Thursday, October 31, 2013

สุขแท้ด้วยปัญญาในสถานการณ์ขัดแย้ง

สุขแท้ด้วยปัญญาในสถานการณ์ขัดแย้ง
โดย พระไพศาล วิสาโล



      การที่เราจะมีความสุขท่ามกลางสถานการณ์ที่ขัดแย้งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดยเฉพาะเมื่อเหตุการณ์นั้นลงเอยด้วยความแตกหักจนมีการทำร้ายและสร้างความพินาศให้แก่กันและกัน ในสถานการณ์เช่นนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายที่เราจะรักษาใจให้เป็นสุขได้ แต่นี่ก็เป็นการบ้านที่ท้าทายสติปัญญาของเรา
       พุทธศาสนานั้นสอนว่า ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นกับเรา จะดีหรือร้ายก็ตาม เราต้องหาประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้นให้ได้ แม้ว่ามันจะกลายเป็นอดีตไปแล้ว อีกทั้งการไปนึกถึงมันจะทำให้เจ็บปวดก็ตาม แต่สิ่งที่ควรทำย่อมไม่ใช่การละเลยหรือหลงลืมมัน คนเรานั้นสามารถที่จะจดจำเหตุการณ์หรือประสบการณ์อันเลวร้ายได้โดยที่ไม่รู้สึกเจ็บปวด “จำโดยไม่เจ็บ”นั้นเป็นไปได้ แต่ถ้าจำไม่เป็นก็จะเจ็บปวดเคียดแค้น
        จำโดยไม่เจ็บหมายความว่าเราสามารถมองทะลุเหตุการณ์ จนกระทั่งสามารถเก็บเกี่ยวบทเรียนที่จะเป็นประโยชน์ต่อชีวิตและสังคมของเรา ความทรงจำที่เจ็บปวดหรือความทรงจำอันเลวร้ายนั้นมันมีพิษภัยหรือหนามแหลมที่ทิ่มแทงใจ แต่เราต้องฉลาดในการถอนพิษหรือถอนหนามแหลมออกจากความทรงจำนั้น ถ้าเราถอนพิษหรือหนามแหลมได้ ความทรงจำนั้นจะไม่ทำร้ายเราอีกต่อไป ตรงกันข้ามเมื่อใคร่ครวญถึงมัน เราจะได้รับบทเรียนที่เป็นประโยชน์อย่างมาก
        มนุษย์เราไม่มีความสามารถพอที่ จะกำหนดหรือควบคุมให้มีสิ่งดี ๆ เกิดขึ้นกับเราตลอดเวลา แต่เรามีอิสรภาพพอที่จะเลือกได้ว่า จะยอมให้ประสบการณ์ที่ไม่ดีนั้นมาทำร้ายจิตใจเราได้มากน้อยแค่ไหน เราสามารถเลือกได้ว่าจะมีปฏิกิริยาหรือรู้สึกกับมันอย่างไร อีกทั้งเรายังมีอิสรภาพที่จะให้ความหมายใหม่แก่เหตุการณ์เหล่านั้น พูดง่ายๆ คือเราสามารถจะเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดีได้ แม้ว่าเราจะเปลี่ยนอดีตไม่ได้ แต่เราสามารถเปลี่ยนความหมายของมันหรือเก็บเกี่ยวบทเรียนจากมันได้ ความตายหรือความสูญเสียนั้นจะมองว่าเป็นเคราะห์ก็ได้ หรือมองว่าเป็นโชคที่ฝึกใจเราให้เข้มแข็งหรือสอนใจเราให้ฉลาดก็ได้ มันจะเป็นเคราะห์หรือโชคอยู่ที่เราเลือก อยู่ที่มุมมองของเรา
         อาตมาคิดว่าความขัดแย้งในช่วงสองเดือนที่ผ่านมาให้บทเรียนกับเราอย่างน้อย สี่ประการถ้าเราเข้าใจก็สามารถจะซึมซับรับเอาบทเรียนนั้นมาเป็นต้นทุนในการ สร้างความสุขให้แก่เราได้ หรืออย่างน้อยก็ป้องกันไม่ให้เกิดความทุกข์อย่างเดียวกันนี้ได้ในอนาคต บทเรียนอะไรบ้างที่เราสามารถจะเก็บเกี่ยวได้จากเหตุการณ์ที่ผ่านมา อาตมาไม่มีเวลาที่จะอธิบายมาก แต่อยากจะฝากข้อคิดเอาไว้อย่างน้อยสี่ประการ ก็คือว่า
       ๑. คนเราเมื่อเราหลงติดในตัณหามานะทิฏฐิ เต็มไปด้วยความโกรธเกลียด ก็สามารถทำอะไรได้ทั้งนั้น รวมทั้งทำร้ายกันและกันด้วย (ตัณหาคือความติดยึดในผลประโยชน์ ทิฏฐิคือความติดยึดในความคิดเห็นรวมทั้งอุดมการณ์ มานะคือความถือตัวว่าสูงกว่า ถูกต้องกว่า ประเสริฐกว่า ดีกว่า)
        ๒. ถ้าเราใช้ความรุนแรงเพื่อแก้ไขความขัดแย้ง จะไม่เกิดผลดีแก่ใครเลย เพราะทุกฝ่ายจะกลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้
        ๓. เมื่อทุกฝ่ายต้องการเอาชนะ ไม่ยอมถอย ย่อมก่อความพินาศแก่กันและกันรวมถึงส่วนรวมด้วย
         ๔. สังคมใดที่มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและมีความไม่เป็นธรรม ย่อมเกิดความแตกแยกและหนีความรุนแรงไม่พ้น
        ถ้าหากว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาจะมีประโยชน์แก่สังคมไทย ก็อยู่ตรงที่มันชี้ให้เราเห็นถึงบทเรียนสี่ประการที่ว่า (ความจริงบทเรียนอาจมีมากกว่านี้) เราจะต้องจดจำบทเรียนเหล่านี้เพื่อนำพาชีวิตและสังคมไทยให้หลุดพ้นขวากหนามรวมทั้งกับดักความรุนแรง ถ้าเราทำอย่างนี้ได้ก็จะนำพาสังคมไทยให้ถึงซึ่งความสุข เป็นสุขที่เกิดจากปัญญา เป็นสุขที่พร้อมเผชิญหน้ากับความจริง ไม่ใช่หลีกหนีความจริง ไม่ใช่เอาแต่เรียกร้องให้สมานสามัคคีกันด้วยคำขวัญ หรือด้วยการขอร้องให้เราลืมเหตุการณ์ในอดีต
        ที่พูดมานี้คือหนทางสู่ความสุขด้วยปัญญา แต่เป็นความสุขในระดับสังคม หรือในระดับ
         ประเทศชาติ แต่ความจริงเฉพาะหน้าในตอนนี้คือว่า ผู้คนทั้งหลายมีความทุกข์กันมาก ช่วงนี้เราก็คงได้ยินผู้คนเรียกร้องว่า “ขอความสุขคืนกลับมา” มีการร้องเพลงขอความสุขคืนกลับมา อันนี้เป็นเรื่องที่ดีมากเลย แต่ว่าเท่านี้คงไม่พอ แม้ความสุขกลับคืนมา แต่ถ้าใจเราไม่เปิดรับความสุข เราก็ไม่มีวันเป็นสุขได้ ตอนนี้ความสุขอาจจะคืนกลับมาแล้วก็ได้ แต่เราต้องถามตัวเองว่าใจเราเปิดรับความสุขแล้วหรือยัง คนเป็นจำนวนมากใจยังไม่เปิดรับความสุข ความสุขมาแล้ว แต่ใจยังไม่ยอมเปิด เหมือนกับเพื่อนรักที่มาอยู่หน้าประตูแล้ว แต่เราไม่ยอมเปิดประตู

         เราจะมีความสุขได้ใจเราต้องเปิด รับความสุขเสียก่อน แต่ที่ใจยังปิดก็เพราะว่ามันมีอะไรบางอย่างขวางกั้นอยู่ มีอะไรบ้างที่ขวางกั้นไม่ให้ใจเปิดรับความสุข ประการแรกคือความโกรธเกลียด ความโกรธเกลียดที่ฝังแน่นในใจเป็นตัวขวางกั้นใจไม่ให้เปิดรับความสุข ถ้าเราไม่สามารถจัดการกับความโกรธเกลียดในใจได้ก็ยากที่จะมีความสุข จะมีก็แต่ความรุ่มร้อนในจิตใจ เราจะทำให้ความโกรธเกลียดคลายไปจากใจได้อย่างไร มีหลายวิธี แต่วิธีหนึ่งที่อยากจะพูดให้เข้ากับหัวข้อในวันนี้คือการเห็นความเป็นมนุษย์ ของกันและกัน เราโกรธเกลียดก็เพราะเห็นผู้อื่นเป็นศัตรู และเมื่อเราเห็นใครเป็นศัตรูเราก็จะไม่เห็นเขาเป็นมนุษย์ เราจะเห็นเขาเป็นปีศาจ เป็นยักษ์มาร หรือว่าต่ำกว่าความเป็นมนุษย์นั่นคือเป็นเดรัจฉาน คนเราจะไม่สามารถทำร้ายกันได้ถ้าเราเห็นซึ่งกันและกันเป็นมนุษย์ และเราจะโกรธเกลียดกันไม่ได้ถ้าเราเห็นความเป็นมนุษย์ของกันและกัน ทุกวันนี้เราติดป้ายตีตราอันเลวร้ายให้แก่กันและกันจนไม่สามารถมองเห็น มนุษย์ของกันและกันได้ อันนี้เป็นประเด็นแรกที่อยากจะชวนให้เราทำกัน
        ถ้าเราเห็นความเป็นมนุษย์ของกันและกันแล้ว เราจะโกรธเกลียดกันได้ยาก และเราจะไม่เห็นว่าเขาเป็นศัตรู แต่เราจะเห็นว่าศัตรูที่แท้จริงคือความโกรธ ความเกลียด ความพยาบาท มนุษย์ไม่ใช่ศัตรูของเรา ความโกรธ ความเกลียด ความโลภ ความเห็นแก่ตัวต่างหากที่เป็นศัตรู ถ้าเราเห็นมนุษย์เป็นศัตรูเราจะใช้ความรุนแรงเพื่อกำจัดเขา แต่ถ้าเราเห็นความโกรธความเกลียดเป็นศัตรู เราจะหันมาใช้ความรัก หันมาใช้ความเมตตา หันมาใช้ความดี

        การมีขันติธรรมก็สำคัญเพราะทำให้เราสามารถอดทนต่อความเห็นที่แตกต่างกันได้ เราโกรธเกลียดเพราะว่าเราทนไม่ได้กับความเห็นที่แตกต่างจากเรา ใครก็ตามที่เห็นต่างจากเรา เราก็จะผลักเขาให้ไกลออกไป แม้ว่าคนนั้นจะเป็นคนที่เรารัก เป็นพี่เป็นน้อง เป็นภรรยาเป็นสามี เพียงแค่เห็นต่างจากเรา เราก็ผลักเขาออกไปไกล จนมองเขาเป็นศัตรู

        อย่างไรก็ตามขันติธรรมจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีปัญญา คือการเห็นความจริงว่ามนุษย์เรานั้นแตกต่างกันได้ แม้แต่เราเองวันนี้ก็ยังคิดไม่เหมือนกับเมื่อวาน แม้แต่เราเองก็ยังเถียงกันอยู่ในใจ ราวกับมีสองคนอยู่ในตัวเราเวลาจะทำอะไรก็ตาม แม้แต่เวลาจะไปเที่ยว ดังนั้นความแตกต่างจึงเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าเรามีปัญญาเห็นความจริงข้อนี้ เราก็จะอดทนต่อความแตกต่างและมีความใจกว้างได้
         ปัญญายังช่วยให้เราเห็นด้วยว่า มันไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน คนที่เกลียดกันวันนี้ วันหน้าก็อาจจะรักกันได้ คนที่เคยพยายามเข่นฆ่ากันเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว หลัง ๖ ตุลา ๑๙ ทหารกับนักศึกษาประชาชนจำนวนหนึ่งได้จับอาวุธเข่นฆ่ากัน ฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายรัฐ ฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายคอมมิวนิสต์ แต่ว่าวันนี้คนที่เคยไล่ล่าเข่นฆ่ากันก็กลับมาเป็นเพื่อนกัน อยู่พรรคการเมืองเดียวกัน เล่นกอล์ฟก๊วนเดียวกัน ร้องเพลงคาราโอเกะด้วยกัน
        ถ้าเรามีปัญญาสามารถเห็นความจริงในมุมที่กว้างไกลก็จะตระหนักว่าคนที่โกรธเกลียดกันในวันนี้ พรุ่งนี้ก็อาจจะเป็นเพื่อนกันได้ แล้วเราจะเข่นฆ่ากันไปทำไม ปัญญาทำให้เรามองไกลและใจกว้าง ทำให้เราโกรธเกลียดกันได้ยาก รวมทั้งสามารถคลายความโกรธเกลียดลงได้ ไม่ใช่กดข่มความโกรธเกลียดเอาไว้ แต่ว่ารู้ทันมัน รู้ว่าเป็นธรรมดา แล้วมันก็จะหายไป
         นอกจากความโกรธเกลียดแล้ว ยังมีอารมณ์อย่างอื่นอีกที่ขวางกั้นใจไม่ให้เปิดรับความสุข เช่น ความเจ็บแค้น ความเศร้าโศก อันนี้ก็สืบเนื่องมาจากการที่ต้องสูญเสียสิ่งรัก ต้องสูญเสียคนรัก ซึ่งมีอยู่จำนวนมากเวลานี้ ไม่ว่าเหลืองหรือแดง ก็ล้วนแต่เป็นผู้ที่สูญเสีย พ่ายแพ้ เป็นผู้ที่ต้องเจ็บปวด เศร้าโศก สิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้เราคลายความเศร้าโศกได้ คือการได้เห็นความทุกข์ของผู้อื่น เมื่อเรารู้ว่ามีคนอื่นที่ทุกข์เหมือนเรา หรือทุกข์ยิ่งกว่าเรา เราก็จะทำใจยอมรับความสูญเสีย ยอมรับความเจ็บปวดได้ง่ายขึ้น อาจจะยอมรับไม่ได้ทั้งหมด แต่ว่ามันช่วยได้
         เมื่อเราเปิดใจรับรู้ความทุกข์ของผู้อื่น รวมทั้งความทุกข์ของผู้ที่อยู่คนละฝ่ายกับเรา มันจะช่วยทำให้เราเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับตัวเขาได้ เพราะเวลารู้สึกว่าเราเป็นฝ่ายถูกกระทำ และอีกฝ่ายเป็นผู้กระทำเรา เราจะมีความเคียดแค้น แต่ถ้าเราเปิดใจรับรู้ความทุกข์ของฝ่ายตรงข้ามและพบว่าเขาเองก็เป็นผู้สูญเสียเหมือนกัน เราไม่ได้เป็นผู้ถูกกระทำฝ่ายเดียวเท่านั้น เขาเองก็  ถูกกระทำด้วยเช่นกัน เราต่างสร้างความทุกข์ให้กันและกัน และเราก็เป็นผู้รับผลพวงแห่งความทุกข์เสมอหน้ากัน ก็จะทำให้เราเห็นผู้อื่นเป็นเพื่อนทุกข์ ไม่ใช่ศัตรู มันจะช่วยทำให้เราคลายความเศร้าโศก คลายความคับแค้นได้
         มาถึงตรงนี้พอเราเห็นว่าทุกคนเป็นเพื่อนทุกข์ การที่จะหันหน้าเข้าหากัน ปรับ ทุกข์แก่กันและกัน หรือแม้แต่การให้อภัยกันก็เกิดขึ้นได้ ไม่ว่าใครก็ตามที่ประสบความทุกข์เวลานี้ อยากจะให้ตระหนักว่าไม่มีใครจะทำให้เราทุกข์ใจได้นอกจากตัวเราเอง คนอื่นนั้นทำได้อย่างมากก็แค่ทำลายทรัพย์สินของเราหรือว่าทำร้ายร่างกายของเรา แต่ไม่สามารถทำร้ายจิตใจเราได้ คนเดียวที่ทำร้ายจิตใจเราได้คือตัวเราเอง เราทำร้ายจิตใจตัวเองด้วยการเก็บสะสมความโกรธ ความคับแค้น รวมทั้งความอาลัยในอดีต
         เมื่อใครบางคนพบว่าตัวเองเป็นมะเร็ง ก้อนมะเร็งนั้นทำได้อย่างมากก็แค่บั่นทอนร่างกายของเขา แต่ไม่สามารถบั่นทอนจิตใจเขาได้ มีแต่เจ้าตัวนั่นแหละที่จะทำร้ายจิตใจของตัวเอง เราทำร้ายจิตใจด้วยการยึดติดในสิ่งที่ผ่านไปแล้ว ไม่ยอมปล่อยวางความโกรธ ความคับแค้น ความเศร้าโศก หลวงพ่อชา สุภัทโท พูดไว้น่าฟังว่า “ทุกข์มีเพราะยึด ทุกข์ยืดเพราะอยาก ทุกข์มากเพราะพลอย ทุกข์น้อยเพราะหยุด ทุกข์หลุดเพราะปล่อย”
        ใครก็ตามที่มีความทุกข์เวลานี้ อาตมาอยากจะให้ตระหนักว่าไม่มีใครทำให้เราทุกข์ใจได้นอกจากตัวเราเอง คนอื่นนั้นเขาทำได้อย่างมากก็แค่ทำลายทรัพย์สินของเรา หรือทำให้เราเจ็บป่วย แต่จิตใจนั้นไม่มีใครทำร้ายได้นอกจากตัวเราเอง ถ้าเข้าใจเช่นนี้เราก็จะตระหนักว่าอิสรภาพที่จะหลุดจากความทุกข์นั้นมีอยู่ แล้วในใจเรา แต่จะทำเช่นนี้ต้องเห็นความจริง เข้าใจความจริง คือมีปัญญาอย่างที่อาตมาว่า
         อาตมาได้พูดถึงความโกรธความเกลียดความเศร้าโศกแล้ว อีกตัวหนึ่งที่เป็นภูเขาขวางกั้นไม่ให้ใจเราเปิดรับความสุขที่มาอยู่ตรงหน้า แล้ว ก็คือความหดหู่เศร้าหมอง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้เราบางคนท้อแท้ สิ้นศรัทธาในมนุษย์ หมดหวังในบ้านเมือง แต่อาตมาอยากจะบอกว่า ไม่มีคืนไหนที่มืดมิดไปตลอด ที่สุดของความมืดมิดคือฟ้าสางและอรุณรุ่ง บ้านเมืองเราไม่ใช่เพิ่งเคยเจอเหตุการณ์นี้เป็นครั้งแรก นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่คนไทยรู้สึกหดหู่เศร้าหมองหรือท้อแท้สิ้นศรัทธาใน มนุษย์ อาตมาเองก็เคยผ่านเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ผู้คนสิ้นศรัทธาในมนุษย์ หมดหวังในบ้านเมือง นั่นคือเหตุการณ์ ๖ ตุลา ๑๙ การประหัตประหารที่ธรรมศาสตร์และสนามหลวง ทำให้หลายคนรวมทั้ง  อาตมาเองสิ้นศรัทธาในมนุษย์ หมดหวังในบ้านเมือง และยิ่งมีรัฐประหารใน คืนนั้น ก็เป็นอันว่าสงครามกลางเมืองกำลังจะเกิดขึ้นแล้ว เพราะว่าฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวาจะสู้กันอย่างถึงที่สุด แต่ว่าเราก็ผ่านเหตุการณ์นั้นมาได้ เรากลับมามีศรัทธาในมนุษย์ขึ้นมาใหม่ เรากลับมามีความหวังในบ้านเมืองอีกครั้งหนึ่ง และกลับมามีพลังที่จะสร้างสรรค์ความดีงาม
         แต่ว่าเป็นธรรมดาที่คนเราชอบหลงลืม ผ่านไปเพียงแค่ชั่วอายุคนหนึ่งเราก็ลืมไปแล้วว่าเมืองไทยเคยผ่านเหตุการณ์ อะไรมาบ้าง แล้วเราก็ทำซ้ำรอยเหตุการณ์ในอดีต ๖ ตุลาผ่านไปไม่ถึง ๒๐ปีก็มีพฤษภาทมิฬ ๓๕ พฤษภาทมิฬผ่านไปไม่ถึง ๒๐ ปีก็มี ๑๙ พฤษภา ๕๓ แต่ถ้าเราไม่หลงลืมจนเกินไปเราก็จะเชื่อมั่นว่าในที่สุดบ้านเมืองของเราก็จะ สามารถฝ่าพ้นวิกฤตการณ์ได้ ถ้าเรามีทัศนะที่ยาวไกลในเชิงประวัติศาสตร์แบบนี้ ไม่จำเป็นต้องพูดถึงการเปรียบเทียบกับประเทศข้างเคียง เช่นเขมรซึ่งเคยผ่านเหตุการณ์ที่เลวร้ายยิ่งกว่าเรา เวียดนามที่ประสบเหตุที่เลวร้ายกว่าเรามาก เขาก็ยังสามารถฟันฝ่ามาจนถึงวันนี้ วันที่อนาคตกำลังสดใส ถ้าเรามองในแง่นี้อาตมาเชื่อว่าเราจะมีความหวังกับบ้านเมืองและจะมีศรัทธาใน มนุษย์ขึ้นมาใหม่
         ที่พูดมาทั้งหมดนี้เป็นการทำใจของตัวเองไม่ให้ทุกข์ระทมกับสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นการเปิดใจให้ความสุขกลับคืนสู่ชีวิตของเรา แต่สิ่งที่ควรทำไม่ใช่มีเพียงเท่านี้ เราสุขคนเดียวไม่พอ ต้องพยายามช่วยให้คนอื่นเขาสุขด้วย เมื่อสองสามวันก่อนอาตมาได้อ่านบันทึกของเพื่อนคนหนึ่งที่เขียนไว้ในเฟสบุ๊ค เขาเขียนให้ชวนคิดได้ดีทีเดียว เขาบอกว่า “ถ้าจะมีธรรมะหรือแนวทางอะไรที่ทำให้ผมมีความสุข หลุดออกจากความทุกข์ที่มีอยู่ในตอนนี้ตามลำพังได้ ผมปฏิเสธนะครับ ผมไม่เอา แต่ถ้ามีแนวทางใดที่นำพาพี่น้องไปสู่หนทางที่เป็นธรรม แม้ผมจะทุกข์ระทมผมจะทำ”
            อันนี้เป็นข้อคิดที่ดีว่าในยามนี้หากเราจะสุขคนเดียว หรือพ้นทุกข์โดยลำพัง ย่อมไม่สมควร ตราบใดที่คนอื่นเขายังมีความทุกข์ เราควรร่วมทุกข์กับเขา แต่ไม่ใช่ร่วมทุกข์โดยที่ใจเราก็ทุกข์ไปด้วย อันนี้อาตมาไม่เห็นด้วย เมื่อเราทำใจเปิดรับความสุขแล้ว ไม่ควรพอใจหรือหยุดเพียงเท่านั้น แต่ว่าจะต้องเข้าไปร่วมทุกข์กับเพื่อนมนุษย์ เพื่อนคนไทย เพื่อช่วยให้เขามีความสุขและพ้นจากทุกข์ด้วย ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราจะต้องให้ความสำคัญมาก

        เพราะฉะนั้นอาตมาจึงอยากจะเชิญชวนทุกคนว่า เมื่อเยียวยาจิตใจตนเองได้แล้ว อย่าหยุดเพียงเท่านั้น แต่ให้กล้าที่จะออกไปช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ไม่ว่าสีใด อุดมการณ์ใด ให้เขาออกจากทุกข์ อย่างน้อยก็อย่าไปซ้ำเติม อย่าไปทับถมให้เขาเจ็บปวดเคียดแค้นมากขึ้น นี่คือสิ่งที่เราทำได้เป็นอย่างแรก คำพูดของเรา ข้อความที่เราพิมพ์ในเฟสบุ๊ค ในเว็บไซต์ สามารถทำร้ายจิตใจผู้คนได้มากเลย เพียงแต่เราระมัดระวังตั้งสติในการใช้คำพูดที่ไม่ไปซ้ำเติมทับถมผู้คน มันจะช่วยให้ผู้คนไม่ทุกข์ไปกว่านี้ และทำให้สถานการณ์บ้านเมืองไม่เลวร้ายไปกว่านี้ แต่ถ้าเราทำได้มากกว่านี้ก็ยิ่งดี นั่นคือรับรู้ความทุกข์ของเขา เข้าใจความทุกข์ของเขา

         ดังที่ได้บอกแต่ตอนต้นแล้วว่าตอนนี้คนทุกฝ่ายเป็นผู้ทุกข์ คนทุกฝ่ายเป็นถูกกระทำ ธรรมชาติของคนเมื่อมีความทุกข์ ย่อมต้องการคนเข้าใจ ย่อมต้องการคนรับฟัง ไม่ว่าจะทุกข์เพราะสูญเสียทรัพย์สมบัติหรือว่าทุกข์เพราะสูญเสียคนรัก เขาต้องการคนที่เข้าใจเขา ถ้าเขาได้พูด ได้ระบายออกมา ก็จะช่วยเขาได้ในระดับหนึ่ง อาตมาจึงอยากเชิญชวนทุกคนว่าไปเป็นเพื่อนเขา เปิดใจรับฟังความทุกข์ของเขา ไม่ต้องทำอะไรนอกจากรับฟัง ไม่ต้องสอน ไม่ต้องเทศนา ไม่ต้องบอกว่าทำใจ เพียงแค่เรานั่งฟังนิ่ง ๆ พยายามเข้าใจเขาโดยไม่ตัดสิน มันจะช่วยเขาได้มาก
        เราต้องช่วยกันหาพื้นที่ให้เขาเหล่านี้ได้พูดถึงความทุกข์ของเขา อย่าให้พื้นที่นั้นจำกัดอยู่เฉพาะคนบางกลุ่มเท่านั้น คนเป็นอันมากพูดถึงความทุกข์ของตัวไม่ได้เพราะเขากลายเป็นจำเลยสังคมไปแล้ว อาตมาคิดว่าถ้าเราจะร่วมทุกข์ร่วมสุขกันก็ต้องเปิดโอกาสหรือให้พื้นที่แก่คน ทุกฝ่ายได้พูดถึงความทุกข์ของเขา
        เป็นการยากที่เราจะฟังโดยไม่ตัดสิน แต่นี่เป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยเยียวยาเขาได้ และถ้าเราสามารถที่จะไปร่วมทุกข์ด้วยการไปช่วยเหลือเขา เยียวยาเขาด้วยการกระทำก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ อย่างที่เราได้ทำกันมาบ้างแล้ว เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แต่ยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำ โดยเฉพาะสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งที่อาตมาอยากฝากไว้คือ การช่วยกันทำให้สังคมไทยน่าอยู่กว่านี้ เพราะว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าสังคมไทยมีกับดักแห่งความรุนแรงมากเหลือเกิน เป็นกับดักที่แฝงฝังอยู่ในโครงสร้างที่ทำให้คนไทยต้องมาเป็นศัตรูกัน ขัดแย้งกันไม่พอ แตกแยกกันไม่พอ ยังถึงขั้นทำร้ายกัน
         ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจก็ดี ความไม่เป็นธรรมในสังคมก็ดี เหล่านี้คือตัวการที่ผลักดันให้สังคมไทยติดอยู่ในกับดักแห่งความรุนแรง มันทำให้เกิดความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และตอนนี้เชื้อแห่งความรุนแรงกำลังระบาดมาถึง ๗๓ จังหวัดที่เหลือ ทั้งสองเหตุการณ์เป็นเรื่องเดียวกัน เพียงแต่ว่าแสดงออกมาในอาการที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือความรุนแรงที่เกิดจากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและ ความไม่เป็นธรรมในสังคม
         จะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้เราต้องใช้ปัญญา จนสามารถเห็นถึงรากเหง้าของความรุนแรงทั้งที่อยู่ในใจเรา และที่อยู่ในโครงสร้างสังคมที่ครอบงำเราไว้ ถ้าเราใช้ปัญญา ไม่ใช้แต่อารมณ์ เราก็จะเห็นสาเหตุและสามารถที่จะร่วมกันแก้ไขเพื่อให้เมืองไทยหลุดจากกับดักแห่งความรุนแรง และนำพาผู้คนสู่สันติสุขได้อย่างยั่งยืน

 กิ่งธรรมจาก http://www.visalo.org/

Tuesday, October 15, 2013

ปล่อยวาง พระไพศาล วิสาโล

ปล่อยวาง  
โดยพระไพศาล วิสาโล


       เขาเป็นคนที่ใฝ่ธรรม  ชอบเข้าวัดทำบุญ อีกทั้งยังเป็นตัวตั้งตัวตีพาเพื่อน ๆ ไปทอดผ้าป่าหรือทอดกฐินในถิ่นทุรกันดารเป็นประจำ แม้อายุจะมากแล้วก็ยังขยันชวนคนสร้างโบสถ์สร้างวิหารอย่างไม่รู้จักเหนื่อย

        แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็พบว่าตัวเองเป็นมะเร็ง  ร่างกายทรุดหนักอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็ต้องนอนติดเตียง เมื่อเข้าสู่ระยะสุดท้าย แม้ความรู้สึกตัวจะเลือนราง แต่เขามีอาการกระสับกระส่ายอย่างเห็นได้ชัด   ลูก ๆ อยากให้พ่อไปสงบ จึงเปิดเสียงสวดมนต์และคำบรรยายธรรมของครูบาอาจารย์หลายท่านให้เขาฟัง แต่ความกระสับกระส่ายของเขาไม่ได้ลดลงเลย  เป็นที่แปลกใจของลูก ๆ มากเพราะเขาเป็นคนธัมมะธัมโม  น่าจะสงบใจเมื่อได้ฟังเสียงเหล่านั้น เมื่อเจอเหตุการณ์อย่างนี้ ลูก ๆ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร

   ขณะที่อาการของเขาแย่ลงไปเรื่อย ๆ  เพื่อนสนิทของเขาก็มาถึง  พอรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น  สิ่งแรกที่เพื่อนผู้นั้นทำก็คือ พูดข้างหูเขาว่า  “เรื่องโบสถ์หลังนั้นที่ยังสร้างไม่เสร็จ ไม่ต้องห่วงนะ พวกเราจะช่วยกันสร้างให้เสร็จ ขอให้วางใจ”  พูดจบ เขาก็สงบลงทันที  ไม่มีอาการกระสับกระส่ายอีกเลยจนกระทั่งสิ้นลมไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น

       ก่อนที่จะป่วยหนัก เขามีความมุ่งมั่นที่จะสร้างโบสถ์หลังหนึ่งให้เสร็จ ถึงกับตั้งปณิธานว่า ยังตายไม่ได้จนกว่าจะสร้างโบสถ์ให้เสร็จ  แต่ความตายไม่เคยรอท่า พร้อมจะจู่โจมได้ทุกเวลา  ดังนั้นเมื่อรู้ความตายกำลังย่างกรายเข้ามาในขณะที่ความปรารถนายังค้างคา เขาจึงพยายามต่อสู้ขัดขืนความตาย แต่ยิ่งต่อสู้ขัดขืนมากเท่าไร ก็ยิ่งทุกข์ทรมาน และยิ่งกระสับกระส่าย ต่อเมื่อเพื่อนสนิทมาพูดให้คลายกังวล เขาจึงพร้อมรับความตาย และนั่นคือสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เขาจากไปอย่างสงบ

       เมื่อวาระสุดท้ายมาถึง หากยังมีความห่วงกังวลหรือยึดติดถือมั่น ย่อมทำให้การตายอย่างสงบเกิดขึ้นได้ยาก  มิใช่แต่ความห่วงกังวลในทรัพย์สมบัติ และลูกหลาน คนรักเท่านั้น ความห่วงภารกิจการงานที่ยังคั่งค้างก็สามารถทำให้ตายอย่างทุรนทุรายได้  แม้ภารกิจนั้นจะเป็นงานบุญงานกุศลก็ตาม  เมื่อถึงคราวจะต้องละจากโลกนี้ไป ก็ควรปล่อยวางทุกสิ่ง ไม่เว้นแม้แต่งานบุญงานกุศลที่ยังไม่แล้วเสร็จ  เพราะหากปล่อยวางไม่ได้ ใจจะดิ้นรนต่อสู้กับความตาย  ซึ่งมีแต่จะลงเอยด้วยความพ่ายแพ้และทุกข์ทรมาน

       ถ้าไม่อยากให้ความห่วงงานการมารบกวนจิตใจเวลาใกล้ ตาย เราควรขวนขวายทำกิจการงานต่าง ๆ ให้แล้วเสร็จในขณะที่ยังมีเวลาและสุขภาพดี โดยเฉพาะหน้าที่ความรับผิดชอบที่สำคัญ ๆ  การเจริญมรณสติเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นให้เรากระตือรือร้นทำกิจการงาน เหล่านี้ ไม่ปล่อยเวลาให้ผ่านเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ หรือมัวทำสิ่งอื่นที่ไม่สลักสำคัญ (แต่บังเอิญมีเส้นตายให้ต้องรีบทำ หาไม่ก็มีรสชาติที่ชวนให้หลงใหลจนลืมทำสิ่งที่ควรทำ)

      อย่างไรก็ตามไม่ว่าเราจะพยายามสะสางหน้าที่การงาน มิให้คั่งค้าง  ก็มักมีบางอย่างบางเรื่องที่ยังทำไม่แล้วเสร็จก็มีเหตุให้ต้องหยุดกลางคัน เพราะโรคร้ายหรือความตายมาประชิดตัวเสียก่อน  ถึงตอนนั้นก็ไม่มีอะไรดีกว่าการการทำใจยอมรับความจริงและปล่อยวางการงาน เหล่านั้น ไม่แบกหรือยึดไว้ให้เป็นเครื่องกังวลหรือสร้างความหนักอกหนักใจ

       เมื่อจะจากโลกนี้ไปก็ควรไปอย่างเบา อย่างสบาย ไร้ภาระใด ๆ  ดังนั้นจึงควรปล่อยวางให้หมด  มิใช่แต่ปล่อยวางสิ่งที่เคยผูกพันในโลกนี้เท่านั้น  แม้กระทั่งความอยากมีอยากเป็นในโลกหน้า ก็ต้องวางด้วยเช่นกัน  ดังพระพุทธองค์ตรัสว่า เมื่อจะช่วยเหลือผู้ใกล้ตาย พึงแนะนำให้เขาละความห่วงใยในพ่อแม่ บุตรภรรยา กามคุณ ๕  และสวรรค์   

       มีคนจำนวนไม่น้อยที่ปล่อยวางทรัพย์สมบัติ คนรัก และงานการแล้ว แต่ยังปรารถนาที่จะไปเกิดในสวรรค์ ปัญหาก็คือ ความอยากกับความห่วงกังวลนั้นมักจะมาด้วยกัน เหมือนสองด้านของเหรียญเดียวกัน  เมื่ออยากไปสวรรค์มาก ก็ย่อมห่วงกังวลว่าจะไม่ได้ไปสวรรค์  ความห่วงกังวลนี้แหละที่ทำให้เป็นทุกข์ในเวลาใกล้ตาย

      แม่ชีท่านหนึ่งล้มป่วยด้วยโรคมะเร็ง  มีความเจ็บปวดรุนแรงมาก  ขอให้กัลยาณมิตรผู้หนึ่งไปเยี่ยมเพื่อช่วยชี้แนะวิธีบรรเทาความเจ็บปวด  เมื่อกัลยาณมิตรผู้นั้นสอบถามและซักไซ้ไล่เลียงก็พบว่า  สิ่งที่ทำความทุกข์ให้แก่แม่ชีท่านนั้นมิได้มีแค่ความเจ็บปวดเพราะโรคมะเร็ง เท่านั้น  หากยังได้แก่ความกังวลว่าจะไม่ได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นสูง  แม่ชีศึกษาเรื่องสุคติภูมิจนหมายมั่นในสวรรค์ชั้นสูง แต่เป็นเพราะมีความอยากมาก จึงมีความห่วงกังวลตามมา มิใช่ห่วงว่าจะไม่ได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นสูงเท่านั้น แต่ยังห่วงกังวลว่าจะตายไม่สงบด้วย ซึ่งย่อมส่งผลให้ไปอบายภูมิ ความห่วงกังวลนี้เองที่ทำความทุกข์ให้แก่แม่ชี อาจจะยิ่งกว่าความเจ็บปวดเพราะก้อนมะเร็งเสียอีก

        อย่าว่าแต่ความอยากไปเกิดในสวรรค์เลย แม้กระทั่งความอยากตายให้สงบ ก็สามารถเป็นอุปสรรคต่อการตายอย่างสงบได้  ยิ่งรู้มากและอยากได้การตายที่สมบูรณ์แบบ ก็ยิ่งกลัวว่าจะไม่ได้ตายแบบนั้น  ผลก็คือถูกความกลัวรังควานจนกระสับกระส่าย  ดังนั้นเมื่อวาระสุดท้ายมาถึงจึงควรปล่อยวางแม้กระทั่งความอยากไปเกิดใน สวรรค์หรืออยากตายสงบ  ใช่หรือไม่ว่า ยิ่งอยากได้ กลับไม่ได้ แต่เมื่อไม่อยากได้ กลับได้

 กิ่งธรรมจาก http://www.visalo.org/article

แค่รู้ก็อยู่เป็นสุข ภาวัน

 แค่รู้ก็อยู่เป็นสุข
ภาวัน

        คุณเคยสงสัยไหมว่า อะไรก็ตามที่คุณแสนจะไม่ชอบ แต่ทำไมมันชอบมารบกวนจิตใจของคุณไม่หยุดหย่อน
      ไม่ว่าจะเป็นเม็ดสิวบนใบหน้า รอยตกกระตามแขน ทรวดทรงที่ล้นเกิน เพื่อนจอมนินทา เจ้านายอารมณ์ร้าย หรือคนทรยศที่เคยอยู่ใกล้ตัว ฯลฯ ยิ่งอยากกำจัดหรือผลักไสออกไปจากความรับรู้ มันยิ่งผุดโผล่เข้ามาในความคิดของคุณไม่เลิกรา ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
      นั่นเป็นเพราะคุณอยากกำจัดมันออกไปจากใจนั่นเอง
       จะว่าไปมันก็เหมือนตุ๊กตาล้มลุก คุณผลักมันแรงเท่าไร มันก็เด้งกลับมาหาคุณเร็วเท่านั้น
อธิบายอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความโกรธเกลียด ความไม่ชอบ ความอยากกำจัดมันนั้น จัดว่าเป็นความยึดติดอีกแบบหนึ่ง ทันทีที่อยากผลักไสมันออกไป ใจของคุณก็แนบชิดสนิทกับมันทันที ทำนองเดียวกับเวลาคุณออกแรงเข็นรถคันใหญ่ที่ขวางหน้าบ้าน ยิ่งอยากผลักให้มันเคลื่อนห่างออกไป ตัวคุณก็ยิ่งเข้ามาแนบชิดกับรถคันนั้น
       ยิ่งอยากกำจัดอะไรสักอย่าง คุณยิ่งพะวงถึงมัน ไม่ยอมปล่อยวางง่าย ๆ
       เคยมีการทดลองให้อาสาสมัครกลุ่มหนึ่งนั่งอยู่คนเดียวในห้อง โดยมีคำสั่งสั้น ๆ ง่าย ๆ ว่าจะคิดนึกอะไรก็ได้ ยกเว้นอย่างเดียวคือ ห้ามคิดถึงหมีขั้วโลก ถ้าคิดถึงหมีขั้วโลกเมื่อใดให้กดกริ่งทันที ปรากฏว่า พอให้คำสั่งเสร็จได้สักพัก ก็มีเสียงกริ่งดังระงมตามมาอย่างต่อเนื่อง
      ยิ่งไม่อยากคิดถึงสิ่งใด ใจกลับหมกมุ่นถึงสิ่งนั้น นี้คือธรรมชาติอย่างหนึ่งของจิตเรา
        มีการทดลองโดยอีกคณะหนึ่ง คราวนี้นักวิจัยขอให้อาสาสมัครทุกคนพูดถึงความคิดที่แย่ที่สุดเกี่ยวกับตัว เอง โดยเลือกมาแค่เรื่องเดียว จากนั้นก็แบ่งอาสาสมัครเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งได้รับคำสั่งให้พยายามกดข่มความคิดดังกล่าวตลอด ๑๑ วันข้างหน้า อีกกลุ่มใช้ชีวิตตามปกติ
       ทุกคืนทุกคนจะมานั่งทบทวนว่าวันนั้นได้นึกถึงเรื่องนั้นมากน้อยเพียงใด พร้อมทั้งประเมินตัวเองด้วยว่า อารมณ์ความรู้สึกในวันนั้นเป็นอย่างไร มีความกังวลหรือไม่ และรู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับตนเอง
       ผลสรุปของการทดลองดังกล่าวคล้ายกับการทดลองเรื่องหมีขั้วโลก กล่าวคือ กลุ่มที่พยายามกดข่มความคิดด้านลบเกี่ยวกับตัวเอง จะมีความคิดดังกล่าวผุดขึ้นมาในใจมากกว่าอีกกลุ่ม นอกจากนั้นยังรู้สึกกังวล เศร้าซึม และรู้สึกไม่ดีเกี่ยวกับตนเองมากกว่าอีกด้วย
        มีการทดลองทำนองนี้อีกหลายครั้ง ล้วนให้ผลตรงกัน เช่น หากขอให้คนที่กำลังควบคุมอาหารพยายามอย่านึกถึงช็อกโกแลต ปรากฏว่าเขากลับกินช็อกโกแลตมากขึ้น กลายเป็นว่ายิ่งอยากลดความอ้วน กลับอ้วนขึ้น
        เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็หมายความว่าเราไม่มีทางหลุดพ้นจากความรู้สึกนึกคิดที่แย่ ๆ เลยใช่ไหม ชาตินี้ทั้งชาติเราจะต้องถูกมันหลอกหลอนเล่นงานไปจนตลอดกระนั้นหรือ
       โลกนี้มิได้โหดร้ายถึงขนาดนั้น เราสามารถเป็นอิสระจากความรู้สึกนึกคิดที่แย่ ๆ ได้ แต่ต้องเริ่มต้นจากความรู้สึกที่ไม่อยากผลักไสหรือรังเกียจมัน เมื่อใดตามที่มันผุดขึ้นมาในใจ ก็เพียงแต่รับรู้มันเฉย ๆ ไม่ต้องทำอะไรกับมัน พอรู้แล้วก็ไม่ต้องสนใจมัน นึกในใจว่ามันจะอยู่ก็อยู่ไป ฉันไม่สนใจ ฉันจะทำงานของฉันไป
         ทีแรกมันจะพยายามดึงความสนใจจากเรา พยายามยั่วให้เราเข้าไปไล่หรือผลักไสมัน แต่ขืนเราทำเช่นนั้น มันยิ่งได้ใจ เหมือนเด็กที่คอยเรียกร้องความสนใจไม่จบสิ้น แต่ถ้าเราไม่สนใจมันเลย มันพยายามยั่วยุก่อกวนเท่าไร เราก็เฉย ไม่นานมันก็จะยอมแพ้และล่าถอยไปเอง
       มีสุนัขจำพวกหนึ่ง เวลาถูกปล่อยทิ้งให้อยู่ตัวเดียวในบ้าน มันจะรื้อข้าวของและกัดโซฟาฉีกขาด แถมอึบนพรมเสียด้วย แม้เจ้าของจะตีหรือเตะมันเท่าไร มันก็ไม่เลิกนิสัย ผู้รู้บอกว่าสุนัขทำเช่นนั้นก็เพราะต้องการเรียกร้องความสนใจ ยิ่งเจ้าของไปดุด่าหรือลงโทษมัน มันยิ่งได้ใจ เพราะแสดงว่ามันเรียกร้องความสนใจได้ผล มันจึงทำไม่เลิก วิธีที่ดีที่สุดก็คือเฉยเมยไม่สนใจมัน เหมือนว่าไม่มีมันอยู่ในโลกนี้ เท่านี้มันก็รู้แล้วว่าสิ่งที่มันทำนั้นไร้ประโยชน์ ต่อไปมันจะไม่ทำอย่างนั้นอีก
        ความรู้สึกนึกคิดที่แย่ ๆ ก็ไม่ต่างจากสุนัขดังกล่าว เพียงแต่เราเฉยเมย ไม่สนใจมัน ไม่ดุด่าหรือผลักไสมัน ไม่นานมันก็จะหายพยศหายเกเรไปเอง ในที่สุดก็จะปล่อยให้เราอยู่อย่างสงบสุขสบายใจ 
กิ่งธรรมจาก  http://www.visalo.org/article