Friday, August 9, 2013

แย้มยิ้ม และ สงบนิ่ง พระไพศาล วิสาโล

 แย้มยิ้ม และ สงบนิ่ง
โดย พระไพศาล วิสาโล

 
          ใครที่ได้ไปพม่า หากมีเวลาหลายวัน ย่อมอดไม่ได้ที่จะต้องไปพุกาม ซึ่งเป็นราชธานีโบราณร่วมสมัยกับนครวัดของเขมร “ทะเลเจดีย์”เป็นสมัญญานามที่คู่ควรกับพุกามโดยแท้ แม้กาลเวลาจะผ่านไปกว่า ๑,๐๐๐ ปี แต่วัดและเจดีย์โบราณหลายแห่งก็ยังคงรูปทรงร่างเกือบสมบูรณ์จนถึงปัจจุบัน หนึ่งในวัดโบราณดังกล่าวก็คือ วิหารอนันดา ซึ่งมีผังทางสถาปัตยกรรมที่น่า ทึ่ง อีกทั้งมีการก่ออิฐที่มั่นคงแน่นหนา ในวิหารมีอากาศถ่ายเทเย็นสบาย แต่ ที่ทำให้เย็นใจสบายจิตก็คือพระพุทธรูปยืนด้านทิศใต้ ซึ่งสูงหลายเมตรและ  มีอายุนานนับพันปี นี้เป็นหนึ่งในสองของพระพุทธรูปเก่าแก่ที่ประดิษฐานตั้งแต่สร้างวัด นับเป็นพระพุทธรูปที่งดงามคู่พุกามทีเดียว
        พระพุทธรูปองค์นี้มีลักษณะพิเศษประการหนึ่งคือ เมื่อมองไกลสัก ๑๐ เมตรจะเห็นพระพักตร์แย้มยิ้ม แต่หากเดินเข้าไปใกล้ ๆ จะพบว่ารอยยิ้มได้แปรเปลี่ยนไป สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของคนส่วนใหญ่คือพระพักตร์ที่ “บึ้ง” นักท่องเที่ยวจากเมืองไทยจึงเรียกพระพุทธรูปองค์นี้ว่า “พระยิ้ม-บึ้ง”
        ที่จริงหากมองให้ดี พระพักตร์ที่มองจากมุมใกล้นั้น หาใช่เป็นพระพักตร์บึ้งไม่ แต่เป็นพระพักตร์ที่สงบต่างหาก เป็นความสงบที่สามารถแผ่ไปถึงใจของผู้ที่อยู่เบื้องหน้าพระองค์ หากเขาหรือเธอผู้นั้นสำรวมกายวาจาใจ แล้วมองนิ่ง ๆ อย่างสบาย ๆ ไม่รีบร้อนที่จะเดินไปไหน
       เป็นความสามารถอันเอกอุของช่างโบราณที่รังสรรค์พระพุทธรูปไม้องค์นี้ ซึ่งไม่เพียงงดงามเท่านั้น แต่ยังแสดงถึงพุทธคุณอย่างครบถ้วน อันได้แก่ พระกรุณาคุณ และพระปัญญาคุณ
        พระกรุณาคุณนั้นแสดงออกด้วยพระพักตร์ที่แย้มยิ้ม เปี่ยมด้วยความรักต่อสรรพชีวิต ใครที่ได้เห็นพระพุทธรูปองค์นี้จากมุมไกล ย่อมรู้สึกอบอุ่น หากมีความทุกข์หรือเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ ย่อมมีความหวังหรือกำลังใจว่าพระกรุณาคุณจะช่วยปกปักรักษาให้ปลอดภัย
        ส่วนพระปัญญาคุณนั้นแสดงออกด้วยพระพักตร์ที่สงบนิ่งเมื่อมองจากมุมใกล้ เป็นอาการของผู้ที่ไม่หวั่นไหวกับโลกธรรมไม่ว่าลาภ ยศ สุข สรรเสริญ หรือความเสื่อมลาภ เสื่อมยศ ทุกข์ หรือนินทา ด้วยประจักษ์แจ้งในสัจธรรมของโลกว่าความผันผวนแปรปรวนเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อพบก็ต้องพราก เมื่อเจอก็ต้องจาก ได้กับเสีย ดีใจกับเสียใจเป็นของคู่กัน ด้วยเหตุนี้ท่านจึงไม่ยึดติดในสุขหรือสภาวะฝ่ายบวก ทุกข์หรือสภาวะฝ่ายลบจึงทำอะไรไม่ได้
       ด้วยพระกรุณาคุณ พระพุทธองค์จึงทรงช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์ แต่ในเวลาเดียวกันพระปัญญาคุณ ก็ทำให้พระองค์ทรงสงบนิ่งได้หากผู้หนึ่งผู้ใดมิอาจพ้นทุกข์ได้ เพราะการที่ใครคนหนึ่งจะพ้นทุกข์ได้นั้นมิได้อยู่ในอำนาจของพระองค์ แต่เป็นไปตามเหตุปัจจัยซึ่งมีอยู่มากมายเกินวิสัยที่ใครจะควบคุมให้เป็นไป ตามใจได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือพระปัญญาคุณทำให้ทรงมีอุเบกขาหากพระกรุณาคุณไม่ประสบผล
        ใช่หรือไม่ว่าพระพุทธรูปองค์นี้กำลังสอนธรรมแก่เราว่า กรุณาและปัญญาเป็นธรรมที่จำต้องควบคู่กัน แม้มีเมตตาหรือความปรารถนาดีต่อผู้อื่น ก็จำต้องรู้จักวางใจให้สงบนิ่ง หรือเป็นอุเบกขาด้วยหากไม่สามารถช่วยเขาให้พ้นทุกข์ได้ ผู้ที่มีแต่เมตตาหรือกรุณา หากขาดปัญญาเสียแล้ว ย่อมทุกข์ใจได้ง่ายหากพบว่าตนไม่สามารถช่วยให้คนรักแคล้วคลาดจากทุกข์ได้ เมื่อไม่มีปัญญาเราย่อมติดยึดคาดหวังให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปดังใจ ทั้ง ๆ ที่มันไม่อยู่ในอำนาจของเราเลย หากแต่ขึ้นอยู่กับกระแสแห่งเหตุปัจจัยล้วน ๆ
       แต่ถ้าเราตระหนักถึงความจริงข้อนี้ การช่วยผู้อื่นแม้จะทำอย่างเต็มที่ ก็ไม่ยึดติดในผลที่ตามมาว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ จิตใจปล่อยวางจากความคาดหวัง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ยอมรับได้เพราะทำเต็มที่แล้ว จึงไม่ทุกข์ไปกับการช่วยเหลือหรือตั้งจิตปรารถนาดีต่อผู้อื่น กล่าวอีกนัยหนึ่งไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ก็ทำใจสงบนิ่งได้
        เราจึงควรฝึกตนให้เป็นดังพระพุทธรูปองค์นี้ คือแย้มยิ้มปรารถนาดีต่อทุกชีวิต และสงบนิ่งต่อทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งกับตนเองและผู้อื่น โดยเฉพาะเมื่อได้พากเพียรพยายามเต็มที่แล้ว

       
กิ่งธรรมจาก http://www.visalo.org

Monday, August 5, 2013

แม่


 

แด่พระคุณแม่
เตีย ที่ดี
       เนื่องจากเดือนนี้เป็นเดือนที่มีวันแม่ปรากฎขึ้น เพื่อร่วมรำลึก บูชาพระคุณแม่ จึงขอนำเรื่องที่เกี่ยวกับแม่มานำเสนอแด่ท่าน เริ่มจาก ท่านพุทธทาสภิกขุ ท่านได้กล่าวถีง นางเคลื่อน พานิช ซึ่งเป็นโยมมารดาของท่านไว้ดังนี้

        "การบรรยายปาฐกถาธรรมในวันนี้ อาตมาจะบรรยายในหัวข้อว่า "ปรมัตถวิจารณ์เกี่ยวกับพระคุณของแม่" บางคนอาจะจนึกสงสัยว่า นี่เป็นการแทรกแซงของการบรรยายเกี่ยวกับ "อิทัปปัจจยตา" หรืออย่างไร อาตมารู้สึกว่าไม่เป็นการแทรกแซงเพราะว่าถ้ารู้จักปฏิบัติเกี่ยวกับแม่ ให้ถูกต้อง มันก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ กฎของ "อิทัปปัจจยตา" อยู่นั่นเอง แต่เนื่องจากมีผู้ขอร้องให้พูดเรื่องเกี่ยวกับ แม่ อาตมาก็ต้องยอมรับ เรียกว่าเกรงใจก็ได้ เพราะเรามันทำงานร่วมกัน
          และคิดดูอีกทีหนึ่งก็รู้สึกว่า เราก็เป็นคนมี แม่ แม้จะเป็นเด็กหัวหงอกแล้วก็ยังมี ใคร ๆ ก็ยังมีแม่ แม่ยังจำเป็นอยู่ แม้แต่เด็กหัวหงอกที่ต้องรับรู้ ขอให้นึกอย่างนี้กันทุกคน ถ้าเป็นเด็กหัวหงอกแล้วยังสนองคุณของแม่ไม่ได้ก็ดูกระไรอยู่ จึงเป็นสิ่งที่ต้องศึกษาสำหรับเป็นตัวอย่างแก่เด็กที่ยังไม่นุ่งผ้าเลยทีเดียว
          ทีนี้เราก็ต้องพิจารณากันถึงคำว่า "แม่" สิ่งแรกที่สุดคือจะต้องพิจารณาก็คือว่า ทำไมภาษาบาลีซึ้งใข้กันอยู่เป็นหลักนี่มีคำว่า "มาตาปิตา" คือแม่พ่อ ไม่เหมือนกับภาษาไทยที่พูดว่าพ่อแม่ ทั้งที่ประเทศอินเดียเป็นแม่แบบวัฒนธรรมของไทยเราทุกอย่างทุกประการ ภาษาอินเดียใช้คำว่า "แม่พ่อ" แต่เราก็ยังมาใช้กลับกันว่า "พ่อแม่" ข้อนี้ก็เป็นสิ่งที่ควรจะพิจารณาว่าทำไมภาษาบาลีโดยเฉพาะจึงใช้คำว่า "แม่พ่อ"
          อาตมาเห็นว่า เพราะ "แม่" มาก่อนถึงก่อน หรือสอนแก่ลูกก่อนแก่ลูกเล็ก ๆ นั้น ทำให้นึกถึง "แม่" ก่อน "พ่อ" หรือจะดูอีกทีว่าเด็กทารกเขาจะออกเสียงว่า "แม่" ได้ง่ายกว่า "พ่อ" คือออกเสียงคำว่า "ม่ะ" ได้ง่ายกว่า "ป้ะ" ออกเสียง ม.ง่ายกว่าออกเสียงป. เด็กคงจะพูดคำว่า "แม่" ได้ดีกว่าคำว่า "พ่อ"ก็ได้ และเมื่อดูพฤติการณ์ทั่วไปแล้ว แม่มาก่อนพ่อ สรุปความแล้วก็อาจจะได้เป็นว่า พ่อสร้างชีวิต แม่สร้างวิญญาณ ข้อนี้ขอให้สนใจกันสักหน่อยว่า "แม่" สร้างวิญญาณของลูกได้อย่างไร
          เราได้มรดกจากแม่ในเรื่องมรรยาทหรือการเป็นอยู่มากกว่าพ่อ จะขอยกตัวอย่างที่แม่ได้ทำหน้าที่ของแม่ในการสร้างนิสัยอันละเอียดให้แก่ลูก เช่น ในความเรียบร้อย แม่กวดขันให้ล้างจานข้าวให้สะอาดให้เรียบร้อยและเก็บให้เรียบร้อย เสื้อผ้าต้องเรียบร้อย ปูที่นอนต้องเรียบร้อย ล้างมือล้างเท้าสะอาด
          แม่สอนให้ประหยัด เกิดนิสัยประหยัดแม่บังคับให้ใช้น้ำล้างเท้าอย่างประหยัด ใช้น้ำอาบอย่างประหยัด ใช้ฟืนอย่างประหบัด เชือกผูกของ กระดาษห่อของ เศษกระดาษที่พอจะทำเชื้อไฟได้สักนิดหนึ่งก็ยังต้องประหยัด
          แม่สร้างนิสัยอ่อนน้อมถ่อมตน แม่สอนว่ายอมแพ้นั้นไม่ถือว่าเป็นการเสียเกียรติ เพราะให้เรื่องมันระงับไป แต่ก็ไม่ต้องเสียหายอะไรเนื่องจากว่าต้องยอมแพ้ มันเป็นการปลอดภัย และใคร ๆ ก็รักคนที่ยอมแพ้ไม่ให้เรื่องเกิด
          แม่สอนให้เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แม่สอนว่าให้ลูกแมวได้กินข้าวก่อน แล้วคนจึงกิน สัตว์เดรัจฉานเป็นเพื่อนของเรา คนขอทานเป็นเพื่อนของเรา คนไร้ญาติขาดมิตรมาตายอยู่ตามท่าน้ำเราก็ต้องเอื้อเฟื้อ ถ้าเรากินเองมันก็ถ่ายออกหมด ถ้าเราให้เพื่อนกินมันอยู่ในหัวใจของเขายาวนานนัก
          แม่อบรมนิสัยให้รักน้องให้รักเพื่อน แม่สอนว่าน้องเอาเปรียบพี่ได้ แต่พี่เอาเปรียบน้องไม่ได้ น้องโกงพี่ได้แต่พี่โกงต้องไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น
          แม่สอนให้ดูว่าไก่ไม่มีเห็บเพราะมันช่วยจิกให้กันและกันลูกไก่เล็ก ๆ ยังช่วยจิกเห็บให้ลูกไก่ตัวใหญ่ เห็บที่มันอยู่ตามหน้าตามหงอนซึ่งมันจิกเองไม่ได้ แต่ไก่ก็ไม่มีเห็บ เพราะมันปฎิบัติหน้าที่เพื่อนของกันและกัน แม้แต่ลิงมันก็หาเหาให้แก่กันและกัน สุนัขมันก็ยังกัดหมัดให้แก่กันและกันตรงที่ที่มันกัดเองไม่ได้ เราจึงต้องมีเพื่อน
          แม่อบรมนิสัยกตัญญูรู้คุณ ให้เด็กเล็ก ๆ ช่วยทำงานให้แม่บ้าง ทำอะไรไม่ได้มาก ก็เพียงแต่ช่วยตำน้ำพริกแกงให้ด็ยังดีเหยียบขาให้แม่หายเมื่อย เอาใจใส่แม่เมื่อเจ็บไข้ นี้ปฏิบัติกันมาจนเป็นนิสัย เคารพคนแก่คนเฒ่าพระเจ้ากระสงฆ์ประนมมืออยู่ตลอดเวลา
          ให้ปลูกฝังคือว่าให้ใช้เวลาว่าง ปลูกพริก ปลูกมะเขือ ปลูกตะไคร้ ดอกมะลิ ดอกราตรี แม้แต่สับปะรด กล้วย ก็ยังสอนให้ปลูก แล้วยังสอน คาถากันขโมย ให้ด้วยว่า "ถ้านกกินเป็นบุญ ถ้าคนกินเป็นทาน" อาตมายังจำได้อยู่กระทั่งบัดนี้ ว่าถ้านกกินให้ถือว่าเราเอาบุญ ถ้าคนมันขโมยเอาไปก็คือว่าให้ทาน แล้วมันก็จะไม่ถูกขโมยเลยจนตลอดชีวิตมันกลายเป็นให้ทานไปเสียทุกที ถ้าสัตว์มากินก็เอาบุญ ก็ไม่ต้องไปฆ่าสัตว์ไม่ต้องไปยิงสัตว์
          แม่อบรมนิสัยห้ามเล่นการพนัน แม้แต่หมากรุกก็ไมได้ เรื่องดนตรี เราชอบต้องแอบเล่น เรื่องชนไก่จับปลานั้นไม่ต้องพูด เรื่องเหล้า เรื่องบุหรี่ นี้มันเกลียดเอง แม่ไม่ต้องห้าม พ่อและอาก็ไม่เคยแตะต้องสิ่งเหล่านี้ เด็ก ๆ เป็นเด็ก เห็นคนสูบกัญชาสูบยาดองด้วยกล้องไม้ไผ่เสียงโคลก ๆ นั่น รู้สึกว่าเขาเป็นวีรบุรุษ แต่เราก็ไม่กล้าลอง
          ทั้งหมดนี้ได้อุปนิสัยมาจากแม่ที่คอยจ้ำจี้จ้ำไช ว่ากล่าวอยู่เสมอ นี่ดูเถอะ แม่สร้างอุปนิสัยสร้างดวงใจ พร้อมๆ กับที่พ่อช่วยสร้างชีวิต โดยส่วนใหญ่หรือโดยส่วนรวม แม่อยู่วงในพ่ออยู่วงนอก
          ควรดูต่อไปถึงปัญหาว่าเดี๋ยวนี้ในบ้านเมืองเรามีปัญหาเด็ก ๆ ไม่เคารพ ไม่รัก ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ ชวนกันเป็นอันธพาลมากขึ้น เพราะเขาไม่รู้เรื่องแม่ ปัญหากำลังขยายตัวเพราะเด็กไม่รู้ว่า "แม่" นั้นคืออะไร แม่บางคนเสียอีกก็ไม่รู้ว่าความป็นแม่คืออะไร นี้ก็มีอยู่เหมือนกัน เพราะเด็ก ๆ เหล่านี้ไม่รู้ว่าการทำให้พ่อแม่ร้อนใจน้ำตาตกในนั้นเป็นความเลวร้ายอย่างใหญ่หลวง เขาจึงยังกระทำกันอยู่ ดังนั้นเราจะต้องสอนให้เขารู้ว่า "แม่" คืออะไร
          แม่คืออะไร เป็นสิ่งที่ทุกคนควรรู้ และรู้โดยปรมัตถ์ชั้นลึกซึ้ง ด้วยความลึกซึ้ง โดยปรมัตถ์แล้วเราต้องกล่าวว่า แม่เป็นผู้สร้างโลก โลกจะดีหรือเลวก็เพราะคนในโลลกมันดีหรือเลว คนในโลกมันจะดีหรือเลวก็เพราะว่า แม่ได้สร้างอุปนิสัยคนเหล่านั้นมาอย่างไร ถ้าสร้างมาดี คนมันดี โลกนี้มันก็ดี ถ้าสร้างมาไม่ดีโลกนี้มันก็ไม่ดี จึงเห็นได้ว่า "แม่" อยู่ในฐานะเป็นผู้สร้างโลกราวกับว่าเป็นพระเจ้า แม่เป็นผู้สร้างดวงวิญญาณของลูก
          แม่ต้องไม่ไปทำหน้าที่ "พ่อ" ถ้าทำหน้าที่พ่อ พ่อก็จะว่างงานแล้วโลกก็จะเลวลง ไม่มีใครกล่อมเกลาดวงวิญญาณบางพวกเขาแก้ตัวว่ารายได้ไม่พอ แม่ต้องไปช่วยทำงานหารายได้ นั่นมันหลับตาพูด เพราะมันไม่มองดูว่า มันเป็นการเสียหายมากกว่าได้ ถ้าแม่จะต้องช่วยพ่อทำงานก็ต้องไม่ให้เสียหน้าที่ของแม่ คือทำงานชนิดที่ดูแลลูกไปพลางก็ยังได้ คนบางพวกเขายังเอาลูกสะพายหลังไปด้วย เพื่อว่าไม่อยู่ห่างจากลูก
          แม่อบรมความเก่งในบ้าน พ่ออบรมความเก่งนอกบาน ในสังคมที่กว้างกว่า แต่แล้วแม่ก็สร้างอุปนิสัยลูกมากกว่าพ่อ เราได้รับมรรยาทอุปนิสัยต่างๆ นานาติดเนื้อติดตัวมาจนถึงกระทั่งวันนี้ อุปนิสัยประหยัดก็ดี สุภาพก็ดี ขยันขันแข็งก็ดี มาจากแม่โดยตรง เรียกว่าเป็นเนื้อเป็นตัวมาเพราะการอบรมของแม่
          เรายอมรับว่า พ่อช่วยให้เรามีอาหารกิน ให้ปลอดภัย แต่แม่ก็ยังคงช่วยสร้างดวงวิญญาณของเราอยู่ พ่อรักเราอยู่วงนอก แต่แม่รักเราอยู่กับอก ถึงกับว่ากินเลือดในอกแม่ กินนมของแม่ เรียกว่ามีการถ่ายพันธุ์ อุปนิสัยมากที่สุด นักเลงผสมไก่ ผสมปลากัดเขาบอกให้ฟังว่า การเลือกพันธุ์ผสมนั้นเขาเลือกตัวเมียมากกว่าตัวผู้ เขาจะเลือกพันธุ์ตัวเมียที่ดีที่สุดมาเป็นแม่พันธุ์ พ่อพันธุ์ไม่ค่อยสำคัญนัก อย่างนี้ก็เป็นสิ่งที่น่าฟัง
          ทีนี้ก็จะดูไปถึงการอบรม อบรมลูกบางคนสอนลูกไม่ให้ไหว้ใครเพราะกลัวจะเป็นทาสความคิดความเห็นของใคร บางคนสอนให้ลูกไหว้ใครจนไม่ต้องดูอะไรเลย อย่างนี้มันผิดทั้งสองอย่าง อาตมาคิดว่าเราควรจะสอนลูกให้รู้จักเลือกไหว้ใครเสียดีกว่า ดีกว่าที่จะไหว้ไปตะพึด ดีกว่าที่จะไม่ไหว้เสียเลย ลูกจะรู้จักเลือกไหว้ จะรู้จักผิดชอบชั่วดีในการรู้จักเลือกไหว้ เป็นการดีกว่าที่จะไม่ให้ไหว้ใครเสียเลย
          วันแรกของโรงเรียนอนุบาล เด็ก ๆ ควรจะเรียนกันแต่ว่า "แม่คือใคร" อย่างนี้ดีกว่าเรียนหนังสือ ไม่ต้องอุตริให้เรียนภาษาต่างประเทศไปตั้งแต่ชั้นอนุบาล โตแล้วก้ไม่รู้ว่าแม่นี่คืออะไร แม่มีบุญคุณอย่างไหรก็ไม่รู้
          แม่ควรอบรมนิสัยจิตใจ ให้ลูกมันมีความรู้สึกสูง แม่ควรจะพาลูกไปร้านอาหารที่อร่อย ๆ ของเล่นของแต่งตัวที่มีราคาแพง แล้วก็บอกลูกว่า "ทั้งหมดนี้เขามีไว้สำหรับทำให้เราโง่" เด็ก ๆ จะรู้จักคิดไปตั้งแต่เล็ก ๆ ว่า ทั้งหมดนี้มันมีไว้ สำหรับทำให้เราโง่อย่างไน ของแต่งตัวสวย ๆ ของกินอร่อย ๆ ของเล่นตุ๊กตาที่น่ารักอะไรก็ตาม ทั้งหมดนี้แม่จะบอกว่ามีไว้สำหรับทำให้เราโง่ แล้วลูกมันจะคิดอย่างไร มีเหตุมีผลอย่างไรก็ค่อยรู้กันเอง
          สอนให้ลูกรู้ว่าเราจะต้องทำอย่างไรเราควรมีอะไรควรกินอะไร ควรใช้อะไรควรบูชาอะไร ควรทนุถนอมอะไร ถึงจะเป็นการถูกต้องที่สุด บอกให้ลูกรู้ว่า เรื่องกินก็ดี เรื่องกามก็ดี เรื่องเกียรติก็ดี มันมีลักษณะเหมือนกับดาบสองคม ใช้ไปทางหนึ่งก็วินาศ ใช้ไปทางหนึ่งก็เจริญเด็ก ๆ ควรจะรู้ปรมัตถ์เรื่อง "ตัวกู-ของกู" ดีอย่างไร เสียหายอย่างไร ทีละเล็กทีละน้อยขึ้นมาตามสมควร ตามความเหมาะสม
          เด็ก ๆ จะต้องรู้จักอดทน เสียสละเพื่อแม่ ให้สมกับความเจ็บปวดที่แม่ได้รับเมื่อคลอดเรามา ให้เด็ก ๆ เขารู้จักมีอะไร เพื่อจะได้ทำหน้าที่ถูกต้องเป็นผาสุก ไม่ใช่เพื่อยึดมั่นถือมั่น ลูกควรจะรู้ว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร จะปฏิเสธความเกิดมานี้ ไม่ได้ เพราะมันเกิดมาแล้ว มันมีแต่ว่าต่อไปต้องทำอะไร
          ทีนี้จะดูถึงข้อที่ว่า แม่พ่อจะต้องส่งเสริมลูกอย่างไร คือส่งเสริมสัญชาตญาณอย่างไร เด็ก ๆ ทารกมีสัญชาตญาณแห่งการรักดี ดูเถิด พอเราบอกว่า "ดี-ดี" เขาก็ดีใจ ตบพุงแป๊ะ ๆ แป๊ะ ๆ เด็ก ๆ ก็ชอบทำงาน ชอบขอมาทำงาน บอกว่านี่หนูทำเอง นี่หนูทำเอง ก็ต้องส่งเสริมสัญชาตญาณแห่งการชอบทำงานนี้ให้ยิ่งขึ้นไปตลอดชีวิต
          เด็ก ๆ จะต้องรู้จักรักผู้อื่น รู้จักสังคมกับผู้อื่น เราจะต้องช่วยเพื่อน เราจะต้องมีเพื่อน ถ้าเราไม่ช่วยเพื่อน เราก็อยู่ไม่ได้ แล้วเราก็กลายเป็นคนมีนิสัยที่เลว เด็ก ๆ ทำงานให้สนุกรู้จักเป็นสุขเมื่อกำลังทำงาน ที่รู้สึกว่าเป็นการถูกต้อง เป็นสุขที่แท้จริง ไม่ต้องใช้เงิน เด็กนี้โตขึ้นก็จะรู้จักแสวงหาความสุขใจโดยไม่ต้องใช้เงิน ชีวิตกับการงานนั้นต้องสิ่งเดียวกันไปเสียเลยงานคือเกียรติยศสูงสุดของคน การทำงานให้สนุกนี้เป็นหลักสำคัญที่สุด คือการเดินทางถูกต้องตามกฎของ "อิทัปปัจจยตา" ใครทำงานสนุก คนนั้นเดินตามกฎ "อิทัปปัจจยตา" อย่างยิ่ง
          ทีนี้ลูกโตแล้ว ลูกโตขึ้นมาเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้ว ควรจะชี้ให้เห็นในส่วนที่ลึกขึ้นไป ในฐานะที่เป็นปรมัตถ์ ให้รู้ว่ากามารมณ์กับการสืบพันธุ์นั้นเป็นคนละเรื่องกัน กามารมณ์เป็นเรื่องของกิเลส มีผลคือบ้าลูกเดียว บ้าลูกเดียว เป็นเรื่องของกามารมณ์ อย่าไปหลงเป็นทาสมัน แต่เรื่องสืบพันธุ์นั้นเป็นหน้าที่ของมนุษย์ ต้องประพฤติกระทำอย่างถูกต้อง เดี๋ยวนี้คนหนุ่มสาวเอาเรื่องกามารมณ์ไปปนกับเรื่องการสืบพันธุ์ แล้วปฏิบัติผิด มันก็เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ เพราะเกิดมาเป็นทาสของกามารมณ์ ใครเขาจะหลงใหลก็ตามใจเขาเราไม่เอา
          ไม่ต้องแต่งงานสมรสเพราะกิเลสตัณหา แต่ต้องแต่งงาน เพราะความรู้สึกผิดชอบชั่วดีว่าเราต้องมีหน้าที่สืบพันธุ์มนุษย์ไว้ ให้มนุษย์เดินทางไปถึงนิพพานให้จงได้ ช่วงคนนี้ไปไม่ถึง ช่วงคนหน้าก็ไปให้ถึง การแต่งงานเพื่อแบ่งภาระกันให้มนุษย์ได้ทำหน้าที่ของมนุษย์สมบูรณ์ สะดวก โดยเร็วและโดยง่าย การแต่งงานเพื่อเป็นคู่คิด เพื่อช่วยกันให้เกิดความง่ายในการก้าวไปข้างหน้า เพื่อความสมบูรณ์แห่งความเป็นมนุษย์ แม้จะพูดว่าเป็นเพื่อนเดินทางไปสู่นิพพานก็ไม่ผิด แต่คนเขาจะหัวเราะเยาะ นั่นมันคนโง่ ไม่ต้องไปสนใจ
          การสมรสการแต่งงานเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระความยากความลำบากของความเป็นมนุษย์ให้มันง่ายเข้า ไม่ใข่เพื่อมาหลงใหลในกามารมณ์ เหมือนที่เขาทำกันอยู่โดยมาก เสียสละทุกสิ่งทุกอย่างแพงมาก เพื่อการสมรสและแต่งงานแต่เพื่อกามารมณ์ไม่ได้เพื่อการก้าวหน้าไปของความเป็นมนุษย์ สู่จุดหมายปลายทางของความเป็นมนุษย์ ระวังให้ดี การพูดอย่างนี้ มันถูกด่าทุกที มีผู้เอาไปพูด แต่ก็ยังไม่พ้นจากการถูกด่า แต่อาตมาก็ยังขอพูดอยู่อย่างนี้ แม่จะสอนให้ลูก ๆ ให้รู้ว่า ชีวิตคืออะไร การสมรสคืออะไร ใครจะด่าก็ตามใจ เราจะทนทำไปเพื่อการบูชาคุณของแม่เองนั้นก็ยังได้
          แม่ทั้งหลายล้วนแต่ต้องการให้ลูกรอด และต้องการให้ลูกไปได้ไกลกว่าพ่อแม่ด้วยกันทั้งนั้น
          ทีนี้วันแม่ สรุปความวันนี้เป็น วันแม่ ต้องพูดกันถึงหน้าที่ของแม่ ต้องพูดกันถึง พระคุณแม่ ในแง่ที่เป็นปรมัตถวิจารณ์ คือพินิจพิจารณากันในส่วนลึกของความหมาย เรียกว่า ปรมัตถวิจารณ์ การพูดอย่างนี้ก็ยังคงอยู่ในชุดของการบรรยาย เรื่องประมัตถธรรมกลับมา เพื่อเป็นรากฐานของศีลธรรม การปฏิบัติให้ถูกต้องต่อแม่พ่อ หรือแม่พ่อปฏิบัติถูกต้องต่อลูกนี้ก็เป็นเรื่องศีลธรรมที่เว้นไมได้ ที่จะเป็นที่สุด เพราะการที่จะปฏิบัติให้ถูกต้องโดยแท้จริงนั้น ต้องมีความรู้ในส่วนปรมัตถธรรม คือในส่วนลึกที่สุด ที่มองเห็นยาก
          ต้องใช้สติปัญญาพิจารณาว่าความเป็นพ่อคืออะไร ความเป็นแม่คืออะไร ความเป็นลูกคืออะไรกระทั่งความเป็นหลานเหลนสืบ ๆ ไป คืออะไร เขาก็จะปฏิบัติได้ถึงความหมายในส่วนลึก จะได้รับประโยชน์ในส่วนลึก มิใช่สักว่า เกิดมาแล้วก็หลงใหลในกามารมณ์ อย่างดีก็สืบพันธุ์ในลักษณะเหมือนกับที่สัตว์เดรัจฉานสืบพันธุ์ ไม่มีความม่งหมายอะไรมากไปกว่านั้นนี่ก็เพราะว่า ไม่รู้ว่าแม่คืออะไร ไม่รู้ว่าแม่คือผู้สร้างดวงวิญญาณของลูก ตั้งแต่วันแรกที่ลูกเกิดมา
          แม่ทำหน้าที่อย่างหนึ่ง พ่อทำหน้าที่อย่างหนึ่ง ถ้าแม่ไปทำหน้าที่ของพ่อ โลกนี้ก็จะไม่มีแม่แล้วมันจะเป็นอย่างไร มันจะไม่มีสิ่งผูกพันอันลึกซึ้งในเรื่องความรักในเรื่องความกตัญญูมันไม่สมกับที่ว่าคำว่า "แม่" นี้มาก่อนคำว่า "พ่อ" ในภาษาธรรมะภาษาบาลีภาษาศาสนาจะพูดว่า "มาตาปิตา" ว่า "แม่พ่อ"ไม่ได้พูดว่า "ปิตามาตา"ไม่เคยพบเลย เพราะ "แม่" มีความสัมพันธ์ในส่วนที่ว่ามาก่อน ลูกจะเรียก "แม่" ชัดก่อนที่เรียก "พ่อ" คำว่า "แม่" ออกเสียงง่าย สำหรับลูกเด็กทารกอย่างนี้เป็นต้น
          ขอให้สนใจว่า แม่จะนำหน้าที่ในการสร้างอุปนิสัยชีวิตวิญญาณในด้านลึกของลูก เราจึงควรพิจารณากันในลักษณะที่ว่าเป็นปรมัตถวิจารณ์ ปรมัตถธรรมอย่างนี้มาแล้วศีลธรรมก็จะมีรากฐานที่มั่นคงจะก้าวหน้าถูกต้องและลึกซึ้ง มันเป็นกฎของอิทัปปัจจยตา "อย่างนี้เอง" ชีวิตทุกก้าวย่าง ต้องเดินตามกฎของอิทัปปัจจยตา ไม่ว่าจะอยู่เป็นชาวนา หรือว่าจะบรรลุนิพพานมันเป็นกฎที่เฉียบขาดว่า เราทุกคนจะต้องเดินให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติอันเฉียบขาด เหมือนกับพระเป็นเจ้า
          แม่ก็มีหน้าที่สร้างโลกเหมือนกับพระเป็นเจ้า เพราะเกิดมาก็สร้างอุปนิสัยของเด็กทุกคนในโลก จนโตขึ้นมาแล้วก็จะได้เป็นพลโลกที่ดี แม่ก็สร้างโลกนี้เหมือนกับที่พระเจ้าสร้างโลก และก็โดยกฎของพระเจ้าผู้สร้างโลก คือกฎของอิทัปปัจยตานั่นเอง จะเดินตามกฎของอิทัปปัจยตา ไม่ว่าจะอยู่เป็นชาวนาหรีอว่าจะบรรลุนิพพานพูดอย่างนี้ก็หมายความว่าให้มัน หมดจดสิ้นเชิงถ้าจะอยู่กันในระดับต่ำ เป็นขาวนาหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องมันก็ต้องเดินตามกฎของอิทัปปัจยตา แม่ของชาวนาก็ต้องเป็นแม่ที่ถูกต้อง เป็นแม่ที่เป็นอาจารย์ของลูกที่ดี เป็นพระพรหมของลูกที่ดี เป็น "อาหุเนยยบุคคล" ของลูกที่ดี ไม่มีอะไรดีไปกว่าแม่ ในแง่นี้ของลูกแต่ละคน ๆ จึงว่าแม้จะอยู่เป็นชาวนาก็ต้องเดินตามกฎของอิทัปปัจยตา
          ทีนี้ถ้าจะก้าวหน้าหรือจะบรรลุนิพพานอันสูงสุด ก็ยิ่งต้องเดินตามกฎของอิทัปปัจยตาให้ถูกต้องทุกกระเบียดนิ้วเป็นลำดับ ๆ ไป มันก็จะไม่เหลือวิสัยที่คนเราจะบรรลุนิพพานคือ มีชีวิตอันเหยือกเย็น ต้องได้ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ตายแล้วก็ไม่ต้องสงสัย เรียกว่ามีชีวิตเยือกเย็นทีนี่และเดี๋ยวนี้ จะได้รับประโยชน์กว่า ถ้าที่นี่เดี๋ยวนี้ได้รับ ตายแล้วก็ไม่ต้องสงสัยไม่ต้องเป็นห่วงต่อเรื่องตายแล้ว ขอแต่ให้ทำให้ถูกต้องที่นี่และเดี๋ยวนี้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ จะเป็นการรับประกันตลอดไป
          นี่แม่จะต้องปลูกฝังความรู้อันนี้ให้แก่ลูก ลูกก็จะเดินถูกทาง มันก็เลยพร้อมที่จะเป็นแม่ที่ดีเป็นพ่อที่ดีสืบต่อๆ กันไปในอนาคต ทั้งหมดนี้เราเรียกว่า "ปรมัตถวิจารณ์เกี่ยวกับพระคุณของแม่" ดูพระคุณของแม่ในด้านลึก แล้วก็จะได้เคารพรักกตัญญูเชื่อฟังพ่อแม่กันอย่างสูงสุด เพื่อเตรียมตัวเป็นพ่อแม่ที่ดีสืบไปในเมื่อถึงรอบเวรของตนเข้า
          ปรมัตถวิจารณ์นี้ ขอให้เป็นที่สนใจแก่บุคคลทั้งหลายที่เป็นพ่อเป็นแม่ เป็นความรู้ที่ต้องใช้ทั้งแก่เด็กที่กำลังอมมือและแก่เด็กที่หัวหงอกแล้ว อย่าได้มีอะไรผิดพลาดในเรื่องหน้าที่ของแม่และลูกต่อไปอีกเลย หวังว่าพ่อแม่และลูกหลายทั้งหลายจะมีความรู้เรื่องนี้อย่างเพียงพอ ปฏิบัติแล้วไม่บกพร่องในหน้าที่ของตน ๆ จะได้ประสบความสุขในฐานะที่เป็นมนุษย์อยู่ทุกทิพาราตรีกาลเป็นแน่นอน"
 
เพลงที่กล่าวถึงแม่
 
 
แม่ครับผมคิดถึงแม่ครับ