Monday, April 21, 2014

พลังแห่งสติ ภาวัน

 พลังแห่งสติ 
โดย ภาวัน

       ปีสุดท้ายของการเป็นนักศึกษา สุทธิศาสตร์ต้องไปฝึกงานด้านสังคมสงเคราะห์  เขาอยากไปทำงานกับองค์กรชาวบ้านในภาคอีสาน แต่อาจารย์ต้องการให้เขาไปเรียนรู้จากหน่วยงานราชการ  เขาพยายามชี้แจงอย่างไรอาจารย์ก็ไม่ยอม แต่สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปว่า งั้นไปฝึกงานสงเคราะห์ชาวเขาในภาคเหนือก็แล้วกัน
        แต่เมื่อเดินทางไปถึงเชียงใหม่ เขาจึงทราบว่าสถานฝึกงานที่อาจารย์ติดต่อให้เขา คือกรมประชาสงเคราะห์ ไม่ใช่เอ็นจีโออย่างที่ตกลงกัน  เขาโมโหมาก ขุ่นมัวกับเรื่องนี้ทั้งวัน ตกค่ำก็ยังไม่หายคับข้องใจ   วันรุ่งขึ้นอาจารย์ที่ปรึกษามาหาเขา  เขาจึงระบายความโกรธใส่อาจารย์ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วย  แต่เขาไม่สนใจ อาจารย์พยายามอธิบายอย่างไรเขาก็ไม่ฟัง  มีช่วงหนึ่งอาจารย์ทักเขาว่า “สุทธิศาสตร์ คิ้วของเธอผูกเป็นโบว์เลยนะ”
       ได้ยินเท่านี้เขาก็ชะงัก คำพูดของอาจารย์ทำให้เขาเพิ่งรู้ตัวว่ากำลังหน้านิ่วคิ้วขมวดด้วยความโกรธ  ทันทีที่เห็นความโกรธพลุ่งพล่านในใจ  ความโกรธก็หลุดหายไปทันที  เกิดความรู้สึกโปร่งเบา แตกต่างจากความรู้สึกเมื่อสักครู่อย่างชัดเจน  ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้เขาประจักษ์ชัดถึงพลังแห่งสติว่าสามารถปลดเปลื้อง อารมณ์ไปจากใจได้อย่างน่าอัศจรรย์               
       แม้ความโกรธเผาลนจิตใจเป็นวันเป็นคืน แต่ผู้คนทั้งหลายหารู้ตัวไม่ เพราะใจนั้นพุ่งออกไปยังบุคคลหรือเหตุการณ์ที่ทำให้ตนไม่พอใจ  คิดแต่จะตอบโต้เขาด้วยคำพูดและการกระทำ  ในยามนั้นใจไม่ได้หันกลับมามองตนเลย  จึงไม่รู้ว่ากำลังถูกความโกรธครอบงำ  สุทธิศาสตร์ก็เช่นกัน หลงปล่อยให้ความโกรธเล่นงานข้ามวันข้ามคืนโดยไม่รู้ตัว  ต่อเมื่อถูกอาจารย์ทัก จึงค่อยรู้ว่าเผลอโกรธไปตั้งนาน          หากไม่รู้ตัว เขาคงระบายไม่หยุดและเป็นทุกข์อีกนาน
ความโกรธทำให้ลืมตัว และความลืมตัวทำให้โกรธหนักขึ้น  จนสามารถทำอะไรก็ได้อย่างที่ตนเองอาจนึกไม่ถึงด้วยซ้ำ  โรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพ ฯ   เมื่อถึงเวลาเลิกเรียน นอกจากจราจรหน้าโรงเรียนจะแน่นขนัดแล้ว ที่จอดรถในโรงเรียนยังหาได้ยากด้วย   มีผู้ปกครองคนหนึ่งเลี่ยงปัญหานี้ด้วยการแหกกฎ  ขับรถเข้าทางประตูออก  จึงไม่ต้องเสียเวลาจอดออที่ประตูเข้า แถมยังได้ที่จอดรถอย่างง่ายดาย
       บังเอิญนั่นเป็นที่จอดรถสุดท้ายที่เหลืออยู่  ผู้ปกครองอีกคน ซึ่งควรจะได้ที่จอดรถนั้นเพราะขับตามกฎของโรงเรียน ไม่พอใจที่ถูกแย่งที่จอดรถไปต่อหน้าต่อตา จึงลงจากรถไปต่อว่าเขา โดยหารู้ไม่ว่าชายผู้นั้นเป็นนายทหารยศพันเอก ฝ่ายหลังนั้นไม่เคยถูกต่อว่าเช่นนี้มาก่อน จึงโกรธมาก ถามกลับไปว่า “รู้ไหมว่าอั๊วเป็นใคร”  คำตอบที่ได้รับคือ “ผมไม่สนใจว่าคุณเป็นใคร แต่คุณทำผิดกฎของโรงเรียน ทำอย่างนี้ไม่ถูก”  พูดเสร็จ เขาก็เดินกลับไปที่รถของตน
นายทหารผู้นั้นโกรธจัด คว้าปืนจากรถแล้วเดินตามผู้ปกครองคนนั้นไป  หมายจะยิงให้หายแค้น  โดยอีกฝ่ายไม่รู้เลยว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นกับตน 
      เหตุการณ์ทั้งหมดนี้อยู่ในสายตาของพนักงานขับรถคนหนึ่งของ โรงเรียน  เขาเห็นท่าไม่ดี จึงเข้าไประงับเหตุร้าย  แต่เขารู้ดีว่าหากทะเล่อทะล่าเข้าไป อาจกลายเป็นผู้เคราะห์ร้ายแทนก็ได้  สิ่งที่เขาทำก็คือ เดินไปหานายทหารผู้นั้น สัมผัสที่แขนแล้วพูดอย่างอ่อนน้อมว่า “ท่านครับ ท่านมารับลูกไม่ใช่หรือครับ”
      พอได้ยินคำว่า “ลูก” เขาก็ได้สติขึ้นมาทันที ความโกรธพลันหายไป ครั้นรู้สึกตัวขึ้นมาว่ากำลังจะทำอะไรลงไป เขาก็เปลี่ยนใจ หันกลับไปที่รถ เอาปืนไปเก็บ แล้วเดินไปรับลูก  จึงรอดพ้นจากการเป็นอาชญากรไปได้อย่างหวุดหวิด
      ความโกรธกับสติ เป็นคู่ตรงข้ามกัน  ถ้าไม่มีสติ ความโกรธก็รังควานจิตใจได้ง่าย แต่ถ้ามีสติเมื่อใด ความโกรธก็อยู่ไม่ได้  บุคคลในเรื่องทั้งสองได้สติก็เพราะมีคนช่วยทักช่วยเตือน  แต่คนเราไม่ได้โชคดีไปตลอด  หากไม่มีคนช่วยทักช่วยเตือน ทำอย่างไรความโกรธจะไม่ครอบงำจนเผลอทำสิ่งที่ต้องเสียใจในภายหลัง  คำตอบก็คือ ต้องพัฒนาสติของตัวเองให้ทำงานได้ทันท่วงที
      ด้วยเหตุนี้เองเมื่อสุทธิศาสตร์เรียนจบ เขาจึงตัดสินใจออกบวชเพื่อฝึกสติให้เจริญงอกงาม   เขาได้พบกับความสงบเย็น อารมณ์ไม่ผันผวนขึ้นลงเหมือนก่อน ผ่านไปสิบปีแล้วเขาก็ยังมีความสุขอยู่ในผ้าเหลือง  
      แต่เราไม่จำเป็นต้องบวชก็ได้  เพียงแค่หมั่นดูใจของตนอยู่เสมอ ทำอะไรใจก็อยู่กับสิ่งนั้น   ใจลอยไปไหน ก็รู้  แล้วกลับมาอยู่กับสิ่งนั้น  ทำบ่อย ๆ สติก็จะว่องไวปราดเปรียว ช่วยคุ้มกันใจ ไม่ให้อารมณ์ใด ๆ ครอบงำ  เพียงเท่านี้ ความสงบเย็น โปร่งโล่งเบาสบาย จะกลายเป็นเรื่องง่าย  แม้รอบตัววุ่นวายเพียงใดก็ตาม

กิ่งธรรมจาก http://www.visalo.org

No comments:

Post a Comment