Wednesday, January 23, 2013

หลวงปู่จาม มหาปุญโญ

ประวัติหลวงปู่จาม มหาปุญโญ
หลวงปู่จาม กับกิจขอสงฆ์ อันเป็นเนื้อนาบุญ

      เพาะธรรมร่วมรำลึกถึงคำสอน ปฏิปทาอันเป็นเนื้อนาบุญ กับการละสังขารของท่าน


      "อย่าได้เมาเถ้าเมากระดูก ตายวันใดเผาวันนั้นเลยยิ่งดี"

       นั่นเป็นคำสั่งเสียสุดท้ายของ หลวงปู่จาม มหาปุญโญ พระเกจิชื่อดังสายอีสานลุ่มน้ำโขง อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าวิเวกวัฒนาราม อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร ที่ละสังขารไปอย่างสงบ สิริอายุ 103 ปี เมื่อวันที่ 19 มกราคมที่ผ่านมา

       นำมาแต่ความเศร้าโศกเสียใจให้กับศิษยานุศิษย์ แต่ก่อนหน้าที่หลวงปู่จะละสังขารอย่างสงบอย่างมีสติสัมปชัญญะจนวาระสุดท้าย หลวงปู่จามได้สั่งเสียลูกศิษย์ใกล้ชิดถึงกิจต่างๆ เอาไว้ตั้งแต่ก่อนข้ามเข้าสู่ปี 2556 ไว้แล้ว

       คำบอกเล่าของ พระธมฺมธโร หรือครูบาแจ๋ว รักษาการเจ้าอาวาสวัดป่าวิเวกวัฒนาราม ที่เป็นทั้งทางคำพูดและการเขียนเป็นหนังสือ ทำให้บรรดาลูกศิษย์ต่างทราบถึงความตั้งใจ และความต้องการในวาระสุดท้ายของหลวงปู่จาม

     ไม่ว่าร่างหรือสังขารของหลวงปู่ที่ไม่ต้องการให้เก็บไว้ ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ให้นำไปสะสางตามความเหมาะสม จะเหลือเพียงคำสั่งคำสอนที่หลวงปู่ทิ้งไว้ให้นำไปปฏิบัติ

       ช่วงขณะที่หลวงปู่จามอาพาธอยู่ได้เคยพูดกับลูกหลานและชาวบ้านด้วยภาษาอีสานว่า

      "เมื่อกูตายแล้ว สูจะเอาสัตว์มาฆ่าทำลาบทำแกงเลี้ยงคน อีนี้เป็นคนไปซื้อมา บักนี้เป็นคนฆ่า อีนี้เป็นคนฟักลาบทำแกง ไอ้นี้เป็นคนชิม อีนี้เป็นคนตักกิน เป็นบาปเป็นกรรมกับสัตว์ กูหนาไม่อยากตายกับสูเจ้า อยากไปตายกับเวสสุวัณอยู่ป่าหิมพานต์ ตายแล้วให้เขาเอาเตโชธาตุเผา ไม่เป็นบาปเป็นกรรมเป็นโทษไปกับสัตว์ หมู ไก่ ปลา วัว ควาย"


       "ดูแต่เพิ่นอาจารย์มั่น นอนป่วยอยู่หนองผือนาใน แล้วทีนี้ก็รีบจัดแจงให้เขาหามออกไปใส่ทางรถ ขึ้นรถจากพรรณานิคมเข้าสุทธาวาส แล้วก็นิพพาน จึงปลอดภัยจากการเอาชีวิตสัตว์มากินของผู้คนมาส่งศพ"

      "การเลือกที่จะตายนั้น เลือกได้ของพระอรหันตเจ้าผู้ได้วิชชา พิจารณาตัวอย่างรอบคอบ เพราะเพิ่นรักษาสัตว์โลกไว้ตามกรรม อันนี้พอกูตาย สูเจ้าก็เอาสัตว์มาฆ่าลาบกินกันจนตลอด โห...จะเก็บไว้เท่าใดวัน ก็กินกันไปเท่านั้น กินกันทั้งวัน กินแล้วขี้ ส้วมขี้เต็มสูบทิ้งอึกทึกกันอยู่ทั้งวัด ฆ่าไปกินไป"


       เนื้อหาถ้อยคำที่สอนและสั่งเสียให้ลูกศิษย์ หวังจะให้จัดงานพิธีศพ โดยไม่ให้นำสัตว์มาฆ่าในวัด เพื่อทำเป็นอาหารเลี้ยงคน และไม่อยากให้มีการเก็บศพเอาไว้นานให้จัดทำพิธีศพอย่างเรียบง่าย

      นั่นคือความงดงามในความแน่วแน่ของหลวงปู่จามที่ยึดมั่นตามคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นหลักใหญ่

      รวมทั้งคำเทศนาสั่งสอนของครูบาอาจารย์ทั้งหลาย เคร่งครัดในพระธรรมวินัย ทั้งศีล ของพระสงฆ์ 227 ข้อ และศีลอภิสมาจาร 3,500 ข้อ

      แม้ในกุฏิของก็อยู่อย่างสมถะ ไม่เคยขอเงินบริจาค ไม่มีการจำหน่ายวัตถุมงคล ดังนั้น ในวัดป่าวิเวกวัฒนารามจึงไม่มีตู้รับบริจาค

 กับวรรคทองที่ว่า "ใครทำ ใครได้"

       เป็นอีกคำสั่งสอนของหลวงปู่จามที่มักจะสอนลูกศิษย์อยู่เสมอ เน้นให้ทุกคนเร่งสวดมนต์ภาวนา ทำจิตให้สะอาด เกรงกลัวบาปกรรม เพื่อให้ได้ถึงพระนิพพานกันทุกคน

       กระทั่งถึงคำสั่งเสียของหลวงปู่จามก่อนจะละสังขารอย่างสงบในอีกไม่กี่วันต่อมา

       โดยวันที่ 16 มกราคม กล่าวออกมาว่า "ชาติธมุโม ชราธิธมุโม พยาธิธมุโม มรณธมุโม เห็นธรรมดานี้เป็นธรรมดานี้เป็นธรรมจะพ้นทุกข์ได้"

...วันที่ 18 มกราคม "มันเต็มที่ของมันละน่ะคราวนี้"

       กระทั่งเหตุการณ์วันที่ 19 มกราคม 2556 ระหว่างที่คณะแพทย์ รพ.มุกดาหารอินเตอร์กำลังยื้อชีวิตของหลวงปู่นั้น หลวงปู่ได้เปล่งคำพูดและลมแห่งชีวิตออกมาเป็นครั้งสุดท้ายว่า "เอาล่ะ พอ พอ บ่เอาอีกดอก พอ"

       พระอธิการอินทร์ถวาย สันตุสสโก เจ้าอาวาสวัดป่านาคำน้อย จ.อุดรธานี หลานของหลวงปู่จามกล่าวไว้ว่า การทำพิธีศพจะยึดมั่นในคำสั่งเสียของหลวงปู่อย่างเคร่งครัด ส่วนเถ้ากระดูกทั้งหมดอาจจะไม่เก็บไว้ตามที่สั่งเสียไว้เช่นกัน

      นั่นคือความพอแล้วของการได้อยู่อย่างมีสติ ทิ้งทุกอย่างที่ยังเคลื่อนไหวไว้แต่เพียงเท่านี้




ที่มา มติชนรายวัน ยูทูป และ www.dhammasavana.or.th และอีกหลายท่าน

No comments:

Post a Comment