Thursday, January 31, 2013

ปล่อยวาง พระไพศาล วิสาโล

ปล่อยวาง พระไพศาล วิสาโล


     เขาเป็นคนที่ใฝ่ธรรม  ชอบเข้าวัดทำบุญ อีกทั้งยังเป็นตัวตั้งตัวตีพาเพื่อน ๆ ไปทอดผ้าป่าหรือทอดกฐินในถิ่นทุรกันดารเป็นประจำ แม้อายุจะมากแล้วก็ยังขยันชวนคนสร้างโบสถ์สร้างวิหารอย่างไม่รู้จักเหนื่อย 

      แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็พบว่าตัวเองเป็นมะเร็ง  ร่างกายทรุดหนักอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็ต้องนอนติดเตียง เมื่อเข้าสู่ระยะสุดท้าย แม้ความรู้สึกตัวจะเลือนราง แต่เขามีอาการกระสับกระส่ายอย่างเห็นได้ชัด   ลูก ๆ อยากให้พ่อไปสงบ จึงเปิดเสียงสวดมนต์และคำบรรยายธรรมของครูบาอาจารย์หลายท่านให้เขาฟัง แต่ความกระสับกระส่ายของเขาไม่ได้ลดลงเลย  เป็นที่แปลกใจของลูก ๆ มากเพราะเขาเป็นคนธัมมะธัมโม  น่าจะสงบใจเมื่อได้ฟังเสียงเหล่านั้น เมื่อเจอเหตุการณ์อย่างนี้ ลูก ๆ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร 

      ขณะที่อาการของเขาแย่ลงไปเรื่อย ๆ  เพื่อนสนิทของเขาก็มาถึง  พอรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น  สิ่งแรกที่เพื่อนผู้นั้นทำก็คือ พูดข้างหูเขาว่า  “เรื่องโบสถ์หลังนั้นที่ยังสร้างไม่เสร็จ ไม่ต้องห่วงนะ พวกเราจะช่วยกันสร้างให้เสร็จ ขอให้วางใจ”  พูดจบ เขาก็สงบลงทันที  ไม่มีอาการกระสับกระส่ายอีกเลยจนกระทั่งสิ้นลมไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น 

     ก่อนที่จะป่วยหนัก เขามีความมุ่งมั่นที่จะสร้างโบสถ์หลังหนึ่งให้เสร็จ ถึงกับตั้งปณิธานว่า ยังตายไม่ได้จนกว่าจะสร้างโบสถ์ให้เสร็จ  แต่ความตายไม่เคยรอท่า พร้อมจะจู่โจมได้ทุกเวลา  ดังนั้นเมื่อรู้ความตายกำลังย่างกรายเข้ามาในขณะที่ความปรารถนายังค้างคา เขาจึงพยายามต่อสู้ขัดขืนความตาย แต่ยิ่งต่อสู้ขัดขืนมากเท่าไร ก็ยิ่งทุกข์ทรมาน และยิ่งกระสับกระส่าย ต่อเมื่อเพื่อนสนิทมาพูดให้คลายกังวล เขาจึงพร้อมรับความตาย และนั่นคือสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เขาจากไปอย่างสงบ 

     เมื่อวาระสุดท้ายมาถึง หากยังมีความห่วงกังวลหรือยึดติดถือมั่น ย่อมทำให้การตายอย่างสงบเกิดขึ้นได้ยาก  มิใช่แต่ความห่วงกังวลในทรัพย์สมบัติ และลูกหลาน คนรักเท่านั้น ความห่วงภารกิจการงานที่ยังคั่งค้างก็สามารถทำให้ตายอย่างทุรนทุรายได้  แม้ภารกิจนั้นจะเป็นงานบุญงานกุศลก็ตาม  เมื่อถึงคราวจะต้องละจากโลกนี้ไป ก็ควรปล่อยวางทุกสิ่ง ไม่เว้นแม้แต่งานบุญงานกุศลที่ยังไม่แล้วเสร็จ  เพราะหากปล่อยวางไม่ได้ ใจจะดิ้นรนต่อสู้กับความตาย  ซึ่งมีแต่จะลงเอยด้วยความพ่ายแพ้และทุกข์ทรมาน 

      ถ้าไม่อยากให้ความห่วงงานการมารบกวนจิตใจเวลาใกล้ ตาย เราควรขวนขวายทำกิจการงานต่าง ๆ ให้แล้วเสร็จในขณะที่ยังมีเวลาและสุขภาพดี โดยเฉพาะหน้าที่ความรับผิดชอบที่สำคัญ ๆ  การเจริญมรณสติเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นให้เรากระตือรือร้นทำกิจการงาน เหล่านี้ ไม่ปล่อยเวลาให้ผ่านเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ หรือมัวทำสิ่งอื่นที่ไม่สลักสำคัญ (แต่บังเอิญมีเส้นตายให้ต้องรีบทำ หาไม่ก็มีรสชาติที่ชวนให้หลงใหลจนลืมทำสิ่งที่ควรทำ) 

     อย่างไรก็ตามไม่ว่าเราจะพยายามสะสางหน้าที่การงาน มิให้คั่งค้าง  ก็มักมีบางอย่างบางเรื่องที่ยังทำไม่แล้วเสร็จก็มีเหตุให้ต้องหยุดกลางคัน เพราะโรคร้ายหรือความตายมาประชิดตัวเสียก่อน  ถึงตอนนั้นก็ไม่มีอะไรดีกว่าการการทำใจยอมรับความจริงและปล่อยวางการงาน เหล่านั้น ไม่แบกหรือยึดไว้ให้เป็นเครื่องกังวลหรือสร้างความหนักอกหนักใจ 

     เมื่อจะจากโลกนี้ไปก็ควรไปอย่างเบา อย่างสบาย ไร้ภาระใด ๆ  ดังนั้นจึงควรปล่อยวางให้หมด  มิใช่แต่ปล่อยวางสิ่งที่เคยผูกพันในโลกนี้เท่านั้น  แม้กระทั่งความอยากมีอยากเป็นในโลกหน้า ก็ต้องวางด้วยเช่นกัน  ดังพระพุทธองค์ตรัสว่า เมื่อจะช่วยเหลือผู้ใกล้ตาย พึงแนะนำให้เขาละความห่วงใยในพ่อแม่ บุตรภรรยา กามคุณ ๕  และสวรรค์    

       มีคนจำนวนไม่น้อยที่ปล่อยวางทรัพย์สมบัติ คนรัก และงานการแล้ว แต่ยังปรารถนาที่จะไปเกิดในสวรรค์ ปัญหาก็คือ ความอยากกับความห่วงกังวลนั้นมักจะมาด้วยกัน เหมือนสองด้านของเหรียญเดียวกัน  เมื่ออยากไปสวรรค์มาก ก็ย่อมห่วงกังวลว่าจะไม่ได้ไปสวรรค์  ความห่วงกังวลนี้แหละที่ทำให้เป็นทุกข์ในเวลาใกล้ตาย 

      แม่ชีท่านหนึ่งล้มป่วยด้วยโรคมะเร็ง  มีความเจ็บปวดรุนแรงมาก  ขอให้กัลยาณมิตรผู้หนึ่งไปเยี่ยมเพื่อช่วยชี้แนะวิธีบรรเทาความเจ็บปวด  เมื่อกัลยาณมิตรผู้นั้นสอบถามและซักไซ้ไล่เลียงก็พบว่า  สิ่งที่ทำความทุกข์ให้แก่แม่ชีท่านนั้นมิได้มีแค่ความเจ็บปวดเพราะโรคมะเร็ง เท่านั้น  หากยังได้แก่ความกังวลว่าจะไม่ได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นสูง  แม่ชีศึกษาเรื่องสุคติภูมิจนหมายมั่นในสวรรค์ชั้นสูง แต่เป็นเพราะมีความอยากมาก จึงมีความห่วงกังวลตามมา มิใช่ห่วงว่าจะไม่ได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นสูงเท่านั้น แต่ยังห่วงกังวลว่าจะตายไม่สงบด้วย ซึ่งย่อมส่งผลให้ไปอบายภูมิ ความห่วงกังวลนี้เองที่ทำความทุกข์ให้แก่แม่ชี อาจจะยิ่งกว่าความเจ็บปวดเพราะก้อนมะเร็งเสียอีก 

      อย่าว่าแต่ความอยากไปเกิดในสวรรค์เลย แม้กระทั่งความอยากตายให้สงบ ก็สามารถเป็นอุปสรรคต่อการตายอย่างสงบได้  ยิ่งรู้มากและอยากได้การตายที่สมบูรณ์แบบ ก็ยิ่งกลัวว่าจะไม่ได้ตายแบบนั้น  ผลก็คือถูกความกลัวรังควานจนกระสับกระส่าย  ดังนั้นเมื่อวาระสุดท้ายมาถึงจึงควรปล่อยวางแม้กระทั่งความอยากไปเกิดใน สวรรค์หรืออยากตายสงบ  ใช่หรือไม่ว่า ยิ่งอยากได้ กลับไม่ได้ แต่เมื่อไม่อยากได้ กลับได้


 กิ่งธรรมจาก http://www.visalo.org

Wednesday, January 23, 2013

หลวงปู่จาม มหาปุญโญ

ประวัติหลวงปู่จาม มหาปุญโญ
หลวงปู่จาม กับกิจขอสงฆ์ อันเป็นเนื้อนาบุญ

      เพาะธรรมร่วมรำลึกถึงคำสอน ปฏิปทาอันเป็นเนื้อนาบุญ กับการละสังขารของท่าน


      "อย่าได้เมาเถ้าเมากระดูก ตายวันใดเผาวันนั้นเลยยิ่งดี"

       นั่นเป็นคำสั่งเสียสุดท้ายของ หลวงปู่จาม มหาปุญโญ พระเกจิชื่อดังสายอีสานลุ่มน้ำโขง อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าวิเวกวัฒนาราม อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร ที่ละสังขารไปอย่างสงบ สิริอายุ 103 ปี เมื่อวันที่ 19 มกราคมที่ผ่านมา

       นำมาแต่ความเศร้าโศกเสียใจให้กับศิษยานุศิษย์ แต่ก่อนหน้าที่หลวงปู่จะละสังขารอย่างสงบอย่างมีสติสัมปชัญญะจนวาระสุดท้าย หลวงปู่จามได้สั่งเสียลูกศิษย์ใกล้ชิดถึงกิจต่างๆ เอาไว้ตั้งแต่ก่อนข้ามเข้าสู่ปี 2556 ไว้แล้ว

       คำบอกเล่าของ พระธมฺมธโร หรือครูบาแจ๋ว รักษาการเจ้าอาวาสวัดป่าวิเวกวัฒนาราม ที่เป็นทั้งทางคำพูดและการเขียนเป็นหนังสือ ทำให้บรรดาลูกศิษย์ต่างทราบถึงความตั้งใจ และความต้องการในวาระสุดท้ายของหลวงปู่จาม

     ไม่ว่าร่างหรือสังขารของหลวงปู่ที่ไม่ต้องการให้เก็บไว้ ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ให้นำไปสะสางตามความเหมาะสม จะเหลือเพียงคำสั่งคำสอนที่หลวงปู่ทิ้งไว้ให้นำไปปฏิบัติ

       ช่วงขณะที่หลวงปู่จามอาพาธอยู่ได้เคยพูดกับลูกหลานและชาวบ้านด้วยภาษาอีสานว่า

      "เมื่อกูตายแล้ว สูจะเอาสัตว์มาฆ่าทำลาบทำแกงเลี้ยงคน อีนี้เป็นคนไปซื้อมา บักนี้เป็นคนฆ่า อีนี้เป็นคนฟักลาบทำแกง ไอ้นี้เป็นคนชิม อีนี้เป็นคนตักกิน เป็นบาปเป็นกรรมกับสัตว์ กูหนาไม่อยากตายกับสูเจ้า อยากไปตายกับเวสสุวัณอยู่ป่าหิมพานต์ ตายแล้วให้เขาเอาเตโชธาตุเผา ไม่เป็นบาปเป็นกรรมเป็นโทษไปกับสัตว์ หมู ไก่ ปลา วัว ควาย"


       "ดูแต่เพิ่นอาจารย์มั่น นอนป่วยอยู่หนองผือนาใน แล้วทีนี้ก็รีบจัดแจงให้เขาหามออกไปใส่ทางรถ ขึ้นรถจากพรรณานิคมเข้าสุทธาวาส แล้วก็นิพพาน จึงปลอดภัยจากการเอาชีวิตสัตว์มากินของผู้คนมาส่งศพ"

      "การเลือกที่จะตายนั้น เลือกได้ของพระอรหันตเจ้าผู้ได้วิชชา พิจารณาตัวอย่างรอบคอบ เพราะเพิ่นรักษาสัตว์โลกไว้ตามกรรม อันนี้พอกูตาย สูเจ้าก็เอาสัตว์มาฆ่าลาบกินกันจนตลอด โห...จะเก็บไว้เท่าใดวัน ก็กินกันไปเท่านั้น กินกันทั้งวัน กินแล้วขี้ ส้วมขี้เต็มสูบทิ้งอึกทึกกันอยู่ทั้งวัด ฆ่าไปกินไป"


       เนื้อหาถ้อยคำที่สอนและสั่งเสียให้ลูกศิษย์ หวังจะให้จัดงานพิธีศพ โดยไม่ให้นำสัตว์มาฆ่าในวัด เพื่อทำเป็นอาหารเลี้ยงคน และไม่อยากให้มีการเก็บศพเอาไว้นานให้จัดทำพิธีศพอย่างเรียบง่าย

      นั่นคือความงดงามในความแน่วแน่ของหลวงปู่จามที่ยึดมั่นตามคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นหลักใหญ่

      รวมทั้งคำเทศนาสั่งสอนของครูบาอาจารย์ทั้งหลาย เคร่งครัดในพระธรรมวินัย ทั้งศีล ของพระสงฆ์ 227 ข้อ และศีลอภิสมาจาร 3,500 ข้อ

      แม้ในกุฏิของก็อยู่อย่างสมถะ ไม่เคยขอเงินบริจาค ไม่มีการจำหน่ายวัตถุมงคล ดังนั้น ในวัดป่าวิเวกวัฒนารามจึงไม่มีตู้รับบริจาค

 กับวรรคทองที่ว่า "ใครทำ ใครได้"

       เป็นอีกคำสั่งสอนของหลวงปู่จามที่มักจะสอนลูกศิษย์อยู่เสมอ เน้นให้ทุกคนเร่งสวดมนต์ภาวนา ทำจิตให้สะอาด เกรงกลัวบาปกรรม เพื่อให้ได้ถึงพระนิพพานกันทุกคน

       กระทั่งถึงคำสั่งเสียของหลวงปู่จามก่อนจะละสังขารอย่างสงบในอีกไม่กี่วันต่อมา

       โดยวันที่ 16 มกราคม กล่าวออกมาว่า "ชาติธมุโม ชราธิธมุโม พยาธิธมุโม มรณธมุโม เห็นธรรมดานี้เป็นธรรมดานี้เป็นธรรมจะพ้นทุกข์ได้"

...วันที่ 18 มกราคม "มันเต็มที่ของมันละน่ะคราวนี้"

       กระทั่งเหตุการณ์วันที่ 19 มกราคม 2556 ระหว่างที่คณะแพทย์ รพ.มุกดาหารอินเตอร์กำลังยื้อชีวิตของหลวงปู่นั้น หลวงปู่ได้เปล่งคำพูดและลมแห่งชีวิตออกมาเป็นครั้งสุดท้ายว่า "เอาล่ะ พอ พอ บ่เอาอีกดอก พอ"

       พระอธิการอินทร์ถวาย สันตุสสโก เจ้าอาวาสวัดป่านาคำน้อย จ.อุดรธานี หลานของหลวงปู่จามกล่าวไว้ว่า การทำพิธีศพจะยึดมั่นในคำสั่งเสียของหลวงปู่อย่างเคร่งครัด ส่วนเถ้ากระดูกทั้งหมดอาจจะไม่เก็บไว้ตามที่สั่งเสียไว้เช่นกัน

      นั่นคือความพอแล้วของการได้อยู่อย่างมีสติ ทิ้งทุกอย่างที่ยังเคลื่อนไหวไว้แต่เพียงเท่านี้




ที่มา มติชนรายวัน ยูทูป และ www.dhammasavana.or.th และอีกหลายท่าน

Monday, January 21, 2013

 มาศึกษา(ธรรมะ)กันให้เป็นระบบดุจการปลูกต้นไม้
โดยพุทธทาสภิกขุ 

 
         ดังนั้นเรามายึดถือเอาต้นไม้นี้แหละ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีระบบ ที่เราเห็นอยู่ได้ง่ายเห็นอยู่ง่าย ๆ นี้มาเป็นหลัก สำหรับพิจารณาธรรมะศึกษาธรรมะ หรือจะเรียกว่าเป็นอุปมาในการศึกษาธรรมะ ก็ได้เหมือนกัน, เพื่อว่าการศึกษาธรรมะของเรา จะได้เป็นระบบกันเสียที. อีกอย่างหนึ่งเราก็จะถือเอา เรื่องการปลูกต้นไม้ เพาะเลี้ยงรักษาต้นไม้นี่แหละเป็นอุปมา. ฟังดูให้ดี อาตมากำลังพูดว่า เป็นอุปมา เป็นเครื่องเปรียบเทียบ.
          ที่มันชั้นนอกที่สุดของอุปมา ก็คือว่า เราตามธรรมดา คนไทยหรือเด็กไทย ย่อมคุ้นเคยกับการปลูกต้นไม้, เด็ก ๆ ก็ปลูกต้นเทียน ปลูกต้นดาวเรือง ปลูกต้นสามเดือน ที่คนกรุงเทพฯ เขาเรียกกันว่าบานไม่รู้โรย. เด็ก ๆ นี่รู้จักต้นไม้เหล่านี้ดี เพราะเป็นต้นไม้สำหรับเด็ก และเด็กที่ฉลาดก็จะปลูกต้นไม้เหล่านี้ได้ผลดี มีดอกสวยอวดเพื่อนได้ เรียกกันมาดู นี่เด็ก ๆ ทีนี้ถ้าเด็กมันโตขึ้นไป จะเป็นคนรุ่นแล้ว คนรุ่นหนุ่มรุ่นสาวแล้ว มันก็ปลูกต้นไม้ที่สูงขึ้นไปกว่านั้น; เช่น ปลูกกล้วย ปลูกอ้อย ปลูกสับปะรด เป็นต้น มันเหมาะสมแก่ความรู้ความสามารถ, มันก็ปลูกได้ดี ซึ่งมันก็ต้องยากกว่า ที่ต้องปลูกต้นไม้เล็ก ๆ เช่น ต้นเทียน ต้นดาวเรือง เป็นต้น.
          พอโตเป็นผู้ใหญ่เต็มที่ ก็สามารถที่จะปลูกต้นมะม่วง ต้นหมาก ต้นมะพร้าว ปลูกได้ดีมีผล เพราะมันเป็นคนโตแล้ว มันไม่ใช่เด็กแล้ว.
          ทีนี้มันเป็นถึงรุ่นแก่รุ่นเฒ่า ที่จิตใจสูงขึ้นไป มันก็ปลูกต้นไม้ที่มีความหมายสูงขึ้นไป เช่นต้นโพธิ์ ต้นไทร ต้นยูง ต้นยาง ที่มีร่มเงา มีอะไรสูงกว่าปลูกกินตามธรรมดา.
          นี่ขอให้รู้ว่า เราก็เคยหรือคุ้นเคยกับการปลูกต้นไม้ เพาะเลี้ยงต้นไม้รักษาต้นไม้จนสำเร็จประโยชน์ตามวัยของเราเป็นลำดับ ๆ ไป, มันมีความจริงของมันเฉพาะชั้นเฉพาะตอน. ที่เขาจะเรียกกันโดยสมัย นี้ว่า มีเทคนิคของมันเฉพาะขั้นเฉพาะตอน, จะต้องมีความรู้ใช้เทคนิคเหล่านั้นให้ถูกต้อง ให้มีผลดีเต็มที่ การปลูกต้นไม้เหล่านั้นจึงจะสำเร็จประโยชน์.
          ทีนี้เรามาคิดดูถึงต้นไม้ชีวิต, ชีวิตที่เปรียบเสมือนต้นไม้. คน ๆ หนึ่งมีชีวิต ถ้าเปรียบเสมือนต้นไม้ เราก็ต้องรู้ว่าต้นไม้ชีวิตนี้มันมีอะไรเป็นราก เป็นโคน เป็นราก เป็นรากฐาน, มีอะไรเป็นลำต้น มีอะไรเป็นกิ่งใหญ่ ๆ กิ่งเล็ก ๆ มีอะไรเป็นก้าน อะไรเป็นใบเป็นดอกและเป็นลูก. มันต้องการน้ำชนิดไหน, มันต้องการธาตุในดินชนิดไหน มันต้องการแสงแดดอย่างไร. เราควรจะรู้เรื่องชีวิต ซึ่งมันก็เปรียบเสมือนกับต้นไม้ ชนิดหนึ่งด้วยเหมือนกัน ว่ามันมีระบบอย่างไร.
          เมื่อเราศึกษาระบบของต้นไม้ตามธรรมดาเข้าใจดีแล้ว อาจจะศึกษาระบบของต้นไม้คือชีวิตได้ดีเหมือนกัน โดยหลักเกณฑ์อย่างเดียวกัน แต่ว่าเรื่องมันคนละสิ่งละอันเท่านั้นเอง; เช่นต้นไม้มันกินน้ำ, ต้นไม้มันกินธาตุในดิน, ชีวิตนี้มันก็กินน้ำหรือกินธาตุในดิน แต่มันไม่ใช่อย่างดียวกัน. ชีวิตมันต้องการธรรมะ หรือต้องการความถูกต้อง, ต้องการการประพฤติปฏิบัติโดยเฉพาะของมัน เพื่อจะให้ต้นไม้ชีวิตนั้นมันงอกงาม.
          ทีนี้เพื่อจะให้เข้าใจกันได้ง่าย ๆ โดยอุปมาอีกเหมือนกัน; เราจะแยกต้นไม้ชีวิตหรือชีวิตพฤกษา ชีวิตพฤกษา ต้นไม้ชีวิตนี้ ออกไปเป็นอย่าง ๆ และให้ครบถ้วนทุกระบบ ซึ่งในที่นี้จะขอแบ่งระบบภายในออกเป็นสัก ๔ ระบบ หรือ ๔ เรื่อง:–
          ระบบที่ ๑ ร่างกาย นี้ก็ต้องเรียกว่าระบบหนึ่ง เป็นกายพฤกษา เป็นรูป เป็นส่วนรูปเป็นรูปพฤกษา.
          ทีนี้ ระบบที่ ๒ คือ ระบบจิต มันเป็นจิตตพฤกษา เป็นต้นไม้อีกต้นหนึ่ง เป็นอีกระบบหนึ่ง คือระบบจิต.
          ทีนี้ ระบบที่ ๓ คือ ปัญญา ในที่นี้อยากจะเรียกให้แปลกสักหน่อยว่า โพธิ, โพธิ, โพธิแปลว่าปัญญา ระบบโพธิพฤกษา.
          นี้มันก็กลายเป็น ๓ ระบบแล้ว : ระบบกาย, ระบบจิต, ระบบโพธิ, สามระบบ นี้ถ้าถูกต้องแล้ว ก็สำเร็จประโยชน์แก่บุคคลนั้น หรือภายในบุคคลนั้น.
          ทีนี้เขยิบออกไป นอกตัวคนนั้นอีกระบบหนึ่ง คือจะต้องมีระบบการผูกพันทางสังคม ซึ่งจะต้องเอาคำที่ใช้กันอยู่ก่อนนั้นมาใช้ว่าระบบเมตตา, ระบบเมตตาหรือเมตเตยยะ ความเป็นมิตร ถ้าเมตตาก็ความเป็นมิตร เมตเตยยะก็คือเครื่องเกื้อกูลแก่ความเป็นมิตร. เมตตาน่ะคือความเป็นมิตร, แล้วเมตเตยยะสิ่งซึ่งเป็นเครื่องเกื้อกูลแก่ความเป็นมิตร. นี่เป็นระบบสำหรับเกี่ยวข้องกับผู้อื่น นอกไปจากตัวเรา นอกจากตัวเรา.
          ในภายในตัวเรานี้ มี ๓ ระบบ คือ ระบบกาย ระบบจิต ระบบโพธิปัญญา สำเร็จแล้ว ครบถ้วนแล้ว. ต้องมีระบบนอกกาย เราคือ ระบบเมตตา หรือเมตเตยยะ สำหรับผูกพันกับผู้อื่น เกี่ยวข้องกับผู้อื่น, อย่าให้เกิดอันตราย เกิดโทษ เกิดทุกข์ภัย อะไรขึ้นมาได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นแก่ชีวิตด้วยเหมือนกัน. เห็นได้ง่าย ๆ ว่า ถ้าเราทำถูกต้องหมดในส่วนภายใน คือกายก็ถูกต้องจิตก็ถูกต้อง โพธิก็ถูกต้อง; แต่ถ้าระบบภายนอกมันไม่ถูกต้อง มันก็เต็มไปด้วยศัตรู ไพรี ซึ่งจะคอยย่ำยีทำลายชีวิตเสียอีก ก็ไม่มีประโยชน์อะไร. ฉะนั้นระบบภายในก็ถูกต้อง, ระบบภายนอกที่เกี่ยวข้องกับผู้อื่น ก็ต้องถูกต้อง, ถ้าอย่างนี้แหละจะเป็นชีวิตที่สมบูรณ์แบบ คือ มีความถูกต้องทุก ๆ ประการ.

 กิ่งธรรมจาก http://www.buddhadasa.org