Monday, June 30, 2014

งานบำรุงใจ พระไพศาล วิสาโล

ตามรอยพระพุทธเจ้า
.............
งานบำรุงใจ
พระไพศาล วิสาโล
 
       นอกจากอาชีพการงานหรือการทำมาหากินแล้ว เรายังมีงานด้านในที่ควรใส่ใจด้วย หากอาชีพการงานเป็นสิ่งหล่อเลี้ยงชีวิต งานด้านในก็เป็นสิ่งบำรุงใจ ความสงบและความดีเป็นเสมือนอาหารใจ ที่ทำให้จิตใจเป็นสุขและเจริญงอกงาม ร่างกายนั้นเมื่อถึงวันหนึ่งก็หยุดเจริญเติบโต แต่ใจนั้นสามารถเจริญงอกงามไปได้เรื่อย ๆ ไม่เว้นแม้แต่ในยามเจ็บป่วย
       อุปสรรคสำคัญที่กีดขวางความเจริญงอกงามของใจก็คืออัตตาหรือความเห็นแก่ตัว อัตตาทำให้จิตถูกบีบคั้นด้วยความอยากและความคับแค้น ความเห็นแก่ตัวทำให้จิตคับแคบและหมกมุ่นอยู่กับตัวอง จึงไม่เคยว่างเว้นจากความทุกข์ งานด้านในคือการพาใจให้เป็นอิสระจากการครอบงำของอัตตาหรือมีความเห็นแก่ตัวน้อยลง อัตตานั้นเราไม่จำเป็นต้องทำอะไรมันมากไปกว่าการรู้เท่าทันมัน ทุกครั้งที่เราเผลอไผลหรือหลงลืม อัตตาหรือความสำคัญมั่นหมายในตัวตนก็ปรากฏ แต่ก็เช่นเดียวกับความมืดที่หายไปทันทีเมื่อมีแสงสว่างสาดส่องเข้ามา ความสำคัญมั่นหมายในตัวตนย่อมคลายไปจากจิตใจเมื่อแสงแห่งสติสาดส่องเข้ามา
        นอกจากการรู้เท่าทันมันด้วยพลังแห่งสติแล้ว การปลุกมโนธรรมขึ้นมายังทำให้อัตตาไม่มีที่ตั้ง เหมือนกับการปล่อยน้ำดีเข้ามาในร่องสวน ย่อมทำให้น้ำเสียถูกขับไล่ไปเอง โดยที่เจ้าของสวนไม่ต้องเหนื่อยกับการวิดน้ำเสียออกไป มโนธรรมนั้นมีอยู่แล้วในจิตใจของเรา แต่มักจะอ่อนแรงหรือซุกอยู่ในหลืบลึกเกินไป จนทำให้อัตตาขึ้นมาครองใจ และกลายเป็นเปลือกหนาที่ครอบใจให้อยู่ในความมืดมน แต่เมื่อใดที่มโนธรรมได้รับการบำรุงหรือกระตุ้นเร้า ก็จะเติบใหญ่จนสามารถทำลายเปลือกแห่งอัตตา เปิดทางให้แสงสว่างสาดส่องเข้ามาในจิตใจได้
        งานด้านในเพื่อบำรุงใจนั้นไม่ได้หมายถึงการหลบหลีกปลีกตัวไปอยู่ป่า หรือนั่งหลับตาภาวนาอยู่ผู้เดียวเสมอไป หากยังสามารถทำได้ท่ามกลางผู้คน หรือทำควบคู่ไปกับอาชีพการงานได้ ความสงบในจิตใจนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานที่ หากขึ้นอยู่กับการวางใจ แม้อยู่ผู้เดียวในห้องก็อาจว้าวุ่นใจได้หากไม่รู้เท่าทันความคิดหรือปัก จิตอยู่กับเสียงรบกวน แต่หากมีสติรู้เท่าทันสิ่งที่มากระทบและอารมณ์ที่ผุดขึ้น แม้ทำงานกับผู้คนก็ยังสามารถรักษาใจให้สงบได้
          การทำงานสามารถเป็นเครื่องฝึกฝนจิตใจได้เป็นอย่างดี นอกจากการฝึกสติหรือดูใจของตนระหว่างทำงานได้ งานยังช่วยเสริมสร้างมโนธรรมให้เข้มแข็งได้ หากวางใจอย่างถูกต้อง เช่น เมื่อทำงานก็นึกถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับส่วนรวม ไม่มัวคิดว่า “ทำแล้วฉันจะได้อะไร ?” การคิดถึงผู้อื่นอยู่เสมอทำให้อุปสรรคและความเหนื่อยยากที่เกิดขึ้นกับเรา กลายเป็นเรื่องเล็กน้อย ดังนั้นจึงทำให้เรามีความทุกข์น้อยลงจากการงานและทำให้เราทำงานได้อย่างต่อ เนื่อง
       ช่างก่ออิฐสามคนทำงานอยู่ใกล้กัน คนแรกทำอย่างเนือยนาย ก่ออิฐได้ไม่กี่ก้อนก็พักแล้ว ปล่อยเวลาผ่านไปนานถึงเริ่มก่ออิฐใหม่ คนที่สองท่าทางขยันกว่าคนแรก แต่ทำไปก็ดูนาฬิกาไป หน้าตาไม่ค่อยสดใส ส่วนคนที่สามนั้นทำงานอย่างกระฉับกระเฉง แม้เหงื่อจะท่วมตัว แต่ก็มีสีหน้าแช่มชื่น
เมื่อไปถามทั้งสามคนเขากำลังทำอะไรอยู่ คนแรกตอบว่า “ผมกำลังก่ออิฐ ” คนที่สองตอบว่า “ผมกำลังก่อกำแพง” ส่วนคนที่สามตอบว่า “ผมกำลังสร้างวัดครับ”
           ทั้งสามคนทำงานอย่างเดียวกัน แต่อากัปกิริยาและความรู้สึกแตกต่างกัน สองคนแรกนั้นนอกจากเห็นว่างานของตนไม่ได้มีคุณค่ามากไปกว่าการก่ออิฐก่อกำแพงแล้ว ลึก ๆ ก็คิดว่างานที่กำลังทำอยู่เป็นแค่อาชีพที่เลี้ยงปากเลี้ยงท้องของตนเท่านั้น ตรงข้ามกับคนที่สามซึ่งเห็นว่าตนกำลังสิ่งที่มีคุณค่าต่อศาสนา เขาไม่ได้คิดว่าตนกำลังประกอบอาชีพเท่านั้น แต่เป็นการทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวม มีส่วนในการทำบุญมหากุศล เขาจึงทำด้วยความกระตือรือร้น ไม่รู้จักเหนื่อย ทั้ง ๆ ที่อาจทำมากกว่าอีกสองคนด้วยซ้ำ
       การคิดถึงประโยชน์ของผู้อื่น ทำให้ไม่มีที่ว่างให้อัตตาเข้ามาครอบงำใจเราได้ ความอ่อนน้อมถ่อมตัว ไม่ถือตัวถือตน จึงเกิดขึ้นได้ง่าย มีเรื่องเล่าว่ามีคนพบเด็กหญิงอายุ ๑๒ ขวบนอนซมอยู่ริมถนน จึงพามาส่งโรงพยาบาล เด็กเป็นไข้สูงมาก หมอหนุ่มจึงเอายาน้ำป้อนใส่ปากเด็ก แต่เด็กกลับปัดมือหมอจนช้อนหลุดมือ หมอพยายามอีกครั้ง เด็กก็ยังปัดอีก หมอหนุ่มโมโหมาก เดินออกจากห้องไปเลยเพราะไม่เคยเจอใครทำเช่นนี้กับตัวมาก่อน
      เมื่อหมอใหญ่รู้ก็มาหาเด็กที่ห้อง หมอใหญ่ลงมือป้อนยาด้วยตัวเอง แต่เด็กก็ยังขัดขืน ปัดมือหมอจนช้อนหลุด ยาเปรอะพื้น หมอป้อนยาอีกครั้ง คราวนี้พูดปลอบว่า “กินยาหน่อย ไม่ขมหรอก” แต่เด็กก็ยังไม่ยอมให้ยาเข้าปาก ปัดอีกครั้งจนยากระเซ็นเลอะเสื้อของหมอ แต่หมอก็ไม่โกรธ พยายามเป็นครั้งที่สาม คราวนี้นอกจากพูดเชิญชวนแล้ว ก็ยังยิ้มให้ด้วย เด็กปัดมือหมออีกครั้งแต่คราวนี้เบาลง
       หมอป้อนยาเป็นครั้งที่สี่ นอกจากสบตาเด็กแล้วยังอ้าปากเชิญชวนให้เด็กทำตาม ไม่ต่างจากแม่ที่พยายามป้อนข้าวใส่ปากลูกน้อย เมื่อช้อนสัมผัสปาก เธอทำท่าจะปัดมือหมอ แต่แล้วก็ชะงักและยอมเปิดปาก เมื่อกินยาเสร็จเด็กก็หันตัวไปซุกกับหมอน ราวกับเสียใจในสิ่งที่ได้ทำลงไป
        หมอใหญ่ชนะใจเด็กสาวได้ก็เพราะเขาอดทนที่จะทำดีกับเธอ โดยไม่โกรธเคืองเธอเลย หมอใหญ่มีประสบการณ์มากพอที่จะรู้ว่าเด็กสาวมีปัญหา เธออาจถูกข่มเหงรังแกจนไม่ยอมไว้ใจใคร และไม่ยอมที่จะรับความช่วยเหลือจากใคร แต่หากหมอใหญ่คิดถึงแต่ตัวเอง ก็คงยอมไม่ได้ที่จะให้เด็กทำกิริยาอาการอย่างนั้นกับเขา เขาคงนึกในใจไม่ต่างจากหมอคนแรกว่า “ ถือดียังไงถึงทำกับฉันแบบนี้ ฉันอุตส่าห์ปรารถนาดีกับแก” แต่ความคิดเช่นนั้นหาได้อยู่ในจิตใจของเขาไม่ เพราะในใจของเขาคิดแต่เพียงว่า “ทำอย่างไรเด็กถึงจะยอมกินยาได้ ?” หมอไม่ได้คิดถึงตัวเองเลย สิ่งที่หมอใส่ใจคือตัวเด็กมากกว่า หมอสนใจว่าจะช่วยเด็กให้หายป่วยได้อย่างไร

       ถ้าเราคิดถึงประโยชน์ของผู้อื่นเป็นสำคัญ ก็จะมีเรื่องมากระทบอัตตาได้ยาก เพราะเมตตากรุณาเข้ามาแทนที่อัตตา เราจะทุกข์เพราะถ้อยคำหรือการกระทำของผู้อื่นน้อยลง เมื่อถูกตำหนิ แทนที่จะตกอยู่ในร่องความคิดว่า “ทำไมถึงมาว่าฉัน ?“ หรือ “ถือดีอย่างไรถึงมาพูดกับฉันอย่างนี้?” เรากลับสนใจว่า “ทำไมเขาถึงพูดอย่างนั้น?” สำหรับคนที่ใฝ่รู้ใฝ่ความจริง สิ่งที่เขาสนใจก็คือ “ที่เขาพูดนั้นจริงไหม?” คนเราถ้าเอาเมตตากรุณาหรือปัญญานำหน้า ไม่ว่ามีอะไรมากระทบ ก็ไม่กระเทือนถึงใจ แต่ถ้าเอาอัตตานำหน้า อัตตาก็จะถูกกระทบไม่หยุดหย่อน เพราะไม่ว่าคิด พูด ฟัง หรือทำ ก็มีแต่ “ตัวฉัน”โดดเด่นเป็นประธานอยู่เสมอ
      ชาวบ้านคนหนึ่งเป็นโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง มารักษาที่โรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง วันหนึ่งหมอที่ตรวจร่างกายประจำไม่อยู่ มีหมอด้านสูตินรีเวชมาตรวจแทน เมื่อตรวจเสร็จ หมอก็เขียนใบสั่งยา โดยเพิ่มจากเดิม ๑ เม็ดเป็น ๒ เม็ด คนไข้สงสัยจึงถามหมอว่า “หมอ แล้วมันจะดื้อยาไหม ?” ทันทีที่ได้ยิน หมอก็ทำเสียงแข็งใส่คนไข้ว่า “แล้วลุงเป็นหมอหรือเปล่า ถ้าอย่างนั้นลุงมาเป็นหมอเองไหม? ” ว่าแล้วก็ไล่คนไข้ออกจากห้องตรวจ
       เมื่อได้ยินคนไข้ทัก อะไรทำให้หมอโกรธหากไม่ใช่เพราะฤทธิ์เดชของอัตตาที่รู้สึกถูกกระทบจากคำทักท้วง แต่หากหมอผู้นั้นมีสติเท่าทันอัตตา ก็จะไม่ฉุนเฉียวอย่างนั้น แทนที่จะเคืองในใจว่า “พูดกับฉันอย่างนี้ได้อย่างไร ? ดูถูกฉันหรือไง?” ก็จะมองอีกมุมหนึ่งว่า “อะไรทำให้เขาพูดอย่างนั้น?” และหากหมอคิดถึงประโยชน์ของคนไข้ ก็จะรู้ได้ไม่ยากว่าคนไข้กำลังวิตกกังวล แทนที่จะโกรธ ก็จะอธิบายให้คนไข้หายวิตกกังวล หาไม่ก็อาจลดยาลงหากรู้ว่าตัวเองผิดพลาดไป
      ผู้ที่นึกถึงคนอื่นอยู่เสมอ เมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้น เขาจะคิดถึงคนที่เดือดร้อนก่อนที่จะนึกถึงตัวเอง อะไรที่จะช่วยคลายความเดือดร้อนของผู้นั้นได้ เขาก็พร้อมที่จะทำ รวมทั้งเอ่ยปากขอโทษโดยไม่สนใจว่าจะเกิดผลต่อตนเองอย่างไร อย่างน้อยคำขอโทษก็ช่วยเยียวยาจิตใจของผู้นั้นได้บ้าง หมอผ่าตัดคณะหนึ่งทำงานผิดพลาดทำให้เด็กเสียชีวิต หมอผู้หนึ่งในคณะนั้นเสียใจมาก เมื่อออกจากห้องผ่าตัดเขาเดินไปหาแม่เด็กและขอโทษเธอ ในเวลาต่อมาแม่ของเด็กได้ฟ้องหมอทั้งคณะ ยกเว้นคนเดียวคือหมอผู้นั้น หมอผู้นั้นไม่เข้าใจว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น แต่เมื่อทนายของหมอถามแม่เด็ก ก็ได้คำตอบว่า “เพราะเขาเป็นคนเดียวที่ใส่ใจ”
      ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ไม่กล้าขอโทษเมื่อทำผิดพลาดเพราะกลัวว่าจะก่อผลเสียหาย แก่ตนตามมา เช่น เป็นหลักฐานให้แก่ฝ่ายโจทย์ในการฟ้องเรียกค่าเสียหาย แต่การทำด้วยเจตนาที่เห็นแก่ตัวเช่นนี้บ่อยครั้งกลับกระตุ้นให้อีกฝ่ายเกิด โทสะและทำทุกอย่างเพื่อเอาชนะหรือแก้แค้น ใช่หรือไม่ว่าอัตตาของฝ่ายหนึ่งย่อมปลุกเร้าอัตตาของอีกฝ่ายเสมอ ในทางตรงข้ามการกระทำด้วยเจตนาที่ปรารถนาดีย่อมบันดาลใจให้อีกฝ่ายอยากทำดี ด้วย มโนธรรมของฝ่ายหนึ่งย่อมดึงดูดมโนธรรมของอีกฝ่ายให้แสดงตัวออกมาเสมอ
       ท่านอาจารย์พุทธทาสย้ำเสมอว่า “การทำงานคือการปฏิบัติธรรม” ไม่ว่าจะทำอาชีพการงาน หรือทำกิจวัตรประจำวัน ก็สามารถเป็นโอกาสปฏิบัติธรรมหรือฝึกฝนจิตใจได้เสมอ เช่น ฝึกให้มีสติรู้ตัวอยู่เสมอ หรือลดละความเห็นแก่ตัว บ่มเพาะเมตตากรุณา รวมทั้งเสริมสร้างมโนธรรมให้เข้มแข็ง อันจะนำไปสู่การปล่อยวางจากความยึดติดถือมั่นในตัวตน หากปล่อยวางสิ่งติดยึดได้มากและลึกเท่าใด โพธิจิตซึ่งอยู่แกนกลางของใจก็จะงอกงามและเปล่งประกายสุกสว่างมากเท่านั้น ทำให้ชีวิตปลอดโปร่งสงบเย็นอย่างยิ่ง 
กิ่งธรรมจาก http://visalo.org/article

 

Monday, June 9, 2014

ธรรมะขณะประกอบอาชีพ

ธรรมะขณะประกอบอาชีพ 
โดยพุทธทาสภิกขุ
 
        เอ้า, ทีนี้เรื่องที่บ้านเสร็จแล้ว จะไปทำงาน : ชาวนาจะไปไถนา ข้าราชการจะไปออฟฟิศ กรรมกรจะไปทำกรรมกร แม้ที่สุดแต่คนขอทานจะไปขอทาน ก็มีความรู้สึกว่าถูกต้องและพอใจ ก้าวย่างไปทุกก้าวย่าง หรือจะขึ้นรถนั่งเรือไป ทุกขณะทุกจังหวะ ก็อิ่มอยู่ด้วยความพอใจ ครั้นไปถึงที่ทำงานแล้ว สำรวมจิตใจให้เป็นธรรมานุสสติว่า หน้าที่คือธรรมะ เรากำลังจะประพฤติธรรมะ เราเคารพในหน้าที่ บูชาการงาน พอใจในการทำงาน พอจะได้ทำงาน ก็รู้สึกพอใจว่าเป็นธรรมะ ก็เป็นสุขเสียแล้ว ข้อนี้อยากจะแนะไปถึงว่า ห้องทำงานนั้น ก็ควรจะได้รับการบูชาด้วย แม้เครื่องมือเครื่องใช้ในการทำงาน ก็ควรได้รับการบูชาหรือการให้เกียรติ เช่นการประนมมือให้แก่ห้องทำงานเสียครั้งหนึ่ง ก่อนแต่ที่จะลงมือทำงาน.
         เอ้า, สมมติว่าชาวนาจูงวัวแบกไถไปถึงนา แล้วก็วางลง ประนมมือให้แก่นา แก่วัวหรือควาย แก่ไถที่จะใช้ไถนา นั่นสักครั้งหนึ่ง ในฐานะมันเป็นอุปกรณ์แก่การปฏิบัติธรรม คือหน้าที่ คนค้าขายก็เหมือนกัน อะไรเป็นอุปกรณ์แก่การงาน ในที่ทำงาน ก็ประนมมือให้เสียครั้งหนึ่ง กรรมกรก็เหมือนกัน ให้ความเคารพแก่อุปกรณ์ในการทำงาน บูชาการงาน ไม่อิดหนาระอาใจ ด้วยเรื่องเป็นต้นว่า นายทุนเอาเปรียบ ให้เสียกำลังใจ เพราะ กระทำกันแก่กันอย่างไม่ซื่อตรง ต่างฝ่ายต่างคิดจะเอาเปรียบ ถ้าเป็น  กรรมกรถีบสามล้อ ก็รู้สึกพอใจ มีสวรรค์อยู่ในขณะที่ถีบสามล้อ โดยเห็นเป็นการปฏิบัติธรรม จะมีอาชีพแจวเรือจ้างก็ได้ กวาดถนนก็ได้ ล้างท่อถนน หรืออะไรๆ ก็ได้ที่เขาถือกันว่า เป็นงานต่ำงานเลว ที่พวกรับปริญญาแล้วทำไม่ได้ นั่นแหละขอให้ถือว่า มันเป็นธรรมะในฐานะเป็นหน้าที่ สมัครใจทำ เหงื่อไหลออกมา ก็กลายเป็นน้ำมนต์อาบรดให้เย็น ดังนี้แล้ว ก็จะไม่มีใครตกงาน ไม่มีปริญญาตกงานเป็นแสนๆ ดังที่กำลังเป็นปัญหาอยู่. ทุกคนมีความพอใจในการทำหน้าที่ โดยเห็นเป็นธรรมะ เสมอกันทุกหน้าที่ แล้วก็เป็นสุข เพราะมีสวรรค์อยู่ทุกๆ อิริยาบถ.
        นี้คือของขวัญ ที่มอบให้ในวันนี้ เป็นคำพูดสั้นๆ นิดเดียว เป็นความรู้นิดเดียว เป็นหลักการนิดเดียว ว่าการทำงานนั้นคือการปฏิบัติธรรม ทำให้มีสวรรค์ได้ในทุกอิริยาบถ เพราะผู้กระทำมีสติสัมปชัญญะ หรือมีธรรมานุสสติก่อนกระทำการงาน อิ่มอกอิ่มใจเป็นสวรรค์ไปตลอดเวลา กระทั่งเหงื่อที่ออกมากลายเป็นน้ำมนต์ที่เยือกเย็น ไม่รู้สึกว่าเป็นน้ำนรกที่ทำให้ร้อนรนกระวนกระวาย สละการงานทิ้งเสียแล้วไปขโมยดีกว่า. คนโบราณจะทำอะไร จะเคลื่อนไหวอะไร ก็สำรวมจิตใจ ตั้งนะโมเสียก่อน แล้วจึงลงมือทำงาน; นั่นแหละ เป็นเคล็ดของการมีธรรมานุสสติก่อนทำการงาน เป็นการสำรวมสติสัมปชัญญะ เพื่อทำอะไรให้ถูกต้อง เยือกเย็น เข้มแข็ง มั่นคง โดยประการทั้งปวง. แม้ลูกเด็กๆ ก็ได้รับการสั่งสอนอบรม ให้กระทำเช่นนั้น จนเคยตัว แม้แต่จะเล่นสนุก จะขึ้นต้นไม้ จะกระโดดน้ำ เป็นต้น ก็ตั้งนะโมก่อนเสมอ.
****************