Monday, November 23, 2015

ที่ไหนมีหน้าที่ ที่นั่นมีธรรมะ

ที่ไหนมีหน้าที่ ที่นั่นมีธรรมะ
 โดย พุทธทาส ภิกขุ
 
หลักสำคัญมีอยู่ว่า "ที่ไหนมีการทำหน้าที่ ที่นั่นมีธรรมะ, ที่ไหนไม่มีการทำหน้าที่ ที่นั่นไม่มีธรรมะ" ต่อให้ในโบสถ์ ที่มีอะไรๆ สำหรับจะมีในโบสถ์ เต็มไปหมด แล้วไม่มีการทำหน้าที่ของธรรมะ มีแต่สั่นเซียมซี พิธีบวงสรวง ขอร้องอ้อนวอน เจิมหรือทากันไม่มีที่สิ้นสุด ในโบสถ์นั้นไม่มีธรรมะสักนิดเดียว ขอยืนยันว่า ในโบสถ์นั้นไม่มีธรรมะสักนิดเดียว; แต่ธรรมะไปมีอยู่ที่กลางนา ที่ชาวนาคนหนึ่งรู้จักหน้าที่ของตน แล้วไถนาอยู่ด้วยความพอใจ ด้วยความสุขใจ ไถนาอยู่โครมๆ ในนานั่นแหละกลับจะมีธรรมะ; ในโบสถ์กลับไม่มีธรรมะ เพราะไม่มีการทำหน้าที่; หรือแม้จะมีการทำหน้าที่ ก็ไม่รู้สึกว่าหน้าที่คือธรรมะ ก็มาทนทำอะไรอย่างคับอกคับใจ อยู่กลางโบสถ์นั่นเอง มันก็เลยไม่มีธรรมะ. ฉะนั้น อย่าไปเอาสถานที่เป็นหลัก แต่เอาธรรมะเป็นหลัก เอาของจริงเป็นหลัก ว่าที่ไหนมีการทำหน้าที่อันถูกต้อง ที่นั้นมีตัวธรรมะอันแท้จริง.
เอ้า, ทีนี้มันน่าหัว ในข้อที่ว่า พวกเราก็ทำหน้าที่กันอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่รู้จักความจริง ที่ว่า หน้าที่คือธรรมะ มันก็เลยกลายเป็นนรกในการทำหน้าที่ มันบีบบังคับความรู้สึก ให้รู้สึกเป็นการต้องทน ต้องอดกลั้น และทนทรมาน ไม่มีความชื่นอกชื่นใจในการทำหน้าที่ ทำให้เกิดการว่างงานกันเสียก็มาก. เดี๋ยวนี้มารู้กันเสียใหม่ คือรู้ความลับข้อนี้ว่า ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ ปฏิบัติหน้าที่นั่นแหละคือการปฏิบัติธรรมะ ก็เลยเป็นการปฏิบัติธรรมะ อยู่ตลอดเวลา. สิ่งที่เคยทำอยู่ จะเป็นการทำไร่ ทำนา ค้าขาย ถีบสามล้อ แจวเรือจ้าง อะไรก็ตามเถิด มันก็จะกลายเป็นธรรมะไปหมด ถ้ารู้สึกว่าการงานในหน้าที่ คือธรรมะแล้ว ก็จะพอใจอย่างยิ่ง ที่ได้ทำการงาน, เมื่อพอใจ มันก็เป็นสุข ในการขุดดิน ทำสวน ทำนา ค้าขาย ทำราชการ ทำกรรมกร ทำขอทาน เรียกว่า มีความพอใจ จนมีความสุข เมื่อได้ทำหน้าที่. นี่เรียกว่า หลักเกณฑ์ที่เราจะทำให้มันมีสวรรค์อยู่ในทุกอิริยาบถ เมื่อทำหน้าที่ของตน มีความพอใจชื่นใจตัวเอง อยู่ทุกอิริยาบถ.
ขอระบุไปตั้งแต่ว่า พอตื่นนอนขึ้นมา เอ้า, ตามธรรมดามันก็ต้องล้างหน้า ถ้าทำความรู้สึกเป็นธรรมานุสสติว่า หน้าที่ล้างหน้านั้น ก็คือการปฏิบัติธรรม อย่างนี้แล้ว ก็พอใจ ก็ล้างหน้าเป็นสุข ล้างหน้าอย่างดีที่สุดก็พอใจๆ จนเป็นสวรรค์เมื่อล้างหน้า. เดี๋ยวนี้มันไม่เป็นอย่างนี้ มันไม่ได้ล้างหน้าด้วยความรู้สึกอย่างนี้ ล้างหน้าด้วยความไม่รู้สึกอยากจะล้างหน้าด้วยซ้ำไป จิตใจไม่อยู่กับตัว ก็ล้างหน้าเหมือนกับล้างก้น แล้วก็ไม่ได้ผลในข้อที่ว่ามันจะเป็นธรรมะอยู่ที่นั่น ดังนั้น ขอร้องว่า พอตื่นนอนขึ้นมา หน้าที่แรก จะล้างหน้า หน้าที่การล้างหน้าก็คือ หน้าที่บริหารร่างกาย บริหารชีวิต เป็นธรรมะอยู่แล้ว ก็ให้รู้สึกพอใจในการกระทำชื่นอกชื่นใจในการกระทำ ถ้าพอใจแล้ว มันก็ชื่นใจมันก็ต้องเป็นความสุขเป็นแน่นอน.
ขอให้มีความพอใจเถอะ ความพอใจนั่นแหละ เป็นตัวการสำคัญ เรียกว่า ปิติ ถ้ามีปิติอย่างชนิดที่กล่าวแล้วนี้ ก็เรียกว่า ธรรมปิติ ปิติในธรรม มีปิติโดยความเป็นธรรม อยู่ในการล้างหน้านั้น มันก็เลยเป็นสุขอยู่ตลอดเวลาที่ล้างหน้า เป็นการปฏิบัติธรรม ตลอดเวลาที่ล้างหน้า มันจะเสียเวลาอะไรนักเล่า ที่จะมาคิดนึกอย่างนี้กันบ้าง เพราะเมื่อล้างหน้าอยู่นั่นเอง มันก็คิดนึกได้. ถ้าไม่มีการปฏิบัติอย่างนี้ ใจก็จะลอยไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ล้างหน้าอย่างใจลอย จิตใจก็ไปอยู่ในเรื่องโมโหโทโสอะไรก็ไม่รู้ อย่างนั้นแหละมันเป็นนรกไปตลอดเวลาที่ล้างหน้า. ขอให้ทำอย่างถูกต้องและพอใจ รู้สึกว่าถูกต้องแล้ว ถูกต้องตามธรรมแล้ว ถูกต้องตามหน้าที่แล้ว ทั้งตามกฏของศีลธรรม และกฏของธรรมชาติ ดังนี้แล้วก็พอใจ พอใจแล้ว ก็ไม่ต้องกลัว จะเป็นสุขขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ความสุขทุกชนิดเกิดมาจากความพอใจ ว่าถูกต้องแล้ว ปลอดภัยแล้วไม่ได้เกิดมาจากสิ่งอื่น: พอใจมากก็สุขมาก พอใจน้อยก็สุขน้อย พอใจแล้วมันก็เป็นสุข, ถ้าพอใจอย่างอันธพาล มันก็เป็นสุขของอันธพาล ความพอใจของพวกอันธพาล ก็เป็นความสุขของพวกอันธพาล: ข้อนี้เราไม่ต้องการ ไม่ปรารถนา เพราะเราถือเอาความพอใจที่เป็นธรรม เป็นของวิญญูชนที่มีธรรม.
เอ้า, ล้างหน้าแล้วจะทำอะไรอีกล่ะ? ก็ไปถ่ายอุจจาระเข้าห้องน้ำ ก็ทำความรู้สึกอยู่ในใจว่า การถ่ายอุจจาระก็คือการปฏิบัติธรรม แต่ดูเหมือนไม่มีใครนึกว่าเป็นการปฏิบัติธรรม แต่โดยแท้จริงเป็นการปฏิบัติธรรม เพื่อบริหารร่างกายหรือชีวิต อย่างถูกต้อง เป็นธรรมอยู่ในตัวการถ่ายอุจจาระ ถ่ายปัสสาวะ นี้เรียกว่ามีธรรมานุสสติ ในขณะแห่งการถ่ายอุจจาระปัสสาวะ เกิดความพอใจ เป็นสุขอยู่ ในการถ่ายอุจจาระปัสสาวะนั่นเอง ไม่ได้ทำอย่างลวกๆ มีจิตใจอยู่ที่อื่น ทำผิดๆ ถูกๆ เกิดโรคภัยไข้เจ็บ เพราะการถ่ายอุจจาระปัสสาวะขึ้นมาอีก ดังนั้น ขอให้มองเห็นว่า มีการปฏิบัติหน้าที่ที่ไหน ก็มีการปฏิบัติธรรมที่นั่น แม้ในเรื่องของการถ่ายอุจจาระปัสสาวะ
เอ้า, ทีนี้ สมมติว่า จะอาบน้ำก็ขอให้พอใจยินดีที่จะเข้าไปในห้องอาบน้ำ ยินดีว่าเป็นการปฏิบัติธรรมจับขันมาตักน้ำอาบ หรือจะเปิดก๊อกน้ำให้ซู่ลงมา ก็มีธรรมานุสสติว่าเป็นการทำหน้าที่ที่ถูกต้องตามธรรมชาติ ตามธรรม แล้วก็พอใจและเป็นสุข; อาบน้ำรดอยู่แม้แต่ว่าถูขี้ไคล ก็เป็นธรรมะอยู่ในการถูขี้ไคล พอใจและเป็นสุขอยู่ในการถูขี้ไคลนั้น ถ้าจะต้องทำอะไรอีกบ้างในเวลานั้น ก็มีธรรมานุสสติเช่นเดียวกัน มันก็เป็นสุขไปทุกอิริยาบถ ในห้องน้ำนั้นเอง.
เอ้า, ทีนี้จะมาแต่งตัว ออกมาจากห้องน้ำจะมาแต่งตัว หยิบผ้ามานุ่ง มาห่ม มาใส่มาสวม อะไรก็ตามเถอะ ทุกอิริยาบถรู้สึกอยู่ว่า โอ้ หน้าที่ที่ถูกต้องคือธรรมะ ก็รู้สึกพอใจและเป็นสุข ตลอดเวลาที่สวมเสื้อผ้า. นี่ สวรรค์ทุกอิริยาบถ มันเป็นได้มากถึงอย่างนี้ มันไม่ต้องเสียเวลาอะไรเพิ่มขึ้นเลย.
เอ้า, ทีนี้จะไปไหนล่ะ! จะไปกินอาหารในห้องอาหาร เดินไปห้องอาหาร ก็พอใจว่าเป็นการทำหน้าที่ที่ถูกต้อง พอจะหยิบจานหยิบช้อน จะตักอาหาร จะหยิบอะไรก็ดี รู้สึกว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่ถูกต้อง เป็นธรรมานุสสติในการหยิบจานอาหาร ตักอาหาร กินอาหาร เคี้ยวอาหาร และในการกระทำทุกอย่าง จนกว่าจะกินอาหารเสร็จ มันก็เป็นธรรมะไปหมด มันถูกต้องแล้ว มันก็พอใจว่าข้าพเจ้าเป็นอยู่ในภาวะที่ถูกต้องแล้ว มันก็พอใจและเป็นสุข มันก็เป็นสวรรค์ หรืออยู่ในความหมายของสวรรค์ตลอดเวลาที่กินอาหาร แม้แต่เวลาที่จะช่วยเขาล้างจาน ก็มีความรู้สึกอย่างเดียวกัน จะช่วยเช็ดจาน จะถูพื้น จะปัดกวาดอะไรๆ ก็มีความรู้สึกว่าถูกต้องแล้วพอใจ, นี่ มันเป็นสวรรค์อยู่ทุกอิริยาบถ ในลักษณะอย่างนี้ โดยไม่ต้องเสียเวลาอะไรเพิ่มขึ้นเลย แต่ที่แล้วมา มันไม่เป็นอย่างนั้น แต่กลับจะเป็นนรก เพราะทำด้วยความอึดอัดใจ ไม่อยากจะทำแม้แต่จะกินข้าว จิตใจก็เลื่อนลอยไปไม่อยู่กับตัว บางทีก็มีโรคปวดหัว โรคประสาท โรคกระเพาะ รบกวน เพราะไม่สามารถทำหน้าที่ให้เป็นธรรมะนั่นเอง.
การทำให้มีธรรมะ ชนิดเล็กน้อย อยู่เป็นประจำเช่นนี้ ในที่สุดก็เปลี่ยนเป็นมีนิสัยเป็นธรรมะ มีธรรมะเป็นเนื้อเป็นตัวไปเสียเลย ซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามหาศาล.

กิ่งธรรมจาก  http://www.buddhadasa.com

Monday, November 2, 2015

ทอดกฐินทั้งที ขอให้ได้ความสามัคคี

 ทอดกฐินทั้งที ขอให้ได้ความสามัคคี
โดยพระไพศาล  วิสาโล


      การทอดกฐินถือว่าเป็นการบำเพ็ญบุญที่ สำคัญในทางพุทธศาสนา เพราะโอกาสที่จะทอดกฐินนั้นมีเพียงแค่ช่วงเดียวเท่านั้นคือภายใน ๓๐ วันหลังจากออกพรรษา พอพ้นวันเพ็ญเดือน ๑๒ หรือวันลอยกระทงแล้วก็ไม่สามารถที่จะทอดกฐินได้ นอกจากนั้นแต่ละวัดสามารถรับกฐินได้เพียงแค่ปีละครั้งเท่านั้น ไม่เหมือนผ้าป่าที่รับได้ตลอดทั้งปี และกี่ครั้งก็ได้ วันละหลายครั้งก็ยังได้ เพราะฉะนั้นบางวัดที่มีญาติโยมศรัทธามากจึงมีการจองกฐินข้ามปี ไม่ใช่แค่ ๒-๓ ปี แต่จองล่วงหน้าเป็นสิบยี่สิบปีก็มี เพราะว่ามีผู้อยากเป็นเจ้าภาพเยอะ แต่ละคนก็อยากเป็นเจ้าภาพแต่ผู้เดียว
     แต่ที่นี่เราทอดกฐินสามัคคี คือไม่มีเจ้าภาพเพียงผู้เดียว ทุกคนมาร่วมกันเป็นเจ้าภาพ อันที่จริงขึ้นชื่อว่าทอดกฐินแล้ว จะมีหรือไม่มีคำว่าสามัคคีปิดท้ายก็ตาม จุดมุ่งหมายก็เหมือนกันคือเพื่อเชิดชูและส่งเสริมความสามัคคี ถ้าไม่มีความสามัคคีแล้วการทอดกฐินก็เกิดขึ้นไม่ได้ แต่เดี๋ยวนี้ความเป็นมาหรือจุดมุ่งหมายของการทอดกฐินนั้นคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้จัก ถ้ารู้จักและเข้าใจก็จะเห็นคุณค่าของประเพณีทอดกฐินได้มากขึ้น
      ที่บอกว่าการทอดกฐินเป็นการทำบุญที่สำคัญและมี อานิสงส์มาก สาเหตุสำคัญไม่ใช่เพราะมีโอกาสทอดได้แค่ปีละ ๓๐ วันเท่านั้น แต่เป็นเพราะการทอดกฐินมีจุดมุ่งหมายเพื่อเชิดชูและส่งเสริมสามัคคีธรรม จะเข้าใจเรื่องนี้ได้ก็ต้องเล่าประวัติความเป็นมาของประเพณีทอดกฐินคือ สมัยพุทธกาลพระภิกษุสงฆ์มีธรรมเนียมว่า เมื่อออกพรรษาแล้วจะมีการไปหาผ้ามาคนละชิ้นสองชิ้น เพื่อมอบให้กับภิกษุรูปใดรูปหนึ่งซึ่งมีจีวรเก่าคร่ำคร่า สมัยก่อนผ้าหายาก ไม่ได้หาง่ายเหมือนสมัยนี้ เพราะไม่มีการทำขาย และการทอก็ใช่ว่าจะทำได้บ่อยๆ ชาวบ้านสมัยก่อนมีเสื้อผ้าแค่คนละชุดสองชุดเท่านั้น
       สำหรับพระสงฆ์ ผ้าส่วนใหญ่ที่ห่มเป็นจีวรก็ได้มาจากผ้าห่อศพที่ไปชักมาจากป่าช้า ได้มาแล้วก็ต้องทำความสะอาด ด้วยการต้ม ซัก แล้วก็ต้องตัดเย็บ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมาก เพราะฉะนั้นจึงมีธรรมเนียมว่า เมื่อออกพรรษาแล้วพระภิกษุสงฆ์จะช่วยกันไปหาผ้ามาคนละชิ้นสองชิ้น เพื่อมอบให้กับภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ท่านไม่ได้มอบให้เฉยๆ แต่ยังช่วยกันตัด ช่วยกันเย็บ ช่วยกันย้อม เพื่อให้เป็นจีวรใช้ห่มได้ จะเป็นสบงหรือจีวรก็ได้ทั้งนั้น
      ต่อมาญาติโยมเห็นว่า พระสงฆ์ท่านลำบาก อยากสงเคราะห์ท่าน จึงออกปากว่าต่อไปนี้พระคุณเจ้าไม่ต้องไปหาผ้า โยมจะไปหาผ้ากันมาเอง แล้วถวายแด่พระสงฆ์ จากนั้นก็จะเป็นหน้าที่ของพระสงฆ์ในการตัดสินใจว่าจะมอบผ้านั้นให้กับผู้ใด ด้วยเหตุนี้จึงเกิดประเพณีทอดกฐินขึ้น โดยญาติโยมช่วยกันหาผ้ามาถวาย ซึ่งก็ต้องเริ่มต้นจากการทอผ้าให้เป็นผืน ซึ่งเป็นงานใหญ่ทีเดียว เพราะสมัยก่อนนั้นไม่มีการทอผ้าสำเร็จรูปขาย ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านต้องช่วยกันกว่าจะได้ผ้ามาผืนหนึ่งบางแห่งมีศรัทธามาก พยายามทำทุกอย่างให้เสร็จภายในวันเดียว ตั้งแต่ปั่นฝ้าย ทอ ตัด เย็บ แล้วนำไปทอดถวายแก่พระสงฆ์ภายในวันนั้น เรียกว่าจุลกฐิน
     ทีนี้เมื่อพระสงฆ์ได้ผ้ามาแล้ว หากเป็นผ้าผืนเรียบ ๆ ท่านก็ต้องช่วยกันตัดให้เป็นชิ้น ๆ เรียกว่าขัณฑ์ แล้วเย็บต่อกันเป็นผืน จะเป็นสบงหรือจีวรก็แล้วแต่ อันนี้สำหรับสำนักที่เคร่งวินัย เสร็จแล้วก็ถึงขั้นตอนสุดท้าย คือกรานกฐิน ทั้งหมดนี้ต้องทำให้เสร็จภายในหนึ่งวัน เพราะฉะนั้นจึงต้องช่วยกัน ในสมัยพุทธกาลแม้แต่พระพุทธองค์ก็ยังร่วมในกิจกรรมนี้ด้วย บางวัดก็ยังมีธรรมเนียมนี้อยู่ กว่าจะตัดเย็บเสร็จ จนกรานกฐินได้ก็อาจล่วงไปถึงกลางคืน อาตมาเคยไปอยู่วัดอมราวดีของหลวงพ่อสุเมโธที่ประเทศอังกฤษ กว่าพระจะช่วยกันตัดและเย็บเป็นสบงได้ก็ราวสี่ทุ่ม จากนั้นจึงนิมนต์พระสงฆ์มากรานกฐินและอนุโมทนา เป็นอันเสร็จพิธี อันนี้เป็นกิจกรรมฝ่ายพระสงฆ์
     ที่อาตมาเล่ามาจะเห็นว่า ประเพณีนี้ต้องอาศัยความสามัคคีมาก เริ่มจากความสามัคคีในหมู่พระที่จะต้องไปช่วยกันหาผ้ามามอบให้กับภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง แม้ภายหลังพระสงฆ์ไม่ต้องหาผ้าเอง มีโยมถวายให้ ก็ต้องมีการตกลงว่าจะมอบผ้านั้นแก่พระรูปใด ซึ่งไม่ใช่ว่าจะต้องมอบให้แก่เจ้าอาวาสเท่านั้น อาจจะเป็นพระลูกวัดก็ได้ การตกลงว่าจะมอบให้กับภิกษุรูปใดก็ต้องอาศัยมติที่เป็นเอกฉันท์ จะมีใครทักท้วงหรือคัดค้านแม้แต่หนึ่งเสียงก็ไม่ได้ ต้องเป็นเอกฉันท์เท่านั้น ข้อกำหนดนี้ยังปฏิบัติมาจนถึงทุกวันนี้
     การที่พระสงฆ์จะมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ ไม่มีการทักท้วงเลยนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเมื่อพระสงฆ์มาจำพรรษาร่วมกัน ๓ เดือนก็อาจมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง การที่จะมีความเห็นเป็นเอกฉันท์เพื่อมอบผ้าให้กับภิกษุรูปใดรูปหนึ่งย่อมไม่ ใช่เรื่องง่าย แต่หากท่านมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ก็แสดงว่าท่านต้องมีความเป็นน้ำหนึ่งใจ เดียวกันพอสมควร และเมื่อเห็นเป็นเอกฉันท์แล้วก็ยังต้องร่วมแรงร่วมใจกันตัดเย็บผ้าด้วย จะทำให้เสร็จภายในวันเดียวก็ต้องอาศัยความสามัคคีเช่นกัน
     นอกจากความสามัคคีในหมู่พระสงฆ์แล้ว ฝ่ายฆราวาสญาติโยมก็ต้องสามัคคีด้วยเช่นกัน สมัยก่อนก็ต้องช่วยกันทอผ้าเป็นผืน รวมทั้งหาบริวารกฐินด้วย อย่างที่เราทราบกันว่ากฐินเดี๋ยวนี้ก็ไม่ได้มีแต่ผ้า แต่มีบริวารมากมายเป็นสิ่งของเครื่องใช้ ทั้งที่หามาเองหรือไปซื้อมา ถ้าจะซื้อก็ต้องมีการบอกบุญเรี่ยไรกัน ต้องมีความสามัคคีถึงจะได้เงินเป็นจำนวนมาก ได้เงินมาแล้วก็ร่วมกันเดินทางมาทอดผ้ากฐิน อันนี้ก็เป็นการเพิ่มพูนความสามัคคีเช่นกัน บางแห่งเจ้าภาพมาจากที่ไกล จากกรุงเทพฯ ก็มี กว่าจะมาถึงก็ประสบความยากลำบาก แต่เมื่อมาถึงแล้วเจ้าบ้านก็ร่วมแรงร่วมใจกันเลี้ยงต้อนรับ เป็นการสานสัมพันธ์ระหว่างคนต่างถิ่น
     จะเห็นได้ว่าประเพณีทอดกฐินนี้ แกนกลางอยู่ที่ความสามัคคี ทั้งเชิดชูและส่งเสริม กล่าวคือเชิดชูสามัคคีธรรมของพระสงฆ์ที่ได้ร่วมกันจำพรรษาอย่างราบรื่นตลอด สามเดือน ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้เกิดสามัคคีธรรมทั้งในหมู่สงฆ์และฆราวาส ตรงที่ต้องร่วมแรงร่วมใจกันทำภารกิจในส่วนของตนให้เสร็จสิ้น ฉะนั้นถ้าเราเข้าใจหลักและจุดมุ่งหมายของประเพณีทอดกฐินนี้ ก็จะเข้าใจว่าทำไมการทอดกฐินจึงเป็นประเพณีที่สำคัญของพุทธศาสนาของชาวไทย และเหตุใดการทอดกฐินจึงมีอานิสงส์มาก
       การทอดกฐินจัดว่าเป็นสังฆทานอย่างหนึ่ง แต่เป็นสังฆทานที่พิเศษ ด้วยเหตุผลที่กล่าวมา โดยปกติสังฆทานก็มีอานิสงส์มากกว่าทานทั่วๆ ไปที่เป็นวัตถุทานอยู่แล้ว แต่ว่าการทอดกฐินพิเศษกว่านั้นเพราะปีหนึ่งทำได้ครั้งเดียวและที่สำคัญคือ เป็นเครื่องเชิดชูและส่งเสริมสามัคคีธรรม
     สามัคคีธรรมเป็นสิ่งสำคัญในพุทธศาสนา การที่พระพุทธเจ้าทรงตั้งคณะสงฆ์ขึ้นมาก็เพื่อให้พระสงฆ์ฝึกฝนพัฒนาตนและ สามารถบำเพ็ญประโยชน์ให้กับชาวโลกได้ แต่จะทำเช่นนี้ได้ ความสามัคคีเป็นเงื่อนไขสำคัญ เพราะเมื่อมีความสามัคคีกันแล้ว ชุมชนสงฆ์ย่อมมีความสงบร่มเย็น ช่วยให้เกิดความเจริญงอกงามในการพัฒนาตน ถ้าที่ใดไม่มีความสามัคคีกัน ที่นั่นย่อมไม่มีความสงบ ยากที่บุคคลจะพัฒนาตนให้มีความเจริญก้าวหน้าได้ และยิ่งเป็นไปได้ยากที่จะบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่ชาวโลกได้
      สามัคคีธรรมสำคัญต่อคณะสงฆ์อย่างไร ก็สำคัญต่อบ้านเมืองอย่างนั้น บ้านเมืองเราจะมีความสงบและเจริญก้าวหน้าได้ ผู้คนก็ต้องมีความสามัคคีกัน ครอบครัว หรือองค์กรก็เช่นเดียวกัน จะเจริญก้าวหน้าได้ก็ต้องมีความสามัคคีในหมู่สมาชิก สามัคคีธรรมมีความสำคัญพอๆ กับลมหายใจ ถ้าหากหวังความสุขก็ต้องให้ความสำคัญกับการสร้างความสามัคคี ซึ่งเป็นสิ่งที่เมืองไทยตอนนี้ขาดมาก ที่จริงขาดไปในทุกวงการเลยก็ว่าได้ จำเป็นมากที่เราจะต้องร่วมระดมกันสร้างสามัคคีธรรมให้เกิดขึ้น แต่สามัคคีธรรมไม่ได้เกิดจากการรณรงค์ด้วยคำขวัญว่า ต้องรักกัน ต้องปรองดองกัน ต้องสามัคคีกัน การรณรงค์ด้วยคำขวัญมีประโยชน์ก็จริง แต่มันช่วยได้ไม่มาก ตราบใดที่ไม่มีการสถาปนาธรรมะในใจคนจนนำไปสู่การปฏิบัติที่ส่งเสริมความสามัคคีหรือปรองดองกัน
      ธรรมะในใจคนได้แก่อะไร ข้อแรกที่สำคัญคือ เมตตา ถ้ามีเมตตาแล้วก็จะมีการทำความดีให้กันและกัน มีความเอื้อเฟื้อกัน ความเอื้อเฟื้อหรือการทำดีต่อกันเป็นเสมือนสะพานที่เชื่อมผู้คนให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ถ้าไม่มีความเมตตากรุณาต่อกันแล้ว เป็นการยากความสามัคคีจะเกิดขึ้นได้กันได้ อย่าว่าแต่ความสามัคคีในประเทศเลย แม้กระทั่งในครอบครัว หรือระหว่างสามีภรรยาถ้าไม่มีเมตตาต่อกัน ความสามัคคีก็เกิดขึ้นได้ยาก
     เมตตาในที่นี้ไม่ใช่เมตตาในใจแต่เพียงอย่างเดียว ต้องแสดงออกมาเป็นคำพูดและการกระทำด้วย สามีภรรยาอาจจะบอกว่าฉันรักเธอ แต่ถ้าไม่แสดงออกด้วยคำพูดที่ไพเราะ คำพูดที่สุภาพ คำพูดที่ปรารถนาดี ก็ไม่สามารถที่จะผูกใจอีกฝ่ายหนึ่งได้ การแสดงเมตตาด้วยคำพูด ด้วยการกระทำนี้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจผู้คนให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
     ขณะเดียวกันก็ต้องมีขันติคือความอดกลั้นและความใจ กว้างด้วย ถ้าเราใจแคบอยู่แล้ว ใครที่คิดไม่เหมือนเรา เราก็จะไม่พอใจ เราก็จะขุ่นเคืองใจ และจากความขุ่นเคืองใจก็จะกลายเป็นความโกรธ และจากความโกรธก็สามารถจะลุกลามกลายเป็นความเกลียดได้ง่าย เดี๋ยวนี้แม้แต่ในครอบครัวเดียวกัน ก็มีความระหองระแหงกันก็เพราะว่า มีความเห็นที่ไม่ลงรอยกัน มีความเห็นที่แตกต่างกัน ไม่เฉพาะแต่เหตุการณ์บ้านเมือง แม้แต่เรื่องราวที่เป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ก็สามารถทำให้ผู้คนทะเลาะกัน ได้ เช่นทะเลาะกันเรื่องฟิล์มกับแอนนี่เพราะคิดไม่ตรงกัน อันนี้เป็นเพราะว่าใจไม่กว้างพอ ถ้าเรามีความใจกว้างก็จะเห็นว่า ความแตกต่างเป็นเรื่องธรรมดา และถ้ามองให้ดีมีปัญญาแล้ว เราก็จะเห็นว่า ความแตกต่างก็มีประโยชน์ไม่น้อย
     ผู้ที่มีปัญญาจะเห็นว่าความแตกต่างนั้นมีประโยชน์ ถ้าคนเราเหมือนกันทุกอย่างแล้ว ก็ไม่สามารถที่จะเสริมซึ่งกันและกันได้ ลองนึกภาพนิ้วมือเรามี ๕ นิ้ว ห้านิ้วนี้สั้นยาวไม่เท่ากัน แต่เป็นเพราะความแตกต่างนี้เองทำให้มือของเราสามารถจะทำสิ่งวิเศษมหัศจรรย์ได้ แม้แต่ญาติที่ใกล้ชิดกับเราเช่นลิงชิมแปนซีก็ไม่สามารถจะใช้มือในการทำสิ่งที่ประณีตพิสดารได้เท่ามนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นดนตรี การสีไวโอลิน การดีดเปียโน การแกะสลัก หรือแม้แต่การจับเครื่องมือให้กระชับแน่น มนุษย์ทำสิ่งเหล่านี้ได้เพราะเรามีนิ้วที่แตกต่างกัน สามารถจับฉวยทำอะไรได้ร้อยแปด ถ้าหากว่านิ้วของเราเท่ากันเสียแล้ว ก็คงไม่สามารถประดิษฐ์สิ่งที่พิเศษพิสดารได้ ไม่ผิดถ้าจะพูดว่าธรรมชาติให้นิ้วมือเรามีความแตกต่างกันเพื่อที่เราจะได้สามารถทำสิ่งที่พิเศษได้ ความแตกต่างของนิ้วมือเป็นการช่วยเสริมซึ่งกันและกัน หากร่วมใจกันหรือสามัคคีกันแล้ว ก็สามารถทำสิ่งวิเศษมหัศจรรย์ได้
      เมื่อ ๖ เดือนที่แล้วอาตมาไปประเทศภูฐาน เราคงทราบดีว่าภูฐานเป็นประเทศที่มีความสงบสุข ผู้คนมีความแตกต่างกันน้อย ไม่ว่าในด้านความเป็นอยู่ หรือวัฒนธรรม แต่ว่าเขาก็ยังเน้นเรื่องสามัคคีบนพื้นฐานของความแตกต่าง ตามบ้านเรือน ตามสำนักงาน หรือสถานที่ราชการ จะมีภาพเกี่ยวกับเรื่องราวในชาดก ชาดกเรื่องหนึ่งที่เห็นบ่อยมากคือเรื่องราวของ ๔ สหาย ๔ สหายนี้ก็ได้แก่ลิง นก กระต่าย และช้าง ๔ สหายนี้ช่วยกันปลูกต้นไม้ เริ่มด้วยการที่นกเอาเมล็ดพันธ์มาเพาะลงในดิน หลังจากนั้นกระต่ายก็รดน้ำ ลิงหาปุ๋ยมาให้ ส่วนช้างคอยบังแดดบังลมให้ ไม่นานต้นไม้ก็เจริญงอกงาม ออกดอกออกผลเป็นอาหารแก่สัตว์ทั้ง ๔
       อันนี้เป็นชาดกที่เน้นถึงความสามัคคี เป็นความสามัคคีบนพื้นฐานของความแตกต่าง แม้จะแตกต่างกันแต่กลายเป็นของดี เพราะว่าคนเรานั้นไม่มีใครที่สมบูรณ์แบบ แต่ละคนมีความเก่งความถนัดกันคนละด้าน ถ้าเรานำความถนัด ความเก่งที่แตกต่างกันนี้มาเสริมกันก็จะก่อให้เกิดประโยชน์สร้างสรรค์ได้ จะมองอย่างนี้ได้ก็ต้องมีปัญญา ดังนั้นปัญญาจึงเป็นธรรมะอีกข้อหนึ่งที่เราควรจะมี ถ้าเรามีปัญญาเราก็จะไม่กลัวความแตกต่าง เราก็จะมองเห็นว่าความแตกต่างนี้มีข้อดี แม้ความคิดของคนอื่นจะไม่ตรงกับความเห็นของเรา แต่มันก็ช่วยให้เราได้เห็นอะไรรอบด้านมากขึ้น อันนี้รวมถึงคำวิจารณ์ด้วย เวลาใครวิจารณ์เรา เราก็มักไม่เห็นด้วย แต่ถ้าเราไตร่ตรองให้ดี มันก็ช่วยให้เราเห็นในสิ่งที่นึกไม่ถึงหรือมองข้ามไป ช่วยให้เราปรับปรุงงานการให้ดีขึ้น รวมถึงแก้ไขตัวเองด้วย นอกจากนั้นยังช่วยลดอัตตาตัวตนของเราด้วย หากเราเห็นข้อดีเหล่านี้ เวลาเราเจอคนที่แตกต่างจากเรา คิดแตกต่างจากเรา เราก็ไม่โกรธ เจอคนที่ความสามารถไม่เหมือนเรา เราก็กลับมองเป็นข้อดีว่าจะได้ช่วยมาเสริมกัน
      ที่จริงแล้วถ้าเราฉลาด มองให้ลึกลงไปอีกชั้นหนึ่งก็จะเห็นว่า เบื้องหลังของความแตกต่างนั้นมันก็คือความเหมือนกัน อย่างนิ้วทั้ง ๕ ของเราแม้จะแตกต่างกัน แต่ทั้ง ๕ ล้วนมาจากฝ่ามือเดียวกัน คนเราก็เช่นเดียวกัน แม้จะเป็นคนต่างชาติ ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม ต่างศาสนา ต่างสีผิว นั่นคือความแตกต่างในส่วนเปลือกนอก แต่ในสาระสำคัญนั้นเราต่างเป็นมนุษย์เหมือนกัน เรารักสุขเกลียดทุกข์เหมือนกัน เราเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ ร่วมวัฏสงสารเหมือนกัน ฉะนั้นถ้าเรามองเห็นจุดร่วมที่เรามีเหมือนกัน เราจะเกลียดกันยาก เราจะรักกันได้ง่ายขึ้น
      ปัญญาทำให้เราเห็นว่าเรามีความเหมือนกันมากมาย ความมีจุดร่วมเหมือนกันทำให้เราผูกพันกันมากขึ้น ขณะเดียวกัน การที่เราเห็นประโยชน์ของความแตกต่างก็ทำให้เรายอมรับความแตกต่างและใช้ความแตกต่างให้เป็นประโยชน์ สร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์ร่วมกันได้
      ธรรมเหล่านี้คือสิ่งที่คนไทยและชาวพุทธจะต้องมีมากๆ ไม่ว่าจะเป็นเมตตา ขันติ และปัญญาที่จะทำให้เราเข้าใจความจริงที่ยึดโยงผู้คนให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ถ้าเรานำเอาธรรมะเหล่านี้มาใช้กับครอบครัวของเรา ที่ทำงานของเรา กับเพื่อนบ้านของเรา ก็จะมีแต่ความสงบ มีแต่สันติสุข ซึ่งก็ทำให้เกิดความเจริญก้าวหน้ากับทุกฝ่าย อยากฝากธรรมเหล่านี้ให้แก่เราในโอกาสที่ได้มาทำบุญทอดกฐินด้วย นอกจากการได้มาทำบุญทำกุศล ได้มาสงเคราะห์พระสงฆ์หรือวัดวาอารามด้วยบริวารที่เราได้รวบรวมมาแล้ว ก็อยากให้เรามองลึกลงไปถึงหัวใจหรือว่าจิตวิญญาณของการทอดกฐิน เพื่อที่เราจะได้น้อมมาปฏิบัติกับตัวเอง เริ่มต้นด้วยการน้อมธรรมะมาสถิตไว้ที่ใจ ไม่ว่า เมตตา ขันติ ปัญญา หลังจากนั้นก็แสดงออกมาเป็นการปฏิบัติ เป็นการกระทำต่อกัน
      เมตตากรุณานั้นเป็นสิ่งที่ต้องสร้างให้มากขึ้นในปัจจุบัน เพราะตอนนี้เรามีความโกรธ ความเกลียด ความกลัวกันมาก แต่เมตตาอย่างเดียวไม่พอ เราต้องแสดงออกมาเป็นการกระทำ เริ่มด้วยการเอื้อเฟื้อทางวัตถู เรียกว่าทาน ต่อมาก็คือการพูดด้วยวาจาไพเราะ เกื้อกูล คือ ปิยวาจา แสดงออกเป็นการกระทำสร้างสรรค์เรียกว่าอัตถจริยา อย่างเช่นที่หลายคนกำลังร่วมกันช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากน้ำท่วม คนไทยถ้าเราไม่มีเคราะห์ภัยเราก็แตกแยกทะเลาะกันได้ง่าย แต่ถ้ามีเหตุเภทภัยมาเราก็รวมกันได้ง่าย ที่เคยทะเลาะกันก็จับมือกัน ช่วยเหลือผู้ประสบภัยเหมือนที่เคยช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิ นี่ก็เป็นอัตถจริยาที่ช่วยยึดโยงผู้คนให้มารักกัน ลืมเรื่องที่โกรธเคืองขุ่นข้องหมองใจกัน และที่ขาดไม่ได้คือสมานัตตาคือการร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน ถ้าเราร่วมทุกข์กับเพื่อน เขาก็จะซาบซึ้งใจ ผูกมิตรกับเราได้ง่าย เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
       ธรรมะทั้งหมดที่อาตมาพูดมาสั้นๆ นี้ คือทาน ปิยวาจา อัตถจริยา สมานัตตตา เราเรียกรวม ๆ กันว่าสังคหวัตถุ สังคหวัตถุคือธรรมะที่ช่วยในการสงเคราะห์ สงเคราะห์ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “ช่วย” เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการยึดเหนี่ยวจิตใจหรือผู้คนให้เป็นหนึ่งเดียวกันด้วย สังคหวัตถุคือธรรมที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวใจ ประสานหมู่ชนให้เกิดสามัคคี หากเรามีธรรมทั้ง ๔ ประการคือ ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และ สมานัตตตา สามัคคีก็จะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน
       อาตมาได้ใช้เวลาพอสมควรแล้ว ก็ขออนุโมทนาญาติโยมทุกท่านที่มาบำเพ็ญบุญกฐินในวันนี้ หลายท่านมาจากที่ไกล และแม้จะลำบากก็ขอให้ถือว่าเป็นการสร้างบารมีให้เกิดขึ้นกับตน ไม่ว่า วิริยะบารมี ขันติบารมี อุเบกขาบารมี ซึ่งล้วนแต่เป็นบุญกุศลที่มีอานิสงส์มากทั้งนั้น ในนามของตัวแทนวัดป่ามหาวันก็ขออำนวยอวยพรให้ทุกท่านเจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ เพื่อเป็นพลังในการทำความดี สร้างประโยชน์ตน ประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อม ขอให้มีความเจริญมั่นคงในธรรม มีสติ มีปัญญา สามารถพาตนออกจากทุกข์ เข้าถึงความสุข โดยเฉพาะสุขที่เป็นยอดแห่งสุขทั้งปวงก็คือ พระนิพพาน ด้วยกันทุกคนเทอญ

ใบธรรมจาก http://www.visalo.org

Monday, October 26, 2015

จุดแท้จริงของความเป็นคน !

จุดแท้จริงของความเป็นคน 

โดยพุทธทาสภิกขุ

 

       ข้าพเจ้าเคยพบคนหลายคนที่มีความรู้สึกภายในใจรุนแรง จนแสดงออกมาทางกายวาจาว่า ท่านแน่ใจเป็นที่สุดแล้วว่า ท่านเป็นคนเต็มเปี่ยมตามคำแปล หรือความหมายของคำว่า คน. ท่านหยิ่งตัวเอง เพราะเหตุนี้ และเห็นว่า เรื่องที่พวกเพื่อนๆ นำมาคุยมาเล่า ให้ฟังนั้นยังต่ำเกินไป ไม่ถึงขีดของความเป็นคน หรือเป็นเรื่องลัทธิครึ เก่าเกินสมัยเรื่องใด เรื่องหนึ่งเท่านั้น

     ทีนี้ ข้าพเจ้า ตั้งอกตั้งใจ พิจารณาดู จุดแท้แห่งความเป็นคน ของท่าน เหล่านั้นว่า คืออะไรกันแน่ ในที่สุด พบว่า จุดแห่งความเป็นคน ของท่านเหล่านี้ ตามที่ท่านเข้าใจ ก็คือ การที่ ท่านสามารถหารายได้มากๆ ทำงานเบา มียศศักดิ์สูงๆ และสามารถหาความเพลิดเพลินทุกประการ มาให้แก่ตนได้ ตามวิธีหรือลักษณะที่นิยมกันว่า เป็นการกระทำของคนชั้นสูง หรือ จะสรุปให้สั้นที่สุด ความเป็นคนของท่าน ก็คือ ความมีเกียรติอันสูงสุด นั่นเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ เข็มอันชี้จุดแห่ง
ความเป็นคนของท่าน ก็ได้ชี้บ่งไปยัง การได้ทำงานชนิดมีเกียรติมาก มีผลมากนั่นเอง และทำด้วยตัณหา คือ ความอยาก เป็นนั่น เป็นนี่.


     ความเห็นอย่างแจ่มแจ้ง ได้ขยายตัว ออกไป ตามแนวนั้น อีกว่า คน คือ สัตว์ชนิดหนึ่งซึ่งเห็นแก่ตัวจัด เป็นทาสแห่งความทะเยอทะยานของตัวยิ่งกว่าสัตว์อื่นๆ ทุกชนิด และ คน คงมิใช่ สัตว์ที่เกิดมาเพื่ออิสรภาพ และความสุขอันสงบ เพราะถ้าเกิดมาเพื่อความสุขสงบ ก็คงไม่ยอมตน เป็นทาสของความเห็นแก่ตัว ที่บังคับให้ทำให้คิดเพื่อตัวทุกๆ ชั่วโมง แม้เวลาหลับก็ยังฝัน แม้บนเตียง ที่นอนเจ็บ ก็ยังครุ่นคิด เพื่อการหาสิ่งบำเรอตัว สัตว์ที่ไม่ใช่คน ย่อมได้รับการพักผ่อน หรือ ความสงบ ยิ่งกว่า สัตว์ที่เรียกว่า คน ประเภทนี้ มากนัก
      อีกอย่างหนึ่ง คนคือสัตว์ชนิดหนึ่ง ซึ่ง ขยาย "พวงอัตตา" หรือ "พวงตัว" ออกเรื่อยๆ โดยไม่มีเวลาสิ้นสุด และการขยายนั้น ก็เพื่อตนจะได้แบกไว้เอง เท่านั้น ครั้งแรก มีอัตตาหรือ ตัวเพียงตัวเดียว พอ "ความเป็นคน" มากขึ้น ก็มี ภรรยา สามี ลูกหลาน ข้าทาสบริวาร หรือ อันเตวาสิก สัทธิวิหาริก พอกขึ้นเป็นพวง เมื่อสิ่งที่เรียกว่า "บุญบารมี" มากขึ้น บริวารเหล่านั้น ต่างก็มี การขยายพวงของตัว ออกไปๆ และพวงน้อยๆ เหล่านั้น รวมกันเป็น พวงใหญ่ พวงเดียว อีกต่อหนึ่ง โดยมี อัตตา ตัวแรกนั่นเอง อ้าออกรับ เป็นเจ้าของพวง ผู้มีเกียรติ หยิ่งตัวเอง เสมอว่า การที่สามารถ หิ้วพวงใหญ่ๆ เช่นนั้น ไว้ได้นั้น เป็น "เกียรติอันสูงสุด" นี่เป็น จุดหมายของความเป็นคน ปริยายหนึ่ง ซึ่งน่าจะสรุปได้สั้นๆ ว่า เกียรติของความเป็นคนก็คือ การเกิดมา เพื่อแบกพวงอัตตา พวงใหญ่ๆ นั่นเอง กระมัง

     อีกปริยายหนึ่ง ซึ่งค่อนข้างจะเด่นอยู่มาก ก็คือว่า คนได้แก่สัตว์ชนิดหนึ่งซึ่งเอาเปรียบผู้อื่นเป็น และรู้สึกว่า ผู้อื่นเอาเปรียบตนก็เป็น. ความรู้สึกเช่นนี้ เป็นความรู้สึกที่หาได้ยากในสัตว์ จำพวกนกหนู เมื่อ "ความเป็นคน" ยังน้อยอยู่ ก็ไม่ค่อยรู้สึกว่าใครเอาเปรียบตน หรือ ลูบคมตน เมื่อความเป็นคนชนิดที่กล่าวนั้น มีมากขึ้น เรื่องนิดเดียว และ ชนิดเดียวกันนั่นเอง กลับเห็นเป็นเรื่องที่ ผู้อื่นลูบคมตน เอาเปรียบตน ไม่เคารพตน ผู้เป็นหัวหน้าหมู่ อย่างใหญ่หลวง และมักหาเรื่อง ลงโทษ ลูกหมู่ หรือ ลูกพวง เป็นการประดับเกียรติของตน ถ้าจะกล่าว อีกอย่างหนึ่ง ก็ได้ว่า คน คือ สัตว์ที่รู้จักผูกโกรธ หรือแก้แค้นเพื่อนฝูงด้วยกัน ในกรณีที่สัตว์ซึ่งต่ำกว่าคนทำเช่นนั้นไม่เป็น จุดหมายของความเป็นคนตามนัยนี้ น่าจะได้แก่ การไม่ยอมให้ใครมาลูบคม เล่นได้นั่นเอง

      เมื่อข้าพเจ้า ได้สังเกต ลักษณะแห่งความเป็นคนของบรรดาท่าน ซึ่งท่านแน่ใจตัวเองว่า ถึงขีดสุด ของความเป็นคน จนพบว่า ท่านหมายถึงอะไร โดยนัย ที่กล่าวมาแล้ว ก็ยังไม่แน่ว่า ข้าพเจ้าเข้าใจ ท่านเหล่านั้น ได้ถูกต้องทำให้ต้องซักซ้อมดูอีกเป็นหลายครั้ง แต่ในที่สุด ก็ไม่พบอะไร มากไปกว่านั้นจึงยุติว่า ความเป็นคน ตามความหมายธรรมดา เท่าที่มีที่เป็นกันอยู่ในจิตใจมนุษย์เรานั้น ไปได้ไกล เพียงแค่นั้นเอง แต่อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้ายังไม่พอใจว่า ความเป็นคน มีเพียงเท่านั้นเอง น่าจะมี เป็นอย่างอื่น.

     ทีนี้ เราจงชวนกัน มามองไปยัง บุคคลประเภท ที่ไม่มีอัตตา เห็นตนเอง และผู้อื่น เป็นเช่นกับ พืชพรรณ ธัญญชาติ ซึ่งต่างก็เกิดขึ้นแล้ว เจริญงอกงาม และดับไปในที่สุด ตามเรื่องของตนๆ พวงอัตตา ของคนประเภทนี้ ก่อขึ้นไม่ติดครั้นหนักเข้า ตัวเองก็ไม่มี คน หรือ สัตว์ก็ไม่มี ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ถือพวกถือพวงไม่รู้สึกว่า ได้เกียรติหรือเสียเกียรติ ทำงานเพียงเพื่อความตั้งอยู่ได้ของร่างกายนี้ เพียงเพื่อต้านทาน ธรรมชาติ ใช้หนี้ธรรมชาติ ตามที่ปัญญา บ่งให้ทำเฉพาะในด้านกาย เช่น พ่อแม่เลี้ยงตนมา ก็เลี้ยงตอบแทน เมื่อยังไม่หลุด ก็ต้องเลี้ยง ลูกหลานของตนเอง ใช้หนี้ธรรมชาติอันนี้ ไม่รู้สึกว่ามีใคร เสียเปรียบได้เปรียบ

      ในโลกนี้ มีแต่สิ่งทั้งหลายที่หมุนไป ตามเหตุตามปัจจัย ยินดีที่จะให้อภัยกันเสมอ ถือหลักความจริง เป็นแนวแห่งการครองชีพ ไม่แสวง"บุญบารมี" มาเพื่อใช้ อำนวยการ สำเร็จความใคร่ ให้แก่ ความทะเยอทะยานอยากของตน ไม่อ้าออกรับ สิ่งทั้งหลาย มาเป็นของตน เหล่านี้ เมื่อเรามอง ซึ้งลงไปถึงหัวใจของเขา เรากลับพบว่า จุดแห่งความเป็นคนของเขานั้น ตรงกันข้าม จากของคนจำพวก ที่กล่าวมาแล้ว ข้างต้น ในที่สุด ข้าพเจ้า ก็กระทบกันกับ ปัญหาว่าถ้าเช่นนั้น พวกไหนเล่า เป็นคนที่แท้จริง ตามความหมาย ซึ่งอาจเป็นที่พอใจ
ได้ด้วยกันทุกฝ่าย.


 กิ่งธรรมจาก http://www.buddhadasa.com

Tuesday, July 7, 2015

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ พระไพศาล วิสาโล

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
โดย พระไพศาล วิสาโล


         ข้าพเจ้าได้ยินชื่อหลวงพ่อเทียนมาเป็นเวลาหลายปีก่อนบวช ทั้งจากคำบอกเล่าของลูกศิษย์ลูกหาของท่านและจากหนังสือของกลุ่มศึกษาและปฏิบัติธรรม ซึ่งมีคุณวุฒิชัย ทวีศักดิ์ศิริผล เป็นกำลังสำคัญเวลานั้น ความจริง ๓-๔ ปีก่อนหน้านั้นขึ้นไปอีก คือในปี ๒๕๑๘ ข้าพเจ้าก็เคยติดตามเพื่อน ๆ สมาชิกชุมนุมศึกษาพุทธศาสตร์และประเพณี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ลัดเลาะไปยังวัดสนามในซึ่งเวลานั้นหลวงพ่อเทียนและลูกศิษย์เพิ่งมาฟื้นฟูให้เป็นสำนักปฏิบัติธรรม หลังจากเป็นวัดร้างมานาน ที่ข้าพเจ้าใช้คำว่า “ลัดเลาะ” ก็เพราะเวลานั้น ทางไปวัดสนามในยังมิใช่เป็นถนนคอนกรีตตลอดสาย บ้านจัดสรรยังไม่ขยายลึกเข้าไปจนเนืองแน่นเหมือนทุกวันนี้ จะมีก็แต่เรือกสวนเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นจึงต้องเดินเข้าไปเป็นหลัก หากแต่คราวนั้นพวกเรามิได้พบหลวงพ่อเทียน ไปถึงวัดไม่นานก็กลับ ยังจำได้ว่า รอบวัดสนามในเมื่อ ๑๔ ปีก่อน ยังเป็นชนบทแท้ ๆ ผู้คนอยู่กันอย่างพื้น ๆ สมถะ เยี่ยงชาวสวนชานเมือง โดยที่รถโดยสารก็ไม่ต่างจากรถ “โคตรทรหด” ที่เคยเห็นในหนังเรื่อง “ครูบ้านนอก” เท่าใดนัก ทั้ง ๆ ที่อยู่ห่างจากสี่แยกสะพานกรุงธนเพียง ๒-๔ กิโลเมตรเป็นอย่างมาก
        
หลวงพ่อเทียน  จิตตสุโภ
          แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ข้าพเจ้าก็หาได้มีความสนใจหลวงพ่อเทียนเป็นพิเศษไม่ หนังสือธรรมเทศนาของท่านที่กลุ่มศึกษาและปฏิบัติธรรมพิมพ์เผยแพร่ ข้าพเจ้าก็ไม่เคยมีโอกาสอ่านจริง ๆ จัง ๆ ทั้ง ๆ ที่ได้รับแจกมาหลายเล่ม แต่ที่สะดุดใจคือ รายการเก็บอารมณ์ที่กลุ่ม ฯ จัดเป็นประจำที่วัดสนามใน ได้ทราบว่าหลายคนได้รับอานิสงส์จากการปฏิบัติธรรมที่นั่นมาก จึงตั้งใจว่าจะหาโอกาสปลีกตัวไปร่วมรายการดังกล่าวบ้าง แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่อาจทำดังที่คิดไว้ จนกระทั่ง ๒-๓ อาทิตย์ก่อนบวช คือ ปลายเดือนมกราคม ๒๕๒๖ ข้าพเจ้าจึงได้เข้าไปวัดสนามในเป็นครั้งแรกในรอบ ๗ ปี แต่ที่เข้าไปก็เพราะได้ทราบจากเพื่อนว่า หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ เดินทางมายังวัดสนามใน ในช่วงนั้นเป็นโอกาสดีที่จะขอไปฝึกปฏิบัติธรรมกับท่านที่วัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ และอยู่ที่วัดนั้น ข้าพเจ้าได้สังเกตเห็นภิกษุชรารูปหนึ่งเดินจงกรมอยู่หน้ากุฏิ แต่งตัวดังพระเซน มีคนบอกว่านั้นแหละหลวงพ่อเทียน ตอนนั้นท่านกลับจากการเปิดอบรมธรรมที่สิงคโปร์ไม่นาน และอยู่ในระหว่างพักฟื้นจากการผ่าตัด นั่นเป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าพบหลวงพ่อเทียน แต่ก็หาได้เข้าไปกราบคารวะท่านไม่ พอเสร็จธุระกับหลวงพ่อคำเขียน ก็ลาท่านกลับเลย

         ข้าพเจ้ามาวัดสนามในอีกที ๑ เดือนหลังจากนั้น จำได้ว่าเป็นวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ คราวนี้มาในเพศบรรพชิต โดยเปลี่ยนใจมาปฏิบัติธรรมที่วัดสนามในแทนตามคำแนะนำของหลวงพ่อคำเขียน ท่านว่าวัดป่าสุคะโตนั้นกันดารมาก หากมาอยู่ที่วัดสนามในจะสะดวกแก่การปฏิบัติมากกว่า อีกทั้งหลวงพ่อเทียน ซึ่งเป็นอาจารย์ของท่านก็อยู่ที่นั่นด้วย สามารถช่วยเหลือในด้านการปฏิบัติได้อย่างเต็มที่ ส่วนท่านเองจะลงมาสอนกรรมฐานให้ข้าพเจ้าเป็นประเดิมในอาทิตย์แรกด้วย

             ครั้นไปถึงก็มิได้พบหลวงพ่อคำเขียน และไม่ทราบว่าท่านจะลงมาวัดสนามในเมื่อไร วันแรกจึงปฏิบัติผิด ๆ ถูก ๆ อาศัยการสังเกตจากพระเณรรูปอื่น ๆ เป็นหลัก ไม่มีใครมาแนะนำการปฏิบัติ ต่อเมื่อถึงเย็นวันที่ ๒ จึงมีคนไปเรียนให้หลวงพ่อเทียนทราบ ดูเหมือนหลวงพ่อคำเขียนจะปรารภกับท่านเรื่องข้าพเจ้าก่อนแล้ว พอท่านทราบชื่อข้าพเจ้า ท่านก็เดินลงมาจากกุฏิ และสอนวิธีเจริญสติแก่ข้าพเจ้าที่ลานหน้ากุฏิท่าน ท่านสอนว่าไม่ว่าจะเดินหรือสร้างจังหวะ ก็ให้ “รู้สึก” อยู่เสมอ อย่าไปสนใจความคิด รู้อยู่แต่ที่การเคลื่อนไหวของกาย จะคิดอะไรก็แล้วแต่ พอรู้ตัวก็ให้กลับมาอยู่ที่กายนั่นแหละ ท่านแนะไม่ถึง ๕ นาที เสร็จแล้วท่านก็บอกให้ข้าพเจ้าไปปฏิบัติ ข้อนั้นไม่สู้กระไร แต่ที่ยิ่งกว่านั้นคือประโยคท้าย ๆ ของท่านที่ว่า ให้ปฏิบัติทั้งวันไม่ต้องพูดคุยกับใคร อยู่แต่ในกุฏินั่นแหละ ข้าพเจ้าฟังแล้วก็หนักใจขึ้นมาทันที เพราะลำพังการปฏิบัติ ๘ ชั่วโมง ซึ่งข้าพเจ้าตั้งใจว่าจะทำให้ได้ ก็รู้สึกเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสอยู่แล้ว นี่ท่านกลับให้ทำทั้งวัน แต่ตอนนั้นก็ไม่ได้ออกปากกับท่าน คิดว่าลองทำตามที่ท่านแนะมาก็แล้วกัน

วิธีเจริญสติ แนวหลวงพ่อเทียน
เรียบง่าย และกล้ารับประกัน 
           ในช่วงแรก ๆ หลวงพ่อเทียนหมั่นมาสอบอารมณ์ข้าพเจ้าที่กุฏิทุกวัน ๆ ละ ๒ ครั้ง คือเช้ากับเย็น เป็นเหตุให้ข้าพเจ้าต้องตั้งใจปฏิบัติตลอดเวลา เพราะไม่รู้ว่าท่านจะเดินมาหาเมื่อไร ท่านมาแต่ละครั้งก็ถามเพียงว่าเป็นอย่างไร และแนะว่าให้รู้สึกอยู่เสมอ กระนั้นข้าพเจ้าก็รู้สึกเกรงใจท่านอย่างยิ่ง เพราะยังไม่ประสบความก้าวหน้าในการปฏิบัติเลย ไม่รู้ว่า “ความรู้สึก” ที่ท่านพูดนั้นเป็นอย่างไร ใจนั้นหนักไปในด้านการเพ่งอิริยาบถการเคลื่อนไหวของกาย หาไม่ก็เพ่งและคอยสกัดกั้นความคิดมิให้กำเริบ ซึ่งล้วนเป็นวิธีที่ผิดทั้งนั้น แต่ตอนนั้นไม่รู้ว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถรู้สึกได้โดยไม่เอียงสุดไปข้างใดข้างหนึ่ง อันได้แก่การเพ่งจ่อและการปล่อยใจให้ฟุ้งซ่าน
             อย่างไรก็ตามหลวงพ่อเทียนก็อดทนที่จะมาหาข้าพเจ้าและฟังคำตอบเดิม ๆ อยู่เสมอ จนข้าพเจ้าต้องพยายามนึกหาคำตอบใหม่ ๆ แต่แม้ท่านจะแนะนำอย่างไร ข้าพเจ้าก็หาเข้าใจไม่ บางวันท่านก็มาสอนวิธีกวาดพื้นอย่างมีสติ ท่านย้ำเสมอว่าการเจริญสติมิได้อยู่ที่การเดินจงกรม หรือการปฏิบัติในรูปแบบ แต่นักปฏิบัติควรให้การกระทำทุกอย่างเป็นการเจริญสติไปในตัว ไม่ว่าจะเดิน นั่ง หรือกวาดใบไม้ แม้เวลากระพริบตา กลืนน้ำลาย ก็ให้รู้สึกอยู่เสมอ ระยะหลัง ๆ ท่านมิได้มาเอง หากให้อาจารย์ทอง อาภากโร มาช่วยสอบอารมณ์แทน
           กว่าข้าพเจ้าจะรู้จักวิธีเจริญสติอย่างถูกต้องตามที่ท่านแนะนำก็หมดเวลาเป็นเดือน ระหว่างนั้นต้องเป็นทุกข์ทั้งกายและใจอย่างยิ่ง หากมิได้ตั้งจิตอธิษฐานก่อนมาวัดสนามในว่าจะอยู่ที่นั่นให้ครบ ๑ เดือนแล้ว ข้าพเจ้าก็คงเลิกปฏิบัติและย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้ว ประสบการณ์ช่วงนี้ข้าพเจ้าเขียนไว้ในที่อื่นอย่างละเอียดแล้ว จึงจะไม่ขอกล่าวในที่นี้ อย่างไรก็ตาม เมื่อข้าพเจ้าผ่านช่วงวิกฤตดังกล่าวไปได้ ได้เห็นอานิสงส์ของสติที่มีพลัง ว่องไว ก็อดซาบซึ้งในคุณครูบาอาจารย์ไม่ได้ ที่ท่านได้เพียรพยายามชี้แนะด้วยความกรุณา
การเจริญสติแนวหลวงพ่อเทียน การสร้างจงหวะ

           หลังจากนั้น หลวงพ่อเทียนก็ยังมาให้คำชี้แนะในการปฏิบัติเป็นครั้งคราว คราวหนึ่งข้าพเจ้าเก็บอารมณ์ไม่ไปฉันรวมกับหมู่คณะที่ศาลา ซึ่งเนืองแน่นด้วยญาติโยมเนื่องจากเป็นวันสงกรานต์ ข้าพเจ้าเดินจงกรมอยู่คนเดียวไม่ไกลจากกุฏิท่านเท่าใดนัก ท่านแลเห็นก็เดินเข้ามาหา คราวนี้นอกจากจะสอบถามชี้แนะการปฏิบัติอย่างเคยแล้ว ท่านยังพูดเลยไปถึงเรื่องอื่น ๆ อันเป็นเรื่องพื้น ๆ ทั่วไปที่มิใช่เรื่องการปฏิบัติ ดูไม่มีพิธีรีตองอันใด กับชาวบ้านซึ่งบังเอิญเดินผ่านมา ท่านก็พูดด้วยอย่างเป็นกันเอง ดูไม่ต่างจากพระหลวงตาธรรมดารูปหนึ่ง ช่วงนั้นเองที่ข้าพเจ้าได้เห็นอีกมิติหนึ่งของท่าน คือความเป็นธรรมดาสามัญ ที่ปราศจากความโดดเด่นเคร่งขรึม ทั้ง ๆ ที่ท่านเป็นวิปัสสนาจารย์ผู้ใหญ่ ซึ่งมีผู้เคารพนับถือเป็นอันมาก ความเป็นธรรมดาสามัญของท่านดังกล่าว ทำให้หลายคนที่เคยได้ยินกิตติศัพท์ของท่าน หากบังเอิญได้มาพบท่านโดยไม่รู้ว่าท่านเป็นใครแล้วก็ย่อมนึกไม่ถึงว่าท่านคือ หลวงพ่อเทียน ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นปรมาจารย์แห่งการเจริญสติ
          เดิมข้าพเจ้าตั้งใจว่าจะบวชเพียง ๓ เดือน ต่อมาขยายเป็น ๖ เดือน หลวงพ่อเทียนเป็นพระเถระรูปหนึ่งซึ่งแนะข้าพเจ้าให้บวชนานกว่านั้น การที่ข้าพเจ้าได้อยู่ปฏิบัติต่อที่วัดสนามในและภายหลังย้ายไปที่วัดป่าสุคะโตต่อมาอีกหลายปีนั้น ในด้านหนึ่งก็ทำให้เห็นคุณวิเศษของท่านมากขึ้น แต่อีกด้านหนึ่งก็พลอยได้เห็นขีดจำกัดของท่าน โดยเฉพาะในเรื่องการรับรู้และการเกี่ยวข้องกับโลกสมัยใหม่ ซึ่งรวมถึงเรื่องการบริหาร การจัดการ ยิ่ง ๕ ปีหลัง ท่านมาให้ความสนใจกับการสร้างสำนักปฏิบัติธรรมแนวใหม่ที่จังหวัดเลย ขีดจำกัดดังกล่าวก็เห็นเด่นชัดขึ้น แต่นี้ก็ช่วยให้ข้าพเจ้าได้เห็นความเป็นธรรมดาสามัญของท่านมากขึ้น ท่านจึงเป็นแบบอย่างที่มีชีวิตชีวา มีความเป็นมนุษย์อันเราสามารถเรียนรู้จากท่านได้ทั้งในทางบวกและลบ โดยที่เรายังสามารถเคารพท่านได้อย่างสนิทใจ
           แต่หากกล่าวในเรื่องทางธรรมแล้ว หลวงพ่อเทียนมีวิธีการสอนที่แปลกและไม่หยุดนิ่ง ความที่ท่านเติบโตในทางธรรมโดยไม่จำกัดที่สำนักหรือสายการปฏิบัติใดเป็น พิเศษ ทั้งท่านยังได้ประจักษ์แจ้งสัจจะด้วยวิธีการของท่านเอง ดังนั้นแนวการสอนของท่านจึงแหวกออกไปจากประเพณีการปฏิบัติแต่ดั้งเดิมที่ แพร่หลายในเมืองไทย อาทิ การไม่เน้นพิธีรีตอง การใช้ถ้อยคำสำนวนที่มีลักษณะเฉพาะ และวิธีการอบรมที่ผิดกับสายปฏิบัติแบบวัดป่าทั่วไป ทั้งนี้ไม่จำต้องพูดถึงวิธีการเจริญสติที่เป็นแบบฉบับของท่านโดยเฉพาะ กล่าวกันว่า เมื่อแรกที่ท่านสอนธรรมแก่คนทั่วไปนั้น ท่านแทบจะไม่พูดเลย หากแต่อาศัยอากัปกริยาบางอย่างเป็นสื่อแสดงสภาวธรรม และกระตุ้นให้คนฉุกคิดขึ้นมา แต่ในช่วงหลังท่านใช้คำพูดเป็นสื่อแสดงธรรมมากขึ้น และท่านดูตั้งใจในเรื่องนี้มาก ทั้งยังพยายามศึกษาการแสดงธรรมของอาจารย์ท่านอื่น ในช่วงที่ข้าพเจ้าอยู่วัดสนามในนั้น เนื่องจากกุฏิของข้าพเจ้าอยู่หลังกุฏิท่านเพียงแค่คูน้ำเล็ก ๆ คั่นกลาง จึงได้ยินและเห็นท่านฟังเทปธรรมบรรยายของท่านพุทธทาสภิกขุอยู่เนือง ๆ
       แม้ว่าท่านจะเป็นพระเถระที่มีเมตตา เข้าหาได้ง่ายและเป็นกันเอง แต่ในเรื่องการสอนธรรมแล้ว ท่านกวดขันเอาใจใส่มาก กล่าวกันว่า เมื่อท่านยังมีกำลังวังชาอยู่นั้น ท่านตรวจตราตามกุฏิ และจ้ำจี้จ้ำไชลูกศิษย์เป็นคน ๆ เลยทีเดียว ข้าพเจ้ามาไม่ทันเห็นภาพดังกล่าว แต่ก็ยังโชคดีมาเห็นท่านหมั่นมาสอบอารมณ์ของลูกศิษย์สม่ำเสมอ
          หลวงพ่อเทียนนั้น แม้ท่านจะดูเหมือนพระหลวงตาธรรมดารูปหนึ่ง โดยเฉพาะในเรื่องกิจการงานทางโลก แต่เวลาท่านก้าวสู่อาณาจักรแห่งธรรมปฏิบัติ โดยลงมาควบคุมการปฏิบัติและชี้แนะสอบอารมณ์ลูกศิษย์ตามกุฏิด้วยตัวเองแล้ว ท่านดูสง่าดังบุรุษอาชาไนย ซึ่งเปี่ยมด้วยพลัง ไม่ยอมแพ้ต่อสังขารอันบอบบางของท่าน ทั้งไม่เคยยอมจำนนต่อความเขลาเบาปัญญาของลูกศิษย์ ท่านจะเพียรพยายามกระตุ้นลูกศิษย์ กระตุ้นแล้วกระตุ้นเล่าอย่างเปี่ยมด้วยปัญญาคุณและกรุณาคุณ แต่เมื่อท่านป่วยหนักจนต้องผ่าตัดเป็นครั้งที่ ๒ ตอนกลางพรรษาปี ๒๕๒๖ ท่านก็ดูอ่อนแรงไปมาก การกวดขันการปฏิบัติชนิดตัวต่อตัวลดน้อยลงไป ท่านหันไปเน้นการบรรยายธรรม หาไม่ก็พักฟื้น แต่ก็มีบางครั้งที่ท่านไม่ยอมอยู่นิ่งเฉย ลุกขึ้นมากวดขันการปฏิบัติในวัดดังที่ท่านเคยปฏิบัติ ในยามนั้นท่านกลับดูเข้มแข็งอีกครั้งหนึ่ง ในความรู้สึกของข้าพเจ้าท่านดูสง่าดังแม่ทัพที่กลับมายังสมรภูมิอีกครั้งหนึ่ง เป็นสมรภูมิรบที่ท่านเจนจัดและเป็นชีวิตจิตใจของท่าน ดูเหมือนว่าในพรรษา ๒๕๓๑ อันเป็นพรรษาสุดท้ายของท่าน ท่านได้หันมากวดขันอย่างจริงจังกับพระเณรที่สำนักทับมิ่งขวัญ แต่ท่านไม่ทันได้ทำตลอดพรรษาก็ดับขันธ์เสียก่อน
          หลวงพ่อเทียนได้จากไปอย่างสงบและอย่างธรรมดาสามัญที่สุด ดังใบไม้ที่ปลิดขั้วและร่อนสู่พื้นอย่างแผ่วเบา คืนสู่ธรรมชาติอันเป็นที่มาของท่านและของชีวิตทั้งหลาย ท่านมิใช่อะไรอื่น หากเป็นส่วนหนึ่งของกระแสแห่งเหตุปัจจัย ซึ่งบังเกิดขึ้นมาในยุคของเรา เพื่อเกื้อหนุนโน้มนำเราท่านทั้งหลายให้ตระหนักในคติธรรมดาของชีวิต และเพียรพยายามเข้าถึงภาวะแห่งความสว่างไสวด้วยอำนาจแห่งสติและปัญญาซึ่งมี อยู่ในเราทุกคน ท่านได้ทำจนหมดอายุขัยสิ้นเหตุปัจจัยที่ท่านจะดำรงอยู่ต่อไป คงเหลือแต่เราท่านซึ่งยังมีภาระที่จะต้องทำ มีขันธ์ที่จะต้องแบก แต่ธรรมที่ท่านสอนนั้นสามารถช่วยให้ภาระดังกล่าวสิ้นสุดลงและทำขันธ์ให้เบา บางลงไปได้ นี้เองที่ทำให้หลวงพ่อเทียนเป็นดังดวงเทียนท่ามกลางกระแสธรรมที่ทรงคุณค่า อย่างยิ่งสำหรับเรา
กิ่งธรรม   http://www.visalo.org

Monday, June 15, 2015

ทักท้วงใจให้ไกลทุกข์ พระไพศาล วิสาโล

ทักท้วงใจให้ไกลทุกข์
พระไพศาล วิสาโล


      ในเวียดนามมีเรื่องเล่าว่า ชายคนหนึ่งแต่งงานได้ไม่นาน ก็ถูกเกณฑ์ไปทำสงคราม จึงต้องทิ้งภรรยาสาวเอาไว้ เขาหายไป ๓ ปีไม่ส่งข่าวมาเลย เมื่อกลับมาบ้าน ภรรยาก็ดีใจ สามีจึงให้ภรรยาไปซื้อของมาเซ่นไหว้บรรพบุรุษตามประเพณี ระหว่างที่ภรรยาเข้าไปในตลาด ชายคนนั้นก็เดินเข้าบ้าน เจอเด็กอายุ ๓ ขวบ เด็กถามว่าเป็นใคร ชายหนุ่มก็บอกว่า “ฉันเป็นพ่อของหนูไง” เด็กบอก “ลุงไม่ใช่พ่อหนู พ่อหนูมาที่บ้านทุกคืนเลย ทุกคืนแม่จะคุยกับพ่อแล้วก็ร้องไห้ แม่นั่งพ่อก็นั่งด้วย แม่นอนพ่อก็นอนด้วย” พอได้ฟังอย่างนี้ชายหนุ่มก็ขุ่นเคืองขึ้นมาทันที ความรู้สึกต่อภรรยาของตัวเองเปลี่ยนไปทันที
       เมื่อภรรยากลับมาจากตลาด ชายหนุ่มก็แสดงทีท่าเฉยชามึนตึงไม่พูดด้วย เมื่อทำการเซ่นไหว้บรรพบุรุษเสร็จ ก็เก็บเสื่อเลย ไม่ยอมให้ภรรยายเซ่นไหว้ด้วย ภรรยาตกใจ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ผู้ชายก็ไม่พูดอะไรทั้งสิ้น เดินหายเข้าไปในหมู่บ้าน เอาแต่ร่ำสุรา สามวันสามคืนไม่กลับมาเลย ภรรยาเสียใจร้องห่มร้องไห้ รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ทั้ง ๆ ที่อุตส่าห์เฝ้าคอยสามีมาตลอด แต่ทำไมถึงกระทำกับตนอย่างนั้น ราวกับว่าตัวเองไม่มีอยู่ในโลก เธอทนสภาพเช่นนี้ไม่ได้ ในที่สุดก็โดดน้ำตาย
       ชายหนุ่มกลับมาทำพิธีศพภรรยา ตอนเย็นก็กลับมาบ้าน พอจุดตะเกียง ลูกชายก็ตะโกนออกมาว่า “นี่ไงพ่อ” แล้วเด็กก็ชี้ไปที่เงาของพ่อบนกำแพง เด็กพูดต่อว่า “พ่อมาทุกคืนอย่างนี้แหละ แม่คุยกับพ่อทุกคืน ร้องไห้ด้วย ถ้าแม่นั่งพ่อก็นั่ง ถ้าแม่นอนพ่อก็นอน” ถึงตอนนี้ชายหนุ่มก็เข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ความจริงก็คือว่า ภรรยาของเขาร้องไห้กับเงาของตัวเองทุกคืน ด้วยความคิดถึงสามี แล้ววันหนึ่งลูกสงสัยขึ้นมาว่าพ่อของตัวอยู่ไหน แม่จึงชี้ไปที่เงาบนกำแพงแล้วบอกว่า “นี่ไงพ่อของลูก” เด็กก็พาซื่อ เข้าใจว่าเงาบนกำแพงนั้นเป็นพ่อของตัวจริง ๆ
      ทั้งภรรยาและสามีต่างรักกัน ซื่อสัตย์ต่อกัน แต่ทำไมเรื่องนี้จึงจบลงด้วยความเศร้า นั่นก็เพราะชายหนุ่มปักใจเชื่อความคิดของตน พอได้ยินคำพูดของเด็กซึ่งไร้เดียงสา ก็สรุปทันทีว่าภรรยาของตัวมีชู้ ดูจากลักษณะอาการที่ลูกเล่า มันก็น่าจะเป็นอย่างนั้น จะมีใครที่ไหนมาหาภรรยาของตนทุกคืน นอกจากชายชู้ เขาเชื่อว่าภรรยามีชู้เพราะลักษณะอาการมันน่าจะเป็นอย่างนั้น ว่าโดยตรรกะก็น่าจะเป็นอย่างนั้น แต่ความจริงเป็นอีกอย่างหนึ่ง
       เป็นเพราะชายหนุ่มด่วนสรุป โดยไม่รู้จักท้วงความคิดของตัวเองบ้าง ว่าความจริงอาจไม่ได้เป็นอย่างที่ตัวเองคิดก็ได้ แต่เมื่อสรุปและเชื่อความคิดอย่างนั้น ก็ทำให้เห็นภรรยาของตัวเป็นคนเลวทันที ที่จริงเรื่องนี้อาจไม่จบอย่างนั้น หากชายหนุ่มพยายามหาความจริง เช่น สอบถามภรรยาของตัวว่าอะไรเป็นอะไร แต่เป็นเพราะปากหนัก จึงทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก
         ถ้ามีสติเราจะทักท้วงความคิดของตัวเองว่า อย่าเพิ่งสรุปอย่างนั้น คนที่มีสติ รู้ทันความคิด เขาจะไม่เชื่อความคิดของตัวเองง่ายๆ เพราะรู้ว่า ความคิดเป็นสิ่งที่วางใจไม่ได้ เวลาเราเจริญสติ จะรู้ดีว่าความคิดมันหลอกเราเก่งแค่ไหน คิดเป็นตุเป็นตะ น่าเชื่อถือ แต่บางทีก็ตีตนไปก่อนไข้ ถ้าเรารู้จักความคิดของเราดีพอ เราจะไม่ด่วนสรุป ไม่รีบตัดสินอะไรง่าย ๆ สติจะช่วยทักท้วงหรือตักเตือนให้ช้าก่อน เพราะประสบการณ์หลายๆ ครั้งสอนเราว่า เมื่อด่วนสรุปแล้วมักจะมีความผิดพลาดเกิดขึ้น สิ่งที่เราคิดว่าแน่นอนแล้ว แต่ความจริงเป็นตรงกันข้าม ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เราไม่ด่วนสรุปหรือเชื่ออะไรง่าย ๆ แม้แต่ความคิดของตัวเอง
       สติช่วยให้เราระลึกถึงกาลามสูตรข้อที่ว่า อย่าเชื่อเพราะรูปลักษณะมันน่าจะเป็นอย่างนั้น ความเป็นจริงอาจจะเป็นอีกอย่างซึ่งเรานึกไม่ถึงก็ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเรามีสติเราจะไม่ด่วนสรุปอะไรง่าย โดยเฉพาะการสรุปไปในทางที่เป็นโทษกับตัวเองหรือเป็นภัยแก่ผู้อื่น ลองดูเถอะว่า กี่ครั้งกี่หนแล้วที่พอเราด่วนสรุปไปแล้วทำให้ตัวเองเป็นทุกข์ และคนอื่นก็เดือดร้อนด้วย กี่ครั้งแล้วที่ เราด่วนสรุปเพราะรูปลักษณะมันชวนให้เชื่อว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น เคยเจอไหม นัดกันแล้วไม่มาตามนัด เลยโกรธ หาว่าเขาโกหกเรา ไม่ให้ความสำคัญกับเรา เสร็จแล้วใจก็หวนไปคิดและขุดเอาเรื่องเก่าๆ ที่ไม่ดีของเขาออกมา เช่น มาสายเป็นประจำ พูดจาเชื่อถือไม่ได้ ไม่รับผิดชอบงานการ ฯลฯ ถ้าเรามีความคิดแบบนี้ขึ้นมา น่าจะท้วงเอาไว้ก่อน เพราะเขาอาจจะมาแต่ยังมาไม่ถึง หรืออาจจะมาแล้วแต่ว่าไปรอคนละประตู หรืออาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อน เช่น นัดกันสี่โมงเย็น แต่เขามาสี่โมงเช้า หรืออาจจะมาแล้วแต่เกิดอุบัติเหตุ หรือพ่อแม่เกิดป่วยกะทันหัน มีสาเหตุสารพัดที่ทำให้เขาไม่สามารถมาพบเรา ณ เวลานั้น หรือตรงจุดนั้นได้ แต่เรากลับปักใจว่าเป็นเพราะเขาไม่ได้เรื่องอย่างเดียว สุดท้ายก็พบว่าความจริงเขาไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด
      ที่จริงถ้าสติของเรารวดเร็วฉับไว เราจะทักท้วงได้ดีขึ้นและลึกขึ้น ได้ดีขึ้น เวลามีคนมาด่าหรือตำหนิเรา ถ้าไม่มีสติ เราจะเป็นทุกข์ทันที เพราะใจจะสำคัญมั่นหมายว่า “ฉันถูกด่า” หรืออาจะนึกต่อไปว่า “ทำไมถึงมาด่าฉัน” แต่ถ้ามีสติ มันจะท้วงขึ้นมาเลย “ทำไมฉันถึงทุกข์เพราะลมปากเขา” เคยไหม เราเคยให้สติมาทักท้วงบ้างไหมว่า ทำไมถึงต้องทุกข์เพราะลมปากเขา เราได้แต่บ่นว่าทำไมเขามาด่าฉัน ทำไมไม่เห็นความดีของฉัน แต่เราเคยถามตัวเราเองบ้างหรือเปล่าว่า ทำไมฉันถึงทุกข์เพียงเพราะลมปากของเขา บางทีก็บ่นเสียใจว่า “เขาไม่เข้าใจฉันเลยๆ” ถ้าเรามีสติเราจะถามตัวเองใหม่ว่า “แล้วฉันเข้าใจเขาบ้างหรือเปล่า”
         ถ้าเรามีสติและปัญญาที่แคล่วคล่องฉับไว เมื่อประสบเหตุการณ์ไม่น่าพอใจ นอกจากจะไม่ทุกข์ คือเฉย ๆ หรือเสมอตัว คือไม่ทุกข์ เรายังสามารถทำให้มันกลายเป็นบวกขึ้นมา หรือเกิดเป็นประโยชน์ต่อจิตใจ เรียกว่ามีกำไรเกิดขึ้น อย่างคนที่เป็นมะเร็ง บางคนนอกจากจะไม่ทุกข์ที่เป็นมะเร็งแล้ว ยังรู้สึกโชคดีที่เป็นมะเร็ง ส่วนคนที่ประสบความพลัดพรากสูญเสีย นอกจากจะไม่ทุกข์เพราะถือว่าธรรมดาแล้ว ยังได้บทเรียนสอนใจ เกิดปัญญา เข้าใจธรรมะ นี่เรียกว่าได้กำไร คือได้ประโยชน์
      เราต้องรู้จักเปลี่ยนทุกข์ให้เป็นคุณให้ได้ พระพุทธองค์เคยตรัสว่า คนฉลาดได้ประโยชน์จากศัตรูมากกว่าที่คนเขลาได้จากมิตร ถ้าความทุกข์เหมือนกับศัตรู เราก็พูดได้อีกอย่างหนึ่งว่า ความทุกข์ให้ประโยชน์แก่คนฉลาด มากกว่าที่คนเขลาจะได้จากความสุข
        สำหรับผู้ที่มีปัญญาแล้ว สามารถจะได้ประโยชน์จากศัตรูหรือความทุกข์ได้มาก เช่น เวลาศัตรูมาด่ามาว่า มองให้ดี ก็จะเห็นตัวเราในอีกแง่หนึ่ง ซึ่งมักจะมองไม่เห็น เพราะศัตรูชอบเอาแง่ที่ไม่ดีของเรามาแฉ ในขณะที่เพื่อนๆ มองไม่เห็นหรือไม่กล้าพูดเพราะเกรงใจ กลัวมิตรภาพจะสั่นคลอน แต่ศัตรูเขาไม่แคร์ จึงเอาส่วนที่ไม่ดีของเราออกมาแฉ ประโยชน์ที่เราจะได้ก็คือ เราได้เห็นความจริงอีกด้านหนึ่งของเรา จริงอยู่ส่วนที่ไม่จริงก็คงมีอยู่ เราก็ต้องรู้จักตัดออกไป แต่อันไหนที่เป็นความจริง แม้จะเป็นด้านลบ ก็ควรเอามาพิจารณาเพื่อแก้ไขปรับปรุงตัวเอง ด้วยวิธีนี้ชีวิตของเราจึงจะเจริญงอกงามได้ 
กิ่งธรรมจาก http://www.visalo.org/article

จิตที่มีศีล สมาธิ ปัญญา สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

จิตที่มีศีล สมาธิ ปัญญา

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

 

       พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงชี้ตรงเข้ามา ถึงจุดสำคัญแห่งการปฏิบัติธรรมะ คือจิต หรือจิตใจ ได้ตรัสไว้ในพระธรรมบทซึ่งแปลใจความว่า จิตดิ้นรนกวัดแกว่ง รักษายากห้ามยาก แต่ผู้ทรงปัญญาย่อมกระทำจิตให้ตรงได้ เหมือนอย่างช่างศรดัดไม้ที่จะทำเป็นลูกศรให้ตรงได้ ฉะนั้น ดั่งนี้ ทุกคนย่อมทราบจิตของตนเองว่าดิ้นรนกวัดแกว่งไปในอารมณ์ คือเรื่องทั้งหลายอยู่เป็นประจำ และหากว่าจะสังเกตดูเด็กเล็กๆ ที่หัดตั้งไข่ ยืนขึ้นได้ เดินได้ วิ่งได้ ก็จะเห็นว่าเด็กนั้นอยากจะร้องก็ร้อง อยากจะวิ่งเมื่อไรก็วิ่ง อยากจะเดินก็เดิน อยากจะนั่งก็นั่ง อยากจะนอนก็นอน ไม่เลือกเวลาสถานที่ อาการที่เด็กแสดงออกไปต่างๆ นั้น ก็แสดงถึงความดิ้นรนกวัดแกว่งแห่งจิตของเด็กนั้นเอง แต่เมื่อโตรู้เดียงสาขึ้นได้มีการฝึกหัดให้รู้จักรักษากิริยาวาจาเป็นต้น เด็กก็จะค่อยๆ สงบขึ้น ไม่วิ่ง ไม่เดิน ไม่นั่ง ไม่นอน ไม่ร้อง เป็นต้น เหมือนอย่างเมื่อยังเล็กๆ ทั้งนี้มิใช่ว่าจิตของเด็กนั้นจะสงบ ก็คงดิ้นรนกวัดแกว่งอยู่นั่นเอง แต่ว่าอาศัยการฝึกหัดกิริยาวาจาต่างๆ อันเนื่องเข้าไปถึงการฝึกหัดจิตใจ จึงทำให้เริ่มมีสติ เริ่มมีปัญญาที่จะควบคุมยับยั้งตัวเอง มาเป็นผู้ใหญ่ๆ ขึ้น ความที่มีสติปัญญาควบคุมยับยั้งตนเองก็มากขึ้น แต่ว่าจิตใจนั้นก็คงดิ้นรนกวัดแกว่งอยู่นั่นเอง แต่ว่ามีสติมีปัญญาที่จะควบคุมยิ่งขึ้น ถ้าหากว่าไม่มีสติปัญญาควบคุมให้ยิ่งขึ้นไปแล้ว แม้ว่าเด็กเล็กๆ นั้นจะโตขึ้นจนถึงเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ก็คงจะต้องอยากวิ่งก็วิ่ง  อยากเดินก็เดิน อยากนั่งก็นั่ง อยากพูดก็พูด อยากนอนก็นอน เหมือนอย่างเด็กเล็กๆ นั้นเอง เพราะจิตนี้ดิ้นรนกวัดแกว่งไปอย่างนั้นบ้าง ไปอย่างนี้บ้าง เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น ถ้าสติและปัญญาของผู้ใหญ่มีน้อยเหมือนอย่างสติปัญญาของเด็กเล็กๆ แล้ว แม้จะเป็นผู้ใหญ่อายุเท่าไหร่ก็คงจะปฏิบัติเหมือนอย่างเด็กเล็กๆ นั้นเอง เพราะภาวะของจิตดิ้นรนกวัดแกว่งอยู่เช่นเดียวกัน

    อันนี้แสดงให้เห็นอานุภาพของสติปัญญาที่ควบคุมจิตใจ อันได้รับการฝึกอบรมมาตั้งแต่เป็นเด็ก โดยที่มีมารดาบิดาเป็นต้นได้คอยเริ่มแนะนำ อบรมเรื่อยมา ตลอดจนถึงครูบาอาจารย์ในโรงเรียน ตลอดมาจนถึงพระพุทธเจ้า ซึ่งทุกคนได้มาฝึกหัดปฏิบัติตามพระธรรมที่ทรงสั่งสอน จึงรู้จักที่จะมีสติมีปัญญาควบคุมจิตใจ ตลอดจนถึงกิริยาวาจาให้อยู่ในมรรยาท คือในขอบเขตที่งดงามเรียบร้อยเหมาะสม อันอาการที่แสดงออกเป็นกิริยามรรยาท อันเรียบร้อยงดงาม ไม่หลุกหลิกเหมือนอย่างเด็กเล็กๆ ดังที่กล่าวนั้น คือลักษณะของสิ่งที่เรียกว่า ศีล ที่แปลตามศัพท์ว่า ความเป็นปรกติ ก็คือความเรียบร้อย แต่ว่ามักจะอธิบายศีลกันว่าคือความงดเว้นต่างๆ จากการแสดงกิริยาทางกายทางวาจา ที่ไม่เรียบร้อยดีงาม ตลอดจนถึงงดเว้นจากความประพฤติที่ไม่ดีไม่ชอบทางกายทางวาจา อันเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนและผู้อื่นให้เดือดร้อน ดังที่มีแสดงว่างดเว้นจากการฆ่าเขาบ้าง การลักของเขาบ้างเป็นต้น น้อยข้อบ้างมากข้อบ้าง ตามที่พระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้ สำหรับบุคคลผู้ที่มีวัย มีอายุ และมีเจตนาต่างๆ กันจะพึงรับปฏิบัติ เช่นเมื่อเข้ามาบวช เมื่อเป็นเด็กๆ บวชเป็นเณรก็ปฏิบัติอยู่ในศีลของเณร อายุมากเข้าเป็นภิกษุก็ปฏิบัติอยู่ในศีลของภิกษุเป็นต้น ซึ่งเมื่อรวมความเข้ามาแล้วก็คือการที่รักษากิริยากายวาจาให้เป็นปรกติ ดังจะเห็นได้ว่า อันกิริยากายวาจาที่เป็นปรกตินั้น เมื่อเข้ามานั่งปฏิบัติเป็นสมาธิอยู่นี้ก็สำรวม ไม่เอนกายไปเอนกายมา ไม่ยกมือขึ้นไม่ยกมือลงไม่หันหน้าไปทางซ้ายไม่หันหน้าไปทางขวา ไม่พูดซุบซิบๆ คุยกัน เหล่านี้เป็น ซึ่งเป็นอาการกิริยากายวาจาที่เป็นปรกติเรียบร้อยดีงาม ตลอดจนถึงไม่เล่นซุกซนอย่างเด็ก เพราะเมื่อเด็กตอนบวชก็ซุกซน แต่เมื่อเข้ามาบวชแล้วแม้จะเป็นเณรเล็กๆ ก็ต้องสำรวมกิริยากาย กิริยาวาจา ไม่เล่นต่างๆ ตลอดจนถึงเลิกสนุก หรือเล่นรังแกร่างกายชีวิตสัตว์เล็กๆ น้อยๆ เช่นบี้มดเล่น ตบยุง อะไรเหล่านี้เป็นต้น ต้องงดเว้นทั้งหมด ให้กิริยากายวาจาสงบเรียบร้อยดีงาม ดั่งนี้แหละคือศีล ซึ่งเป็นการควบคุมกายวาจานี้เอง และโดยตรงนั้นก็คือควบคุมจิตใจ โดยที่เริ่มรู้เดียงสา ความรู้เดียงสานั้นก็คือตัวสติตัวปัญญานั้นเองที่เริ่มบังเกิดขึ้นมา ในอันที่จะมีจิตอันประกอบด้วยสติ ประกอบด้วยปัญญา สำหรับที่จะควบคุมกิริยากายวาจาของตนเองให้เป็นปรกติเรียบร้อยดีงาม อันนี้คือตัวศีล ซึ่งมีลักษณะเป็นอันเดียว

    ถ้าหากว่าควบคุมกิริยากายวาจาโดยที่มีจิตใจรู้เดียงสา คือว่ามีตัวสติมีตัวปัญญาดังที่กล่าวนั้น ควบคุมจิตใจได้ ให้เป็นปรกติเรียบร้อยดีงามแล้ว กายวาจาก็ย่อมจะเป็นปรกติ และเมื่อกายวาจาตลอดจนถึงจิตใจเป็นปรกติเรียบร้อยดีงามแล้วก็เป็นอันว่าเป็น ตัวศีล ซึ่งไม่จำเป็นที่จะต้องนับข้อว่าเป็นศีลห้า เป็นศีลแปด เป็นศีลสิบ เป็นศีลสองร้อยยี่สิบเจ็ด เพราะศีลทั้งหมดนั้นรวมอยู่ในตัวความปรกติเรียบร้อยดีงามทั้งกาย ทั้งวาจา และทั้งจิตใจนี้เอง ฉะนั้นจึงต้องอาศัยจิตนี้เองที่จะต้องฝึก จะต้องดัด จะต้องอบรม ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ผู้ทรงปัญญาย่อมกระทำจิตให้ตรง คือไม่ให้ดิ้นรน ไม่ให้กวัดแกว่ง เหมือนอย่างช่างศรดัดไม้ที่จะทำเป็นลูกศรให้ตรง อันการดัดไม้นั้นต้องอาศัยความร้อน ลนไฟดัด และก็ด้วยมีภาษิตของไทยเรากล่าวไว้ว่า ไม้อ่อนดัดง่าย แต่ไม้แก่ดัดยาก ถ้าเทียบอย่างบุคคลดัดตั้งแต่เป็นเด็กๆ ย่อมดัดง่ายเพราะเด็กเหมือนอย่างไม้อ่อน แต่ผู้ใหญ่นั้นอาจจะดัดยากขึ้น    

    แต่อันที่จริงนั้นเมื่อมาถึงพระพุทธศาสนา อันแสดงถึงจิตเป็นส่วนสำคัญในการฝึกอบรม อันธรรมชาติของจิตนั้นจะเป็นของเด็กของผู้ใหญ่ ก็เป็นสิ่งที่มีลักษณะเช่นเดียวกัน คือเป็นสิ่งที่ดัดได้ด้วยกันทั้งนั้น จิตของเด็กก็ดัดได้ จิตของผู้ใหญ่ก็ดัดได้ แต่ว่าอาจจะมียากกว่ากันตรงที่ว่า เป็นผู้ใหญ่นั้นได้มีความเคยชิน ในความประพฤติต่างๆมากขึ้น และมีทิฏฐิมานะของตัวเองมากขึ้น จึงทำให้บังเกิดความดื้อด้านในอันที่จะรับอบรมยากขึ้นเท่านั้น แต่ก็สามารถที่จะทำลายหรือกำจัดความดื้อด้าน ความประพฤติเคยชินต่างๆได้ ดังที่พระพุทธเจ้าได้ทรงดัดได้ทรงทรมานบุคคลต่างๆตามเรื่องที่ได้มีแสดงไว้ ในที่ต่างๆ ดังเช่น เมื่อพระองค์เสด็จไปโปรดพวกบุราณชฎิล คือคณะฤษีโยคีคณะหนึ่ง ซึ่งนับถือการบูชาไฟ มีจำนวนหนึ่งพันรวมกัน โดยที่มีฤษีโยคีสามพี่น้องเป็นหัวหน้าแยกกันอยู่ พระพุทธองค์ต้องทรงใช้อิทธิปาฏิหาริย์ทำลายทิฏฐิมานะของท่านชฎิลเหล่านั้น เสียก่อน เพราะท่านชฎิลเหล่านั้นมีทิฏฐิมานะว่าตนเป็นพระอรหันต์ เพราะฉะนั้นจึงไม่ยอมรับ ที่จะฟังคำสั่งสอนของพระองค์ เพราะถือตัวว่าเป็นพระอรหันต์ เป็นคณาจารย์ใหญ่ มีแต่ผู้อื่นมาฟังคำสั่งสอนของตน ตนไม่อยู่ในฐานะที่จะฟังคำสั่งสอนของใครเสียแล้ว จึงต้องทรงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ทำลายทิฏฐิมานะอันผิดของท่านเหล่านั้น และท่านก็มีแสดงไว้ว่า เมื่อทรงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ไปทีแรก ท่านชฏิลที่เป็นหัวหน้าท่านก็คิดว่า ท่านสมณะผู้นี้เก่งแต่ก็ยังสู้เราไม่ได้ เราเป็นพระอรหันต์ พระพุทธเจ้าจึงต้องทรงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ไปหลายอย่างหลายประการ จนท่านมีความสำนึกตนว่าท่านไม่ใช่เป็นพระอรหันต์ ก็เป็นอันว่าได้สงบ หรือละทิฏฐิมานะอันผิดของตน เมื่อเป็นดั่งนี้พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงธรรมะสั่งสอน เพราะเมื่อท่านละทิฏฐิมานะเดิมได้แล้วก็เป็นอันว่าพร้อมที่จะฟัง เมื่อพร้อมที่จะฟังท่านจึงทรงสั่งสอน และเมื่อได้ทรงสั่งสอนจบลงแล้ว ท่านก็ได้ปัญญาเห็นธรรมะ ดั่งนี้    
    เพราะฉะนั้น วิธีสั่งสอนของพระพุทธเจ้า จึงมีแสดงไว้ว่าเป็นปาฏิหาริย์ ๓ อิทธิปาฏิหาริย์ ปาฏิหาริย์คือการแสดงฤทธิ์ อาเทสนาปาฏิหาริย์ ปาฏิหาริย์คือทรงแสดงดักใจ เพราะทรงรู้ถึงอุปนิสัยวาสนาบารมีของผู้ที่จะทรงแสดงธรรมะสั่งสอน จึงทรงแสดงธรรมะสั่งสอนให้เหมาะสมแก่อัธยาศัย นิสัยบารมีของผู้ฟังได้ และ ๓ อนุสาสนีปาฏิหาริย์ ปาฏิหาริย์คืออนุสาสนี คืออนุสาสน์สั่งสอนไปตามธรรมะที่ควรแสดงสั่งสอน สำหรับปาฏิหาริย์ทั้งสามนี้พระพุทธเจ้าได้ทรงมีอยู่อย่างสมบูรณ์ เพราะ ฉะนั้นจึงทรงสามารถดัดบุคคลที่ควรดัดได้ ดังพระพุทธคุณบทว่า ปุริิสทัมสารถิ     (ข้อความขาดหายเล็กน้อย)...ธรรมะที่จะทรงแสดงสั่งสอน ก็ไม่เข้าไปสู่จิตใจได้ เพราะจิตใจเต็มไปด้วยทิฏฐิมานะของตน 
    เพราะฉะนั้นจึงได้มีเรื่องเล่าในฝ่ายมหายานเรื่องหนึ่งว่า มีพระอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงได้เดินทางไปถึงเมืองหนึ่ง มหาอำมาตย์ของเมืองนั้นก็เข้าไปหา ขอให้ท่านแสดงธรรม ท่านจึงเอาน้ำมาเทลงไปในปั้นน้ำชา หรือในถ้วยน้ำชาซึ่งมีน้ำเต็มอยู่แล้ว แต่ท่านก็ยังเทน้ำลงไปในถ้วยน้ำชานั้นอยู่ต่อไป มหาอำมาตย์ผู้นั้นจึงได้ถามขึ้นว่า ทำไมท่านจึงทำอย่างนั้น ท่านก็ตอบว่า ก็เมื่อถ้วยนี้เต็มอยู่ด้วยน้ำแล้ว จะเอาน้ำอื่นมาเทใส่ลงไปน้ำก็คงไม่เข้าถ้วยนั้นอยู่นั่นเอง มหาอำมาตย์นั้นก็ได้สติ เพราะได้เข้าไปหาท่านด้วยจิตใจอันเต็มด้วยทิฏฐิมานะ ทำนองว่าจะลองภูมิหรืออะไรเป็นต้น เมื่อเป็นดั่งนี้แล้วจึงมีจิตที่อ่อนโยนลงพร้อมที่จะฟังพระพุทธเจ้า ท่านอาจารย์จึงได้แสดงธรรมสั่งสอนต่อไป 
    อันนี้ก็เป็นเครื่องแสดงว่า วิธีต่างๆ ที่จะเป็นการระงับทิฏฐิมานะของผู้ฟัง นี่แหละคืออิทธิปาฏิหาริย์ที่พระพุทธเจ้าจะต้องทรงกระทำก่อน ไม่ใช่ว่าจำเป็นจะต้องแสดงฤทธิ์เหาะเหินเดินอากาศอะไรต่างๆ นั่นคืออิทธิปาฏิหาริย์ ไม่ใช่หมายความอย่างนั้น หมายถึงทุกวิธี จะเป็นวิธีใดก็ตาม อันจะเป็นเครื่องที่ทำลายทิฏฐิมานะของผู้ฟังที่จะโปรด ให้ได้เสียก่อน และเมื่อผู้ที่จะโปรดนั้นมีจิตใจอ่อนโยนพร้อมที่จะรับฟังแล้ว จึงทรงแสดงธรรม คำว่ามีจิตใจอ่อนโยนพร้อมที่จะรับฟัง หมายถึงปราศจากทิฏฐิมานะ และก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเชื่อก่อนฟัง ไม่ใช่หมายความอย่างนั้น ไม่ต้องบังคับให้เชื่อก่อนฟัง เป็นแต่เพียงว่าพร้อมที่จะฟัง พร้อมที่จะพิจารณาธรรมะที่ฟังเท่านั้น ดั่งนี้ เรียกว่าพร้อมที่จะฟังคือตั้งใจฟัง ยังไม่ต้องเชื่อก่อน พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงธรรมะสั่งสอน และธรรมะที่ทรงแสดงสั่งสอนนั้น ก็เหมาะแก่อุปนิสัยวาสนาบารมีของบุคคลที่ได้อบรมมา เพราะพระพุทธเจ้ามีพระญาณหยั่งรู้ได้ เพราะฉะนั้น ข้อนี้จึงเรียกว่าเป็นอาเทสนาปาฏิหาริย์ดักใจได้เป็นอัศจรรย์ แล้วก็ทรงแสดงธรรมะสั่งสอนซึ่งเป็นข้อธรรมปฏิบัติต่างๆ อันเหมาะแก่วาสนาบารมีของบุคคล ที่ได้อบรมมา ก็เป็นอนุสาสนีย์ปาฏิหาริย์ สั่งสอนเป็นอัศจรรย์ดั่งนี้     
    เพราะฉะนั้นจึงได้มีแสดงว่า พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนทุกครั้ง ผู้ฟังจะต้องได้รับผล แม้ว่าจะไม่มากคนก็ตาม เพราะในบางครั้งทรงมุ่งที่จะทรงสั่งสอนแก่บุคคลเพียงคนเดียวเท่านั้น แต่ก็มีผู้อื่นฟังอยู่ร่วมกันเป็นอันมาก ผู้ที่ทรงมุ่งทรงสั่งสอนนั้นได้ฟังธรรมะ ที่เหมาะสมแก่อัธยาศัยวาสนาบารมีของตน ก็มีความเข้าใจได้ดวงตาเห็นธรรม แต่ว่าผู้อื่นนั้นก็ฟังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ดังที่มีแสดงไว้เป็นอันมาก เพราะฉะนั้นความพร้อมที่จะฟัง โดยที่ละทิฏฐิมานะมีจิตใจอ่อนโยน ดั่งนี้ จึงเป็นประโยชน์ในการที่จะฟังธรรมะคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า แม้ที่ผู้อื่นนำมาแสดงอันจะเหมาะหรือไม่เหมาะแก่อุปนิสัยวาสนาบารมีของตนก็ ตาม เพราะผู้ที่แสดงนั้นก็ย่อมจะไม่มีปาฏิหาริย์เหมือนอย่างพระพุทธเจ้าได้ จึงต้องแสดงไปตามที่ทรงสั่งสอนไว้ ก็อาจจะเหมาะบ้างไม่เหมาะบ้างแก่อัธยาศัยวาสนาบารมีของทุกคน แต่ว่าเมื่อตั้งใจฟังแล้วก็ย่อมจะได้ประโยชน์ มากหรือน้อย เป็นการเพิ่มเดียงสาให้แก่จิตใจของตัวเอง คือเพิ่มสติปัญญาของตัวเองให้มากขึ้นไปโดยลำดับ อันความที่รู้เดียงสานี้มิใช่ว่าจำเพาะเด็กเท่านั้น ผู้ใหญ่เองถ้าหากว่าไม่มีสติปัญญา ที่จะควบคุมตัวเองได้อย่างเพียงพอแล้ว ก็ชื่อว่าไม่รู้เดียงสาตามสมควร เหมือนอย่างเด็กเช่นเดียวกัน เพราะความรู้เดียงสานั้นขึ้นอยู่แก่สติปัญญาที่ทุกคนจะต้องอบรมให้มีขึ้น สำหรับที่จะควบคุมตัวเอง จิตใจของตัวเองให้ดีขึ้นโดยลำดับ ตั้งต้นแต่กิริยามรรยาทต่างๆ ตลอดจนถึงจิตใจที่สามารถเว้นการที่ควรเว้น ประพฤติการที่ควรประพฤติ อันแสดงออกทางกายทางวาจาต่างๆ อันนับเข้าอยู่ในข้อศีล ดั่งที่กล่าวมาแล้ว แต่ว่าทั้งหมดนี้ก็ต้องเนื่องด้วยจิตใจ

    เพราะฉะนั้นจึงต้องปฏิบัติในขั้นต่อไป คือหัดที่จะทำจิตใจให้สงบได้ สงบได้นั้นก็คือว่าสงบจากความดิ้นรนกวัดแกว่งกระสับกระส่ายนั้นเอง ศีลนั้นนับว่าเป็นข้อปฏิบัติอันทำให้จิตใจสงบได้ในขั้นแรก คือสงบได้จากเจตนาคือความจงใจที่จะกระทำอะไรต่างๆ อันไม่เป็นปรกติ ไม่เรียบร้อย ไม่ดีงาม ตั้งแต่ขั้นธรรมดา จนถึงขั้นที่เป็นโทษเป็นผิดอย่างแรง เป็นการผิดศีลโดยตรงที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ ตั้งแต่ในขั้นศีลห้าเป็นต้น ดั่งที่กล่าวมาแล้ว จนถึงควบคุมกายวาจาจิตให้เป็นปรกติเรียบร้อยยิ่งขึ้น ก็เป็นอันว่าต้องอาศัยวิรัติ คือความตั้งใจงดเว้นเป็นหลักสำคัญของศีล ประกอบด้วยสติปัญญาอันเป็นความรู้เดียงสานี้ควบคุมกำกับให้มากขึ้น และในขั้นที่ถึงจิตใจโดยตรง คือทำจิตใจให้สงบในภายในมากขึ้นนั้น ก็คือขั้นสมาธิ คือความที่มารู้จักฝึกหัดทำจิตให้สงบอยู่ในอารมณ์อันเดียวได้ สงบจากความคิดต่างๆ ที่ฟุ้งซ่าน ที่คิดไปอย่างโน้นคิดไปอย่างนี้ อันเป็นความฟุ้งซ่านต่างๆ นับรวมเข้าก็คือเป็นไปด้วยอำนาจของความอยากบ้าง ความใคร่บ้าง ความโกรธบ้าง ความหลงบ้าง ซึ่งบังเกิดขึ้นในจิตใจ ในอารมณ์คือเรื่องทั้งหลาย เพราะฉะนั้นก็มาหัดทำจิตให้สงบจากอารมณ์ จากความคิดฟุ้งซ่านไปในอารมณ์ต่างๆเหล่านั้น หัดให้จิตรวมเข้ามาอยู่ในอารมณ์อันเดียว เหมือนอย่างว่าการที่จะฟังอะไรก็ตั้งใจฟังในเสียงที่แสดง จะเป็นวิทยาการ หรือจะเป็นธรรมสั่งสอนดังที่แสดงอบรมอยู่นี้ก็ตาม รวมใจเข้ามาฟังเสียงที่แสดงนี้ให้ได้ยินทุกคำ และก็พิจารณาให้เข้าใจ ถ้าจิตใจฟุ้งออกไปข้างนอก ไปคิดถึงเรื่องนั้นไปคิดถึงเรื่องนี้ต่างๆ แล้วหูก็ดับ เมื่อหูดับใจก็ดับ สติก็ดับปัญญาก็ดับ เพราะไม่ได้ยินถ้อยคำที่แสดงนั้น จะอ่านหนังสือก็ตามก็ต้องรวมใจเข้ามาอ่าน คือลูกตาที่ดูหนังสือกับใจ จะต้องอ่านหนังสือพร้อมกัน จะอ่านแต่ตา ใจไม่อ่านก็ย่อมไม่รู้เรื่อง อ่านไม่รู้เรื่อง หรือว่าจะหลับตาเสียไม่ดูตัวหนังสือ จะให้ใจอ่าน ก็มองไม่เห็นไม่รู้เรื่องเช่นเดียวกัน จึงต้องลืมตาดูหนังสือ แล้วใจก็ต้องตั้งฟัง และใจก็ต้องตั้งอ่าน ให้ตากับใจอ่านหนังสือไปพร้อมกัน เมื่อเป็นดั่งนี้แล้ว จึงจะอ่านหนังสือรู้เรื่อง ในการฟังก็ต้องให้หูก็ฟังใจก็ฟัง หูกับใจต้องฟังพร้อมกับหู จึงจะฟังรู้เรื่อง ใจที่ตั้งดั่งนี้คือใจที่เป็นสมาธิ เพราะฉะนั้นการหัดทำใจให้เป็นสมาธิได้ในสิ่งใด ย่อมจะได้ปัญญาคือความรู้ในสิ่งนั้น เมื่อมีสมาธิอยู่ในการอ่านหนังสือ ก็จะได้ปัญญาคือความรู้ในหนังสือที่อ่าน เมื่อมีสมาธิในการฟัง ก็ย่อมจะได้ปัญญาคือรู้เรื่องที่ฟัง และเมื่อมีสมาธิอยู่ในนามรูปอันเป็นที่ตั้งของปัญญา ก็ย่อมจะได้ปัญญาในนามรูป จะรู้ไตรลักษณ์คือความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความเป็นอนัตตาในนามรูปดั่งนี้ เพราะฉะนั้น ความควบคุมใจจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก และโดยเฉพาะย่อมจะควบคุมกายวาจาให้เป็นศีลได้ และทำให้ได้สมาธิ ทำให้ได้ปัญญา 

 กิ่งธรรมhttps://sites.google.com/site/smartdhamma/smartdhamma.googlepages.compart5_sangara

 

Thursday, April 30, 2015

เหนือเป็นเหนือตาย พระไพศาล วิสาโล

เหนือเป็นเหนือตาย
พระไพศาล วิสาโล


       มีเรื่องเล่าว่าครูคนหนึ่งสอนหนังสืออยู่แถววัดสระเกศ วันหนึ่งรู้สึกกลุ้มใจจึงเดินขึ้นไปบนภูเขาทอง พอถึงยอดภูเขาทองแล้วมองออกไปไกล ๆ เห็นโลกกว้างสุดสายตา ก็รู้สึกเบาสบาย ความกลุ้มใจก็คลายไป ทีนี้พอแกเครียดทีไรก็จะขึ้นไปบนภูเขาทอง ขึ้นแล้วก็รู้สึกโปร่งโล่งเบาสบาย บางวันขึ้นสองสามรอบ ทำเช่นนั้นเป็นปี
      เผอิญมีนักข่าวคนหนึ่งไปเที่ยวภูเขาทอง ได้ยินเรื่องเล่าจากเจ้าหน้าที่ที่นั่นว่ามีครูคนหนึ่งขึ้นภูเขาทองวันหนึ่งไม่รู้กี่เที่ยว ก็เลยสนใจไปทำข่าว พอเรื่องราวของเขาตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ เขาก็ได้รับเชิญไปออกรายการโทรทัศน์ จึงดังเข้าไปใหญ่ ได้รางวัลหลายรางวัล ได้รับสมญานามว่าเป็นนักขึ้นภูเขาทองที่ไม่มีใครเทียบทาน
       ถึงตอนนี้ก็มีหลายคนอยากเป็นนักขึ้นภูเขาทองบ้าง หลายคนอยากลบสถิติของเขาซึ่งขึ้นภูเขาทองมาเป็นพัน ๆ ครั้ง ครูคนนี้ทีแรกขึ้นภูเขาทองโดยไม่ได้นึกอะไรแต่พอมีคนยกย่องว่าเขาเป็นนัก ขึ้นภูเขาทอง ความรู้สึกว่าฉันเป็นนักขึ้นภูเขาทองก็เกิดขึ้นกับครูคนนี้ พอรู้ว่ามีคนจะมาลบสถิติ ก็เลยไม่สบายใจ เพราะกลัวว่าความเป็นนักขึ้นภูเขาทองจะถูกแย่งชิงไป เขาจึงต้องขึ้นภูเขาทองให้บ่อยขึ้น แต่เดิมขึ้นแล้วมีความสุข สบายใจ แต่ตอนนี้กลายเป็นหน้าที่ไปแล้ว ต้องขึ้นเพื่อที่จะไม่ให้ใครมาลบสถิติหรือแย่งชิงตำแหน่งนักขึ้นภูเขาทองไป เขาเป็นทุกข์ยิ่งขึ้นเมื่อมีคนหนึ่งขึ้นภูเขาทองมากเกือบเท่าเขา ถึงตอนนี้เขาก็เริ่มนอนไม่หลับ คิดแต่ว่าจะต้องขึ้นให้บ่อยขึ้นแม้งานจะเยอะก็ตาม
        นี่เป็นเรื่องแต่งที่เขียนขึ้นโดยชาติ กอบจิตติ แต่ว่าก็สอดคล้องกับชีวิตจริงของคนเรา คนเราเวลาทำอะไรก็ตามถ้าไม่ได้นึกว่าฉันเป็นนั่นเป็นนี่ก็ไม่ทุกข์นะ แต่พอรู้สึกว่าเป็นนั่นเป็นนี่ขึ้นมาก็เป็นทุกข์ อย่างเช่นครูในเรื่องนี้ ตอนแรก ๆ ขึ้นภูเขาทองโดยไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นนักขึ้นภูเขาทอง แต่พอผู้คนเรียกขานว่าเขาเป็นนักขึ้นภูเขาทอง ก็เลยเกิดความรู้สึกขึ้นมาจริง ๆ ว่าฉันเป็นนักขึ้นภูเขาทอง พอคิดแบบนี้แล้วก็ไม่อยากสูญเสียความเป็นนักขึ้นภูเขาทอง ดังนั้นจึงต้องทำทุกอย่างเพื่อรักษาตัวตนอันนี้ไว้




      เพราะเหตุนี้ถึงบอกว่าความมีความเป็นทำให้เรา ทุกข์ได้ มีก็ทุกข์ เพราะอยากจะรักษาเอาไว้ไม่ให้มันหายไป พอหายไปก็ทุกข์อีก มีอะไรก็ตาม ถ้าไปยึดมั่นกับมัน ก็ทำให้ทุกข์ แม้จะเป็นสุขแต่ก็มีทุกข์เจือปน พราหมณ์คนหนึ่งพูดกับพระพุทธเจ้าว่า มีโคก็เป็นสุข มีลูกก็เป็นสุข มีบ้านก็เป็นสุข พระพุทธเจ้าก็พูดแย้งว่า มีโคก็ทุกข์เพราะโค มีลูกก็ทุกข์เพราะลูก มีบ้านก็ทุกข์เพราะบ้าน มีอะไรก็ตามก็ทุกข์เพราะสิ่งนั้น โดยเฉพาะเมื่อไปสำคัญมั่นหมายว่ามันเป็นของฉัน บ้านของฉัน ลูกของฉัน ก็เตรียมทุกข์ไว้ได้เลยเพราะว่าสักวันหนึ่งก็จะต้องพลัดพรากจากสิ่งนั้น ถ้าเราไม่พลัดพรากจากสิ่งนั้น สิ่งนั้นก็พลัดพรากจากเรา มันก็มีสองอย่างเท่านั้นแหละทันทีรู้สึกเป็นเจ้าของสิ่งนั้น
เพราะฉะนั้นจะมีหรือจะเป็นอะไรก็ตามต้องมีหรือเป็นให้ถูกต้อง มีให้เป็น เป็นให้เป็น คือมีโดยไม่ยึดมั่นว่าเป็นของฉัน และเป็นโดยไม่ไปยึดมั่นว่าเป็นตัวฉัน เดี๋ยวนี้เรามีกันไม่เป็น และก็เป็นกันอย่างไม่ถูกต้อง คือเป็นด้วยความยึดมั่นถือมั่น มีด้วยความหลงก็เลยทุกข์ ดีที่สุดก็คือไม่มีไม่เป็นอะไรเลย
      เคยมีคนเห็นพระพุทธเจ้ารูปลักษณะดีก็แปลกใจ ถามว่าท่านเป็นเทวดาหรือ พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่าไม่ใช่ ถามว่าท่านเป็นคนธรรพ์หรือ พระพุทธเจ้าก็ปฏิเสธ งั้นเป็นยักษ์มั้ย พระพุทธเจ้าก็ปฏิเสธอีก เขาถามว่าท่านเป็นมนุษย์หรือเปล่า พระพุทธเจ้าก็บอกไม่ใช่ ชายคนนั้นงงเลยถามว่าแล้วท่านเป็นใคร พระพุทธเจ้าก็ไม่ตอบตรง ๆ ตรัสว่าให้เรียกเราว่า “ พุทธะ” แล้วกัน เพราะกิเลสที่จะทำให้เราเป็นนั่นเป็นนี่นั้นไม่มีอีกแล้ว ก็เลยไม่เป็นอะไรทั้งสิ้น
         พระพุทธองค์ไม่ถือว่าพระองค์เป็นอะไรเลย แม้แต่ “ พุทธะ” ก็เป็นสมมุติที่มีไว้เพื่อใช้เรียกเท่านั้น พระพุทธเจ้าไม่ทรงถือว่าพระองค์เป็นอะไรแม้กระทั่งพุทธะด้วยซ้ำ แต่ว่าเพื่อความสะดวกในการสื่อสารก็ให้เรียกพระองค์ว่าพุทธะ อันนี้เป็นตัวอย่างที่ชี้ว่าแม้กระทั่งพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้เป็นอะไรทั้งสิ้น ถ้าจะเป็นนั่นเป็นนี่ก็เพราะคนอื่นเรียกทั้งนั้น ในจิตใจของพระองค์ก็ไม่มีความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นอะไร เพราะว่าตัณหามานะหมดไปแล้ว กิเลสที่จะทำให้เป็นนั่นเป็นนี่ก็ไม่มีแล้ว
         ดังนั้นเราจึงควรระลึกอยู่เสมอว่า ไม่ว่าเราเป็นอะไรก็ตาม ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งสมมุติทั้งนั้น จึงไม่ควรไปยึดมั่นถือมั่น เพราะถ้ายึดมั่นถือมั่นเราก็จะเป็นทุกข์ เพราะตัณหามานะจะแฝงซ่อนอยู่กับความเป็นนั่นเป็นนี่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดีก็ตาม เป็นผู้แพ้ก็ทุกข์ เป็นผู้ชนะก็ทุกข์ เป็นคนชั่วก็ทุกข์ เป็นคนดีก็ทุกข์ เป็นนักปฏิบัติธรรมก็ทุกข์ทันทีที่ไปยึดมั่นว่าฉันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ใครที่สำคัญมั่นหมายว่าฉันเป็น นักปฏิบัติธรรม พอมีคนมาพูดว่า “ เธอไม่มีสติเลย ” จะโกรธและเป็นทุกข์มาก ว่าอย่างอื่นไม่ว่ามาว่าฉันไม่มีสติ นี้แหละเป็นเพราะเราไปยึดมั่นสำคัญหมายว่าฉันเป็นนักปฏิบัติธรรม เลยถูกตัณหาที่แฝงอยู่ในความเป็นนักปฏิบัติธรรมเล่นงานเอา
         มองให้เห็นว่าความเป็นนั่นเป็นนี่เป็นสิ่งสมมุติที่ถูกปรุงขึ้นมา ไม่ใช่ของจริง แต่ถึงแม้จะยังมองไม่เห็นว่าเป็นสิ่งสมมุติ อย่างน้อยก็ให้เราตระหนักว่าความเป็นนั่นเป็นนี่มันไม่เที่ยง ถ้าไปยึดมั่นให้มันเที่ยงเราเองนั่นแหละจะเป็นทุกข์ ไม่ว่าเราจะเป็นอะไรก็ตาม มันไม่เที่ยง ต้องแปรเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ย่อมหนีไม่พ้นที่จะถูกคุกคามด้วยเหตุปัจจัยต่าง ๆ ทำให้ต้องแปรเปลี่ยนหรือสูญสลายไป
       อย่าให้เกิดการปรุงแต่งจนไปสู่ความทุกข์ ควรเริ่มต้นด้วยการมีสติตั้งแต่ตอนเกิดผัสสะ แต่ถึงแม้สติตามไม่ทันในผัสสะ ก็ขอให้มีสติรู้ทันในเวทนา และในอารมณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เห็นความโกรธเกิดขึ้น ความอยากเกิดขึ้น แต่ไม่เข้าไปเป็นผู้โกรธผู้อยาก
        แม้กระทั่งความทุกข์เมื่อเกิดขึ้นก็เห็นความทุกข์ แต่ไม่ใช่เป็นผู้ทุกข์ เมื่อตากระทบรูป การเห็นเกิดขึ้น แต่อย่าให้มีฉันเป็นผู้เห็น เมื่อหูได้ยินเสียง การได้ยินเกิดขึ้น แต่อย่าให้มีฉันเป็นผู้ได้ยิน เพราะถ้ามีตัวฉันเป็นผู้ได้ยิน เดี๋ยวก็มีตัวฉันเป็นผู้ทุกข์เพราะได้ยินเสียงดัง หรือคำตำหนิ เวลาร่างกายมีแผล ก็รู้ว่ามีแผลเกิดขึ้นกับร่างกาย อย่าไปสำคัญมั่นหมายว่าฉันมีแผล มีดบาดนิ้วก็ให้รู้ว่ามีดบาดนิ้วไม่ใช่ไปปรุงแต่งว่ามีดบาดฉัน อย่าปล่อยให้มีตัวฉันหรือตัวกู เพราะถ้ามันเกิดขึ้นแล้ว ก็จะมีตัวฉันเป็นผู้ทุกข์ในที่สุด หรือมีตัวฉันเป็นผู้รับแรงกระทบกระแทกต่าง ๆ ถ้าไม่มีตัวฉันเกิดข้นแล้ว เราจะมีชีวิตที่โปร่งเบา เป็นอิสระ ความทุกข์ไม่มีที่ตั้ง เพราะไม่มีตัวฉันมาเป็นเจ้าของความทุกข์ ใหม่ ๆ เรายังไม่สามารถที่จะมองเห็นตรงนี้ได้
      แต่ว่าเมื่อเราดูและเห็นอยู่เรื่อย ๆ ปัญญาหรือความประจักษ์ในความจริงเหล่านี้ก็ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น ชัดเจนขึ้น แล้วเราก็จะรู้ว่า เราทุกข์เพราะปล่อยให้ตัวกูของกูเกิดขึ้นโดยแท้ นี่แหละคือต้นแห่งความทุกข์ทั้งปวง
 

กิ่งธรรมจาก http://www.visalo.org/

Tuesday, January 13, 2015

อาหารของดวงใจ

อาหารของดวงใจ

โดยพุทธทาสภิกขุ 

เพาะธรรม เพาะใจ

 

       ความอิ่มเอิบ ด้วยอารมณ์ ทางรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส นั้น เป็นอาหารของฝ่ายโลก ความอิ่มเอิบด้วยปีติและปราโมชอันเกิดจากความที่ใจสงบจากอารมณ์เป็นอาหารของฝ่ายธรรม. อุดมคติของชีวิต คือ ความถึงที่สุด แห่งอารยธรรมทั้งฝ่ายโลก และฝ่ายธรรม เพราะฉะนั้น ชีวิตย่อมต้องการอาหารทั้งฝ่ายโลกและฝ่ายธรรม ถ้ามีเพียงอย่างเดียว ชีวิตนั้น ก็มีความเป็นมนุษย์ เพียงครึ่งเดียว หรือ ซีกเดียว.
      เราหาความสำราญให้แก่กายของเราได้ไม่สู้ยากนัก แต่การหาความสำราญให้แก่ใจนั้นยากเหลือเกิน ความสำราญกายเห็นได้ง่ายรู้จักง่าย ตรงกันข้ามกับความสำราญทางใจ แต่ไม่มีใครเชื่อเช่นนี้ กี่คนนัก เพราะเขาเชื่อว่าไม่มีความสำราญอย่างอื่นที่ไหนอีก นอกจากความสำราญทางกายและเมื่อกายสำราญแล้ว ใจก็สำราญเอง คนพวกนี้ ไม่ฟังธรรม หรือ ศึกษาธรรม และ ไม่ไหว้พระสงฆ์ ซึ่งเป็น นิมิต อันหนึ่งของธรรม.
      ความสำราญทางกาย หรือฝ่ายโลกนั้น ต้อง"ดื่ม" หรือ ต้อง"กิน" อยู่เสมอ จึงจะสำราญ แต่ที่แท้ มันเป็นเพียง การระงับ หรือ กลบเกลื่อนความหิวไว้ทุกชั่วคราวที่หิวเท่านั้น ส่วนความสำราญฝ่ายใจหรือฝ่ายธรรมนั้น ไม่ต้องดื่มไม่ต้องกิน ก็สำราญอยู่เอง เพราะมันไม่มีความหิว ไม่ต้องดื่มกิน เพื่อแก้หิว ที่กล่าวนี้ ผู้ที่นิยม ความสำราญทางกาย อย่างเดียว อาจฟังไม่เข้าใจก็ได้ แต่อย่าเพ่อ เบื่อหน่าย ขอให้ทนอ่าน สืบไปอีกหน่อยพวกที่นิยม ความสำราญกาย ในทางโลก กล่าวว่า "ใจอยู่ในกาย" แต่พวกนิยม ความสำราญใจ ในทางธรรม กล่าวว่า "กายอยู่ในใจ"
       พวกแรก รู้จักโลกเพียงซีกเดียว พวกหลัง อยู่ในโลกนานพอจนรู้จักโลกดี ทั้งสองซีกแล้ว ขณะเมื่อ พวกที่ชอบสำราญกาย กำลังปรนเปรอให้เหยื่อแก่ความหิวของเขาอย่างเต็มที่นั้น พวกที่ชอบสำราญใจ กำลังเอาชนะ ความหิวของเขาได้ ด้วยการบังคับอินทรีย์จนมันดับสนิท สงบอยู่ภายใต้อำนาจของเขาเองพวกแรก เข้าใจเอาคุณภาพของการให้ "สิ่งสนองความอยาก" แก่ความหิวของเขาว่า เป็นความสำราญ   พวกหลัง เอาคุณภาพของการที่ยิ่งไม่ต้องให้สิ่งสนองความอยาก เท่าใดยิ่งดี ว่าเป็นความสำราญ พวกหนึ่ง ยิ่งแพ้ตัณหา มากเท่าใดยิ่งดี อีกพวกหนึ่ง ยิ่งชนะมาก เท่าใด ยิ่งดี !
      พวกที่ชอบสำราญกาย ย่อมจะแพ้ตัณหาอยู่เองแล้ว โดยไม่รู้สึกตัว ทำเอง และ ชักชวนลูกหลาน ให้หาความสำราญกายอย่างเดียว เพราะไม่รู้จักสิ่งอื่น นอกจากนั้น ครั้นได้ เครื่องสำราญกายมา ใจก็ไม่สงบสุข เพราะ มันยังอยาก ของแปลก ของใหม่ อยู่เสมอไป (ได้เพียงความสำราญ ชั่วแล่น เหมือนกินข้าว มื้อหนึ่ง ก็สงบหิว ไปได้ชั่วมื้อหนึ่ง) เมื่อความหม่นหมองใจ เกิดขึ้น ก็คิดเอาว่าตนเป็นคนมีกรรมหรือโชคร้ายไม่เหมือนคนอื่นเขา เมื่อต้องเจ็บป่วยตามธรรมดาของสังขาร ก็น้อยใจโชคของตัว อย่างหาที่เปรียบมิได้ ยิ่งเมื่อแสวงหาโชค โดยทางใด ก็ไม่ได้เสียเลยแล้ว ก็เลยเห็นไปว่า ในโลกนี้ ไม่มีความยุติธรรม มีแต่ความดุร้าย คนชนิดนี้ ในที่สุด ก็มอบตัวให้แก่ ธรรมชาติฝ่ายต่ำ ประกอบกรรมชนิดที่โลกไม่พึงปรารถนา ต่อสู้สิ่งที่เรียกว่า โชคชะตาไป แม้อย่างดีที่สุด คนพวกนี้ จะทำได้ ก็เพียง แต่ เป็นผู้ทน ระทมทุกข์ อยู่ด้วย การแช่งด่า โชคชะตาของตัวเอง เท่านั้น ในสโมสร หรือสมาคม ของพวกที่แสวง ความสำราญทางกาย ซึ่งกำลังร่าเริงกันอยู่นั้น พวกเทพยดา ย่อมรู้ดีว่า เป็นการเล่นละครย้อมสีหน้าก็มี หลงทำไปทั้งที่ตัวเองหลอกตัวเอง ให้เห็นว่า เก๋ ว่าสุข ก็มาก บางคนต้องร้องไห้ และหัวเราะสลับกันทุกๆ วัน วันละ หลายครั้ง จิตใจฟูขึ้น แล้วเหี่ยวห่อลง, ขึ้นๆ ลงๆ ตามที่กระเป๋าพองขึ้นหรือยุบลง หรือตามแต่จะได้เหยื่อที่ถูกปากและไม่ถูกปาก ใจของพวกนี้ยังเหลืออยู่นิดเดียวเสมอเท่าที่เขารู้สึก จึงทำให้เขาเข้าใจว่า ใจอยู่ในกายคือแล้วแต่กาย หรือสำคัญอยู่ที่กาย เพราะต้องต่อเมื่อ เขาได้รับความสำราญกาย เต็มที่แล้ว ต่างหาก ใจของพวกเขา จึงเป็น อย่างที่เขา เรียกว่า "สุข" แม้คนพวกนี้ จะพูดว่า ความสำราญใจ ! ความสำราญใจ !!" อยู่บ้าง ก็เป็นเพียง การหลงเอา ความสำราญฝ่ายกาย ขึ้นมาแทน เท่านั้น จะสำราญใจ ได้อย่างไร ในเมื่อใจ ถูกทำให้พองขึ้น ยุบลง เสมอ ความพองขึ้น หรือยุบลง ก็ตาม ย่อมเป็นสิ่งทรมานใจ ให้เหน็ดเหนื่อย เท่ากัน เพียงแต่เป็น รุปร่างที่ต่างกัน เท่านั้น ลาภ ยศ สรรเสริญ และความเพลิดเพลิน ทำให้พองเบ่ง เสื่อมลาภ เสื่อมยศ ถูกสบประมาท และหาความ เพลิดเพลิน มิได้ ทำให้ยุบเหี่ยว แต่ทั้งสองอย่าง ทำความหวั่นไหว โยกโคลง ให้เท่ากัน อย่างเด็ดขาด เมื่อเขาได้ สมใจอยาก เขาก็ได้ ความหวั่นไหว เมื่อไม่ได้ ก็ได้ความหวั่นไหว เมื่อมืดมน หนักเข้า ก็แน่ใจลงเสียว่า ความอร่อย หรือ ขณะที่อร่อย นั่นแหละเป็น "พระนิพพาน" ของชีวิต แต่เมื่อคิดดู เราพอจะเห็นได้ว่า นั่นยังไม่ได้ ถอยห่าง ออกมาจาก กองทุกข์ แม้แต่นิดเดียว, มันเป็นเพียง ความสำคัญ
ผิด เท่านั้น และ เป็นความสำคัญผิด ที่จะมัดตรึง ตัวเอง ให้ติดจม อยู่กับบ่อโคลน นั่นตลอดเวลา

      เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็จะเห็นได้สืบไปว่า การสำราญทางฝ่ายโลก หรือจะเรียก อีกอย่างหนึ่งว่า ฝ่ายกาย หรือวัตถุ นั้น คืออะไร และเมื่อได้ หมกมุ่นมัว แต่แสวงอาหาร ให้กาย ท่าเดียว แล้วจะเป็นอย่างไร หรือ อีกอย่างหนึ่งว่า ถ้ารู้จักความสุข เฉพาะในด้านนี้ ด้านเดียว แล้ว ก็จะรู้จักโลกเพียงซีกเดียว อย่างไร และยิ่งกว่านั้น คนที่รู้จักโลก เพียงซีกหนึ่งเช่นนี้ หาอาจทำ อารมณ์เหล่านี้ ให้เป็น เครื่องอำนวยความสะดวก หรือ ความเพลิน แก่เขาได้ เช่นเดียวกับ ผู้ที่เข้าใจโลกดี ทั้งสองซีกไม่; เพราะ ต้องตกเป็นทาส ของความมัวเมา รื้อไม่สร่าง บูชามันให้เป็น สิ่งสูงสุด กว่าสิ่งใดอยู่เสมอ
ส่วนผู้ที่รู้จักโลก ดีแล้วนั้น ย่อมบูชา ความสำราญทางธรรม หรือ ฝ่ายใจอันแท้จริง เป็นส่วนสำคัญ และถือเอาส่วนกาย หรือวัตถุ เป็นเพียง เครื่องอำนวยความสะดวก ในฐานเป็นคนใช้ สำหรับรับใช้ ในการแสวงหา ความสำราญ ทางฝ่ายจิต เท่านั้น พวกนี้จึงมีอุดมคติว่า"กายอยู่ในใจ" คือแล้วแต่ใจ กายเป็นของนิดเดียว, และอาศัยใจ ซึ่งมีอำนาจเด็ดขาด และคุณภาพสูงสุด อยู่ทุกๆประการ และทุกๆเวลา "แสวงหาอาหาร ให้ดวงใจดีกว่า ! "
       ความเจริญงอกงามของดวงใจ นั้น ยังไปได้ไกลอีกมากมายนัก คือกว่าจะถึงพระนิพพาน เมื่อไร นั่นแหละ จึงจะหมด ขีดของทางไป แล้วมีอุดมสันติสุขอยู่ตลอด อนันตกาล ส่วนความเจริญทางกายนั้น ไม่มีทางไปอีกต่อไป สูงสุดอยู่ได้เพียงแค่ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และ อารมณ์ทางใจบางอย่าง เช่น ยศศักดิ์ เท่านั้น แต่ไม่มีใคร เคยทำให้เกิด ความอิ่ม ความพอใจ ในเรื่องนี้เลย แม้ในอดีต, ในปัจจุบัน และ อนาคต. เพราะว่า การแสวงหาทางฝ่ายนี้ ต้องการ "ความไม่รู้จักพอ" นั่นเอง เป็นเชื้อเพลิงอันสำคัญแห่งความสำราญ ถ้าพอเสียเมื่อใด ก็หมดสนุก ! ใครจะขวนขวายอย่างไร ก็ไม่อาจได้ผลสูงไปกว่า "การสยบซบซึมอยู่ ท่ามกลางกองเพลิง แห่งความถูกปลุกเร้าของตัณหา" ซึ่งเมื่อใดม่อยหรี่ลง ก็จะต้องหาเชื้อเพลิงเพิ่มให้ใหม่อีก และไม่มีเวลาพอ เช่นเดียวกับ ไฟธรรมดา กับ เชื้อเพลิงธรรมดา เหมือนกัน เพราะฉะนั้น การแสวงหาอาหารทางฝ่ายใจ เพื่อดวงใจ จึงเป็นสิ่งที่มีค่า น่าทำกว่า, เป็นศิลปะกว่า เป็นอุดมคติที่สูงกว่า, ทำยาก หรือ น่าสรรเสริญกว่า, หอมหวนกว่า เยือกเย็นกว่า ฯลฯ กว่า โดยทุกๆ ปริยาย. 
      การแสวงความสำราญทางฝ่ายกาย เป็นต้นเหตุแห่งสงคราม, การแสดงความสำราญฝ่ายจิต เป็นต้นเหตุแห่งสันติภาพ.
      ถ้าชาวโลก ยังบูชาลัทธิวัตถุนิยม มัวแสวงแต่ ความสำราญทางกาย อย่างเดียว อยู่เพียงใด ก็ไม่มีหวังในสันติภาพ แม้จะเปิด สภาสันนิบาตชาติ ขึ้นอีกสัก ๑๐ สันนิบาต ก็ตาม นักวัตถุนิยม เห็นกายเป็นใหญ่ ย่อมเสียสละ ได้ทุกอย่าง เพื่อให้กาย หรือโลกของตน อิ่มหมีพีมัน ส่วนนักจิตนิยม เห็นแก่จิตเป็นใหญ่ ย่อมเสียสละได้ ทุกอย่างเหมือนกัน เพื่อแลกเอา ควาสงบ เยือกเย็น ของจิต. ผู้แสวงความสำราญ ทางกาย นั้น การแสวง ของเขา จำเป็นอยู่เอง ที่จะต้องกระทบ กับผู้อื่น เพราะความสำราญกาย นี้ เป็นของเนื่องด้วยผู้อื่น หรือสิ่งอื่น ที่แวดล้อมอยู่โดยรอบ เมื่อความเห็นแก่ตัวมีอยู่ ก็ต้องมีการกระทบกันเป็นธรรมดา การสงครามก็คือ การปะทะของคนหลายคน ที่ต่างฝ่ายต่างมีความเห็นแก่ตัวเพื่อความสำราญทางกายนั่นเอง สงครามโลกซึ่งเป็นเพียงความเห็นแก่ตัวของคนหลายชาติรวมกันก็ไม่ต่างอะไรกันอีก ส่วนการแสวงหาความสุขทางฝ่ายจิตนั้น จะไม่กระทบกระทั่งใครเลย แม้แต่น้อย, เพราะเหตุว่า มีอะไรๆ ให้แสวง อยู่ในตน ผู้เดียวเสร็จ ไม่ต้องเนื่องด้วยผู้อื่น การสงคราม ไม่สามารถ เกิดจาก ผู้แสวงสุขทางจิต! เช่นเดียวกับที่ไฟไม่สามารถ เกิดจากความเย็น.
        การแสวงหาอาหาร ทางฝ่ายกาย ง่ายหรือตื้น และ เป็น ต้นเหตุ แห่งสงคราม การแสวงหาอาหารของดวงใจ ยากและลึก และเป็นต้นเหตุของสันติภาพ ดังกล่าวมาแล้ว. แต่มนุษย์ในโลกนี้ ส่วนมาก ปล่อยตนไปตามสัญชาตญาณ หรือ ธรรมดาฝ่ายต่ำมากเกินไป จึงเท่าที่เราเห็นกัน จึงมีแต่ ผู้ถือลัทธิวัตถุนิยม ยิ่งนานเข้าเท่าใด วิธีการแสวงหา อาหารของดวงใจ ก็ยิ่งลบเลือน หายไปจาก ความทรงจำ และ ความเอาใจใส่ ของมนุษย์ มากขึ้น เพียงนั้น ในที่สุด ก็ไม่มีอะไรเหลือ อยู่ในมันสมองของมนุษย์ นอกจากความเห็นแก่ตัว และนั่นคือ สมัยที่ไฟประลัยกัลป์จะล้างโลก
      ข้าพเจ้าอยากจะกล่าวว่า ผู้แสวงหาสุขทางใจ มีอยู่เพียงกี่คน ก็ตาม ก็เป็นเหมือน ลูกตุ้ม ที่ถ่วงโลกไว้ มิให้หมุนไป ถึงยุคไฟประลัยกัลป์ เร็วเกินไปเพียงนั้น
         "เรายอมรับว่า เป็นลูกตุ้มจริง แต่ว่า เป็นลูกตุ้ม ที่ถ่วง ไม่ให้ พวกท่านวิ่งเข้าไปสู่กองไฟ เร็วเกินไป ถ้าพวกข้าพเจ้า จะพลอยเป็น อย่างท่าน ไปด้วย เชื่อแน่ว่า โลกคงจะแตกดับ เร็วกว่า ที่พวกข้าพเจ้า จะแยกเป็นอยู่ เช่นนี้" นี่เป็นคำ ซึ่ง พวกแสวงสุขทางฝ่ายจิต ควรจะพูดได้โดยชอบธรรม !
พระพุทธองค์ ทรงเป็นนายกแห่งสมาคมผู้แสวงสุขทางใจ เพียงพระองค์เดียว และสมัยเดียว ก็ชื่อว่าเป็น โลกนาถ ที่พึ่งของโลก หลายสมัย เพราะว่า อิทธพล แห่งธรรม ที่พระองค์ ทรงเปิดเผยขึ้นนั้น ได้ถ่วงให้โลก ที่กำลังหมุนไปหา ความแตกดับ หมุนไปช้าเข้า มากกว่ามากนัก เมื่อหมุนไปช้า เช่นนี้ คนทั้งโลก แม้ที่สุด แต่ คนที่ไม่เคย ได้ยินชื่อ ของพระองค์ ก็พลอยมีส่วน ได้รับความสุขด้วย แต่เมื่อโลก ละทิ้ง การแสวงหา อาหารทางใจ มารับเอา อาหารทางกาย มากขึ้นเช่นนี้ พระพุทธองค์ก็ช่วยไม่ได้ เพราะโลกเป็นฝ่ายที่ทิ้งพระพุทธองค์
       พุทธบริษัททุกคน ยังภักดีต่อ การแสวงหาความสุขทางใจ กันอยู่ นับว่า ตระกูลของพระองค์ ยังไม่ขาดทายาท เสียทีเดียว และจะยังเป็น เหมือน ลูกตุ้มน้อยๆ ที่เหลืออยู่เพื่อตัวเองและโลกด้วย, ทั้งขณะที่พวกอื่นเขาอาจกำลังเกลียดพวกนี้อยู่.
       พุทธบริษัท คงต้องถือว่า กายอยู่ในใจ, อาหารทางใจ สำคัญกว่า อาหารทางกาย และยังคงต้องภักดี ต่อลัทธิ แสวงสุขทางใจ อยู่เสมอ. การเป็นพุทธบริษัทแต่ปากนั้น ไม่ทำให้เป็น พุทธบริษัท ได้เลย พุทธบริษัทที่แท้ เป็นนักนิยมวัตถุ หรือ ถือลัทธิหลงชาติ ไปไม่ได้ พุทธบริษัทที่ขวางๆ รีๆ นั่นยิ่งจะร้ายไปกว่า ผู้ที่มิได้เป็นพุทธบริษัท เมื่อเกิด "มิคสัญญี" พุทธบริษัท ที่แท้จริง เท่านั้น ที่จะเป็นผู้เหลืออยู่ แม้นี้ก็เป็น อานิสงฆ์ แห่งการนิยม อาหารของดวงใจ
       เมื่อได้พร่ำ กล่าวถึงความดีของอาหารทางดวงใจมามากแล้ว กระทั่งในแง่การเมืองเป็นที่สุด จึงต่อไปนี้ จะได้กล่าวถึงลักษณะของอาหารทางใจโดยตรงบ้าง,ให้ควรกัน.
      คำสองคำซึ่งใครๆ ก็เคยได้ยินมีอยู่ว่า โลก กะ ธรรม โลก กับธรรม จะเป็น อันเดียวกัน ไม่ได้. โดยที่โลกเป็นฝ่ายนิยมวัตถุ, ธรรมเป็นฝ่ายนิยม "ความเป็นอิสระ เหนือวัตถุ" และ"ความเป็นอิสระเหนือวัตถุ นี่เอง คือ อาหารของดวงใจ"
       กายต้องการอาหารทางฝ่ายโลก, ใจต้องการอาหารฝ่ายธรรม, ผู้ที่เห็นว่า ใจเป็นใหญ่ จนถึงกับเป็นที่อิงอาศัยของกาย ย่อมแสวงหาอาหารให้กายเพียงเพื่อสักว่าให้มันเป็นอยู่ได้ (ยาปนมัตต์) เท่านั้น นอกนั้นใช้แสวงเพื่อใจอย่างเดียว
      อันความเป็นอิสระเหนือวัตถุนั้นเห็นได้ยาก ตรงที่ตามธรรมดาก็ไม่มีใครนึกว่า ตนได้ตกเป็นทาสของวัตถุ แต่อย่างใด ใครๆ ก็กำลังหาวัตถุมากินมาใช้มาประดับเกียรติยศของตน และบำเรอคนที่ตนรัก ทำให้เห็นไปว่า นั่นเป็นนาย มีอิสระเหนือวัตถุพอแล้ว เช่น มีเงินจะใช้มัน เมื่อไรก็ได้ ส่วน ความหม่นหมองใจ ที่เกิดขึ้นมากมายหลายประการ หามีใครคิดไม่ว่า นั่นเป็นอิทธพลของวัตถุที่มันครอบงำย่ำยีเล่นตามพอใจของมัน ดวงใจได้เสียความสงบเย็น ที่ควรจะได้ไปจนหมด ก็เพราะ ความโง่เง่าของตัวเอง, ที่ไปหลงบูชาวัตถุ จนกลายเป็นของมีพิษสงขึ้นมา ดวงใจที่แท้จริง ก็ไม่อาจฟักตัว เจริญงอกงาม ขึ้นมา เพราะ ขาดการบำรุง ด้วยอาหาร โดยที่เจ้าของไม่เคยคิดว่ามันต้องการอาหารเป็นพิเศษยิ่งกว่ากาย สัญชาตญาณ ทั้งหลาย ชวนกันขึ้นนั่งบัลลังก์บัญชาการเต็มที่ ออกคำสั่งทับถมดวงใจที่แท้จริง หรือธรรมชาติฝ่ายสูง ที่เป็นชั้นปรมัตถธรรม จนไม่ปรากฏ สาละวนแต่ แสวงหาอาหาร ตามอำนาจฝ่ายต่ำ หรือที่เรียก ในที่นี้ว่า กาย (โวหารธรรม) เมื่อใจขาดอาหาร แม้แต่ที่เป็นเบื้องต้น เช่นนี้แล้ว ก็ไม่งอกงาม พอที่จะแจ่มใส ส่องแสง ให้ผู้นั้นมองเห็น และถืออุดมคติ แห่งความสุขทางใจได้ ชีวิตก็เป็นของมืดมน ต้องร้องไห้ ทั้งที่ ไม่รู้เห็นว่า มีอะไรมาทำเอา
       เมื่อเด็กๆ ที่เกิดมาในโลก ไม่อาจสำนึก ในปริยายนี้ ได้ด้วยตนเอง เช่นนี้แล้ว การศึกษาธรรมเท่านั้น ที่จะช่วยได้ในเบื้องต้น การศึกษาธรรม ทางฝ่ายหลักวิชา จึงเป็น อาหารของดวงใจ ในขั้นแรก และขั้นกลาง ก็คือ การย่อยหลักวิชาๆ นั้น ออกด้วย มันสมอง ของตนเอง ได้ความรู้ ความแจ่มแจ้ง ความโปร่งใส เยือกเย็น อะไรมา นั่นเป็น อาหารชั้นปลาย ส่งเสริมกัน สืบไปให้เจริญ จนสามารถ ทำพระนิพพาน ให้ปรากฏ จึงจะนับว่าถึงที่สุด
       ปริยัติธรรม หรือ ธรรมในส่วนหลักวิชานั้น ช่วยได้โดยเป็น เครื่องสะกิดใจ ให้รู้สึก ในเบื้องต้นว่า เรามีกายสองซีก คือ ซีกรูปกาย และธรรมกาย รูปกาย เจริญได้เองด้วยการมีบิดามารดาเป็นแดนเกิด เติบโตขึ้นด้วยข้าวปลาอาหาร ส่วนธรรมกายนั้น มี กาย วาจา ใจ ที่สุจริตผ่องใส เป็นที่ตั้งที่ปรากฏ, มีผลของความสุจริต เป็นอาหาร ที่จะบำรุง ให้เติบโต สืบไป และทำให้เรา รู้สึกสืบไป เป็นลำดับว่า ถ้าบำรุงแต่รูปกาย อย่างเดียว มันก็จะอ้วนดี แต่ซีกเดียว อีกซีกหนึ่ง ซึ่งเป็นซีกใน จะเหี่ยวแห้งอยู่ ผลที่ได้ ก็คือ ร่างกายที่สมบูรณ์ แต่ใจเต็มไปด้วย ความหม่นหมอง เมื่อยังเด็ก ความหม่นหมอง มิปรากฏนัก ก็เพราะยังเป็น ผู้ที่ผู้อื่นเลี้ยงดูให้ และ กายก็ยัง มิได้ขยายตัวเต็มที่ จนสามารถ ทำความรู้สึกได้สุดขีด ทุกๆ อินทรีย์ (คือเต็มที่ ทั้งทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ครั้นเมื่อ กายเจริญเต็มที่เข้า ความหม่นหมอง ก็เกิดมากขึ้น เพราะยิ่งขาดดุลยภาพ (ของความที่ รูปกาย และ ธรรมกาย จะต้องมี ความเจริญคู่เคียง สม่ำเสมอกันไป จึงความหม่นหมอง จะไม่อาจเกิด) นั่นเอง สรุปความว่า ปริยัติธรรม ช่วยให้
        เราทราบว่า เราจะต้องประพฤติธรรม เช่นนั้นเช่นนี้ เพื่อธรรมกายของเรา มิฉะนั้น เราตายด้านไปซีกหนึ่ง, เมื่อเรารู้ ปริยัติธรรม พอสมควรแล้ว เราก็ได้ อาหารของดวงใจ ในส่วนหลักวิชา และ ภาคพื้น ของการปฏิบัติ สัมมาทิฎฐิ หรือ รุ่งอรุณ ได้ปรากฏแก่เราแล้ว เป็นแรกเริ่ม

      ปฏิบัติธรรม หรือ ธรรมคือตัวการปฏิบัตินั้น เป็นการทรมานอินทรีย์ (sense) เพื่อเอาชนะอินทรีย์, ชนะได้เท่าใด ความเยือกเย็น พร้อมทั้ง ความรู้แจ้ง ก็เกิดขึ้น เท่านั้น ความเยือกเย็น เกิดจาก ความที่ อินทรีย์ สงบรำงับลง ความเห็นแจ้ง ความจริงในตัวเอง ปรากฏเพราะ ไม่ถูกม่าน แห่งความ กลัดกลุ้ม ของอินทรีย์ ปิดบังไว้ เช่นแต่ก่อน วิธีเอาชนะ อินทรีย์ ตามหลัก แห่งพุทธศาสนา ได้แก่ การบังคับตัวเอง ให้งดเว้นจากสิ่งชั่ว, บังคับตัวเอง ให้ทำ แต่สิ่งที่ดี เข้าแทน และต่อจากนั้น พยายามหาวิธี ชำระจิต ให้เป็นอิสระ จากความหม่นหมอง ทั้งที่เปิดเผย เห็นได้ง่ายๆ และที่นอนนิ่ง เงียบๆ อยู่ในสันดาน อันเป็นเหมือน เชื้อ ที่ก่อเกิด ของอย่างแรก หรือ กล่าวอีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ การบังคับกาย และ วาจา ให้อยู่ในอำนาจ เรียกว่า ศีล, บังคับจิต ให้อยู่ในอำนาจ เรียกว่า สมาธิ, และใช้จิตที่อยู่ในอำนาจแล้ว คือ ค้นหาความจริง ที่ยาก ที่ลึก จนปรากฏ แจ่มแจ้ง เรียกว่า ปัญญา, การบังคับหรือ ควบคุมอินทรีย์ เช่นนี้ ทำให้ดวงใจ ได้รับ ความสะบักสะบอม น้อยลง วัตถุ หรือ อารมณ์ ทั้งหลาย มีพิษสง น้อยเข้า หรือ หมดไป เพราะ ค่าที่เรา สามารถบังคับ ตัวเอง ไว้ในภาวะ ที่จะ ไม่หลงใหลไป ตามทั้งใน ทางชอบ และ ทางชัง เมื่อใจเรา ได้รับความ พักผ่อน อย่างผาสุก เนื่องจาก การบังคับอินทรีย์ ของเรา เช่นนี้แล้ว เราก็ได้ อาหารของดวงใจ ในส่วนของการปฏิบัติ, อันจะเป็น อุปกรณ์ ให้ได้รับ อาหารชั้นสูงสุด สืบไป
      ปฏิเวธธรรม หรือ ธรรมในส่วน การรู้แจ้ง แทงตลอดในสิ่งที่เคยหลงใหล ไม่รู้เท่าทันมาก่อน เป็นความรู้ชนิดที่จะตัดรากความหม่นหมองของดวงใจเสีย โดยประการทั้งปวง, เช่น ความสงสัย ความเข้าใจผิด หลงรัก หลงชัง ฟุ้งซ่าน ฯลฯ เสียแล้ว ทำความแจ่มแจ้งใจ โปร่งใจ เยือกเย็นใจ ให้เกิดขึ้นแทน นี้เป็นผล ที่ปรากฏแก่ใจ สมจริง ตามที่เรียนรู้ ทางหลักวิชา โดยปริยัติ ซึ่งเป็นเพียง "การรู้อย่างคาดคะเน ด้วยเหตุผล ล่วงหน้าไปก่อน" การแทงตลอดนี้ หมายถึง การแทงตลอด ม่านอวิชชา คือ ความโง่หลง ซึ่งเป็นของเฉพาะตัว อย่างยิ่ง. น่าอัศจรรย์มาก ที่คนบ้าคลั่ง อาจรักษาโรค ของตนเอง ด้วยการฟัง วิธีรักษา มาจากผู้อื่น แล้วรักษาตัวเอง พิจารณาตัวเอง ไปเรื่อยๆ อย่างค่อยเป็น ค่อยไป จนหายได้ ในที่สุด! ช่างไม้หรือนักยันตรกรรม ที่ติดขัดในปัญหาขัดข้องบางอย่างในหน้าที่การงานของตน อาจผ่านปัญหานั้นๆ ไปได้ โดยการ พยายาม คิดค้น หาเอาเอง หรือ ถามท่านผู้รู้ แล้วมา แก้ไขไปเอง เมื่อพบเงื่อนถูก ผ่านไปได้ ก็ได้รับความสุขใจ ผู้ที่รู้ว่า ตนกำลังติดขัด ในปัญหาชีวิต (คือ ความที่ชีวิต ถูกกดถ่วง ด้วยความ หม่นหมอง อยู่เสมอ ตั้งแต่ ชนิดที่ หยาบที่สุด จนถึง ที่ละเอียดที่สุด) ก็ฉันนั้น, คือเมื่อได้คิดค้น ไปเองบ้าง ไต่ถามท่าน ผู้รู้ มาคิดค้น ไปบ้าง จนได้รับความแจ่มแจ้ง เบาโปร่ง ปรากฏกับใจเอง ก็เป็นสุข นักศิลปินที่แท้จริง เขาหาความสุข จากความพอใจ ตัวเอง ในการที่ ทำสิ่งที่ยากๆ ได้สำเร็จ มิใช่เพราะ พอใจในเงิน หรือ รางวัลที่จะได้รับ ซึ่งเป็นวิสัย ของ นักการค้า ในที่นี้จะ เห็นได้ว่า ความสุขที่เกิดจากความพอใจ หรือ ความรู้แจ้งนั้น เป็นอีกขั้นหนึ่ง ซึ่งนักการค้า หรือ ผู้นิยมวัตถุ จะเห็นเป็นความสุข ไปไม่ได้เลย ผลอันนี้คือ อาหารของดวงใจ ในส่วนปฏิเวธ, ซึ่งเมื่อ แทงตลอด ถึงที่สุด ไม่มีอะไรเหลือจริงๆ ก็คือ การพบกันเข้ากับ พระนิพพาน และ การแทงตลอด ที่ถึงขีด ระยะหนึ่งๆ ข้างต้นๆ นั้น คือ มรรคผล ขั้นหนึ่งๆ ตามหลัก ที่ท่านกำหนดไว้
      เมื่อได้ อาหารทางใจ เป็นลำดับมา จนลุถึง พระนิพพาน เช่นนี้แล้ว ต่อจากนั้น ก็เป็น ใจที่มีรสของ พระนิพพาน เป็นอาหาร ศานติเป็น รสของพระนิพพาน ! และ ใจมีศานตินั้น เป็นอาหาร !! ศานติ ในที่นี้ หมายถึง ความเยือกเย็น ของพระนิพพาน หรือ สภาพอันหนึ่ง ซึ่งเป็นสภาพแห่ง ความว่างโปร่ง เป็นอิสระเหนือสิ่งทั้งหลาย เหนือรูปธรรมนามธรรม เหนือกฏแห่งรูปธรรม และ นามธรรม ทั้งหมด และเป็นสิ่งที่ ใครจะกฏเกณฑ์อะไร ให้ไม่ได้เลย
       เมื่อเราอาบน้ำ เราได้รับความเย็นของน้ำ หรือ เพราะน้ำ, เมื่อใจลุถึง
พระนิพพาน มันย่อมเยือกเย็น เพราะ ความเย็นของ พระนิพพานนั่นเอง
ความเยือกเย็นอันนี้ เป็น ยอดอาหาร ชั้นพิเศษ ของดวงใจ ก็ความหม่นหมอง ต่างๆ ของดวงใจนั้น ถูกสลัดทิ้งเสียหมดแล้ว ตั้งแต่ได้รับอาหารขั้นปฏิเวธขั้นสูง มาบัดนี้ ได้รับความเยือกเย็น ของพระนิพพาน เข้าอีก จึงเป็นการยาก ที่จะกล่าว ให้เป็นที่เข้าใจ กันอย่างทั่วไปว่า รสชาติอันนี้ ในขณะนี้ จะเป็นอย่างไร ท่านจึงกล่าวว่า เป็นสิ่งที่แม้แต่อยากพูดให้ฟัง ก็ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไร (Subjective) อย่าว่าแต่ รสชาติ ของพระนิพพานเลย แม้เพียงแต่ รสของวิเวก หรือ สมาธิขั้นต้นๆ ก็เป็นของยากที่จะอธิบายว่า มีรสชาติเป็นอย่างไรเสียแล้ว เพราะเป็นรสที่ต้องจัดเป็นรสแปลกใหม่อีกรสหนึ่ง จากบรรดารส ที่คนธรรมดา เราเคยรู้รสกันมาในวงแห่ง โลกิยารมณ์ ความจริง ตามธรรมดา สิ่งที่เรียกกันว่า รส นั้น เป็นของอธิบายยากมาก บางอย่าง ไม่มีทาง จะเทียบเคียง เสียเลย เช่น นาย ก. ไม่เคยกิน ของหวาน เลย นาย ข. ก็ไม่อาจที่จะ อธิบายให้ นาย ก. ทราบได้ว่า รสหวานนั้น เป็นอย่างไร จะว่า ตรงกันข้ามกับ ขม กับ เค็ม กับเปรี้ยว หรือ อะไรทุกอย่าง นาย ก. ก็ไม่อาจทายได้ว่า รสหวาน นั้นเป็นอย่างไร แม้ นาย ข. จะคิดค้นหา คำใดมาพูด ก็ไม่ได้  คงได้แต่ว่า หวานๆ อยู่อย่างเดิม
นั่นเอง นี่คือ ความเป็น ปัจจัตตัง และ ความเป็น ของอธิบายให้ชัด ไม่ได้ ของรส ส่วนรสของ พระนิพพาน ก็ทำนองเดียวกัน เป็นแต่ ยิ่งยากขึ้นไป กว่านั้น อีกหลายเท่านัก แม้ในทาง ที่จะให้เปรียบเทียบ หรือ คาดคะเน ก็เมื่อ นาย ก. ไม่ควรจะดื้อเถียง นาย ข. ว่า รสหวานไม่มีในโลก, และ ทางที่ดีที่สุด นาย ก. ควรใช้ความพยายาม จนหาน้ำตาล มาชิมดูได้ ด้วยตน ก็จะรู้ว่า หวานเป็นอย่างไร ฉันใด ผู้ที่ยังไม่ถึงนิพพาน ก็ไม่ควรปฏิเสธ รสของนิพพาน. แต่ควร ตะเกียกตะกาย จนได้ชิมรสของพระนิพพาน ด้วยตนเองฉันนั้น

      ก่อนแต่จะจบเรื่องนี้ อยากจะเล่านิทาน ฟังกันเล่น สักหน่อยหนึ่ง เต่าตัวหนึ่ง เป็นสหาย กับ ปลาตัวหนึ่ง วันหนึ่งได้พบกัน ปลาถามว่า 
      "สหายเอ๋ย, ท่านไปที่ไหนเสียเป็นนาน?"
      "ไปเที่ยวบนบกมา" เต่าตอบ
      "บกเป็นอย่างไร?" ปลาถาม
      "อ๋อ บกงดงามมาก มีอะไรสวยๆ แปลกๆ ลมพัดเย็นสบาย มีอาหารดีเยอะ
       มีเสียงแปลกๆ ซึ่งเราไม่เคยได้ยิน ในที่นี้เลย"
      "ฉันไม่เข้าใจเลย สหายเอ๋ย บกนั้น อ่อนละมุน ให้ศรีษะของเราแหวกว่ายไปได้สะดวกเช่นนี้หรือ?"
       "ไม่ใช่"
       "บกไหลเอ่อไปได้ตามร่อง เช่นนี้หรือ?"
        "ไม่ใช่"
       "บกเย็นชุ่ม ซึมซาบ เอิบอาบ เช่นนี้หรือ ?"
       "ไม่ใช่"
       "บกเป็นละลอก ริ้วๆ เมื่อถูกลมพัดหรือ ?"
       "ไม่ใช่"

      แม้ปลาจะตั้งคำถามมาอย่างไร คำตอบก็มีแต่ "ไม่ใช่" ทั้งนั้น ในที่สุด
ปลาก็หมดศรัทธา ประณามเต่าว่า "สหายเอ๋ย ท่านโกหกเสียแล้ว เอาสิ่งที่
ไม่มีจริง เป็นจริง มากล่าว" แต่เต่าก็ ไม่รู้ที่จะตอบ สหายของตน อย่างไรดี
ในที่สุด ก็ได้แต่ ค่อยคลาน กลับขึ้นบกอีก เต่าได้เที่ยว ไปบนบก อีกใหม่, บนบก ซึ่งสหายของเขา ไม่เคยนึก และ ไม่ยอมเชื่อว่ามี ! เต่าได้เที่ยวไปวันแล้ววันเล่าๆ บนบก ซึ่ง สหายของเขา หาว่า เขาโกหก !!

       นิทานเรื่องนี้ จะอาจเป็น เครื่องรองรับ ความเป็นปัจจัตตัง และ การพูดบรรยาย ไม่ได้ ของศานติ- อาหารของดวงใจ ชั้นพิเศษ ชั้นยอดสุด, ได้บ้างกระมัง, น้ำกับ บก ต่อติดกันอยู่ ห่างกัน เพียงชั่วเส้นริมน้ำ เส้นเล็กๆ ที่ริมสระเท่านั้น แต่ปลาก็ไม่อาจรู้ หรือแม้แต่คาดคะเนว่า บกเป็นอย่างไรได้เลย พระพุทธองค์ตรัสว่า โลก คือโอกะ หรือโอฆะ (แปลว่า น้ำ ทั้งสองศัพท์) สัตว์โลก ก็คือผู้ที่จมอยู่ในโลก หรือน้ำ นั่นเอง พระนิพพาน เป็นฝั่งเกาะที่รอดพ้น แต่น้อยคนนักที่จะว่ายออกไปถึงเกาะ ดุจพวกนกที่ติดบ่วงแล้ว น้อยตัวนักที่จะหลุดไปได้ ไม่ต้องตกเป็นเหยื่อ ของนายพราน ฉันใด ก็ฉันนั้น
     ผู้ที่ตกโลก หรือ จมโลก ก็คือ ผู้ที่รู้จักแต่โลก หรือ กามคุณ ซึ่งเรียก ในที่นี้ว่า อาหารของฝ่ายกาย หรือ โลกิยะนั่นเอง
เมื่อรู้จัก แต่อย่างเดียว ก็ไม่ (หรือ มักจะไม่) เชื่อว่า บก หรือ โลกุตตระ มีอยู่ ณ ที่ใดอีก เช่นเดียวกับปลา ก็บัดนี้ การที่จะเดินทางไปสู่บกนั้น ผู้เดินต้องกิน "อาหารของดวงใจ" ดังที่กล่าวมาแล้ว การที่ ไม่ค่อยมีใครสนใจ
        ในเรื่องอาหารของดวงใจ ก็เพราะไม่เคยคิดที่จะเดินทางไปสู่ "บก"นั่นเอง !

      อาหารของดวงใจ มีหลายชั้นนัก เพราะฉะนั้น ย่อมจะมีผู้แสวง และ
เสพได้ในชั้นต่างๆ บางชั้น เป็นธรรมดา เรารู้ในข้อนี้ได้ ก็โดยที่จะเห็นได้ว่า คนบางคน หาได้ตกโลก เต็มที่ เหมือนกับ บางคนไม่ เช่นเดียวกับ ถ้าเราจะมองดู ภาพสมมติ สักภาพหนึ่ง เป็น ภาพแห่ง ริมฝั่งทะเล เราเห็นคนบางพวก ตกน้ำ จมมิดอยู่ บางพวก ชูศรีษะ ร่อนขึ้นเหนือน้ำ ได้มองดูรอบๆ สังเกตหา ฝั่งบกอยู่ บางพวก มองเห็นฝั่งแล้ว บางพวก กำลังว่ายมุ่งเข้าฝั่ง บางพวก ใกล้ฝั่ง เข้ามามากแล้ว บางพวก ถึงที่ตื้น ยืนถึง เดินตะคุ่มๆ เข้ามาแล้ว บางพวก เดินท่อง เพียงแค่เข่า เข้ามาแล้ว บางพวก นั่งพักอย่างสบาย หรือ เที่ยวไป อย่างอิสระบนบก ! เราจะเป็นพวกไหน ย่อมไม่มีใครรู้ได้ เท่าตัวเราเอง !! เป็นของน่าคิด

      ที่สุดนี้ หวังว่า ตลอดเวลา ที่มนุษย์ยังคงได้รับรส ของพระพุทธวจนะอยู่เพียงใด คงจะมีสักพวกหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ พวกบริโภค อาหารของฝ่ายกาย อย่างสมบูรณ์อยู่แล้ว ซึ่งจะเกิดความรู้สึกอึดอัด ในความซ้ำซาก และหมด "ทางไปในฝ่ายสูง" ของโลกิยาหาร หรือ ลัทธิวัตถุนิยม(Materialism) แล้วเกิดความสนใจ ในคุณภาพอันสูงสุด ของ โลกุตตราหาร หยิบเอา ลัทธิมโนนิยม (Spiritualism) ขึ้นมาพิจารณาดูบ้าง ด้วยกิริยา อันเคารพ และแยบคาย เพราะ ยังมีทางไปอีกสูงมาก
      ในนามแห่งพุทธทาส ข้าพเจ้าขอแสดงความยินดี ที่จะรู้จักท่าน และ
ขอแสดงความนับถืออย่างสูง ต่อท่านล่วงหน้า


กิ่งธรรมจาก  http://www.buddhadasa.com