันชี้ให้เราเห็นถึงบทเรียนสี่ประการที่ว่า (ความจริงบทเรียนอาจมีมากกว่านี้) เราจะต้องจดจำบทเรียนเหล่านี้เพื่อนำพาชีวิตและสังคมไทยให้หลุดพ้นขวากหนามรวมทั้งกับดักความรุนแรง ถ้าเราทำอย่างนี้ได้ก็จะนำพาสังคมไทยให้ถึงซึ่งความสุข เป็นสุขที่เกิดจากปัญญา เป็นสุขที่พร้อมเผชิญหน้ากับความจริง ไม่ใช่หลีกหนีความจริง ไม่ใช่เอาแต่เรียกร้องให้สมานสามัคคีกันด้วยคำขวัญ หรือด้วยการขอร้องให้เราลืมเหตุการณ์ในอดีต
        ที่พูดมานี้คือหนทางสู่ความสุขด้วยปัญญา แต่เป็นความสุขในระดับสังคม หรือในระดับ
         ประเทศชาติ แต่ความจริงเฉพาะหน้าในตอนนี้คือว่า ผู้คนทั้งหลายมีความทุกข์กันมาก ช่วงนี้เราก็คงได้ยินผู้คนเรียกร้องว่า “ขอความสุขคืนกลับมา” มีการร้องเพลงขอความสุขคืนกลับมา อันนี้เป็นเรื่องที่ดีมากเลย แต่ว่าเท่านี้คงไม่พอ แม้ความสุขกลับคืนมา แต่ถ้าใจเราไม่เปิดรับความสุข เราก็ไม่มีวันเป็นสุขได้ ตอนนี้ความสุขอาจจะคืนกลับมาแล้วก็ได้ แต่เราต้องถามตัวเองว่าใจเราเปิดรับความสุขแล้วหรือยัง คนเป็นจำนวนมากใจยังไม่เปิดรับความสุข ความสุขมาแล้ว แต่ใจยังไม่ยอมเปิด เหมือนกับเพื่อนรักที่มาอยู่หน้าประตูแล้ว แต่เราไม่ยอมเปิดประตู

         เราจะมีความสุขได้ใจเราต้องเปิด รับความสุขเสียก่อน แต่ที่ใจยังปิดก็เพราะว่ามันมีอะไรบางอย่างขวางกั้นอยู่ มีอะไรบ้างที่ขวางกั้นไม่ให้ใจเปิดรับความสุข ประการแรกคือความโกรธเกลียด ความโกรธเกลียดที่ฝังแน่นในใจเป็นตัวขวางกั้นใจไม่ให้เปิดรับความสุข ถ้าเราไม่สามารถจัดการกับความโกรธเกลียดในใจได้ก็ยากที่จะมีความสุข จะมีก็แต่ความรุ่มร้อนในจิตใจ เราจะทำให้ความโกรธเกลียดคลายไปจากใจได้อย่างไร มีหลายวิธี แต่วิธีหนึ่งที่อยากจะพูดให้เข้ากับหัวข้อในวันนี้คือการเห็นความเป็นมนุษย์ ของกันและกัน เราโกรธเกลียดก็เพราะเห็นผู้อื่นเป็นศัตรู และเมื่อเราเห็นใครเป็นศัตรูเราก็จะไม่เห็นเขาเป็นมนุษย์ เราจะเห็นเขาเป็นปีศาจ เป็นยักษ์มาร หรือว่าต่ำกว่าความเป็นมนุษย์นั่นคือเป็นเดรัจฉาน คนเราจะไม่สามารถทำร้ายกันได้ถ้าเราเห็นซึ่งกันและกันเป็นมนุษย์ และเราจะโกรธเกลียดกันไม่ได้ถ้าเราเห็นความเป็นมนุษย์ของกันและกัน ทุกวันนี้เราติดป้ายตีตราอันเลวร้ายให้แก่กันและกันจนไม่สามารถมองเห็น มนุษย์ของกันและกันได้ อันนี้เป็นประเด็นแรกที่อยากจะชวนให้เราทำกัน
        ถ้าเราเห็นความเป็นมนุษย์ของกันและกันแล้ว เราจะโกรธเกลียดกันได้ยาก และเราจะไม่เห็นว่าเขาเป็นศัตรู แต่เราจะเห็นว่าศัตรูที่แท้จริงคือความโกรธ ความเกลียด ความพยาบาท มนุษย์ไม่ใช่ศัตรูของเรา ความโกรธ ความเกลียด ความโลภ ความเห็นแก่ตัวต่างหากที่เป็นศัตรู ถ้าเราเห็นมนุษย์เป็นศัตรูเราจะใช้ความรุนแรงเพื่อกำจัดเขา แต่ถ้าเราเห็นความโกรธความเกลียดเป็นศัตรู เราจะหันมาใช้ความรัก หันมาใช้ความเมตตา หันมาใช้ความดี

        การมีขันติธรรมก็สำคัญเพราะทำให้เราสามารถอดทนต่อความเห็นที่แตกต่างกันได้ เราโกรธเกลียดเพราะว่าเราทนไม่ได้กับความเห็นที่แตกต่างจากเรา ใครก็ตามที่เห็นต่างจากเรา เราก็จะผลักเขาให้ไกลออกไป แม้ว่าคนนั้นจะเป็นคนที่เรารัก เป็นพี่เป็นน้อง เป็นภรรยาเป็นสามี เพียงแค่เห็นต่างจากเรา เราก็ผลักเขาออกไปไกล จนมองเขาเป็นศัตรู

        อย่างไรก็ตามขันติธรรมจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีปัญญา คือการเห็นความจริงว่ามนุษย์เรานั้นแตกต่างกันได้ แม้แต่เราเองวันนี้ก็ยังคิดไม่เหมือนกับเมื่อวาน แม้แต่เราเองก็ยังเถียงกันอยู่ในใจ ราวกับมีสองคนอยู่ในตัวเราเวลาจะทำอะไรก็ตาม แม้แต่เวลาจะไปเที่ยว ดังนั้นความแตกต่างจึงเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าเรามีปัญญาเห็นความจริงข้อนี้ เราก็จะอดทนต่อความแตกต่างและมีความใจกว้างได้
         ปัญญายังช่วยให้เราเห็นด้วยว่า มันไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน คนที่เกลียดกันวันนี้ วันหน้าก็อาจจะรักกันได้ คนที่เคยพยายามเข่นฆ่ากันเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว หลัง ๖ ตุลา ๑๙ ทหารกับนักศึกษาประชาชนจำนวนหนึ่งได้จับอาวุธเข่นฆ่ากัน ฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายรัฐ ฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายคอมมิวนิสต์ แต่ว่าวันนี้คนที่เคยไล่ล่าเข่นฆ่ากันก็กลับมาเป็นเพื่อนกัน อยู่พรรคการเมืองเดียวกัน เล่นกอล์ฟก๊วนเดียวกัน ร้องเพลงคาราโอเกะด้วยกัน
        ถ้าเรามีปัญญาสามารถเห็นความจริงในมุมที่กว้างไกลก็จะตระหนักว่าคนที่โกรธเกลียดกันในวันนี้ พรุ่งนี้ก็อาจจะเป็นเพื่อนกันได้ แล้วเราจะเข่นฆ่ากันไปทำไม ปัญญาทำให้เรามองไกลและใจกว้าง ทำให้เราโกรธเกลียดกันได้ยาก รวมทั้งสามารถคลายความโกรธเกลียดลงได้ ไม่ใช่กดข่มความโกรธเกลียดเอาไว้ แต่ว่ารู้ทันมัน รู้ว่าเป็นธรรมดา แล้วมันก็จะหายไป
         นอกจากความโกรธเกลียดแล้ว ยังมีอารมณ์อย่างอื่นอีกที่ขวางกั้นใจไม่ให้เปิดรับความสุข เช่น ความเจ็บแค้น ความเศร้าโศก อันนี้ก็สืบเนื่องมาจากการที่ต้องสูญเสียสิ่งรัก ต้องสูญเสียคนรัก ซึ่งมีอยู่จำนวนมากเวลานี้ ไม่ว่าเหลืองหรือแดง ก็ล้วนแต่เป็นผู้ที่สูญเสีย พ่ายแพ้ เป็นผู้ที่ต้องเจ็บปวด เศร้าโศก สิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้เราคลายความเศร้าโศกได้ คือการได้เห็นความทุกข์ของผู้อื่น เมื่อเรารู้ว่ามีคนอื่นที่ทุกข์เหมือนเรา หรือทุกข์ยิ่งกว่าเรา เราก็จะทำใจยอมรับความสูญเสีย ยอมรับความเจ็บปวดได้ง่ายขึ้น อาจจะยอมรับไม่ได้ทั้งหมด แต่ว่ามันช่วยได้
         เมื่อเราเปิดใจรับรู้ความทุกข์ของผู้อื่น รวมทั้งความทุกข์ของผู้ที่อยู่คนละฝ่ายกับเรา มันจะช่วยทำให้เราเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับตัวเขาได้ เพราะเวลารู้สึกว่าเราเป็นฝ่ายถูกกระทำ และอีกฝ่ายเป็นผู้กระทำเรา เราจะมีความเคียดแค้น แต่ถ้าเราเปิดใจรับรู้ความทุกข์ของฝ่ายตรงข้ามและพบว่าเขาเองก็เป็นผู้สูญเสียเหมือนกัน เราไม่ได้เป็นผู้ถูกกระทำฝ่ายเดียวเท่านั้น เขาเองก็  ถูกกระทำด้วยเช่นกัน เราต่างสร้างความทุกข์ให้กันและกัน และเราก็เป็นผู้รับผลพวงแห่งความทุกข์เสมอหน้ากัน ก็จะทำให้เราเห็นผู้อื่นเป็นเพื่อนทุกข์ ไม่ใช่ศัตรู มันจะช่วยทำให้เราคลายความเศร้าโศก คลายความคับแค้นได้
         มาถึงตรงนี้พอเราเห็นว่าทุกคนเป็นเพื่อนทุกข์ การที่จะหันหน้าเข้าหากัน ปรับ ทุกข์แก่กันและกัน หรือแม้แต่การให้อภัยกันก็เกิดขึ้นได้ ไม่ว่าใครก็ตามที่ประสบความทุกข์เวลานี้ อยากจะให้ตระหนักว่าไม่มีใครจะทำให้เราทุกข์ใจได้นอกจากตัวเราเอง คนอื่นนั้นทำได้อย่างมากก็แค่ทำลายทรัพย์สินของเราหรือว่าทำร้ายร่างกายของเรา แต่ไม่สามารถทำร้ายจิตใจเราได้ คนเดียวที่ทำร้ายจิตใจเราได้คือตัวเราเอง เราทำร้ายจิตใจตัวเองด้วยการเก็บสะสมความโกรธ ความคับแค้น รวมทั้งความอาลัยในอดีต
         เมื่อใครบางคนพบว่าตัวเองเป็นมะเร็ง ก้อนมะเร็งนั้นทำได้อย่างมากก็แค่บั่นทอนร่างกายของเขา แต่ไม่สามารถบั่นทอนจิตใจเขาได้ มีแต่เจ้าตัวนั่นแหละที่จะทำร้ายจิตใจของตัวเอง เราทำร้ายจิตใจด้วยการยึดติดในสิ่งที่ผ่านไปแล้ว ไม่ยอมปล่อยวางความโกรธ ความคับแค้น ความเศร้าโศก หลวงพ่อชา สุภัทโท พูดไว้น่าฟังว่า “ทุกข์มีเพราะยึด ทุกข์ยืดเพราะอยาก ทุกข์มากเพราะพลอย ทุกข์น้อยเพราะหยุด ทุกข์หลุดเพราะปล่อย”
        ใครก็ตามที่มีความทุกข์เวลานี้ อาตมาอยากจะให้ตระหนักว่าไม่มีใครทำให้เราทุกข์ใจได้นอกจากตัวเราเอง คนอื่นนั้นเขาทำได้อย่างมากก็แค่ทำลายทรัพย์สินของเรา หรือทำให้เราเจ็บป่วย แต่จิตใจนั้นไม่มีใครทำร้ายได้นอกจากตัวเราเอง ถ้าเข้าใจเช่นนี้เราก็จะตระหนักว่าอิสรภาพที่จะหลุดจากความทุกข์นั้นมีอยู่ แล้วในใจเรา แต่จะทำเช่นนี้ต้องเห็นความจริง เข้าใจความจริง คือมีปัญญาอย่างที่อาตมาว่า
         อาตมาได้พูดถึงความโกรธความเกลียดความเศร้าโศกแล้ว อีกตัวหนึ่งที่เป็นภูเขาขวางกั้นไม่ให้ใจเราเปิดรับความสุขที่มาอยู่ตรงหน้า แล้ว ก็คือความหดหู่เศร้าหมอง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้เราบางคนท้อแท้ สิ้นศรัทธาในมนุษย์ หมดหวังในบ้านเมือง แต่อาตมาอยากจะบอกว่า ไม่มีคืนไหนที่มืดมิดไปตลอด ที่สุดของความมืดมิดคือฟ้าสางและอรุณรุ่ง บ้านเมืองเราไม่ใช่เพิ่งเคยเจอเหตุการณ์นี้เป็นครั้งแรก นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่คนไทยรู้สึกหดหู่เศร้าหมองหรือท้อแท้สิ้นศรัทธาใน มนุษย์ อาตมาเองก็เคยผ่านเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ผู้คนสิ้นศรัทธาในมนุษย์ หมดหวังในบ้านเมือง นั่นคือเหตุการณ์ ๖ ตุลา ๑๙ การประหัตประหารที่ธรรมศาสตร์และสนามหลวง ทำให้หลายคนรวมทั้ง  อาตมาเองสิ้นศรัทธาในมนุษย์ หมดหวังในบ้านเมือง และยิ่งมีรัฐประหารใน คืนนั้น ก็เป็นอันว่าสงครามกลางเมืองกำลังจะเกิดขึ้นแล้ว เพราะว่าฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวาจะสู้กันอย่างถึงที่สุด แต่ว่าเราก็ผ่านเหตุการณ์นั้นมาได้ เรากลับมามีศรัทธาในมนุษย์ขึ้นมาใหม่ เรากลับมามีความหวังในบ้านเมืองอีกครั้งหนึ่ง และกลับมามีพลังที่จะสร้างสรรค์ความดีงาม
         แต่ว่าเป็นธรรมดาที่คนเราชอบหลงลืม ผ่านไปเพียงแค่ชั่วอายุคนหนึ่งเราก็ลืมไปแล้วว่าเมืองไทยเคยผ่านเหตุการณ์ อะไรมาบ้าง แล้วเราก็ทำซ้ำรอยเหตุการณ์ในอดีต ๖ ตุลาผ่านไปไม่ถึง ๒๐ปีก็มีพฤษภาทมิฬ ๓๕ พฤษภาทมิฬผ่านไปไม่ถึง ๒๐ ปีก็มี ๑๙ พฤษภา ๕๓ แต่ถ้าเราไม่หลงลืมจนเกินไปเราก็จะเชื่อมั่นว่าในที่สุดบ้านเมืองของเราก็จะ สามารถฝ่าพ้นวิกฤตการณ์ได้ ถ้าเรามีทัศนะที่ยาวไกลในเชิงประวัติศาสตร์แบบนี้ ไม่จำเป็นต้องพูดถึงการเปรียบเทียบกับประเทศข้างเคียง เช่นเขมรซึ่งเคยผ่านเหตุการณ์ที่เลวร้ายยิ่งกว่าเรา เวียดนามที่ประสบเหตุที่เลวร้ายกว่าเรามาก เขาก็ยังสามารถฟันฝ่ามาจนถึงวันนี้ วันที่อนาคตกำลังสดใส ถ้าเรามองในแง่นี้อาตมาเชื่อว่าเราจะมีความหวังกับบ้านเมืองและจะมีศรัทธาใน มนุษย์ขึ้นมาใหม่
         ที่พูดมาทั้งหมดนี้เป็นการทำใจของตัวเองไม่ให้ทุกข์ระทมกับสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นการเปิดใจให้ความสุขกลับคืนสู่ชีวิตของเรา แต่สิ่งที่ควรทำไม่ใช่มีเพียงเท่านี้ เราสุขคนเดียวไม่พอ ต้องพยายามช่วยให้คนอื่นเขาสุขด้วย เมื่อสองสามวันก่อนอาตมาได้อ่านบันทึกของเพื่อนคนหนึ่งที่เขียนไว้ในเฟสบุ๊ค เขาเขียนให้ชวนคิดได้ดีทีเดียว เขาบอกว่า “ถ้าจะมีธรรมะหรือแนวทางอะไรที่ทำให้ผมมีความสุข หลุดออกจากความทุกข์ที่มีอยู่ในตอนนี้ตามลำพังได้ ผมปฏิเสธนะครับ ผมไม่เอา แต่ถ้ามีแนวทางใดที่นำพาพี่น้องไปสู่หนทางที่เป็นธรรม แม้ผมจะทุกข์ระทมผมจะทำ”
            อันนี้เป็นข้อคิดที่ดีว่าในยามนี้หากเราจะสุขคนเดียว หรือพ้นทุกข์โดยลำพัง ย่อมไม่สมควร ตราบใดที่คนอื่นเขายังมีความทุกข์ เราควรร่วมทุกข์กับเขา แต่ไม่ใช่ร่วมทุกข์โดยที่ใจเราก็ทุกข์ไปด้วย อันนี้อาตมาไม่เห็นด้วย เมื่อเราทำใจเปิดรับความสุขแล้ว ไม่ควรพอใจหรือหยุดเพียงเท่านั้น แต่ว่าจะต้องเข้าไปร่วมทุกข์กับเพื่อนมนุษย์ เพื่อนคนไทย เพื่อช่วยให้เขามีความสุขและพ้นจากทุกข์ด้วย ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราจะต้องให้ความสำคัญมาก

        เพราะฉะนั้นอาตมาจึงอยากจะเชิญชวนทุกคนว่า เมื่อเยียวยาจิตใจตนเองได้แล้ว อย่าหยุดเพียงเท่านั้น แต่ให้กล้าที่จะออกไปช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ไม่ว่าสีใด อุดมการณ์ใด ให้เขาออกจากทุกข์ อย่างน้อยก็อย่าไปซ้ำเติม อย่าไปทับถมให้เขาเจ็บปวดเคียดแค้นมากขึ้น นี่คือสิ่งที่เราทำได้เป็นอย่างแรก คำพูดของเรา ข้อความที่เราพิมพ์ในเฟสบุ๊ค ในเว็บไซต์ สามารถทำร้ายจิตใจผู้คนได้มากเลย เพียงแต่เราระมัดระวังตั้งสติในการใช้คำพูดที่ไม่ไปซ้ำเติมทับถมผู้คน มันจะช่วยให้ผู้คนไม่ทุกข์ไปกว่านี้ และทำให้สถานการณ์บ้านเมืองไม่เลวร้ายไปกว่านี้ แต่ถ้าเราทำได้มากกว่านี้ก็ยิ่งดี นั่นคือรับรู้ความทุกข์ของเขา เข้าใจความทุกข์ของเขา

         ดังที่ได้บอกแต่ตอนต้นแล้วว่าตอนนี้คนทุกฝ่ายเป็นผู้ทุกข์ คนทุกฝ่ายเป็นถูกกระทำ ธรรมชาติของคนเมื่อมีความทุกข์ ย่อมต้องการคนเข้าใจ ย่อมต้องการคนรับฟัง ไม่ว่าจะทุกข์เพราะสูญเสียทรัพย์สมบัติหรือว่าทุกข์เพราะสูญเสียคนรัก เขาต้องการคนที่เข้าใจเขา ถ้าเขาได้พูด ได้ระบายออกมา ก็จะช่วยเขาได้ในระดับหนึ่ง อาตมาจึงอยากเชิญชวนทุกคนว่าไปเป็นเพื่อนเขา เปิดใจรับฟังความทุกข์ของเขา ไม่ต้องทำอะไรนอกจากรับฟัง ไม่ต้องสอน ไม่ต้องเทศนา ไม่ต้องบอกว่าทำใจ เพียงแค่เรานั่งฟังนิ่ง ๆ พยายามเข้าใจเขาโดยไม่ตัดสิน มันจะช่วยเขาได้มาก
        เราต้องช่วยกันหาพื้นที่ให้เขาเหล่านี้ได้พูดถึงความทุกข์ของเขา อย่าให้พื้นที่นั้นจำกัดอยู่เฉพาะคนบางกลุ่มเท่านั้น คนเป็นอันมากพูดถึงความทุกข์ของตัวไม่ได้เพราะเขากลายเป็นจำเลยสังคมไปแล้ว อาตมาคิดว่าถ้าเราจะร่วมทุกข์ร่วมสุขกันก็ต้องเปิดโอกาสหรือให้พื้นที่แก่คน ทุกฝ่ายได้พูดถึงความทุกข์ของเขา
        เป็นการยากที่เราจะฟังโดยไม่ตัดสิน แต่นี่เป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยเยียวยาเขาได้ และถ้าเราสามารถที่จะไปร่วมทุกข์ด้วยการไปช่วยเหลือเขา เยียวยาเขาด้วยการกระทำก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ อย่างที่เราได้ทำกันมาบ้างแล้ว เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แต่ยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำ โดยเฉพาะสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งที่อาตมาอยากฝากไว้คือ การช่วยกันทำให้สังคมไทยน่าอยู่กว่านี้ เพราะว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าสังคมไทยมีกับดักแห่งความรุนแรงมากเหลือเกิน เป็นกับดักที่แฝงฝังอยู่ในโครงสร้างที่ทำให้คนไทยต้องมาเป็นศัตรูกัน ขัดแย้งกันไม่พอ แตกแยกกันไม่พอ ยังถึงขั้นทำร้ายกัน
         ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจก็ดี ความไม่เป็นธรรมในสังคมก็ดี เหล่านี้คือตัวการที่ผลักดันให้สังคมไทยติดอยู่ในกับดักแห่งความรุนแรง มันทำให้เกิดความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และตอนนี้เชื้อแห่งความรุนแรงกำลังระบาดมาถึง ๗๓ จังหวัดที่เหลือ ทั้งสองเหตุการณ์เป็นเรื่องเดียวกัน เพียงแต่ว่าแสดงออกมาในอาการที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือความรุนแรงที่เกิดจากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและ ความไม่เป็นธรรมในสังคม
         จะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้เราต้องใช้ปัญญา จนสามารถเห็นถึงรากเหง้าของความรุนแรงทั้งที่อยู่ในใจเรา และที่อยู่ในโครงสร้างสังคมที่ครอบงำเราไว้ ถ้าเราใช้ปัญญา ไม่ใช้แต่อารมณ์ เราก็จะเห็นสาเหตุและสามารถที่จะร่วมกันแก้ไขเพื่อให้เมืองไทยหลุดจากกับดักแห่งความรุนแรง และนำพาผู้คนสู่สันติสุขได้อย่างยั่งยืน

 กิ่งธรรมจาก http://www.visalo.org/

Tuesday, October 15, 2013

ปล่อยวาง พระไพศาล วิสาโล

ปล่อยวาง  
โดยพระไพศาล วิสาโล


       เขาเป็นคนที่ใฝ่ธรรม  ชอบเข้าวัดทำบุญ อีกทั้งยังเป็นตัวตั้งตัวตีพาเพื่อน ๆ ไปทอดผ้าป่าหรือทอดกฐินในถิ่นทุรกันดารเป็นประจำ แม้อายุจะมากแล้วก็ยังขยันชวนคนสร้างโบสถ์สร้างวิหารอย่างไม่รู้จักเหนื่อย

        แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็พบว่าตัวเองเป็นมะเร็ง  ร่างกายทรุดหนักอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็ต้องนอนติดเตียง เมื่อเข้าสู่ระยะสุดท้าย แม้ความรู้สึกตัวจะเลือนราง แต่เขามีอาการกระสับกระส่ายอย่างเห็นได้ชัด   ลูก ๆ อยากให้พ่อไปสงบ จึงเปิดเสียงสวดมนต์และคำบรรยายธรรมของครูบาอาจารย์หลายท่านให้เขาฟัง แต่ความกระสับกระส่ายของเขาไม่ได้ลดลงเลย  เป็นที่แปลกใจของลูก ๆ มากเพราะเขาเป็นคนธัมมะธัมโม  น่าจะสงบใจเมื่อได้ฟังเสียงเหล่านั้น เมื่อเจอเหตุการณ์อย่างนี้ ลูก ๆ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร

   ขณะที่อาการของเขาแย่ลงไปเรื่อย ๆ  เพื่อนสนิทของเขาก็มาถึง  พอรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น  สิ่งแรกที่เพื่อนผู้นั้นทำก็คือ พูดข้างหูเขาว่า  “เรื่องโบสถ์หลังนั้นที่ยังสร้างไม่เสร็จ ไม่ต้องห่วงนะ พวกเราจะช่วยกันสร้างให้เสร็จ ขอให้วางใจ”  พูดจบ เขาก็สงบลงทันที  ไม่มีอาการกระสับกระส่ายอีกเลยจนกระทั่งสิ้นลมไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น

       ก่อนที่จะป่วยหนัก เขามีความมุ่งมั่นที่จะสร้างโบสถ์หลังหนึ่งให้เสร็จ ถึงกับตั้งปณิธานว่า ยังตายไม่ได้จนกว่าจะสร้างโบสถ์ให้เสร็จ  แต่ความตายไม่เคยรอท่า พร้อมจะจู่โจมได้ทุกเวลา  ดังนั้นเมื่อรู้ความตายกำลังย่างกรายเข้ามาในขณะที่ความปรารถนายังค้างคา เขาจึงพยายามต่อสู้ขัดขืนความตาย แต่ยิ่งต่อสู้ขัดขืนมากเท่าไร ก็ยิ่งทุกข์ทรมาน และยิ่งกระสับกระส่าย ต่อเมื่อเพื่อนสนิทมาพูดให้คลายกังวล เขาจึงพร้อมรับความตาย และนั่นคือสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เขาจากไปอย่างสงบ

       เมื่อวาระสุดท้ายมาถึง หากยังมีความห่วงกังวลหรือยึดติดถือมั่น ย่อมทำให้การตายอย่างสงบเกิดขึ้นได้ยาก  มิใช่แต่ความห่วงกังวลในทรัพย์สมบัติ และลูกหลาน คนรักเท่านั้น ความห่วงภารกิจการงานที่ยังคั่งค้างก็สามารถทำให้ตายอย่างทุรนทุรายได้  แม้ภารกิจนั้นจะเป็นงานบุญงานกุศลก็ตาม  เมื่อถึงคราวจะต้องละจากโลกนี้ไป ก็ควรปล่อยวางทุกสิ่ง ไม่เว้นแม้แต่งานบุญงานกุศลที่ยังไม่แล้วเสร็จ  เพราะหากปล่อยวางไม่ได้ ใจจะดิ้นรนต่อสู้กับความตาย  ซึ่งมีแต่จะลงเอยด้วยความพ่ายแพ้และทุกข์ทรมาน

       ถ้าไม่อยากให้ความห่วงงานการมารบกวนจิตใจเวลาใกล้ ตาย เราควรขวนขวายทำกิจการงานต่าง ๆ ให้แล้วเสร็จในขณะที่ยังมีเวลาและสุขภาพดี โดยเฉพาะหน้าที่ความรับผิดชอบที่สำคัญ ๆ  การเจริญมรณสติเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นให้เรากระตือรือร้นทำกิจการงาน เหล่านี้ ไม่ปล่อยเวลาให้ผ่านเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ หรือมัวทำสิ่งอื่นที่ไม่สลักสำคัญ (แต่บังเอิญมีเส้นตายให้ต้องรีบทำ หาไม่ก็มีรสชาติที่ชวนให้หลงใหลจนลืมทำสิ่งที่ควรทำ)

      อย่างไรก็ตามไม่ว่าเราจะพยายามสะสางหน้าที่การงาน มิให้คั่งค้าง  ก็มักมีบางอย่างบางเรื่องที่ยังทำไม่แล้วเสร็จก็มีเหตุให้ต้องหยุดกลางคัน เพราะโรคร้ายหรือความตายมาประชิดตัวเสียก่อน  ถึงตอนนั้นก็ไม่มีอะไรดีกว่าการการทำใจยอมรับความจริงและปล่อยวางการงาน เหล่านั้น ไม่แบกหรือยึดไว้ให้เป็นเครื่องกังวลหรือสร้างความหนักอกหนักใจ

       เมื่อจะจากโลกนี้ไปก็ควรไปอย่างเบา อย่างสบาย ไร้ภาระใด ๆ  ดังนั้นจึงควรปล่อยวางให้หมด  มิใช่แต่ปล่อยวางสิ่งที่เคยผูกพันในโลกนี้เท่านั้น  แม้กระทั่งความอยากมีอยากเป็นในโลกหน้า ก็ต้องวางด้วยเช่นกัน  ดังพระพุทธองค์ตรัสว่า เมื่อจะช่วยเหลือผู้ใกล้ตาย พึงแนะนำให้เขาละความห่วงใยในพ่อแม่ บุตรภรรยา กามคุณ ๕  และสวรรค์   

       มีคนจำนวนไม่น้อยที่ปล่อยวางทรัพย์สมบัติ คนรัก และงานการแล้ว แต่ยังปรารถนาที่จะไปเกิดในสวรรค์ ปัญหาก็คือ ความอยากกับความห่วงกังวลนั้นมักจะมาด้วยกัน เหมือนสองด้านของเหรียญเดียวกัน  เมื่ออยากไปสวรรค์มาก ก็ย่อมห่วงกังวลว่าจะไม่ได้ไปสวรรค์  ความห่วงกังวลนี้แหละที่ทำให้เป็นทุกข์ในเวลาใกล้ตาย

      แม่ชีท่านหนึ่งล้มป่วยด้วยโรคมะเร็ง  มีความเจ็บปวดรุนแรงมาก  ขอให้กัลยาณมิตรผู้หนึ่งไปเยี่ยมเพื่อช่วยชี้แนะวิธีบรรเทาความเจ็บปวด  เมื่อกัลยาณมิตรผู้นั้นสอบถามและซักไซ้ไล่เลียงก็พบว่า  สิ่งที่ทำความทุกข์ให้แก่แม่ชีท่านนั้นมิได้มีแค่ความเจ็บปวดเพราะโรคมะเร็ง เท่านั้น  หากยังได้แก่ความกังวลว่าจะไม่ได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นสูง  แม่ชีศึกษาเรื่องสุคติภูมิจนหมายมั่นในสวรรค์ชั้นสูง แต่เป็นเพราะมีความอยากมาก จึงมีความห่วงกังวลตามมา มิใช่ห่วงว่าจะไม่ได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นสูงเท่านั้น แต่ยังห่วงกังวลว่าจะตายไม่สงบด้วย ซึ่งย่อมส่งผลให้ไปอบายภูมิ ความห่วงกังวลนี้เองที่ทำความทุกข์ให้แก่แม่ชี อาจจะยิ่งกว่าความเจ็บปวดเพราะก้อนมะเร็งเสียอีก

        อย่าว่าแต่ความอยากไปเกิดในสวรรค์เลย แม้กระทั่งความอยากตายให้สงบ ก็สามารถเป็นอุปสรรคต่อการตายอย่างสงบได้  ยิ่งรู้มากและอยากได้การตายที่สมบูรณ์แบบ ก็ยิ่งกลัวว่าจะไม่ได้ตายแบบนั้น  ผลก็คือถูกความกลัวรังควานจนกระสับกระส่าย  ดังนั้นเมื่อวาระสุดท้ายมาถึงจึงควรปล่อยวางแม้กระทั่งความอยากไปเกิดใน สวรรค์หรืออยากตายสงบ  ใช่หรือไม่ว่า ยิ่งอยากได้ กลับไม่ได้ แต่เมื่อไม่อยากได้ กลับได้

 กิ่งธรรมจาก http://www.visalo.org/article

แค่รู้ก็อยู่เป็นสุข ภาวัน

 แค่รู้ก็อยู่เป็นสุข
ภาวัน

        คุณเคยสงสัยไหมว่า อะไรก็ตามที่คุณแสนจะไม่ชอบ แต่ทำไมมันชอบมารบกวนจิตใจของคุณไม่หยุดหย่อน
      ไม่ว่าจะเป็นเม็ดสิวบนใบหน้า รอยตกกระตามแขน ทรวดทรงที่ล้นเกิน เพื่อนจอมนินทา เจ้านายอารมณ์ร้าย หรือคนทรยศที่เคยอยู่ใกล้ตัว ฯลฯ ยิ่งอยากกำจัดหรือผลักไสออกไปจากความรับรู้ มันยิ่งผุดโผล่เข้ามาในความคิดของคุณไม่เลิกรา ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
      นั่นเป็นเพราะคุณอยากกำจัดมันออกไปจากใจนั่นเอง
       จะว่าไปมันก็เหมือนตุ๊กตาล้มลุก คุณผลักมันแรงเท่าไร มันก็เด้งกลับมาหาคุณเร็วเท่านั้น
อธิบายอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความโกรธเกลียด ความไม่ชอบ ความอยากกำจัดมันนั้น จัดว่าเป็นความยึดติดอีกแบบหนึ่ง ทันทีที่อยากผลักไสมันออกไป ใจของคุณก็แนบชิดสนิทกับมันทันที ทำนองเดียวกับเวลาคุณออกแรงเข็นรถคันใหญ่ที่ขวางหน้าบ้าน ยิ่งอยากผลักให้มันเคลื่อนห่างออกไป ตัวคุณก็ยิ่งเข้ามาแนบชิดกับรถคันนั้น
       ยิ่งอยากกำจัดอะไรสักอย่าง คุณยิ่งพะวงถึงมัน ไม่ยอมปล่อยวางง่าย ๆ
       เคยมีการทดลองให้อาสาสมัครกลุ่มหนึ่งนั่งอยู่คนเดียวในห้อง โดยมีคำสั่งสั้น ๆ ง่าย ๆ ว่าจะคิดนึกอะไรก็ได้ ยกเว้นอย่างเดียวคือ ห้ามคิดถึงหมีขั้วโลก ถ้าคิดถึงหมีขั้วโลกเมื่อใดให้กดกริ่งทันที ปรากฏว่า พอให้คำสั่งเสร็จได้สักพัก ก็มีเสียงกริ่งดังระงมตามมาอย่างต่อเนื่อง
      ยิ่งไม่อยากคิดถึงสิ่งใด ใจกลับหมกมุ่นถึงสิ่งนั้น นี้คือธรรมชาติอย่างหนึ่งของจิตเรา
        มีการทดลองโดยอีกคณะหนึ่ง คราวนี้นักวิจัยขอให้อาสาสมัครทุกคนพูดถึงความคิดที่แย่ที่สุดเกี่ยวกับตัว เอง โดยเลือกมาแค่เรื่องเดียว จากนั้นก็แบ่งอาสาสมัครเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งได้รับคำสั่งให้พยายามกดข่มความคิดดังกล่าวตลอด ๑๑ วันข้างหน้า อีกกลุ่มใช้ชีวิตตามปกติ
       ทุกคืนทุกคนจะมานั่งทบทวนว่าวันนั้นได้นึกถึงเรื่องนั้นมากน้อยเพียงใด พร้อมทั้งประเมินตัวเองด้วยว่า อารมณ์ความรู้สึกในวันนั้นเป็นอย่างไร มีความกังวลหรือไม่ และรู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับตนเอง
       ผลสรุปของการทดลองดังกล่าวคล้ายกับการทดลองเรื่องหมีขั้วโลก กล่าวคือ กลุ่มที่พยายามกดข่มความคิดด้านลบเกี่ยวกับตัวเอง จะมีความคิดดังกล่าวผุดขึ้นมาในใจมากกว่าอีกกลุ่ม นอกจากนั้นยังรู้สึกกังวล เศร้าซึม และรู้สึกไม่ดีเกี่ยวกับตนเองมากกว่าอีกด้วย
        มีการทดลองทำนองนี้อีกหลายครั้ง ล้วนให้ผลตรงกัน เช่น หากขอให้คนที่กำลังควบคุมอาหารพยายามอย่านึกถึงช็อกโกแลต ปรากฏว่าเขากลับกินช็อกโกแลตมากขึ้น กลายเป็นว่ายิ่งอยากลดความอ้วน กลับอ้วนขึ้น
        เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็หมายความว่าเราไม่มีทางหลุดพ้นจากความรู้สึกนึกคิดที่แย่ ๆ เลยใช่ไหม ชาตินี้ทั้งชาติเราจะต้องถูกมันหลอกหลอนเล่นงานไปจนตลอดกระนั้นหรือ
       โลกนี้มิได้โหดร้ายถึงขนาดนั้น เราสามารถเป็นอิสระจากความรู้สึกนึกคิดที่แย่ ๆ ได้ แต่ต้องเริ่มต้นจากความรู้สึกที่ไม่อยากผลักไสหรือรังเกียจมัน เมื่อใดตามที่มันผุดขึ้นมาในใจ ก็เพียงแต่รับรู้มันเฉย ๆ ไม่ต้องทำอะไรกับมัน พอรู้แล้วก็ไม่ต้องสนใจมัน นึกในใจว่ามันจะอยู่ก็อยู่ไป ฉันไม่สนใจ ฉันจะทำงานของฉันไป
         ทีแรกมันจะพยายามดึงความสนใจจากเรา พยายามยั่วให้เราเข้าไปไล่หรือผลักไสมัน แต่ขืนเราทำเช่นนั้น มันยิ่งได้ใจ เหมือนเด็กที่คอยเรียกร้องความสนใจไม่จบสิ้น แต่ถ้าเราไม่สนใจมันเลย มันพยายามยั่วยุก่อกวนเท่าไร เราก็เฉย ไม่นานมันก็จะยอมแพ้และล่าถอยไปเอง
       มีสุนัขจำพวกหนึ่ง เวลาถูกปล่อยทิ้งให้อยู่ตัวเดียวในบ้าน มันจะรื้อข้าวของและกัดโซฟาฉีกขาด แถมอึบนพรมเสียด้วย แม้เจ้าของจะตีหรือเตะมันเท่าไร มันก็ไม่เลิกนิสัย ผู้รู้บอกว่าสุนัขทำเช่นนั้นก็เพราะต้องการเรียกร้องความสนใจ ยิ่งเจ้าของไปดุด่าหรือลงโทษมัน มันยิ่งได้ใจ เพราะแสดงว่ามันเรียกร้องความสนใจได้ผล มันจึงทำไม่เลิก วิธีที่ดีที่สุดก็คือเฉยเมยไม่สนใจมัน เหมือนว่าไม่มีมันอยู่ในโลกนี้ เท่านี้มันก็รู้แล้วว่าสิ่งที่มันทำนั้นไร้ประโยชน์ ต่อไปมันจะไม่ทำอย่างนั้นอีก
        ความรู้สึกนึกคิดที่แย่ ๆ ก็ไม่ต่างจากสุนัขดังกล่าว เพียงแต่เราเฉยเมย ไม่สนใจมัน ไม่ดุด่าหรือผลักไสมัน ไม่นานมันก็จะหายพยศหายเกเรไปเอง ในที่สุดก็จะปล่อยให้เราอยู่อย่างสงบสุขสบายใจ 
กิ่งธรรมจาก  http://www.visalo.org/article

Sunday, September 15, 2013

นิทานเซ็น เล่าโดย .. ท่านพุทธทาสภิกขุ เรื่อง อย่างนั้นหรือ

นิทานเซ็น เรื่อง อย่างนันหรือ
เล่าเรื่องโดย .. ท่านพุทธทาสภิกขุ

 

       นิทานเรื่องนี้ ชื่อเรื่องว่า  "Is that so?" ท่านลองแปลเอาเองว่า อย่างไรมัน ก็คล้ายๆ กับว่า "อย่างนั้นหรือ?" นิทานที่สามนี้ เล่าว่า ณ สำนักเซ็น ของอาจารย์ เฮ็กกูอิน ซึ่งเป็นวัดที่เลื่องลือมาก เป็นเหมือนกับว่า เป็นที่พึ่งของหมู่บ้าน ที่ร้านชำใกล้ๆ วัดนั้น มีหญิงสาวสวย คนหนึ่ง เป็นลูกเจ้าของร้าน ทีนี้ โดยกะทันหัน ปรากฏว่า มีครรภ์ขึ้นมา พ่อแม่เขา พยายาม ขยั้นขยอ ถาม ลูกสาวก็ไม่บอก แต่เมื่อ ถูกบีบคั้น หนักเข้า ก็ระบุชื่อ 

      ท่าน อาจารย์ เฮ็กกูอิน เมื่อหญิงสาวคนนั้น ระบุ อาจารย์เฮ็กกูอิน เป็นบิดาของเด็ก ที่อยู่ในครรภ์ พ่อแม่โกรธ เป็นฟืนเป็นไฟ ไปที่วัด แล้วก็ไปด่า ท่านอาจารย์เฮ็กกูอิน ด้วยสำนวนโวหาร ของคนที่โกรธที่สุด ที่จะด่าได้อย่างไร ท่านอาจารย์ไม่มีอะไรจะพูด นอกจากว่า "Is that so?" คือ ว่า "อย่างนั้นหรือ" สองคนด่าจนเหนื่อย ไม่มีเสียงจะด่า ไม่มีแรงจะด่า ก็กลับไปบ้านเอง ทีนี้ พวกชาวบ้าน ที่เคยเคารพนับถือ ก็พากันไปด่า ว่าเสียที ที่เคยนับถือ อย่างนั้น อย่างนี้ 
      ท่านก็ไม่มีประโยคอะไรที่จะพูด นอกจากว่า "Is that so?" พวกเด็กๆ ก็ยังพากันไปด่าว่า พระบ้า พระอะไร สุดแท้แต่ ที่จะด่าได้ ตามภาษาเด็ก ท่านก็ว่า "Is that so?" ไม่มีอะไรมากกว่านั้น
      ต่อมา เด็กคลอดออกมาจากครรภ์ บิดามารดาที่เป็นตายาย ของเด็ก ก็เอาเด็กไปทิ้งไว้ให้ ท่านอาจารย์ เฮ็กกูอิน ในฐานะเป็นการประชด หรือ อะไรก็สุดแท้ ว่า "แกต้องเลี้ยงเด็กคนนี้" ท่านอาจารย์ เฮ็กกูอิน ก็มีแต่ "Is that so?" ตามเคย ท่านรับเด็กไว้ และต้องหานม หาอาหาร ของเด็กอ่อนนั้น จากบุคคลบางคน ที่ยังเห็นอก เห็นใจ ท่านอาจารย์ เฮ็กกูอิน อยู่ พอเลี้ยงเด็กนั้น ให้รอดชีวิต เติบโตอยู่ได้ ทีนี้ ต่อมานานเข้า หญิงคนที่เป็นมารดา ของเด็ก เหลือที่จะทนได้ มันเหมือนกับไฟนรก เข้าไปสุมอยู่ในใจ เพราะเขาไม่ได้พูดความจริง ฉะนั้น วันหนึ่ง เขาจึงไปสารภาพ บอกกับบิดามารดาของเขาว่า บิดาที่แท้จริง ของเด็กนั้น คือ เจ้าหนุ่มร้านขายปลา ทีนี้ บิดามารดา ตายายคู่นั้น ก็มีจิตใจ เหมือนกับ นรกเผาอยู่ข้างใน อีกครั้งหนึ่ง รีบวิ่งไปที่วัด ไปขอโทษ ขอโพย ต่ออาจารย์เฮ็กกูอิน ขอแล้ว ขอเล่าๆ เท่าที่จะรู้สึกว่า เขามีความผิด มากอย่างไร ก็ขอกัน มากมาย อย่างนั้น ท่านก็ไม่มีอะไร นอกจาก Is that so? แล้วก็ขอ หลานคนนั้น คืนไป ต่อมา พวกชาวบ้าน ที่เคยไปด่า ท่านอาจารย์ ก็แห่กันไป ขอโทษอีก เพราะความจริง ปรากฏขึ้น เช่นนี้ ขอกันใหญ่ ไม่รู้กี่สิบคน ขอกันนานเท่าไร ท่านก็ไม่มีอะไรจะพูด นอกจาก Is that  so? อีกนั่นเอง เรื่องของเขาก็จบเท่านี้
        นิทานเรื่องนี้ จะสอนว่าอย่างไร เราถือว่า นิทานชุดนี้ ก็เหมือนกับ
 นิทานอิสป ในทางวิญญาณ ในทาง Spiritual point of view นิทานเรื่องนี้ สอนว่าอย่างไร นั้นหรือ มันก็เหมือนกับ ที่พระพุทธเจ้า ตรัสว่า "นตฺถิ โลเก รโห นาม" และ "นตฺถิ โลเก อนินฺทิโต" "การไม่ถูกนินทา ไม่มีในโลก" หรืออะไรทำนองนี้ แต่ท่านทั้งหลาย ลองเปรียบเทียบ ดูทีหรือว่า ถ้าพวกครูบาอาจารย์ ของเราทั้งหลาย เป็นผู้ถูกกระทำ อย่างท่านอาจารย์เฮ็กกูอิน ท่านจะเป็นอย่างนี้ได้ไหม คือจะ Is that so? คำเดียว อยู่ได้ไหม ถ้าได้ เรื่องนี้ ก็คงจะไม่เป็น อย่างที่กำลังเป็นอยู่ คือ คงจะไม่ถูกฟ้องว่า ตีเด็กเกินควร หรือ อะไรทำนองนั้น ต้องไปถึงศาลก็มี อาตมาเคยเห็น ครูที่บ้านนอก ต้องไปพูด กันถึงโรงถึงศาลก็มี เพราะตีเด็กเกินควร เป็นต้น นี่คือ มันหวั่นไหว ต่ออารมณ์มากเกินไป จนกระทั่ง เด็กเล็กๆ ก็ทำให้โกรธได้ ที่เรื่องนิดเดียว ก็ยังโกรธได้นี่ เพราะว่า ไม่ยึดถือความจริง เป็นหลักอยู่ในใจ มันจึงไหวไปตามอารมณ์ โกรธมาก กลัวมาก เกลียดมาก ล้วนแต่เป็นอารมณ์ร้ายไปเสียทั้งนั้น ทำไมไม่คิดว่า มันไม่ใช่ เรื่องราวอะไรมากมาย มันไม่ใช่ เป็นไปตามเสียงส่วนมาก ที่ยืนยันว่า อันนั้น ต้องเป็นอันนั้นจริง ความจริง มันต้องเป็นความจริง ถ้าจะมีอุเบกขา ก็ควรจะมีอุเบกขาอย่างนี้ ไม่ใช่ อุเบกขาผิดอย่างอื่น ฉะนั้น เราควรจะฟังของเขาไว้


กิ่งธรรมจาก  http://www.buddhadasa.com

Wednesday, September 4, 2013

เหนือกายยังมีใจ

เหนือกายยังมีใจ
โดยภาวัน

        กล่าวกันว่าการเกิดมาเป็นมนุษย์นั้น เป็นสุคติของเทวดา เมื่อเทวดาองค์ใดจะจุติ เพื่อนเทวดาจะอวยพรว่า ขอให้ไปเกิดในหมู่มนุษย์ ฟังดูก็รู้สึกดี แต่บางครั้งคุณคงอดสงสัยไม่ได้ว่า ถ้าโลกมนุษย์เป็นสุคติของเทวดา เหตุใดมนุษย์เราจึงต้องมีความรู้สึกเจ็บปวดด้วย ปวดหัวตัวร้อนนั้นยังพอทำเนา แต่เจ็บปวดเวลาแข้งขาหักหรือไฟไหม้น้ำร้อนลวกนั้น บางครั้งรู้สึกเหมือนกับตกนรกเลยทีเดียว
        มองให้ดี ๆ ความเจ็บปวดก็มีประโยชน์ มันช่วยป้องกันมิให้เราถลำเข้าไปในอันตราย ถ้าเราไม่รู้สึกปวดเวลาโดนของแหลมแทงนิ้ว เราก็จะปล่อยให้มันทิ่มลึกขึ้น แทนที่จะรีบดึงนิ้วออกมา มีหลายคนที่ไม่รู้สึกเจ็บปวดตั้งแต่เกิด คนเหล่านี้จะมีลักษณะหนึ่งที่เหมือนกันคือ มีแผลเต็มตัว บางคนลิ้นหายไป ๑ ใน ๓ เพราะกัดลิ้นแล้วไม่รู้สึกเจ็บ จึงกัดเข้าไปเต็มที่ ลิ้นมีแผลลึก แผลไม่ทันหายก็กัดซ้ำกัดซากจนลิ้นเน่ากุดในที่สุด
       แต่ถึงแม้ความเจ็บปวดจะมีประโยชน์ ข้อเสียก็คือมันทำให้เกิดความทุกข์ทรมานโดยเฉพาะในยามที่เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง จริงอยู่ยุคนี้วิทยาการก้าวหน้ากว่าแต่ก่อน มียาระงับปวดที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ข่าวร้ายก็คือยาที่ดีที่สุดเวลานี้ยังไม่สามารถระงับความเจ็บปวดบางประเภทได้
ฟังแล้วอย่าเพิ่งหมดหวัง เพราะถึงแม้เทคโนโลยีทุกวันนี้มีขีดจำกัด แต่ข่าวดีก็คือ ยาระงับปวดที่ดีกว่าเทคโนโลยียังมีอยู่ มันมิได้อยู่ที่ไหนเลย หากอยู่ที่ใจของเรานั้นเอง
       เมื่อ ๘ ปีที่แล้วมีการทดลองผ่าตัดคนไข้คนหนึ่งที่เป็นโรคเจ็บข้อ หลังจากหมอให้ยาชาแล้วก็กรีดหัวเข่าของเขา แต่ไม่ได้ทำอะไรมากกว่านั้น เมื่อแผลสมานแล้ว คนไข้เล่าว่ารู้สึกดีขึ้น ความเจ็บทุเลาไปมาก ยิ่งกว่านั้นก็คือ ข้อเข่าของเขาทำงานดีขึ้น
         อีกรายหนึ่งประสบอุบัติเหตุ ถูกไฟไหม้ถึงร้อยละ ๗๐ ของร่างกาย เขาร้องครวญคราญด้วยความเจ็บปวด เรียกหายาระงับปวดทุกคืน แต่หลังจากหมอให้มอร์ฟีนไประยะหนึ่ง ก็หยุดให้เพราะเกรงว่าจะเกิดอันตรายแก่คนไข้ ผลก็คือคนไข้ทุรนทุรายร้องขอยาระงับปวด พยาบาลทนไม่ไหวจึงกลับไปที่ห้องแล้วฉีดยาให้เขา สักพักคนไข้ก็หลับไป เมื่อมีคนถามเธอว่าทำไมถึงฉีดยาระงับปวดให้คนไข้ในเมื่อหมอสั่งห้าม เธอตอบว่าเธอแค่ฉีดน้ำเกลือให้คนไข้เท่านั้น
        ทั้งสองกรณี คนไข้ไม่ได้รับการรักษาหรือยาระงับปวดเลย แต่กลับรู้สึกดีขึ้น เพราะ ใจเชื่อว่าเขาได้รับการเยียวยาแล้ว เพียงเชื่อเช่นนี้ก็ช่วยลดความเจ็บปวดลงได้
        จิตใจของคนเรามีพลังในการเยียวยาร่างกายหรือระงับความเจ็บปวดได้ พลังนั้นจะทำงานได้ก็ต้องอาศัยความเชื่อหรือศรัทธา ถ้าเรามีศรัทธาในหมอหรือตัวยา ผลดีต่อร่างกายก็จะเกิดขึ้นทันทีที่หมอลงมือ “รักษา”หรือเมื่อได้รับยา
        มีอีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ อาสาสมัคร ๘๒ คนได้รับเชิญให้ร่วมทดสอบคุณภาพของยาระงับปวดตัวใหม่ที่ชื่อวาลิโดน ซึ่งให้ผลรวดเร็วกว่ายาที่มีอยู่ ทุกคนจะถูกช็อตด้วยไฟฟ้าที่ข้อมือ จากนั้นก็ให้ระบุว่ารู้สึกเจ็บปวดมากน้อยเพียงใด ทีนี้ก็ให้ทุกคนกินยาวาลิโดน ครึ่งหนึ่งได้รับการบอกเล่าว่ายาตัวนี้เม็ดละ ๒ เหรียญ ๕๐ เซ็นต์ อีกครึ่งหนึ่งได้รับการบอกว่ายาราคา ๑๐ เซ็นต์ เสร็จแล้วก็มีการช็อตด้วยไฟฟ้าอีกครั้ง ร้อยละ ๘๕ของ คนกลุ่มแรกที่ได้ยาราคา ๒ เหรียญ ๕๐ เซ็นต์บอกว่าความเจ็บปวดลดลงมาก ส่วนกลุ่มหลังมีเพียงร้อยละ ๖๑ ที่เจ็บน้อยลง
        หลังจากการทดลองก็มีการเปิดเผยว่าแท้จริงแล้วยาที่ให้แก่อาสาสมัครทั้งหมดนั้นเป็น “ยาปลอม” การทดลองดังกล่าวจึงชี้ว่า นอกจากความเชื่อจะมีผลต่อการลดความเจ็บปวดแล้ว ราคาของยาก็มีผลต่อความคาดหวังและประสิทธิภาพด้วย ยายิ่งมีราคาแพง ความคาดหวังหรือความเชื่อถือก็ยิ่งสูง จึงช่วยลดความเจ็บปวดได้มากขึ้น
         อศรัทธาหรือความเชื่อนั้นมีผลต่อการระงับปวด แต่ศรัทธาไม่ใช่สิ่งเดียวที่จะช่วยเราได้ สมาธิก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่บรรเทาปวดได้ดี มีผู้ป่วยมะเร็งหลายคนที่สงบนิ่งได้โดยไม่ใช้ยาเลยแม้ถูกความเจ็บปวดบีบคั้น รุนแรง เนื่องจากมีสมาธิอยู่กับลมหายใจ
        อีกรายหนึ่งที่น่าทึ่งมาก ตอนที่ผ่าตัดเปลี่ยนไตนั้น เธอแพ้ยาแก้ปวดจนอาเจียน แผลระบม หมอไม่รู้จะทำอย่างไร แต่พอเธอได้สติก็ขอพาราเซ็ตตามอลเม็ดเดียว จากนั้นก็ตั้งสมาธิจดจ่ออยู่กับลมหายใจจนหลับไป ระหว่างที่หมอผ่าตัด เธอไม่ส่งเสียงร้องเจ็บเลยแม้แต่ครั้งเดียว
         แม้ธรรมชาติจะให้ความเจ็บปวดมาพร้อมกับร่างกายนี้ แต่นั่นมิใช่เป็นเคราะห์กรรมของมนุษย์ เพราะในเวลาเดียวกันธรรมชาติก็ให้ใจแก่เราเพื่อรับมือกับความเจ็บปวดและเอา ชนะเคราะห์กรรมทั้งหลายด้วย


  กิ่งธรรมจาก http://www.visalo.org/

Friday, August 9, 2013

แย้มยิ้ม และ สงบนิ่ง พระไพศาล วิสาโล

 แย้มยิ้ม และ สงบนิ่ง
โดย พระไพศาล วิสาโล

 
          ใครที่ได้ไปพม่า หากมีเวลาหลายวัน ย่อมอดไม่ได้ที่จะต้องไปพุกาม ซึ่งเป็นราชธานีโบราณร่วมสมัยกับนครวัดของเขมร “ทะเลเจดีย์”เป็นสมัญญานามที่คู่ควรกับพุกามโดยแท้ แม้กาลเวลาจะผ่านไปกว่า ๑,๐๐๐ ปี แต่วัดและเจดีย์โบราณหลายแห่งก็ยังคงรูปทรงร่างเกือบสมบูรณ์จนถึงปัจจุบัน หนึ่งในวัดโบราณดังกล่าวก็คือ วิหารอนันดา ซึ่งมีผังทางสถาปัตยกรรมที่น่า ทึ่ง อีกทั้งมีการก่ออิฐที่มั่นคงแน่นหนา ในวิหารมีอากาศถ่ายเทเย็นสบาย แต่ ที่ทำให้เย็นใจสบายจิตก็คือพระพุทธรูปยืนด้านทิศใต้ ซึ่งสูงหลายเมตรและ  มีอายุนานนับพันปี นี้เป็นหนึ่งในสองของพระพุทธรูปเก่าแก่ที่ประดิษฐานตั้งแต่สร้างวัด นับเป็นพระพุทธรูปที่งดงามคู่พุกามทีเดียว
        พระพุทธรูปองค์นี้มีลักษณะพิเศษประการหนึ่งคือ เมื่อมองไกลสัก ๑๐ เมตรจะเห็นพระพักตร์แย้มยิ้ม แต่หากเดินเข้าไปใกล้ ๆ จะพบว่ารอยยิ้มได้แปรเปลี่ยนไป สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของคนส่วนใหญ่คือพระพักตร์ที่ “บึ้ง” นักท่องเที่ยวจากเมืองไทยจึงเรียกพระพุทธรูปองค์นี้ว่า “พระยิ้ม-บึ้ง”
        ที่จริงหากมองให้ดี พระพักตร์ที่มองจากมุมใกล้นั้น หาใช่เป็นพระพักตร์บึ้งไม่ แต่เป็นพระพักตร์ที่สงบต่างหาก เป็นความสงบที่สามารถแผ่ไปถึงใจของผู้ที่อยู่เบื้องหน้าพระองค์ หากเขาหรือเธอผู้นั้นสำรวมกายวาจาใจ แล้วมองนิ่ง ๆ อย่างสบาย ๆ ไม่รีบร้อนที่จะเดินไปไหน
       เป็นความสามารถอันเอกอุของช่างโบราณที่รังสรรค์พระพุทธรูปไม้องค์นี้ ซึ่งไม่เพียงงดงามเท่านั้น แต่ยังแสดงถึงพุทธคุณอย่างครบถ้วน อันได้แก่ พระกรุณาคุณ และพระปัญญาคุณ
        พระกรุณาคุณนั้นแสดงออกด้วยพระพักตร์ที่แย้มยิ้ม เปี่ยมด้วยความรักต่อสรรพชีวิต ใครที่ได้เห็นพระพุทธรูปองค์นี้จากมุมไกล ย่อมรู้สึกอบอุ่น หากมีความทุกข์หรือเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ ย่อมมีความหวังหรือกำลังใจว่าพระกรุณาคุณจะช่วยปกปักรักษาให้ปลอดภัย
        ส่วนพระปัญญาคุณนั้นแสดงออกด้วยพระพักตร์ที่สงบนิ่งเมื่อมองจากมุมใกล้ เป็นอาการของผู้ที่ไม่หวั่นไหวกับโลกธรรมไม่ว่าลาภ ยศ สุข สรรเสริญ หรือความเสื่อมลาภ เสื่อมยศ ทุกข์ หรือนินทา ด้วยประจักษ์แจ้งในสัจธรรมของโลกว่าความผันผวนแปรปรวนเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อพบก็ต้องพราก เมื่อเจอก็ต้องจาก ได้กับเสีย ดีใจกับเสียใจเป็นของคู่กัน ด้วยเหตุนี้ท่านจึงไม่ยึดติดในสุขหรือสภาวะฝ่ายบวก ทุกข์หรือสภาวะฝ่ายลบจึงทำอะไรไม่ได้
       ด้วยพระกรุณาคุณ พระพุทธองค์จึงทรงช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์ แต่ในเวลาเดียวกันพระปัญญาคุณ ก็ทำให้พระองค์ทรงสงบนิ่งได้หากผู้หนึ่งผู้ใดมิอาจพ้นทุกข์ได้ เพราะการที่ใครคนหนึ่งจะพ้นทุกข์ได้นั้นมิได้อยู่ในอำนาจของพระองค์ แต่เป็นไปตามเหตุปัจจัยซึ่งมีอยู่มากมายเกินวิสัยที่ใครจะควบคุมให้เป็นไป ตามใจได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือพระปัญญาคุณทำให้ทรงมีอุเบกขาหากพระกรุณาคุณไม่ประสบผล
        ใช่หรือไม่ว่าพระพุทธรูปองค์นี้กำลังสอนธรรมแก่เราว่า กรุณาและปัญญาเป็นธรรมที่จำต้องควบคู่กัน แม้มีเมตตาหรือความปรารถนาดีต่อผู้อื่น ก็จำต้องรู้จักวางใจให้สงบนิ่ง หรือเป็นอุเบกขาด้วยหากไม่สามารถช่วยเขาให้พ้นทุกข์ได้ ผู้ที่มีแต่เมตตาหรือกรุณา หากขาดปัญญาเสียแล้ว ย่อมทุกข์ใจได้ง่ายหากพบว่าตนไม่สามารถช่วยให้คนรักแคล้วคลาดจากทุกข์ได้ เมื่อไม่มีปัญญาเราย่อมติดยึดคาดหวังให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปดังใจ ทั้ง ๆ ที่มันไม่อยู่ในอำนาจของเราเลย หากแต่ขึ้นอยู่กับกระแสแห่งเหตุปัจจัยล้วน ๆ
       แต่ถ้าเราตระหนักถึงความจริงข้อนี้ การช่วยผู้อื่นแม้จะทำอย่างเต็มที่ ก็ไม่ยึดติดในผลที่ตามมาว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ จิตใจปล่อยวางจากความคาดหวัง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ยอมรับได้เพราะทำเต็มที่แล้ว จึงไม่ทุกข์ไปกับการช่วยเหลือหรือตั้งจิตปรารถนาดีต่อผู้อื่น กล่าวอีกนัยหนึ่งไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ก็ทำใจสงบนิ่งได้
        เราจึงควรฝึกตนให้เป็นดังพระพุทธรูปองค์นี้ คือแย้มยิ้มปรารถนาดีต่อทุกชีวิต และสงบนิ่งต่อทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งกับตนเองและผู้อื่น โดยเฉพาะเมื่อได้พากเพียรพยายามเต็มที่แล้ว

       
กิ่งธรรมจาก http://www.visalo.org

Monday, August 5, 2013

แม่


 

แด่พระคุณแม่
เตีย ที่ดี
       เนื่องจากเดือนนี้เป็นเดือนที่มีวันแม่ปรากฎขึ้น เพื่อร่วมรำลึก บูชาพระคุณแม่ จึงขอนำเรื่องที่เกี่ยวกับแม่มานำเสนอแด่ท่าน เริ่มจาก ท่านพุทธทาสภิกขุ ท่านได้กล่าวถีง นางเคลื่อน พานิช ซึ่งเป็นโยมมารดาของท่านไว้ดังนี้

        "การบรรยายปาฐกถาธรรมในวันนี้ อาตมาจะบรรยายในหัวข้อว่า "ปรมัตถวิจารณ์เกี่ยวกับพระคุณของแม่" บางคนอาจะจนึกสงสัยว่า นี่เป็นการแทรกแซงของการบรรยายเกี่ยวกับ "อิทัปปัจจยตา" หรืออย่างไร อาตมารู้สึกว่าไม่เป็นการแทรกแซงเพราะว่าถ้ารู้จักปฏิบัติเกี่ยวกับแม่ ให้ถูกต้อง มันก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ กฎของ "อิทัปปัจจยตา" อยู่นั่นเอง แต่เนื่องจากมีผู้ขอร้องให้พูดเรื่องเกี่ยวกับ แม่ อาตมาก็ต้องยอมรับ เรียกว่าเกรงใจก็ได้ เพราะเรามันทำงานร่วมกัน
          และคิดดูอีกทีหนึ่งก็รู้สึกว่า เราก็เป็นคนมี แม่ แม้จะเป็นเด็กหัวหงอกแล้วก็ยังมี ใคร ๆ ก็ยังมีแม่ แม่ยังจำเป็นอยู่ แม้แต่เด็กหัวหงอกที่ต้องรับรู้ ขอให้นึกอย่างนี้กันทุกคน ถ้าเป็นเด็กหัวหงอกแล้วยังสนองคุณของแม่ไม่ได้ก็ดูกระไรอยู่ จึงเป็นสิ่งที่ต้องศึกษาสำหรับเป็นตัวอย่างแก่เด็กที่ยังไม่นุ่งผ้าเลยทีเดียว
          ทีนี้เราก็ต้องพิจารณากันถึงคำว่า "แม่" สิ่งแรกที่สุดคือจะต้องพิจารณาก็คือว่า ทำไมภาษาบาลีซึ้งใข้กันอยู่เป็นหลักนี่มีคำว่า "มาตาปิตา" คือแม่พ่อ ไม่เหมือนกับภาษาไทยที่พูดว่าพ่อแม่ ทั้งที่ประเทศอินเดียเป็นแม่แบบวัฒนธรรมของไทยเราทุกอย่างทุกประการ ภาษาอินเดียใช้คำว่า "แม่พ่อ" แต่เราก็ยังมาใช้กลับกันว่า "พ่อแม่" ข้อนี้ก็เป็นสิ่งที่ควรจะพิจารณาว่าทำไมภาษาบาลีโดยเฉพาะจึงใช้คำว่า "แม่พ่อ"
          อาตมาเห็นว่า เพราะ "แม่" มาก่อนถึงก่อน หรือสอนแก่ลูกก่อนแก่ลูกเล็ก ๆ นั้น ทำให้นึกถึง "แม่" ก่อน "พ่อ" หรือจะดูอีกทีว่าเด็กทารกเขาจะออกเสียงว่า "แม่" ได้ง่ายกว่า "พ่อ" คือออกเสียงคำว่า "ม่ะ" ได้ง่ายกว่า "ป้ะ" ออกเสียง ม.ง่ายกว่าออกเสียงป. เด็กคงจะพูดคำว่า "แม่" ได้ดีกว่าคำว่า "พ่อ"ก็ได้ และเมื่อดูพฤติการณ์ทั่วไปแล้ว แม่มาก่อนพ่อ สรุปความแล้วก็อาจจะได้เป็นว่า พ่อสร้างชีวิต แม่สร้างวิญญาณ ข้อนี้ขอให้สนใจกันสักหน่อยว่า "แม่" สร้างวิญญาณของลูกได้อย่างไร
          เราได้มรดกจากแม่ในเรื่องมรรยาทหรือการเป็นอยู่มากกว่าพ่อ จะขอยกตัวอย่างที่แม่ได้ทำหน้าที่ของแม่ในการสร้างนิสัยอันละเอียดให้แก่ลูก เช่น ในความเรียบร้อย แม่กวดขันให้ล้างจานข้าวให้สะอาดให้เรียบร้อยและเก็บให้เรียบร้อย เสื้อผ้าต้องเรียบร้อย ปูที่นอนต้องเรียบร้อย ล้างมือล้างเท้าสะอาด
          แม่สอนให้ประหยัด เกิดนิสัยประหยัดแม่บังคับให้ใช้น้ำล้างเท้าอย่างประหยัด ใช้น้ำอาบอย่างประหยัด ใช้ฟืนอย่างประหบัด เชือกผูกของ กระดาษห่อของ เศษกระดาษที่พอจะทำเชื้อไฟได้สักนิดหนึ่งก็ยังต้องประหยัด
          แม่สร้างนิสัยอ่อนน้อมถ่อมตน แม่สอนว่ายอมแพ้นั้นไม่ถือว่าเป็นการเสียเกียรติ เพราะให้เรื่องมันระงับไป แต่ก็ไม่ต้องเสียหายอะไรเนื่องจากว่าต้องยอมแพ้ มันเป็นการปลอดภัย และใคร ๆ ก็รักคนที่ยอมแพ้ไม่ให้เรื่องเกิด
          แม่สอนให้เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แม่สอนว่าให้ลูกแมวได้กินข้าวก่อน แล้วคนจึงกิน สัตว์เดรัจฉานเป็นเพื่อนของเรา คนขอทานเป็นเพื่อนของเรา คนไร้ญาติขาดมิตรมาตายอยู่ตามท่าน้ำเราก็ต้องเอื้อเฟื้อ ถ้าเรากินเองมันก็ถ่ายออกหมด ถ้าเราให้เพื่อนกินมันอยู่ในหัวใจของเขายาวนานนัก
          แม่อบรมนิสัยให้รักน้องให้รักเพื่อน แม่สอนว่าน้องเอาเปรียบพี่ได้ แต่พี่เอาเปรียบน้องไม่ได้ น้องโกงพี่ได้แต่พี่โกงต้องไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น
          แม่สอนให้ดูว่าไก่ไม่มีเห็บเพราะมันช่วยจิกให้กันและกันลูกไก่เล็ก ๆ ยังช่วยจิกเห็บให้ลูกไก่ตัวใหญ่ เห็บที่มันอยู่ตามหน้าตามหงอนซึ่งมันจิกเองไม่ได้ แต่ไก่ก็ไม่มีเห็บ เพราะมันปฎิบัติหน้าที่เพื่อนของกันและกัน แม้แต่ลิงมันก็หาเหาให้แก่กันและกัน สุนัขมันก็ยังกัดหมัดให้แก่กันและกันตรงที่ที่มันกัดเองไม่ได้ เราจึงต้องมีเพื่อน
          แม่อบรมนิสัยกตัญญูรู้คุณ ให้เด็กเล็ก ๆ ช่วยทำงานให้แม่บ้าง ทำอะไรไม่ได้มาก ก็เพียงแต่ช่วยตำน้ำพริกแกงให้ด็ยังดีเหยียบขาให้แม่หายเมื่อย เอาใจใส่แม่เมื่อเจ็บไข้ นี้ปฏิบัติกันมาจนเป็นนิสัย เคารพคนแก่คนเฒ่าพระเจ้ากระสงฆ์ประนมมืออยู่ตลอดเวลา
          ให้ปลูกฝังคือว่าให้ใช้เวลาว่าง ปลูกพริก ปลูกมะเขือ ปลูกตะไคร้ ดอกมะลิ ดอกราตรี แม้แต่สับปะรด กล้วย ก็ยังสอนให้ปลูก แล้วยังสอน คาถากันขโมย ให้ด้วยว่า "ถ้านกกินเป็นบุญ ถ้าคนกินเป็นทาน" อาตมายังจำได้อยู่กระทั่งบัดนี้ ว่าถ้านกกินให้ถือว่าเราเอาบุญ ถ้าคนมันขโมยเอาไปก็คือว่าให้ทาน แล้วมันก็จะไม่ถูกขโมยเลยจนตลอดชีวิตมันกลายเป็นให้ทานไปเสียทุกที ถ้าสัตว์มากินก็เอาบุญ ก็ไม่ต้องไปฆ่าสัตว์ไม่ต้องไปยิงสัตว์
          แม่อบรมนิสัยห้ามเล่นการพนัน แม้แต่หมากรุกก็ไมได้ เรื่องดนตรี เราชอบต้องแอบเล่น เรื่องชนไก่จับปลานั้นไม่ต้องพูด เรื่องเหล้า เรื่องบุหรี่ นี้มันเกลียดเอง แม่ไม่ต้องห้าม พ่อและอาก็ไม่เคยแตะต้องสิ่งเหล่านี้ เด็ก ๆ เป็นเด็ก เห็นคนสูบกัญชาสูบยาดองด้วยกล้องไม้ไผ่เสียงโคลก ๆ นั่น รู้สึกว่าเขาเป็นวีรบุรุษ แต่เราก็ไม่กล้าลอง
          ทั้งหมดนี้ได้อุปนิสัยมาจากแม่ที่คอยจ้ำจี้จ้ำไช ว่ากล่าวอยู่เสมอ นี่ดูเถอะ แม่สร้างอุปนิสัยสร้างดวงใจ พร้อมๆ กับที่พ่อช่วยสร้างชีวิต โดยส่วนใหญ่หรือโดยส่วนรวม แม่อยู่วงในพ่ออยู่วงนอก
          ควรดูต่อไปถึงปัญหาว่าเดี๋ยวนี้ในบ้านเมืองเรามีปัญหาเด็ก ๆ ไม่เคารพ ไม่รัก ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ ชวนกันเป็นอันธพาลมากขึ้น เพราะเขาไม่รู้เรื่องแม่ ปัญหากำลังขยายตัวเพราะเด็กไม่รู้ว่า "แม่" นั้นคืออะไร แม่บางคนเสียอีกก็ไม่รู้ว่าความป็นแม่คืออะไร นี้ก็มีอยู่เหมือนกัน เพราะเด็ก ๆ เหล่านี้ไม่รู้ว่าการทำให้พ่อแม่ร้อนใจน้ำตาตกในนั้นเป็นความเลวร้ายอย่างใหญ่หลวง เขาจึงยังกระทำกันอยู่ ดังนั้นเราจะต้องสอนให้เขารู้ว่า "แม่" คืออะไร
          แม่คืออะไร เป็นสิ่งที่ทุกคนควรรู้ และรู้โดยปรมัตถ์ชั้นลึกซึ้ง ด้วยความลึกซึ้ง โดยปรมัตถ์แล้วเราต้องกล่าวว่า แม่เป็นผู้สร้างโลก โลกจะดีหรือเลวก็เพราะคนในโลลกมันดีหรือเลว คนในโลกมันจะดีหรือเลวก็เพราะว่า แม่ได้สร้างอุปนิสัยคนเหล่านั้นมาอย่างไร ถ้าสร้างมาดี คนมันดี โลกนี้มันก็ดี ถ้าสร้างมาไม่ดีโลกนี้มันก็ไม่ดี จึงเห็นได้ว่า "แม่" อยู่ในฐานะเป็นผู้สร้างโลกราวกับว่าเป็นพระเจ้า แม่เป็นผู้สร้างดวงวิญญาณของลูก
          แม่ต้องไม่ไปทำหน้าที่ "พ่อ" ถ้าทำหน้าที่พ่อ พ่อก็จะว่างงานแล้วโลกก็จะเลวลง ไม่มีใครกล่อมเกลาดวงวิญญาณบางพวกเขาแก้ตัวว่ารายได้ไม่พอ แม่ต้องไปช่วยทำงานหารายได้ นั่นมันหลับตาพูด เพราะมันไม่มองดูว่า มันเป็นการเสียหายมากกว่าได้ ถ้าแม่จะต้องช่วยพ่อทำงานก็ต้องไม่ให้เสียหน้าที่ของแม่ คือทำงานชนิดที่ดูแลลูกไปพลางก็ยังได้ คนบางพวกเขายังเอาลูกสะพายหลังไปด้วย เพื่อว่าไม่อยู่ห่างจากลูก
          แม่อบรมความเก่งในบ้าน พ่ออบรมความเก่งนอกบาน ในสังคมที่กว้างกว่า แต่แล้วแม่ก็สร้างอุปนิสัยลูกมากกว่าพ่อ เราได้รับมรรยาทอุปนิสัยต่างๆ นานาติดเนื้อติดตัวมาจนถึงกระทั่งวันนี้ อุปนิสัยประหยัดก็ดี สุภาพก็ดี ขยันขันแข็งก็ดี มาจากแม่โดยตรง เรียกว่าเป็นเนื้อเป็นตัวมาเพราะการอบรมของแม่
          เรายอมรับว่า พ่อช่วยให้เรามีอาหารกิน ให้ปลอดภัย แต่แม่ก็ยังคงช่วยสร้างดวงวิญญาณของเราอยู่ พ่อรักเราอยู่วงนอก แต่แม่รักเราอยู่กับอก ถึงกับว่ากินเลือดในอกแม่ กินนมของแม่ เรียกว่ามีการถ่ายพันธุ์ อุปนิสัยมากที่สุด นักเลงผสมไก่ ผสมปลากัดเขาบอกให้ฟังว่า การเลือกพันธุ์ผสมนั้นเขาเลือกตัวเมียมากกว่าตัวผู้ เขาจะเลือกพันธุ์ตัวเมียที่ดีที่สุดมาเป็นแม่พันธุ์ พ่อพันธุ์ไม่ค่อยสำคัญนัก อย่างนี้ก็เป็นสิ่งที่น่าฟัง
          ทีนี้ก็จะดูไปถึงการอบรม อบรมลูกบางคนสอนลูกไม่ให้ไหว้ใครเพราะกลัวจะเป็นทาสความคิดความเห็นของใคร บางคนสอนให้ลูกไหว้ใครจนไม่ต้องดูอะไรเลย อย่างนี้มันผิดทั้งสองอย่าง อาตมาคิดว่าเราควรจะสอนลูกให้รู้จักเลือกไหว้ใครเสียดีกว่า ดีกว่าที่จะไหว้ไปตะพึด ดีกว่าที่จะไม่ไหว้เสียเลย ลูกจะรู้จักเลือกไหว้ จะรู้จักผิดชอบชั่วดีในการรู้จักเลือกไหว้ เป็นการดีกว่าที่จะไม่ให้ไหว้ใครเสียเลย
          วันแรกของโรงเรียนอนุบาล เด็ก ๆ ควรจะเรียนกันแต่ว่า "แม่คือใคร" อย่างนี้ดีกว่าเรียนหนังสือ ไม่ต้องอุตริให้เรียนภาษาต่างประเทศไปตั้งแต่ชั้นอนุบาล โตแล้วก้ไม่รู้ว่าแม่นี่คืออะไร แม่มีบุญคุณอย่างไหรก็ไม่รู้
          แม่ควรอบรมนิสัยจิตใจ ให้ลูกมันมีความรู้สึกสูง แม่ควรจะพาลูกไปร้านอาหารที่อร่อย ๆ ของเล่นของแต่งตัวที่มีราคาแพง แล้วก็บอกลูกว่า "ทั้งหมดนี้เขามีไว้สำหรับทำให้เราโง่" เด็ก ๆ จะรู้จักคิดไปตั้งแต่เล็ก ๆ ว่า ทั้งหมดนี้มันมีไว้ สำหรับทำให้เราโง่อย่างไน ของแต่งตัวสวย ๆ ของกินอร่อย ๆ ของเล่นตุ๊กตาที่น่ารักอะไรก็ตาม ทั้งหมดนี้แม่จะบอกว่ามีไว้สำหรับทำให้เราโง่ แล้วลูกมันจะคิดอย่างไร มีเหตุมีผลอย่างไรก็ค่อยรู้กันเอง
          สอนให้ลูกรู้ว่าเราจะต้องทำอย่างไรเราควรมีอะไรควรกินอะไร ควรใช้อะไรควรบูชาอะไร ควรทนุถนอมอะไร ถึงจะเป็นการถูกต้องที่สุด บอกให้ลูกรู้ว่า เรื่องกินก็ดี เรื่องกามก็ดี เรื่องเกียรติก็ดี มันมีลักษณะเหมือนกับดาบสองคม ใช้ไปทางหนึ่งก็วินาศ ใช้ไปทางหนึ่งก็เจริญเด็ก ๆ ควรจะรู้ปรมัตถ์เรื่อง "ตัวกู-ของกู" ดีอย่างไร เสียหายอย่างไร ทีละเล็กทีละน้อยขึ้นมาตามสมควร ตามความเหมาะสม
          เด็ก ๆ จะต้องรู้จักอดทน เสียสละเพื่อแม่ ให้สมกับความเจ็บปวดที่แม่ได้รับเมื่อคลอดเรามา ให้เด็ก ๆ เขารู้จักมีอะไร เพื่อจะได้ทำหน้าที่ถูกต้องเป็นผาสุก ไม่ใช่เพื่อยึดมั่นถือมั่น ลูกควรจะรู้ว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร จะปฏิเสธความเกิดมานี้ ไม่ได้ เพราะมันเกิดมาแล้ว มันมีแต่ว่าต่อไปต้องทำอะไร
          ทีนี้จะดูถึงข้อที่ว่า แม่พ่อจะต้องส่งเสริมลูกอย่างไร คือส่งเสริมสัญชาตญาณอย่างไร เด็ก ๆ ทารกมีสัญชาตญาณแห่งการรักดี ดูเถิด พอเราบอกว่า "ดี-ดี" เขาก็ดีใจ ตบพุงแป๊ะ ๆ แป๊ะ ๆ เด็ก ๆ ก็ชอบทำงาน ชอบขอมาทำงาน บอกว่านี่หนูทำเอง นี่หนูทำเอง ก็ต้องส่งเสริมสัญชาตญาณแห่งการชอบทำงานนี้ให้ยิ่งขึ้นไปตลอดชีวิต
          เด็ก ๆ จะต้องรู้จักรักผู้อื่น รู้จักสังคมกับผู้อื่น เราจะต้องช่วยเพื่อน เราจะต้องมีเพื่อน ถ้าเราไม่ช่วยเพื่อน เราก็อยู่ไม่ได้ แล้วเราก็กลายเป็นคนมีนิสัยที่เลว เด็ก ๆ ทำงานให้สนุกรู้จักเป็นสุขเมื่อกำลังทำงาน ที่รู้สึกว่าเป็นการถูกต้อง เป็นสุขที่แท้จริง ไม่ต้องใช้เงิน เด็กนี้โตขึ้นก็จะรู้จักแสวงหาความสุขใจโดยไม่ต้องใช้เงิน ชีวิตกับการงานนั้นต้องสิ่งเดียวกันไปเสียเลยงานคือเกียรติยศสูงสุดของคน การทำงานให้สนุกนี้เป็นหลักสำคัญที่สุด คือการเดินทางถูกต้องตามกฎของ "อิทัปปัจจยตา" ใครทำงานสนุก คนนั้นเดินตามกฎ "อิทัปปัจจยตา" อย่างยิ่ง
          ทีนี้ลูกโตแล้ว ลูกโตขึ้นมาเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้ว ควรจะชี้ให้เห็นในส่วนที่ลึกขึ้นไป ในฐานะที่เป็นปรมัตถ์ ให้รู้ว่ากามารมณ์กับการสืบพันธุ์นั้นเป็นคนละเรื่องกัน กามารมณ์เป็นเรื่องของกิเลส มีผลคือบ้าลูกเดียว บ้าลูกเดียว เป็นเรื่องของกามารมณ์ อย่าไปหลงเป็นทาสมัน แต่เรื่องสืบพันธุ์นั้นเป็นหน้าที่ของมนุษย์ ต้องประพฤติกระทำอย่างถูกต้อง เดี๋ยวนี้คนหนุ่มสาวเอาเรื่องกามารมณ์ไปปนกับเรื่องการสืบพันธุ์ แล้วปฏิบัติผิด มันก็เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ เพราะเกิดมาเป็นทาสของกามารมณ์ ใครเขาจะหลงใหลก็ตามใจเขาเราไม่เอา
          ไม่ต้องแต่งงานสมรสเพราะกิเลสตัณหา แต่ต้องแต่งงาน เพราะความรู้สึกผิดชอบชั่วดีว่าเราต้องมีหน้าที่สืบพันธุ์มนุษย์ไว้ ให้มนุษย์เดินทางไปถึงนิพพานให้จงได้ ช่วงคนนี้ไปไม่ถึง ช่วงคนหน้าก็ไปให้ถึง การแต่งงานเพื่อแบ่งภาระกันให้มนุษย์ได้ทำหน้าที่ของมนุษย์สมบูรณ์ สะดวก โดยเร็วและโดยง่าย การแต่งงานเพื่อเป็นคู่คิด เพื่อช่วยกันให้เกิดความง่ายในการก้าวไปข้างหน้า เพื่อความสมบูรณ์แห่งความเป็นมนุษย์ แม้จะพูดว่าเป็นเพื่อนเดินทางไปสู่นิพพานก็ไม่ผิด แต่คนเขาจะหัวเราะเยาะ นั่นมันคนโง่ ไม่ต้องไปสนใจ
          การสมรสการแต่งงานเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระความยากความลำบากของความเป็นมนุษย์ให้มันง่ายเข้า ไม่ใข่เพื่อมาหลงใหลในกามารมณ์ เหมือนที่เขาทำกันอยู่โดยมาก เสียสละทุกสิ่งทุกอย่างแพงมาก เพื่อการสมรสและแต่งงานแต่เพื่อกามารมณ์ไม่ได้เพื่อการก้าวหน้าไปของความเป็นมนุษย์ สู่จุดหมายปลายทางของความเป็นมนุษย์ ระวังให้ดี การพูดอย่างนี้ มันถูกด่าทุกที มีผู้เอาไปพูด แต่ก็ยังไม่พ้นจากการถูกด่า แต่อาตมาก็ยังขอพูดอยู่อย่างนี้ แม่จะสอนให้ลูก ๆ ให้รู้ว่า ชีวิตคืออะไร การสมรสคืออะไร ใครจะด่าก็ตามใจ เราจะทนทำไปเพื่อการบูชาคุณของแม่เองนั้นก็ยังได้
          แม่ทั้งหลายล้วนแต่ต้องการให้ลูกรอด และต้องการให้ลูกไปได้ไกลกว่าพ่อแม่ด้วยกันทั้งนั้น
          ทีนี้วันแม่ สรุปความวันนี้เป็น วันแม่ ต้องพูดกันถึงหน้าที่ของแม่ ต้องพูดกันถึง พระคุณแม่ ในแง่ที่เป็นปรมัตถวิจารณ์ คือพินิจพิจารณากันในส่วนลึกของความหมาย เรียกว่า ปรมัตถวิจารณ์ การพูดอย่างนี้ก็ยังคงอยู่ในชุดของการบรรยาย เรื่องประมัตถธรรมกลับมา เพื่อเป็นรากฐานของศีลธรรม การปฏิบัติให้ถูกต้องต่อแม่พ่อ หรือแม่พ่อปฏิบัติถูกต้องต่อลูกนี้ก็เป็นเรื่องศีลธรรมที่เว้นไมได้ ที่จะเป็นที่สุด เพราะการที่จะปฏิบัติให้ถูกต้องโดยแท้จริงนั้น ต้องมีความรู้ในส่วนปรมัตถธรรม คือในส่วนลึกที่สุด ที่มองเห็นยาก
          ต้องใช้สติปัญญาพิจารณาว่าความเป็นพ่อคืออะไร ความเป็นแม่คืออะไร ความเป็นลูกคืออะไรกระทั่งความเป็นหลานเหลนสืบ ๆ ไป คืออะไร เขาก็จะปฏิบัติได้ถึงความหมายในส่วนลึก จะได้รับประโยชน์ในส่วนลึก มิใช่สักว่า เกิดมาแล้วก็หลงใหลในกามารมณ์ อย่างดีก็สืบพันธุ์ในลักษณะเหมือนกับที่สัตว์เดรัจฉานสืบพันธุ์ ไม่มีความม่งหมายอะไรมากไปกว่านั้นนี่ก็เพราะว่า ไม่รู้ว่าแม่คืออะไร ไม่รู้ว่าแม่คือผู้สร้างดวงวิญญาณของลูก ตั้งแต่วันแรกที่ลูกเกิดมา
          แม่ทำหน้าที่อย่างหนึ่ง พ่อทำหน้าที่อย่างหนึ่ง ถ้าแม่ไปทำหน้าที่ของพ่อ โลกนี้ก็จะไม่มีแม่แล้วมันจะเป็นอย่างไร มันจะไม่มีสิ่งผูกพันอันลึกซึ้งในเรื่องความรักในเรื่องความกตัญญูมันไม่สมกับที่ว่าคำว่า "แม่" นี้มาก่อนคำว่า "พ่อ" ในภาษาธรรมะภาษาบาลีภาษาศาสนาจะพูดว่า "มาตาปิตา" ว่า "แม่พ่อ"ไม่ได้พูดว่า "ปิตามาตา"ไม่เคยพบเลย เพราะ "แม่" มีความสัมพันธ์ในส่วนที่ว่ามาก่อน ลูกจะเรียก "แม่" ชัดก่อนที่เรียก "พ่อ" คำว่า "แม่" ออกเสียงง่าย สำหรับลูกเด็กทารกอย่างนี้เป็นต้น
          ขอให้สนใจว่า แม่จะนำหน้าที่ในการสร้างอุปนิสัยชีวิตวิญญาณในด้านลึกของลูก เราจึงควรพิจารณากันในลักษณะที่ว่าเป็นปรมัตถวิจารณ์ ปรมัตถธรรมอย่างนี้มาแล้วศีลธรรมก็จะมีรากฐานที่มั่นคงจะก้าวหน้าถูกต้องและลึกซึ้ง มันเป็นกฎของอิทัปปัจจยตา "อย่างนี้เอง" ชีวิตทุกก้าวย่าง ต้องเดินตามกฎของอิทัปปัจจยตา ไม่ว่าจะอยู่เป็นชาวนา หรือว่าจะบรรลุนิพพานมันเป็นกฎที่เฉียบขาดว่า เราทุกคนจะต้องเดินให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติอันเฉียบขาด เหมือนกับพระเป็นเจ้า
          แม่ก็มีหน้าที่สร้างโลกเหมือนกับพระเป็นเจ้า เพราะเกิดมาก็สร้างอุปนิสัยของเด็กทุกคนในโลก จนโตขึ้นมาแล้วก็จะได้เป็นพลโลกที่ดี แม่ก็สร้างโลกนี้เหมือนกับที่พระเจ้าสร้างโลก และก็โดยกฎของพระเจ้าผู้สร้างโลก คือกฎของอิทัปปัจยตานั่นเอง จะเดินตามกฎของอิทัปปัจยตา ไม่ว่าจะอยู่เป็นชาวนาหรีอว่าจะบรรลุนิพพานพูดอย่างนี้ก็หมายความว่าให้มัน หมดจดสิ้นเชิงถ้าจะอยู่กันในระดับต่ำ เป็นขาวนาหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องมันก็ต้องเดินตามกฎของอิทัปปัจยตา แม่ของชาวนาก็ต้องเป็นแม่ที่ถูกต้อง เป็นแม่ที่เป็นอาจารย์ของลูกที่ดี เป็นพระพรหมของลูกที่ดี เป็น "อาหุเนยยบุคคล" ของลูกที่ดี ไม่มีอะไรดีไปกว่าแม่ ในแง่นี้ของลูกแต่ละคน ๆ จึงว่าแม้จะอยู่เป็นชาวนาก็ต้องเดินตามกฎของอิทัปปัจยตา
          ทีนี้ถ้าจะก้าวหน้าหรือจะบรรลุนิพพานอันสูงสุด ก็ยิ่งต้องเดินตามกฎของอิทัปปัจยตาให้ถูกต้องทุกกระเบียดนิ้วเป็นลำดับ ๆ ไป มันก็จะไม่เหลือวิสัยที่คนเราจะบรรลุนิพพานคือ มีชีวิตอันเหยือกเย็น ต้องได้ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ตายแล้วก็ไม่ต้องสงสัย เรียกว่ามีชีวิตเยือกเย็นทีนี่และเดี๋ยวนี้ จะได้รับประโยชน์กว่า ถ้าที่นี่เดี๋ยวนี้ได้รับ ตายแล้วก็ไม่ต้องสงสัยไม่ต้องเป็นห่วงต่อเรื่องตายแล้ว ขอแต่ให้ทำให้ถูกต้องที่นี่และเดี๋ยวนี้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ จะเป็นการรับประกันตลอดไป
          นี่แม่จะต้องปลูกฝังความรู้อันนี้ให้แก่ลูก ลูกก็จะเดินถูกทาง มันก็เลยพร้อมที่จะเป็นแม่ที่ดีเป็นพ่อที่ดีสืบต่อๆ กันไปในอนาคต ทั้งหมดนี้เราเรียกว่า "ปรมัตถวิจารณ์เกี่ยวกับพระคุณของแม่" ดูพระคุณของแม่ในด้านลึก แล้วก็จะได้เคารพรักกตัญญูเชื่อฟังพ่อแม่กันอย่างสูงสุด เพื่อเตรียมตัวเป็นพ่อแม่ที่ดีสืบไปในเมื่อถึงรอบเวรของตนเข้า
          ปรมัตถวิจารณ์นี้ ขอให้เป็นที่สนใจแก่บุคคลทั้งหลายที่เป็นพ่อเป็นแม่ เป็นความรู้ที่ต้องใช้ทั้งแก่เด็กที่กำลังอมมือและแก่เด็กที่หัวหงอกแล้ว อย่าได้มีอะไรผิดพลาดในเรื่องหน้าที่ของแม่และลูกต่อไปอีกเลย หวังว่าพ่อแม่และลูกหลายทั้งหลายจะมีความรู้เรื่องนี้อย่างเพียงพอ ปฏิบัติแล้วไม่บกพร่องในหน้าที่ของตน ๆ จะได้ประสบความสุขในฐานะที่เป็นมนุษย์อยู่ทุกทิพาราตรีกาลเป็นแน่นอน"
 
เพลงที่กล่าวถึงแม่
 
 
แม่ครับผมคิดถึงแม่ครับ

Wednesday, July 17, 2013

เรื่องของการ ถวายผ้าอาบน้ำฝน

เรื่องของการถวายผ้าอาบน้ำฝน
       

        การถวายผ้าอาบน้ำฝนมีผลานิสงส์อย่างไร เป็นใจความว่า ในสมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า
เสด็จประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ณ กรุงสาวัตถีในวันนั้นเป็นวัน ๘ ค่ำ นางวิสาขาได้ถือเครื่อง
สักการะ พร้อมด้วยบริวารเป็นอันมากไปสู่สำนักพระพุทธเจ้าถวายเครื่องสักการบูชาพระรัตนตรัยแล้ว
บังเอิญฝนตก พระภิกษุทั้งหลายได้เปลือยกายอาบน้ำฝนกันมากมาย นางวิสาขาเห็นเช่นนั้นแล้วก็เกิด
ความละอาย และคิดในใจว่าพระภิกษุไม่มีผ้าสำหรับอาบน้ำฝน ก็บังเกิดมีจิตศรัทธา คิดจะสร้างผ้าอาบ
น้ำฝนถวายเป็นทานแล้วก็กลับไปสู่กรุงสาวัตถี จัดแจงหาผ้าได้พอสมควรแล้วพอตอนเย็นก็พาบริวาร
และผ้านั้นมาสู่สำนักพระพุทธองค์แล้วถวายผ้าอาบน้ำฝนนั้น แก่องค์พระศาสดาพร้อมทั้งภิกษุทั้งหลาย
แล้วกราบทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ การถวายผ้าอาบน้ำฝนนี้มีผลานิสงส์เป็นอย่างไรพระเจ้าข้า



       พระองค์ได้ตรัสเทศนาว่า ดูกรนางวิสาขา ถ้าบุคคลใดมีจิตศรัทธานำผ้าอาบน้ำฝนมาถวายแก่พระภิกษุ ในพุทธศาสดาจะมีผลานิสงส์เป็นอเนกประการแล้วพระองค์ทรงนำอดีตนิทานมาแสดงต่อไปว่าใน
ศาสนาพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น มีหญิงเข็ญใจคนหนึ่ง มีนามว่า อมัยทาสีอยู่มาวันหนึ่งนางได้
เห็นคนทั้งหลาย นำผ้ากาสาวพัตรไปสู่สำนักภิกษุสงฆ์ให้เป็นทาน โดยกระทำให้เป็นผู้อาบน้ำฝน


     นางอมัยทาสีก็มีศรัทธาอยากจะทำบุญกับเขาบ้าง นางก็คิดว่าจะทำอย่างไรดีหนอ ที่เราจะได้ทำบุญในคราวนี้บ้าง พิจารณาผ้าที่จะให้ทานก็ไม่มี รีบไปหามารดา แล้วบอกความจำนงของตนให้มารดา มารดาก็ตอบว่า เราจะเอามาแต่ที่ไหน เราก็เป็นทาสเขาอยู่ นางอมัยทาสี เมื่อได้ยินดังนี้น้ำตาก็ไหลด้วยความเสียใจ มารดาของนางก็มีจิตสงสาร จึงแนะนำให้นางอมัยทาสีไปขึ้นค่าตัวกับนายนางได้รับคำแนะนำเช่นนั้นแล้วก็มีความยินดีจึงรีบไปหานายของนาง ฝ่ายเศรษฐีผู้เป็นนายก็ปฏิเสธไม่ยอมให้นางอมัยทาสีขึ้นค่าตัว นางไม่มีความสบายใจนางมาคิดว่าเมื่อชาติก่อนนี้เราไม่ทำบุญให้ทาน มาชาตินี้เราจึงได้ตกระกำลำบาก ถึงเวลาจะทำบุญกับเขาบ้างก็จะไม่ทำกับเขาคราวนี้จะเป็นตายอย่างไรจะต้องขอทำบุญให้ได้ในครั้งนี้ ด้วยจิตศรัทธาแรงกล้านางอมัยทาสีทนความอับอาบขายหน้า ได้สละผ้าห่มแล้วนำใบไม้มาเย็บกลัดพอปกปิด บรรเทาความอายแล้วเอาผ้าซักฟอกให้หมดความสกปรกแล้วนำดอกไม้ธูปเทียน
       พร้อมด้วยผ้าไปสู่ธรรมศาลาถวายผ้าอาบน้ำฝนนั้นในวันแรม ๘ ค่ำ เดือน ๗ ก่อนเข้าพรรษาพร้อมกับมหาชนทั้งหลาย แล้วตั้งความปรารถนาว่า ด้วยอานิสงส์ที่ตนได้กระทำบุญในคราวครั้งนี้ ขึ้นชื่อว่า
ความยากจนเข็ญใจไร้ทรัพย์อย่าได้มีในชาติต่อ ๆ ไป จนถึงพระนิพพาน และขอให้พบพระศาสนา
พระศรีอริยเมตไตรย์ เมื่อคำปรารถนาของนางจบลงแล้ว เทวดาทั้งหลายก็ซ้องสาธุการสนั่นหวั่นไหว 





      ด้วยอานิสงส์ของนางอมัยทาสีทำบุญในคราวครั้งนั้น อยู่มาได้ ๗ วัน พระเจ้าพันธุมหาราช ได้เสด็จไปพบนางกำลังหาบฟืนมาในระหว่างทางก็เกิดความปฏิพัทธ์รักใคร่ในตัวนางมาก จึงตรัสปราศรัยไต่ถามความตลอดแล้วจึงยกนางขึ้นราชรถนำเข้าไปสู่พระนคร อภิเษกนางให้อยู่ในตำแหน่งอัครมเหสี ครั้นทำลายขันธ์แล้วนางได้ไปเกิดบนสวรรค์มีวิมานทองสูง ๑๕ โยชน์ มีนางฟ้าเป็นบริวาร ๓ พัน 
       ครั้นเสวยทิพย์สมบัติแล้วจนในชาติสุดท้ายนางจะได้เกิดในศาสนาพระศรีอริยเมตไตรย์ได้บรรลุธรรมพิเศษดังนี้แล พระองค์ได้ทรงแสดงพระธรรมเทศนาจบลงแล้ว ชนทั้งหลายก็ได้ดวงตาเห็นธรรมส่วนนางวิสาขาก็ตั้งอยู่ในพระรัตนตรัย



กิ่งธรรม  http://ilwc.aru.ac.th