Friday, April 11, 2014

ยิ้มเข้าหา พระไพศาล วิสาโล

ยิ้มเข้าหา
โดย
พระไพศาล วิสาโล

 

       หนึ่งในบรรดาการต่อสู้เพื่อสิทธิพลเมืองที่โด่งดังทั่วโลกและกลายเป็น ตำนานไปแล้ว ก็คือ การคว่ำบาตรรถประจำทางที่เมืองมองต์โกเมอรี สหรัฐอเมริกา เมื่อปี ๒๔๙๘  เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้โลกรู้จักมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ นักเทศน์ซึ่งเพิ่งผ่านวัยเบญจเพสมาหมาด ๆ

       เช่นเดียวกับเมืองอื่น ๆในรัฐอลาบามา มองต์โกเมอรี เป็นเมืองที่มีการเหยียดผิวมาก คนดำถูกห้ามไม่ให้ใช้ห้องน้ำหรือภัตตาคารเดียวกับคนขาว  หากจำเป็นต้องใช้บริการสาธารณะร่วมกัน เช่น สนามบิน ก็ต้องแยกที่นั่งอย่างชัดเจน จะใช้ปะปนกันไม่ได้  นโยบายนี้ใช้กับรถประจำทางด้วยเช่นกัน  กล่าวคือคนดำนั่งข้างหลัง ส่วนคนขาวนั่งข้างหน้า หากรถเต็ม ถ้ามีคนขาวขึ้นมา คนดำก็ต้องสละที่นั่งทั้งแถวให้คนขาว แล้วถอยไปยืนด้านหลัง

       แล้ววันหนึ่งโรซ่า พาคส์ หญิงผิวดำ ก็ปฏิเสธที่จะสละที่นั่งให้คนขาว  เธอจึงถูกจับเข้าคุกทันที  เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่พอใจแก่คนดำทั้งเมือง จึงพร้อมใจกันไม่ขึ้นรถประจำทาง  หันมาใช้การเดินทางด้วยวิธีอื่น เช่น ใช้รถส่วนตัวร่วมกัน (คาร์พูล) นั่งแท็กซี่ซึ่งเก็บค่าโดยสารเท่ากับค่ารถประจำทาง  แม้รถมีไม่มากพอ ผู้คนจำนวนไม่น้อยก็เลือกขี่จักรยาน หรือเดินเท้าแทน  ซึ่งเป็นเรื่องไม่ง่ายเลยเพราะช่วงนั้นเป็นฤดูหนาว

         การคว่ำบาตรดังกล่าวทำให้บริษัทรถประจำทางของคนขาวสูญเสียรายได้ไป มาก ที่สำคัญนี้เป็นครั้งแรกที่คนดำที่นั่นท้าทายระบบเหยียดผิว จึงสร้างความไม่พอใจแก่คนขาวมาก  มีการพยายามกลั่นแกล้งทุกวิถีทาง เช่น ปรับรถแท็กซี่ที่เก็บค่าโดยสารถูก ๆ หรือบีบบริษัทประกันภัยรถยนต์เพื่อกดดันไม่ให้มีการใช้คาร์พูล แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งการคว่ำบาตร ซึ่งดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน   ยิ่งมีการข่มขู่ด้วยการวางระเบิดบ้านของคิงและผู้นำคนอื่น ก็ยิ่งปลุกเร้าให้คนดำผนึกรวมพลังกันเหนียวแน่นกว่าเดิม

        ในที่สุด “ไม้ตาย” หรือมาตรการสุดท้ายที่คนขาวใช้ ก็คือ การขู่ว่าจะจับแกนนำการประท้วงเข้าคุก วิธีนี้สร้างความประหวั่นพรั่นพรึงแก่แกนนำมาก เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นคนมีฐานะดีทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจ มีการศึกษาสูง   และมีประวัติดีมาตลอด  การติดคุกหมายถึงการเสื่อมเสียชื่อเสียงทั้งของตนเองและวงศ์ตระกูล ไม่ต้องพูดถึงความยากลำบากในคุกและเรื่องยุ่งยากอีกมากมายที่จะตามมา  หลายคนเริ่มคิดถึงการยกธงขาว ขณะที่อีกส่วนหนึ่งรอตำรวจมาจับด้วยความวิตกกังวล

       แต่สถานการณ์เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อ อี.ดี. นิกสัน แกนนำผู้อาวุโส แทนที่จะรอให้ตำรวจมาจับ กลับเป็นฝ่ายเดินไปมอบตัวแก่ตำรวจด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม  “คุณกำลังตามหาผมใช่ไหม ?  นี่ไง ผมมาแล้ว”  ปรากฏว่าตำรวจพากันมองหน้ากันด้วยความงงงวย  หลังจากที่พิมพ์ลายนิ้วมือ ถ่ายรูป เขาก็ได้รับการประกันออกมาในเวลาไม่นาน  ข่าวดังกล่าวแพร่กระจายไปยังหมู่คนดำอย่างรวดเร็ว

      การเดินให้ตำรวจจับด้วยใบหน้ายิ้มระรื่น มีผลทางจิตวิทยาต่อคนดำอย่างมาก เพราะเขาได้ทำให้คนเหล่านั้นเห็นว่า การถูกตำรวจจับหรือเข้าคุกนั้นไม่ใช่เรื่องน่ากลัว อีกทั้งการมอบตัวก็ไม่ได้ยุ่งยากแต่อย่างใด สบายกว่าและเร็วกว่าการไปทำฟันเสียอีก  ผลก็คือแกนนำคนดำต่างพากันมามอบตัวต่อตำรวจ ท่ามกลางเสียงเชียร์ของคนนับร้อย  บรรยากาศในศาลเต็มไปด้วยความครึกครื้น  ว่ากันว่าคนดำบางคนรู้สึกเสียใจที่ไม่อยู่ในรายชื่อที่ตำรวจต้องการ  ฝ่ายตำรวจแทนที่จะดีใจที่รวบแกนนำได้ครบหมด กลับหัวเสียที่คนดำแห่กันมาเชียร์เพื่อนที่มอบตัว ถึงกับตะโกนว่า “ที่นี่ไม่ใช่งานบันเทิงนะ(โว้ย)”

      ถึงตอนนี้ไม่มีอะไรหยุดยั้งการประท้วงของคนดำได้อีก  หลังจากคว่ำบาตรถึง ๓๘๑ วัน ชัยชนะก็เป็นของคนดำ  ศาลสูงสหรัฐตัดสินว่าการแยกที่นั่งระหว่างคนขาวกับคนดำเป็นการกระทำที่ผิด รัฐธรรมนูญ  เมืองมองต์โกเมอรีจำต้องออกคำสั่งอนุญาตให้คนดำนั่งที่ใดก็ได้ในรถประจำทาง  แต่ผลของการคว่ำบาตรที่เมืองมองต์โกเมอรีไม่ได้ยุติเพียงเท่านั้น  มันได้กลายเป็นแบบอย่างให้แก่การต่อสู้เพื่อสิทธิของคนดำทั้งประเทศอย่างต่อ เนื่องนานกว่าทศวรรษ  อีกทั้งเป็นแรงบันดาลใจให้แก่การต่อสู้ของผู้ถูกกดขี่ทั่วทั้งโลก

        คุกนั้นไม่น่ากลัวเท่ากับความกลัวคุก  เมื่อไม่กลัวคุกเสียแล้ว  คุกก็ไม่สามารถทำอะไรได้   สิ่งที่นิกสันทำก็คือช่วยให้ผู้คน “ตาสว่าง” ไม่กลัวคุกอีกต่อไป ซึ่งทำให้อำนาจการข่มขู่ของคนขาวลดน้อยถอยลงทันที  ใช่หรือไม่ว่า อำนาจอยู่ที่การยอมรับ  เมื่อเราไม่ยอมรับอำนาจของสิ่งใด  สิ่งนั้นก็คลายพิษสงไปทันที  ไม่ว่า สิ่งนั้นจะเป็นคุก  คน หรือเหตุร้ายก็ตาม

       อำนาจของผู้ปกครอง ขึ้นอยู่กับการยอมรับของประชาชน  เมื่อประชาชนไม่ยอมรับเสียแล้ว ผู้ปกครองก็ไม่สามารถมีอำนาจเหนือประชาชนได้อีกต่อไป  แม้จะข่มขู่คุกคามด้วยคุกตะรางหรือศัสตราอาวุธ  แต่หากประชาชนไม่กลัวสิ่งเหล่านั้นเสียแล้ว การข่มขู่คุกคามก็ไร้ผล ในที่สุดก็ต้องลงจากอำนาจหรือระเห็จหนีไป  นี้คือความจริงที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าในประวัติศาสตร์

        มองให้ใกล้ตัวเข้ามาหน่อย  มีหลายอย่างที่ดูน่ากลัวในความรู้สึกของเรา เช่น ความล้มเหลว  แต่ก็เช่นเดียวกันกับที่กล่าวมา ความล้มเหลวไม่น่ากลัวเท่ากับความกลัวล้มเหลว  ตราบเท่าที่เรายังกลัวความล้มเหลว  ความล้มเหลวก็จะมีอำนาจครอบงำเราได้ ทำให้เราทำงานไม่เป็นสุข  พยายามเลี่ยงงานยากที่เสี่ยงต่อความล้มเหลว  แต่เมื่อใดก็ตามที่เราไม่กลัวความล้มเหลว  เราจะทำงานอย่างมีความสุขมากขึ้น  และเมื่อเกิดความล้มเหลว ก็จะยิ้มรับและหาประโยชน์จากมัน เช่น เก็บเกี่ยวบทเรียนอันทรงคุณค่าจากมันได้

       โรคร้ายก็เช่นกัน มะเร็งไม่น่ากลัวเท่ากับความกลัวมะเร็ง   หลายคนพอรู้ว่าเป็นมะเร็งก็ล้มทรุดทันที  ทั้ง ๆ ที่มะเร็งยังอยู่ในระยะแรก  นั่น เป็นเพราะความกลัวมะเร็งต่างหาก  บางคนตายเร็วกว่าที่หมอ  พยากรณ์เสียอีก  ในทางตรงข้าม  หากทำใจยอมรับมันหรือยิ้มรับมันได้  กลับอยู่ได้อย่างมีความสุข มีหลายคนที่อยู่กับมะเร็งได้โดยไม่ต้องใช้ยาระงับปวด  ทั้ง ๆ ที่มีความเจ็บปวดเกิดขึ้น  มีคนหนึ่งเล่าว่า เวลารู้สึกปวดขึ้นมา เธอจะ “กล่อม”มันให้หลับ เหมือนกับที่เคยกล่อมลูก วิธีนี้ทำให้เธออยู่กับมะเร็งได้โดยไม่ทุกข์ทรมาน เช่นเดียวกับอีกคนซึ่งเป็นโรคสะเก็ดเงินและมีอาการลุกลามจนต้องนอนบนใบตอง  แต่เธอก็ไม่ได้กลัวหรือเกลียดมันเลย  ทุกวันเธอแผ่เมตตาและอุทิศส่วนบุญให้มัน  โดยบอกมันว่า  “ถ้าเธอจะไป ก็ขอให้เอาบุญกุศลไปด้วย แต่ถ้าเธอจะอยู่  ก็ต้องระวังตัวนะเพราะอาจโดนยาเล่นงานได้” 
        เมื่อต้องเจอกับปัญหาหรือเหตุร้าย  การยิ้มรับมันย่อมดีกว่าการปฏิเสธมันด้วยความกลัว  เพราะการยิ้มรับนั้นในแง่หนึ่งหมายถึงการไม่ยอมรับอำนาจคุกคามของมัน  และทำให้มันไม่น่ากลัวอีกต่อไป  แทนที่จะมองเป็นศัตรู กลับเห็นเป็นมิตรไปเสีย   ท่าทีเช่นนี้ยังสามารถใช้ได้กับความตาย ซึ่งเป็นความจริงที่ไม่มีใครหนีพ้น  เมื่อจะต้องเจอมันอย่างแน่นอน  ควรเรียนรู้ที่จะยิ้มรับมันเสียแต่ตอนนี้  หรือถึงจะไม่ได้เตรียมใจไว้ก่อนเลย  เมื่อถึงคราวที่ต้องเจอมันอย่างเลี่ยงไม่ได้  การเดินยิ้มเข้าหามัน   ย่อมดีกว่าการพยายามเบือนหน้าหรือหลีกหนีมันด้วยความกลัว 
กิ่งธรรมจากhttp://www.visalo.org/

No comments:

Post a Comment