Friday, April 19, 2013

เตรียมใจรับมือความทุกข์ พระไพศาล วิสาโล

เตรียมใจรับมือความทุกข์ พระไพศาล วิสาโล 


       เรา ลองถามตัวเองว่าทุกวันนี้เรามีความสุขหรือไม่ ถ้าตอบว่าเรามีความสุข มีชีวิตราบรื่นทั้งส่วนตัวและการงาน  ก็ควรถามต่อไปว่า  เราแน่ใจหรือไม่ว่าพรุ่งนี้ชีวิตเราจะยังคงราบรื่นเหมือนวันนี้ เราแน่ใจได้อย่างไรว่าวันพรุ่งนี้หรือว่าปีหน้าจะไม่เจอกับความพลัดพราก สูญเสีย ตกงาน หรือว่าเจอความเจ็บป่วย ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องภัยพิบัติซึ่งใคร ๆ ก็กำลังวิตก แค่เจอน้ำท่วมซ้ำอย่างปีที่แล้ว หลายคนก็คงคงทำใจรับได้ลำบาก หรือถึงจะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้เลย แต่ก็อย่าลืมว่าในที่สุดเราก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ แล้วก็ต้องตาย ซึ่งเป็นความจริงที่เราหนีไม่พ้น
      วันนี้สุขสบาย แต่ว่าพรุ่งนี้ก็อาจจะเจ็บไข้ได้ป่วย หลายคนมีความเข้าใจไปว่าถ้าวันนี้ฉันมีความสุขแล้ว พรุ่งนี้ฉันก็จะมีความสุขเหมือนวันนี้หรือเหมือนเมื่อวาน อันนั้นเป็นความเข้าใจที่ผิด จัดว่าเป็นความประมาทอย่างหนึ่ง เหมือนกับเมื่อสิบปีก่อนมีคนทำนายว่าเมืองไทยจะเกิดสึนามิ หลายคนได้ยินก็หัวเราะ เย้ยหยันว่าเป็นไปไม่ได้หรอกเพราะเมืองไทยไม่เคยเกิดสึนามิ ถ้าเมืองไทยไม่เคยเกิดสึนามิก็ไม่ได้หมายความว่าพรุ่งนี้จะไม่เกิด แล้วในที่สุดมันก็เกิดขึ้นจริง ๆ อะไรที่ไม่เคยเกิดขึ้นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เราอย่าไปคิดว่าพรุ่งนี้มันจะไม่เกิด
       ชีวิตเราก็เช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าจะมีชีวิตที่ราบรื่นตั้งแต่เล็กจนโต เรียนก็ราบรื่น ทำงานก็ราบรื่นมาโดยตลอด จนกระทั่งมีครอบครัว มีลูก แต่เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าพรุ่งนี้ มะรืนนี้ หรือในวันข้างหน้าเราจะไม่เจอวิกฤต แล้วถ้าเกิดวิกฤตขึ้นมาเราจะทำอย่างไร มีหลายคนที่พบว่าชีวิตตัวเองราบรื่นมาตลอด ได้งานที่ดี ได้ครอบครัวที่ดี แต่แล้วจู่ ๆ ก็พบว่าตัวเองเป็นมะเร็ง ปรากฏว่าทำใจไม่ได้ ตีโพยตีพายหรือตัดพ้อขึ้นมาว่า “ทำไมต้องเป็นฉัน ทำไมต้องเป็นฉัน” บางคนลำเลิกว่า “ฉันทำความดีมา ทานก็ทำ ศีลก็รักษา เข้าวัดเป็นประจำ แล้วทำไมถึงเป็นมะเร็ง”  คือไปคิดว่าถ้าทำความดี ให้ทาน รักษาศีลแล้วจะไม่ป่วย ลึก ๆ ก็อาจจะคิดว่าไม่ตายด้วย ซึ่งมันเป็นความหลง มันเป็นความเขลา แม้แต่พระอรหันต์ก็ยังป่วยเป็นมะเร็งได้ แล้วปุถุชนอย่างเรา วิเศษมาจากไหน ทำไมถึงคิดว่าจะเจ็บป่วยไม่ได้
       ถ้าว่าเราไม่แน่ใจว่าพรุ่งนี้เราจะ สุขเหมือนวันนี้ แล้วเราจะทำอย่างไร ส่วนหนึ่งก็ต้องเตรียมตัวป้องกันด้วยการดูแลสุขภาพให้ดี กินอาหารให้ถูกต้อง เพื่อไม่ให้เจ็บไม่ให้ป่วย หรือไม่ก็อาจจะเก็บเงินทำประกันภัย เผื่อว่าเจ็บป่วยแล้วจะได้ไม่เดือดร้อนมาก นั่นเป็นเรื่องของการเตรียมตัว แต่ว่าต้องเตรียมใจด้วย เพราะถึงแม้เราจะดูแลสุขภาพดี ออกกำลังกายเป็นประจำ กินอาหารชีวจิต กินอาหารธรรมชาติ หลีกเลี่ยงสารพิษ ดีท็อกซ์เป็นประจำ แต่ทั้งหมดนี้ก็ไม่ใช่หลักประกันว่าเราจะไม่เจ็บไม่ป่วย ถ้าเกิดว่ามีการเจ็บป่วยขึ้นมาจะทำอย่างไร อันนี้เราต้องอาศัยการทำใจหรือฝึกใจไว้รับมือกับเหตุร้ายด้วย
       ทีนี้เราก็ต้องถามตัวเองว่าเคยฝึก ใจเพื่อเตรียมรับมือกับเหตุร้ายเหล่านี้หรือยัง สมมติว่าไม่ป่วยเลย ชีวิตนี้ราบรื่นตลอด ในอนาคตก็ไม่ป่วย แต่จะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะไม่เจอความพลัดพรากสูญเสีย เรามีอายุยืน แต่ว่าคนที่เรารัก ไม่ว่าลูก เมีย สามี พ่อ แม่ เขาอาจไม่ได้อายุยืนตามเราด้วย บางคนก็อายุสั้น แต่ไม่ว่าอายุสั้นหรืออายุยืน ก็ต้องตายทั้งนั้น และหากเขาตายก่อนเรา เราจะทำใจอย่างไร เราไม่สามารถที่จะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายแบบนี้ขึ้นได้ ๑๐๐ เปอร์เซนต์  อย่างมากก็ป้องกันได้แค่ ๙๐ เปอร์เซนต์ ที่เหลืออีก ๑๐ เปอร์เซนต์ไม่อยู่ในวิสัยที่เราจะป้องกันหรือควบคุมได้ แล้วถ้ามันเกิดขึ้นจะทำอย่างไร เราจะเศร้าโศกเสียใจจนไม่อยากมีชีวิตอยู่หรือไม่  เหมือนกับคนที่มีชีวิตราบรื่น แต่พอเป็นมะเร็งก็ทำใจไม่ได้
      เมื่ออาทิตย์ที่แล้วไปเยี่ยมคนป่วย ที่เป็นมะเร็ง แกพูดอย่างเดียวว่าอยากตาย อยากตาย ไม่อยากอยู่แล้วเพราะว่ามันเจ็บ มันปวด มันทรมาน ก่อนหน้านั้นก็เคยมีคนป่วยมาปรึกษากับอาตมาทางโทรศัพท์ เขาพูดว่าอยากตาย ไม่อยากอยู่ ทั้ง ๆ ที่ชีวิตก็ดูเหมือนจะราบรื่น ทำงานสถานทูต งานการก็ก้าวหน้าดี ครอบครัวก็ดี แต่พอมาเจอมะเร็งก็ไม่อยากอยู่แล้ว ขอตายดีกว่า อันนี้เป็นตัวอย่างของคนซึ่งคิดว่าวันนี้สุขแล้วพรุ่งนี้ก็จะสุขด้วย ก็เลยไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจรับมือกับเหตุร้ายเลย
       คนเหล่านี้อาจเคยถูกชวนให้มา ปฏิบัติธรรม เขาก็คงก็ให้เหตุผลคล้าย ๆ กันว่าจะปฏิบัติทำไม เพราะว่าฉันไม่ได้ทุกข์อะไร ฉันก็มีความสุขดีอยู่แล้ว คนที่พูดแบบนี้เรียกได้ว่าประมาท เพราะคิดว่าพรุ่งนี้ก็จะมีความสุขเหมือนวันนี้ จะไม่มีความทุกข์ใด ๆ มาแผ้วพาน  ครั้นเจอความทุกข์เข้า ไม่ว่า ความเจ็บป่วย ความพลัดพรากสูญเสีย ไม่ต้องสูญเสียคนรักหรอก แค่ถูกน้ำกวาดเอาทรัพย์สมบัติไป เอารถไป ก็อยากจะตายแล้ว อย่างนี้ก็มี นี่ก็เพราะความประมาท ไปคิดว่าชีวิตจะราบรื่นไปได้ตลอด แต่ถ้าใครก็ ตามที่ตระหนักว่าวันนี้สุขแต่พรุ่งนี้อาจจะทุกข์ก็ได้ เขาจะไม่ปฏิเสธหรือไม่มองข้ามเรื่องการเตรียมใจ แล้วจะเตรียมใจให้ดีได้อย่างไร วิธีหนึ่งก็คือการปฏิบัติธรรมนั่นเอง
      ปฏิบัติธรรมไม่ใช่เป็นเรื่องของพิธีรีตอง แต่เป็นเรื่องของการฝึกใจเพื่อให้เราสามารถมีจิตใจปกติ มั่นคง ไม่หวั่นไหวไปในยามที่มีสิ่งกระทบ มีเหตุร้ายมากระหน่ำย่ำยีอย่างไรก็ใจไม่ทุกข์ ถึงแม้ว่าจะเสียทรัพย์ หรือถึงแม้กายจะเจ็บป่วย แต่ว่าไม่กระเทือนไปถึงใจ เพราะว่าจิตใจมีธรรมะเป็นเครื่องรักษา การปฏิบัติธรรมนั้นทำให้เราสามารถอยู่ได้อย่างเป็นปกติสุขในทางจิตใจ ถึงแม้ว่าชีวิตจะไม่ราบรื่น อาจมีความวุ่นวายหรือไม่สมหวังเกิดขึ้นก็ตาม
       ที่จริงแล้วธรรมะไม่ได้ช่วยเพียง แค่ในยามที่เราทุกข์เท่านั้น ในยามสุขธรรมะก็ช่วยให้เราสามารถเป็นสุขได้ทั้งกายและใจด้วย คนจำนวนไม่น้อยสุขกายก็จริง แต่ใจทุกข์ ถึงแม้ว่าการงานจะราบรื่น แต่ว่าความทุกข์ในจิตใจก็เกิดขึ้นอยู่เสมอ บางทีก็กินไม่ได้นอนไม่หลับกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ
       มีพยาบาลคนมาปรึกษาว่า  วันหนึ่งเห็นประกาศเกี่ยวกับการดูงานในสถานที่หนึ่ง เธอเห็นแล้วชอบเลยสมัครไปดูงานที่นั่น หัวหน้าก็อนุญาต มีคำสั่งออกมาแล้ว เธอดีใจ ก็เลยเล่าให้เพื่อนฟัง เพื่อนฟังแล้วก็อยากไปด้วย แล้วจะทำอย่างไร ก็เลยไปคุยกับหัวหน้า พอถึงวันเดินทาง หัวหน้าก็โทรศัพท์มาบอกว่าไม่ต้องไปแล้ว ให้เพื่อนคนนั้นไปแทน เธอก็เสียใจมาก ทั้งโกรธหัวหน้า ทั้งแค้นใจเพื่อน พวกเราก็คงเคยเจอเหตุการณ์ทำนองนี้ ที่จริงก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตเพราะไม่ได้ทำให้ชีวิตกระทบกระเทือน อะไรเลย แต่พอมีเหตุการณ์ที่ว่านี้เกิดขึ้น เธอก็โกรธหัวหน้าและเพื่อนจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ เธอจึงมาปรึกษาอาตมาว่าจะทำอย่างไรดี นี่ขนาดไม่ได้เจอเหตุร้ายประเภทที่ว่าเป็นมะเร็งหรือว่าพลัดพรากสูญเสียคน รัก แค่เจอเรื่องทำนองนี้ก็ซวนเซจนเกือบจะเสียศูนย์ 
       อาตมาก็แนะนำไปว่าการที่เราไม่ได้ ไปในที่ที่เราชอบก็ถือว่าเสียไปหนึ่งอย่างแล้ว คือเสียโอกาส  ถ้าจะเสียก็ขอให้เสียแค่นี้ แต่ถ้าเราเสียใจด้วย ก็เท่ากับว่าเรากำลังปล่อยให้ตัวเองสูญเสียสองอย่าง ไหน ๆ จะเสียก็ขอให้เสียอย่างเดียวก็พอ  แต่คนส่วนใหญ่ไม่ยอมเสียอย่างเดียว จะเสียสองอย่างคือเสียโอกาสที่ไม่ได้ไปดูงาน และเสียใจหรือเสียความสุขด้วย 
       เสียโอกาสที่ไม่ได้ไปดูงานนั้นเป็น เพราะเพื่อนและหัวหน้า แต่ว่าความสุขที่เสียไปจากเหตุการณ์นี้ ใครทำให้ ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็ตัวเรานั่นแหละ  ทำนองเดียวกันเวลามีคนขโมยเงินเราไป เขาก็ขโมยได้แต่เงิน เขาไม่สามารถขโมยความสุขจากเรา หรือยัดเยียดความทุกข์ให้แก่เราได้ มีสิ่งเดียวที่จะขโมยความสุขไปจากเราก็คือใจที่ยึดมั่นถือมั่นและยังหวงยัง แหนสิ่งของนั้น เป็นเพราะยังยึดมั่นอยู่ ก็เลยไม่ใช่แค่เสียของอย่างเดียว แต่เสียใจด้วย แทนที่จะเสียอย่างเดียวก็เสียสองอย่าง เสียอย่างแรกคือเสียทรัพย์สมบัตินั้นคนอื่นทำ แต่เสียใจและเสียความสุขนั้นไม่ใช่ใครทำ เราทำเอง เป็นเพราะใจที่วางไว้ไม่ถูก วางไว้ไม่เป็น
      คนเราส่วนมากทุกข์เพราะใจของตนเอง แม้แต่เวลาเจ็บป่วย เช่น โรคมะเร็งก็ดี มันทำได้อย่างมากก็คือบั่นทอนร่างกายของเรา ทำให้หมดเรี่ยวหมดแรง อาจจะทำให้กินไม่ค่อยได้ แต่ว่าความทุกข์ใจที่เกิดขึ้นนั้นมะเร็งไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ ความทุกข์ใจเกิดขึ้นจากใจของเราเอง เวลามีคนมาวิจารณ์เรา นินทาเรา มาพูดให้ร้ายเรา  เขาก็ทำได้แค่นั้น แต่ก็ไม่สามารถทำให้เราทุกข์ได้ แต่ถ้าเราทุกข์มันไม่ใช่ใครทำ เป็นเพราะใจของเราที่ไปเก็บเอาคำพูดของเขามาทิ่มแทงตัวเองต่างหาก
       ทุกวันนี้เราซ้ำเติมตัวเองอยู่เป็น อาจิณ อย่างคนที่มาปรึกษาอาตมาว่าถูกเพื่อนแย่งที่ไปดูงาน เธอก็ซ้ำเติมตัวเองด้วยการเอาความทุกข์มาเผาลนจิตใจ เอาความโกรธมาเผาลนจิตใจ ซ้ำเติมตัวเอง เวลาเสียของ เสียเงิน ก็ซ้ำเติมตัวเองด้วยการหมกจมอยู่กับความเสียใจหรือคับแค้นใจ คนอื่นเขาเอาเงินเราไปแล้วเราก็ซ้ำเติมตัวเองด้วยการหมกมุ่นครุ่นคิด ไม่รู้จักปล่อย ไม่รู้จักวาง จนกินไม่ได้นอนไม่หลับ เพราะความเสียดาย เพราะความเสียใจ
       ป่วยกายแทนที่จะป่วยแต่กาย ก็ป่วยใจด้วย เป็นการซ้ำเติมตัวเองเช่นกัน นี้เป็นเพราะใจไม่ได้รับการฝึกฝน ถ้าใจได้รับการฝึกฝนก็จะไม่ปล่อยให้เหตุการณ์เหล่านี้มาซ้ำเติมหรือย่ำยีบีฑาจิตใจได้ ใจที่ฝึกไว้ดีแล้วจะไม่ซ้ำเติมตัวเอง จะไม่หาความทุกข์มาใส่ตัว แต่จะหาทางออกจากทุกข์
      ความสุขที่จริงแล้วมีอยู่กับตัวเรา อยู่แล้ว แต่ที่เสียไปนั้นไม่ใช่เพราะสิ่งภายนอก แต่ว่าเพราะใจของเราคอยบั่นทอนเบียดเบียนความสุขให้เหลือน้อยลงต่างหาก

 กิ่งธรรมจาก http://www.visalo.org

Monday, April 1, 2013

การทำจิตให้ตั้งเป็นสมาธิ

การทำจิตให้ตั้งเป็นสมาธิ
พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก


   พระพุทธเจ้าผู้ทรงไม่หวั่นไหวทั้งพระกายพระจิตทุกเวลา ทุกสถานการณ์ที่ทรงเผชิญ ได้ทรงแสดงธรรมเหตุแห่งความไม่หวั่นไหว ปรากฏในพุทธภาษิตที่แปลความว่า “สติกำหนดลมหายใจเข้าออก อันผู้ใดอบรมบริบูรณ์ดีแล้ว ทั้งกายทั้งจิตของผู้นั้นก็ไม่หวั่นไหว”
   จิตนั้นเป็นความสำคัญ การปฏิบัติธรรมทั้งสิ้นต้องปฏิบัติให้ถึงจิต จึงจะเป็นผลสำเร็จ ศีลสมาธิปัญญา ก็ต้องปฏิบัติให้ถึงจิต จึงจะเป็นศีลสมาธิปัญญา แม้จะเรียกเป็นอย่างอื่น เช่น สติ สัมปชัญญะ ขันติ โสรัจจะ ก็ต้องปฏิบัติให้ถึงจิต จึงจะเป็นสติสัมปชัญญะ เป็นต้น
   การปฏิบัติธรรมจะต้องปฏิบัติให้ถึงจิต และการจะปฏิบัติธรรมให้ถึงจิตได้นั้น จิตจะต้องตั้ง ถ้าจิตไม่ตั้ง คือจิตดิ้นรนกวัดแกว่งกระสับกระส่าย กุศลธรรมทั้งหลายก็ไม่สามารถจะตั้งอยู่ในจิตได้ เหมือนมือที่แกว่งไปมา ของย่อมตั้งอยู่ในฝ่ามือไม่ได้ ต้องหล่นตกไป ต่อเมื่อมือนิ่งอยู่ ของบนฝ่ามือจึงจะตั้งอยู่ได้ จิตสามัญนั้นไม่นิ่ง จึงจำเป็นต้องปฏิบัติทำจิตให้นิ่ง คือให้ตั้ง หรือให้เป็นสมาธินั่นเอง ไม่ให้ดิ้นรนกวัดแกว่งกระสับกระส่าย
   ในการทำจิตให้ตั้งเป็นสมาธิต้องอาศัยสติ สำหรับระลึกกำหนดอยู่ในที่ตั้งข้อใดข้อหนึ่ง ตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน อานาปานสติ คือความระลึกกำหนดข้อหนึ่ง อานาปานสติเป็นสติกำหนดลมหายใจเข้าลมหายใจออก นั่นก็คือ ลมหายใจเข้าลมหายใจออกเป็นที่ตั้งของสติ เป็นที่ระลึกกำหนด เมื่อจิตตั้งกำหนดอยู่ได้ ความที่กำหนดนั้นก็เป็นตัวสติ ความที่ตั้งอยู่ได้นั้นก็เป็นตัวสมาธิ ดังนี้ที่เรียกว่าจิตตั้ง ดังนั้นจิตจะตั้งเป็นสมาธิได้จึงต้องมีทั้งสมาธิมีทั้งสติประกอบกันอยู่ สติเป็นตัวกำหนด สมาธิเป็นตัวตั้ง จะตั้งได้ก็ต้องกำหนดในที่ตั้ง และจะกำหนดในที่ตั้งได้ก็ต้องมีความตั้งจิต สติและสมาธินี้จึงต้องอาศัยกัน
   ในการปฏิบัติให้มีสติมีสมาธิต้องมีความเพียรพยายาม ต้องไม่ละความเพียรพยายามและต้องมีความรู้คุมตัวเองอยู่เสมอ อันความรู้ที่คุมตัวเองนี้เรียกว่าสัมปชัญญะ ซึ่งหมายถึงความรู้ในอิริยาบถความเคลื่อนไหวทั้งของกาย และทั้งของใจ รู้ อิริยาบถของกายก็คือยืนก็รู้ว่ายืน เดินก็รู้ว่าเดิน นั่งหรือนอนก็รู้นั่งหรือนอน รู้อิริยาบถของจิต ก็คือจิตคิดไปอย่างไรก็รู้ จิตหยุดคิดเรื่องอะไรก็รู้ จิตสงบก็รู้ จิตไม่สงบก็รู้ ในการทำจิตให้ตั้ง ต้องมีสติมีสมาธิและมีสัมปชัญญะพร้อมดังนี้ และต้องคอยกำจัดคือคอยสงบความยินดีความยินร้ายๆ ต่างๆ ที่เข้ามาดึงจิตไม่ให้กำหนดอยู่ในที่ตั้ง เช่นที่ลมหายใจเข้าลมหายใจออก
   พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนอานาปานสติ สติกำหนดลมหายใจเข้าออกคือ มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก หายใจเข้าหายใจออกยาว ก็รู้ว่าหายใจเข้าหายใจออกยาว หายใจเข้าหายใจออกสั้น ก็รู้ว่าหายใจเข้าหายใจออกสั้น ศึกษาคือสำเหนียกว่าเราจักรู้ทั่วถึงกายทั้งหมดหายใจเข้า เราจักรู้ทั่วถึงกายทั้งหมดหายใจออก ศึกษาว่าเราจักสงบรำงับกายสังขาร เครื่องปรุงกาย หายใจเข้า เราจักสงบรำงับกายสังขาร คือเครื่องปรุงกาย หายใจออก เราจักสงบรำงับกายสังขาร คือเครื่องปรุงกาย ดั่งนี้
   นี้เป็นหัวข้อการปฏิบัติทำอานาปานสติที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ ส่วนวิธีปฏิบัติที่ใช้ส่าหรับประกอบเข้าเป็นคำสอนของเกจิอาจารย์ คืออาจารย์บางพวก ซึ่งการจะพอใจในวิธีปฏิบัติของอาจารย์พวกไหน ก็ควรต้องให้อยู่ในหลักแนวที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้ เพื่อการปฏิบัติทำสมาธิในพุทธศาสนาจะได้เป็นไปโดยถูกต้อง
   หลักที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้นั้น เริ่มต้นแต่แสวงหาที่สงบสงัด จะเป็นป่าเป็นโคนไม้เป็นเรือนว่างก็ตาม หรือไม่ก็ต้องสร้างป่าสร้างโคนไม้สร้างเรือนว่างขึ้นในใจ คือทำจิตให้ว่าง ไม่ใส่ใจถึงบุคคล เสียง หรือสิ่งอื่นที่อยู่โดยรอบ การทำจิตให้ว่างได้ดังนี้ก็จะสามารถทำจิตให้เป็นสมาธิได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน สำคัญกว่าไปอยู่ป่าอยู่โคนไม้ อยู่ในที่สงบสงัดแต่จิตยังวุ่นวาย ซึ่งจักทำสมาธิไม่ได้ เพราะฉะนั้นแม้จะได้ที่ว่างข้างนอก ก็ต้องสร้างที่ว่างข้างในด้วย หรือแม้ไม่มีที่ว่างข้างนอก สร้างที่ว่างข้างในได้ก็ได้เหมือนกัน
   ดังนี้ก็ปฏิบัติทำสมาธิได้ คือทำสติรวมเข้ามากำหนดลมหายใจเข้าออก หายใจเข้าก็รู้ หายใจออกก็รู้ ยาวก็รู้ สั้นก็รู้ ทำเพียงเท่านี้ก่อน และเมื่อจิตรวมเข้ามาได้ ยาวหรือสั้นจะปรากฏขึ้นเอง คือยาวหรือสั้นปรากฏขึ้นก็แปลว่าจิตรวมเข้ามาแล้ว คือจิตรวมเข้ามาที่กายนี้แหละ ไม่ใช่รวมเข้าที่ไหน เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นมา เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงไป มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ ให้จิตรวมอยู่ในขอบเขตนี้และเมื่อจิตรวมอยู่ในขอบเขตนี้ สติก็จะกำหนดได้ว่าหายใจเข้าอยู่ หายใจออกอยู่ และจะรู้อิริยาบถของกายได้ รู้อิริยาบถของใจได้ เมื่อเป็นดังนี้แล้วก็เป็นอันว่าได้เริ่มรู้กายทั้งหมด คือกายเนื้อกายใจนี่แหละ
   ความรู้ในกายทั้งหมดเป็นความรู้ตามที่กายและใจเป็นไป ไม่ใช่การปรุง ต้องระวังไม่ให้ปรุง ไม่ให้เกิดตัณหา ไม่ให้ความดิ้นรนทะยานอยากอย่างใดอย่างหนึ่งเกิด ต้องไม่อยากหายใจให้แรง ไม่อยากหายใจให้เบา ความอยากเป็นตัณหา อยากได้สมาธิเร็วก็เป็นตัณหา อยากเลิกทำสมาธิเร็วก็เป็นตัณหา เมื่อยขบเจ็บปวดที่นั่นที่นี่ ยึดอยู่ในความรู้สึกนั้นก็เป็นตัณหา อยากเห็นนั่นเห็นนี่ก็เป็นตัณหา จิตส่งออกนอกกายก็เพราะตัณหาดึงออกไป ตัณหาเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องปรุงทั้งนั้น รวมเข้าในคำว่ากายสังขาร เครื่องปรุงกาย จึงต้องคอยสงบคือสงบตัณหานั่นเอง ทำจิตให้เป็นอุเบกขา คือเข้าไปเพ่งเข้าไปรู้ แต่ไม่ยึดอยู่ในสิ่งที่รู้ ทำความรู้อยู่เท่านั้น กายเป็นอย่างไรก็รู้ จิตเป็นอย่างไรก็รู้ หายใจเข้าหายใจออกเป็นอย่างไรก็รู้ ให้รวมจิตไว้ข้างใน ไม่ให้ออกไปข้างนอก
   ดั่งนี้เป็นการสงบกายสังขาร เครื่องปรุงกาย จิตก็จะสงบยิ่งขึ้น กายก็จะสงบยิ่งขึ้นจนถึงเหมือนอย่างไม่หายใจ เช่นทีแรกนั้นการหายใจเป็นปกติเช่นที่เรียกกันว่าหายใจทั่วท้อง คือหายใจลงไปจนถึงท้อง ท้องพองขึ้นยุบลงในขณะหายใจเข้าออกก็เป็นปกติ แต่เมื่อจิตและกายสงบขึ้นๆ อิริยาบถที่หายใจนี้ก็จะละเอียดเข้า จนเหมือนอย่างว่าหายใจอยู่เพียงทรวงอก ไม่ลงไปถึงท้อง ท้องเป็นปกติ ไม่พองไม่ยุบ และเมื่อละเอียดเข้าอีกๆ ก็เป็นเหมือนอย่างว่าหายใจอยู่เพียงปลายจมูก ไม่ลงไปถึงทรวงอก แผ่วๆ อยู่เพียงปลายจมูกเท่านั้น และเมื่อสงบเข้าอีก แผ่วๆ นั้นก็จะไม่ปรากฏ เหมือนหายไปเลย ไม่หายใจ อันที่จริงนั้นไม่ใช่ไม่หายใจ หายใจ แต่การหายใจนั้นละเอียดเข้า ละเอียดเข้า ละเอียดเข้า ไม่ควรต้องเกิดความกลัวว่าจะตายเพราะไม่หายใจ
   ดังที่บางคนแสดงว่าเคยได้ถึงจุดนี้ เกิดกลัวขึ้นมา ก็เลยต้องเลิกทำ เมื่อจิตสงบตั้งอยู่ภายใน กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ก็เป็นอันว่าจิตได้สมาธิชั้นกายานุปัสสนา พิจารณากาย ในการปฏิบัตินี้ต้องอาศัยวิตกกับวิจาร , วิตก ความตรึก คือนำจิตให้ตั้งอยู่ในที่ตั้งของสมาธิ หรือที่เรียกว่าอารมณ์ของสมาธิ คือลมหายใจเข้าออก , วิจาร ความตรอง คือประคองจิตให้ตั้งอยู่ ไม่ให้ตกจากอารมณ์ของสมาธิ โดย ที่จิตเต็มไปด้วยนิวรณ์ อันหน่วงจิตให้ออกจากที่ตั้งคืออารมณ์สมาธิ การทำสมาธิแรกๆ จึงเหมือนจับปลาขึ้นจากน้ำ ใครๆ ก็เป็นเช่นนี้ในการปฏิบัติทำสมาธิทีแรก ที่ยังไม่ได้ผล
   เมื่ออาศัยวิตกวิจารจับจิตตั้งไว้ในอารมณ์สมาธิ และคอยประคองไว้ให้อยู่ด้วยความพยายาม จิตก็จะตั้งอยู่ได้นานขึ้นเป็นลำดับ อันเครื่องที่จะจับจิตมาตั้งและเครื่องสำหรับประคองไว้ คือสติ ความกำหนด ความระลึกรู้ ใช้สติ ทำสติ เมื่อเผลอสติ จิตตก ได้สติ ก็ตั้งขึ้นใหม่ ประคองไว้ เผลอสติอีก จิตตกอีก ก็จะตั้งขึ้นอีก ประคองต่อไปอีก สมาธิที่ได้รับทีละเล็กละน้อยจะขับไล่นิวรณ์ออกจากจิตไปทีละเล็กละน้อยพร้อม กัน ปีติจะเกิดเมื่อเริ่มตั้งตัวในสมาธิได้ ขับไล่นิวรณ์ออกไปได้โดยลำดับ
   เมื่อเกิดปีติ ก็ให้กำหนดปีติหายใจเข้าหายใจออก ปีตินี้เป็นเวทนา เป็นสุข ก็ให้รู้ รู้ในความสุข จิตเป็นสุข จิตก็จะตั้งอยู่ในอารมณ์ของสมาธิได้มากขึ้น ความทุกข์ในอันที่จะต้องคอยระวังรักษาสติไม่ให้เผลอ ไม่ให้จิตตก ก็น้อยลง ความทุกข์ที่จะต้องคอยประคองจิตไว้ก็น้อยลง เพราะจิตอยู่ตัวแล้ว มีความดูดดื่มในสมาธิแล้ว เหมือนอยู่ที่ไหนสบายก็ไม่อยากจากไปจากที่นั่น แต่อยู่ที่ไหนไม่สบายก็ไม่อยากอยู่ที่นั่น คิดแต่จะไปที่อื่นต่อไป ในทำนองเดียวกัน เมื่อพบที่เย็นคือสมาธิ ได้ปีติ ได้สุข จิตก็ตั้งอยู่ ไม่ดิ้นรนไปไหนอีก
   กายและจิตไม่หวั่นไหว ที่ปรากฏในพุทธภาษิตเป็นเช่นนี้ แต่กายและจิตจะไม่หวั่นไหวมั่นคงอยู่ตลอดไปได้ ก็ต่อเมื่อการอบรมสติกำหนดลมหายใจเข้าออกได้แล้วบริบูรณ์ดี ถ้ายังไม่บริบูรณ์ดีจริง ก็ยังต้องมีหวั่นไหวเป็นครั้งคราวเป็นบางกรณี ผู้เห็นความสุขสงบอันเกิดจากกายและจิตไม่หวั่นไหวว่าเป็นความสำคัญ จึงพากเพียรอบรมสติ กำหนดลมหายใจเข้าออก หรืออบรมสมาธินั่นเอง ให้บริบูรณ์ดี เมื่ออบรมสมาธิบริบูรณ์ดีแล้ว ย่อมไม่มีเหตุการณ์ใดมาทำให้กายและจิตหวั่นไหวได้ ความทุกข์ทั้งปวงอันเกิดแต่ความอ่อนแอหวั่นไหวของกายและจิตย่อมไม่มี

 กิ่งธรรมจาก https://sites.google.com/site/smartdhamma/smardhi_building