Monday, January 21, 2013

 มาศึกษา(ธรรมะ)กันให้เป็นระบบดุจการปลูกต้นไม้
โดยพุทธทาสภิกขุ 

 
         ดังนั้นเรามายึดถือเอาต้นไม้นี้แหละ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีระบบ ที่เราเห็นอยู่ได้ง่ายเห็นอยู่ง่าย ๆ นี้มาเป็นหลัก สำหรับพิจารณาธรรมะศึกษาธรรมะ หรือจะเรียกว่าเป็นอุปมาในการศึกษาธรรมะ ก็ได้เหมือนกัน, เพื่อว่าการศึกษาธรรมะของเรา จะได้เป็นระบบกันเสียที. อีกอย่างหนึ่งเราก็จะถือเอา เรื่องการปลูกต้นไม้ เพาะเลี้ยงรักษาต้นไม้นี่แหละเป็นอุปมา. ฟังดูให้ดี อาตมากำลังพูดว่า เป็นอุปมา เป็นเครื่องเปรียบเทียบ.
          ที่มันชั้นนอกที่สุดของอุปมา ก็คือว่า เราตามธรรมดา คนไทยหรือเด็กไทย ย่อมคุ้นเคยกับการปลูกต้นไม้, เด็ก ๆ ก็ปลูกต้นเทียน ปลูกต้นดาวเรือง ปลูกต้นสามเดือน ที่คนกรุงเทพฯ เขาเรียกกันว่าบานไม่รู้โรย. เด็ก ๆ นี่รู้จักต้นไม้เหล่านี้ดี เพราะเป็นต้นไม้สำหรับเด็ก และเด็กที่ฉลาดก็จะปลูกต้นไม้เหล่านี้ได้ผลดี มีดอกสวยอวดเพื่อนได้ เรียกกันมาดู นี่เด็ก ๆ ทีนี้ถ้าเด็กมันโตขึ้นไป จะเป็นคนรุ่นแล้ว คนรุ่นหนุ่มรุ่นสาวแล้ว มันก็ปลูกต้นไม้ที่สูงขึ้นไปกว่านั้น; เช่น ปลูกกล้วย ปลูกอ้อย ปลูกสับปะรด เป็นต้น มันเหมาะสมแก่ความรู้ความสามารถ, มันก็ปลูกได้ดี ซึ่งมันก็ต้องยากกว่า ที่ต้องปลูกต้นไม้เล็ก ๆ เช่น ต้นเทียน ต้นดาวเรือง เป็นต้น.
          พอโตเป็นผู้ใหญ่เต็มที่ ก็สามารถที่จะปลูกต้นมะม่วง ต้นหมาก ต้นมะพร้าว ปลูกได้ดีมีผล เพราะมันเป็นคนโตแล้ว มันไม่ใช่เด็กแล้ว.
          ทีนี้มันเป็นถึงรุ่นแก่รุ่นเฒ่า ที่จิตใจสูงขึ้นไป มันก็ปลูกต้นไม้ที่มีความหมายสูงขึ้นไป เช่นต้นโพธิ์ ต้นไทร ต้นยูง ต้นยาง ที่มีร่มเงา มีอะไรสูงกว่าปลูกกินตามธรรมดา.
          นี่ขอให้รู้ว่า เราก็เคยหรือคุ้นเคยกับการปลูกต้นไม้ เพาะเลี้ยงต้นไม้รักษาต้นไม้จนสำเร็จประโยชน์ตามวัยของเราเป็นลำดับ ๆ ไป, มันมีความจริงของมันเฉพาะชั้นเฉพาะตอน. ที่เขาจะเรียกกันโดยสมัย นี้ว่า มีเทคนิคของมันเฉพาะขั้นเฉพาะตอน, จะต้องมีความรู้ใช้เทคนิคเหล่านั้นให้ถูกต้อง ให้มีผลดีเต็มที่ การปลูกต้นไม้เหล่านั้นจึงจะสำเร็จประโยชน์.
          ทีนี้เรามาคิดดูถึงต้นไม้ชีวิต, ชีวิตที่เปรียบเสมือนต้นไม้. คน ๆ หนึ่งมีชีวิต ถ้าเปรียบเสมือนต้นไม้ เราก็ต้องรู้ว่าต้นไม้ชีวิตนี้มันมีอะไรเป็นราก เป็นโคน เป็นราก เป็นรากฐาน, มีอะไรเป็นลำต้น มีอะไรเป็นกิ่งใหญ่ ๆ กิ่งเล็ก ๆ มีอะไรเป็นก้าน อะไรเป็นใบเป็นดอกและเป็นลูก. มันต้องการน้ำชนิดไหน, มันต้องการธาตุในดินชนิดไหน มันต้องการแสงแดดอย่างไร. เราควรจะรู้เรื่องชีวิต ซึ่งมันก็เปรียบเสมือนกับต้นไม้ ชนิดหนึ่งด้วยเหมือนกัน ว่ามันมีระบบอย่างไร.
          เมื่อเราศึกษาระบบของต้นไม้ตามธรรมดาเข้าใจดีแล้ว อาจจะศึกษาระบบของต้นไม้คือชีวิตได้ดีเหมือนกัน โดยหลักเกณฑ์อย่างเดียวกัน แต่ว่าเรื่องมันคนละสิ่งละอันเท่านั้นเอง; เช่นต้นไม้มันกินน้ำ, ต้นไม้มันกินธาตุในดิน, ชีวิตนี้มันก็กินน้ำหรือกินธาตุในดิน แต่มันไม่ใช่อย่างดียวกัน. ชีวิตมันต้องการธรรมะ หรือต้องการความถูกต้อง, ต้องการการประพฤติปฏิบัติโดยเฉพาะของมัน เพื่อจะให้ต้นไม้ชีวิตนั้นมันงอกงาม.
          ทีนี้เพื่อจะให้เข้าใจกันได้ง่าย ๆ โดยอุปมาอีกเหมือนกัน; เราจะแยกต้นไม้ชีวิตหรือชีวิตพฤกษา ชีวิตพฤกษา ต้นไม้ชีวิตนี้ ออกไปเป็นอย่าง ๆ และให้ครบถ้วนทุกระบบ ซึ่งในที่นี้จะขอแบ่งระบบภายในออกเป็นสัก ๔ ระบบ หรือ ๔ เรื่อง:–
          ระบบที่ ๑ ร่างกาย นี้ก็ต้องเรียกว่าระบบหนึ่ง เป็นกายพฤกษา เป็นรูป เป็นส่วนรูปเป็นรูปพฤกษา.
          ทีนี้ ระบบที่ ๒ คือ ระบบจิต มันเป็นจิตตพฤกษา เป็นต้นไม้อีกต้นหนึ่ง เป็นอีกระบบหนึ่ง คือระบบจิต.
          ทีนี้ ระบบที่ ๓ คือ ปัญญา ในที่นี้อยากจะเรียกให้แปลกสักหน่อยว่า โพธิ, โพธิ, โพธิแปลว่าปัญญา ระบบโพธิพฤกษา.
          นี้มันก็กลายเป็น ๓ ระบบแล้ว : ระบบกาย, ระบบจิต, ระบบโพธิ, สามระบบ นี้ถ้าถูกต้องแล้ว ก็สำเร็จประโยชน์แก่บุคคลนั้น หรือภายในบุคคลนั้น.
          ทีนี้เขยิบออกไป นอกตัวคนนั้นอีกระบบหนึ่ง คือจะต้องมีระบบการผูกพันทางสังคม ซึ่งจะต้องเอาคำที่ใช้กันอยู่ก่อนนั้นมาใช้ว่าระบบเมตตา, ระบบเมตตาหรือเมตเตยยะ ความเป็นมิตร ถ้าเมตตาก็ความเป็นมิตร เมตเตยยะก็คือเครื่องเกื้อกูลแก่ความเป็นมิตร. เมตตาน่ะคือความเป็นมิตร, แล้วเมตเตยยะสิ่งซึ่งเป็นเครื่องเกื้อกูลแก่ความเป็นมิตร. นี่เป็นระบบสำหรับเกี่ยวข้องกับผู้อื่น นอกไปจากตัวเรา นอกจากตัวเรา.
          ในภายในตัวเรานี้ มี ๓ ระบบ คือ ระบบกาย ระบบจิต ระบบโพธิปัญญา สำเร็จแล้ว ครบถ้วนแล้ว. ต้องมีระบบนอกกาย เราคือ ระบบเมตตา หรือเมตเตยยะ สำหรับผูกพันกับผู้อื่น เกี่ยวข้องกับผู้อื่น, อย่าให้เกิดอันตราย เกิดโทษ เกิดทุกข์ภัย อะไรขึ้นมาได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นแก่ชีวิตด้วยเหมือนกัน. เห็นได้ง่าย ๆ ว่า ถ้าเราทำถูกต้องหมดในส่วนภายใน คือกายก็ถูกต้องจิตก็ถูกต้อง โพธิก็ถูกต้อง; แต่ถ้าระบบภายนอกมันไม่ถูกต้อง มันก็เต็มไปด้วยศัตรู ไพรี ซึ่งจะคอยย่ำยีทำลายชีวิตเสียอีก ก็ไม่มีประโยชน์อะไร. ฉะนั้นระบบภายในก็ถูกต้อง, ระบบภายนอกที่เกี่ยวข้องกับผู้อื่น ก็ต้องถูกต้อง, ถ้าอย่างนี้แหละจะเป็นชีวิตที่สมบูรณ์แบบ คือ มีความถูกต้องทุก ๆ ประการ.

 กิ่งธรรมจาก http://www.buddhadasa.org

No comments:

Post a Comment