Saturday, July 12, 2025

หาเงินออนไลน์ฉบับผู้สูงวัย

 ผู้สูงวัยหาเงินได้จากช้อปปี้

       ไหนๆก็ไหนๆ เกษียณจากงาน มีเวลาว่างเยอะ เห็นเด็กๆบอกว่า หารายได้ผ่านโปรแกรมนายหน้าได้เงินจริง

       ไม่ต้องใช้เงินแม้แต่บาทเดียว ใช้เวลา ซึ่งก็มีอยู่แล้ว ใช้แรง ใช้ความคิดแบบผู้สูงอายุ 

น่าสนใจ ไม่รอช้ารีบเรียนรู้ ด้วยตนเอง สอบถามเด็กบ้าง เรียนรู้นาน กว่าจะได้คลิปหนึ่ง โพสต์แนบลิงค์

ดีใจมากที่โพสต์ได้ โพสต์ทุกวัน แนบลิงค์ 

      สองเดือนผ่านไป ไม่เห็นสักบาท ชักท้อเว้ย พานโทษว่าสังคมลวงผู้สูงวัยกระมัง 

แต่ไม่ละความพยามยาม เดือนที่3 ยอดซื้อเกิดขึ้น ดีใจสุดๆ ร้องดังๆในใจ 

     แต่ไหนละเงินเข้า  ไม่เห็นยอดเงิน คุณพระคุณเจ้า แนบลิงค์มิได้แนบสินค้าที่มีค่าคอมฯ

เดือนต่อมาขายได้ มีเงินเข้า 3บาทกว่า ดีใจอีกครั้ง รู้หลักการ ทำคลิปมากขึ้น โพสต์มากขึ้น

    แล้วผลที่ตามมาเงินเข้าเดือนละ2ครั้ง ได้ค่ากาแฟจริง นี้คือรายได้ที่เอามาบอกกัน

มิได้อวด แต่พอเป็นแนวทางให้บางท่านได้เรียนรู้ หารายได้กัน


       สนใจเรียนรู้หารายได้กัน สมัครเลย         

สมัครผ่านนี้เลย https://s.shopee.co.th/2B3r0DEd5Q 

Thursday, July 15, 2021

โควิดอยู่หรือไป ใจก็มีสติ

                                  ควิดอยู่หรือไป ใจก็มีสติ
                      พระไพศาล วิสาโล

    นช่วงเดือนสองเดือนผ่านมาในการบรรยายแต่ละครั้งอดไม่ได้ที่จะพูดถึงเรื่องโรคโควิดหรือเชื้อโคโรน่าไวรัส เหมือนกับว่ามันเป็นสิ่งที่จะอยู่กับเราไปตลอด หรือว่ากลายเป็นทั้งหมดของชีวิตเรา แต่ที่จริงมันก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งของชีวิตเราเท่านั้นา ยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่เราควรจะใส่ใจ ทั้งที่เป็นหน้าที่เกี่ยวกับตัวเราเอง หน้าที่เกี่ยวกับผู้อื่น  รวมทั้งสิ่งอื่น ๆ อีกมากมายทั้งรูปธรรมนามธรรมที่เราจะต้องเกี่ยวข้องด้วยในแต่ละวัน ถึงแม้จะไม่มีเชื้อโคโรน่าไวรัสเกิดขึ้นในโลก ไม่มีโรคโควิดแพร่ระบาด เราก็ยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ควรสนใจ และมีหน้าที่หลายอย่างที่พึงปฏิบัติ 

    อีกไม่นาน ไม่นานในที่นี้อาจจะหลายเดือน เป็นปีหรือปีครึ่ง โรคโควิดก็จะจางหายไป กลายเป็นอดีตไป แล้วผู้คนก็จะกลับมาใช้ชีวิตเหมือนเดิม...ในบางแง่นะ อย่างเช่น ออกจากบ้านได้ จับจ่ายใช้สอยได้ตามปกติ ไปเที่ยวห้าง เดินทางไปต่างประเทศ พบปะเพื่อนฝูง เยี่ยมพ่อแม่ต่างจังหวัด หรือว่าอยู่ใกล้กันได้มากขึ้น ทักทายกันด้วยการสัมผัส แตะเนื้อต้องตัวกันหรือกอดกัน ก็ทำได้สะดวกขึ้น เพราะว่าเราจะมีภูมิคุ้มกัน รวมทั้งมีวัคซีนป้องกันหรือรักษา 

    แต่ว่าสิ่งต่างๆ ที่เราเคยเจอมาก่อนโรคโควิดระบาด เราก็ต้องเจออีกเหมือนเดิม รวมทั้งความทุกข์ต่างๆ ที่จะผ่านเข้ามาในชีวิต แม้โควิดหายไป โคโรน่าไวรัสถูกกำราบ แต่เราก็ต้องเจอกับสิ่งที่ไม่รักไม่พอใจเหมือนเดิม ต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่พอใจเช่นเคย และต้องเจอกับคำติฉินนินทาคำต่อว่าด่าทอเหมือนเดิม รวมทั้งเจอกับงานการที่ไม่ถูกใจ เจออุปสรรคที่ทำให้ชีวิตขลุกขลัก ของรักสูญหาย คนรักตายจาก พวกนี้ก็ยังต้องผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา บางเรื่องอาจไม่เคยเกิดขึ้นกับเราในอดีต แต่ว่าต่อไปก็ต้องเจอ อย่างที่เราสวดกันทุกเช้า “เราทั้งหลายเป็นผู้ที่ถูกความทุกข์หยั่งเอาแล้ว เป็นผู้มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้าแล้ว” ที่จริงไม่ใช่เฉพาะความทุกข์นะ ความสุขก็รอเราอยู่ข้างหน้าเหมือนกัน แต่ทั้งหมดทั้งปวงล้วนไม่เที่ยง เช่นเดียวกับโควิด มันก็ไม่เที่ยง 

    ในเมื่อชีวิตเราจะต้องเจอหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่ชอบ ไม่ปรารถนาจะเจอ ทั้งในวันนี้ในวันหน้า  ดังนั้นการเตรียมตัวเตรียมใจรับมือกับสิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่เฉพาะกับโคโรน่าไวรัสหรือโรคโควิดเท่านั้น จึงเป็นสิ่งสำคัญ จะตื่นกลัวกับโรคโควิดอย่างไรก็อย่าลืมว่า มันมีสิ่งสำคัญกว่าในชีวิตที่เราต้องทำ สิ่งนั้นก็คือการฝึกใจของเราให้มีสติให้มีความรู้สึกตัว การล้างมือบ่อยๆ เป็นเรื่องดี แต่สิ่งที่สำคัญไม่น้อยก็คือ ขณะที่ล้างมือเราก็ควรรู้สึกตัวไปด้วย ความรู้สึกตัวในขณะล้างมือนี่สำคัญ  แม้ว่าต่อไปเราคงไม่จำเป็นต้องล้างมือบ่อยๆ แต่ความรู้สึกตัวก็ยังเป็นสิ่งสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ 

    อีกปีกว่าเราก็คงสัมผัสใบหน้าได้ตามปกติ โดยไม่ต้องระมัดระวังว่าจะติดเชื้อ  แต่การทำสิ่งต่างๆ รวมถึงการสัมผัสใบหน้าอย่างมีสติก็เป็นสิ่งที่ควรทำไปเรื่อยๆ เพราะถึงแม้ในวันข้างหน้าโควิดจะไม่เป็นปัญหาต่อไป แต่ก็ยังมีอะไรต่ออะไรที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ที่จะเป็นเป็นปัญหาให้กับเราได้หากเราขาดสติหรือทำอะไรไปโดยไม่รู้ตัว เช่น เดินข้ามถนนอย่างไม่มีสติ ขับรถอย่างไม่มีสติ เดินลงบันไดอย่างไม่มีสติ หรือเข้าห้องน้ำเลินเล่อเผอเรอจนลื่นหกล้ม ทั้งหมดนี้ก็อาจทำให้เราบาดเจ็บ หรือถึงตายได้

    แม้บางอย่างเราทำอย่างมีสติมีความรู้สึกตัวแล้ว แต่ก็ยังมีปัญหาเกิดขึ้นอย่างที่เราป้องกันไม่ได้ อย่างเช่น ความแก่ ความเจ็บ ความป่วย ความพลัดพรากสูญเสีย แต่ในยามนั้นถ้าเรามีสติมีความรู้สึกตัว เราก็สามารถรักษาใจไม่ให้เป็นทุกข์ได้ จะมีโควิดหรือไม่เราก็ยังต้องเจอรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่ไม่น่าพอใจ ที่เรียกว่า “อนิฏฐารมณ์” ต้องเจอเหตุการณ์ที่ไม่ปรารถนา ที่เรียกว่า “โลกธรรมฝ่ายลบ” เช่น เสื่อมลาภ เสื่อมยศ คำนินทา และทุกข์ พูดง่ายๆ ก็คือ แม้วันหนึ่งโควิดจะหายไป แต่เราก็ยังต้องเจอทุกข์เหมือนเดิม แต่ถ้าเราดูแลใจดีๆ เราก็อยู่กับทุกข์ได้โดยใจไม่ทุกข์ เพราะฉะนั้นอย่ามัวแต่วิตกกังวลตื่นตระหนกกับโควิดจนลืมหน้าที่ จนลืมสิ่งสำคัญในชีวิตที่เราพึงทำ สิ่งนั้นก็คือ “การดูแลใจให้มีสติ ให้มีความรู้สึกตัว”

    สติเป็นอุปกรณ์ปกป้องและรักษาใจ

    ดูแลใจด้วยสติ ทำสิ่งต่างๆ ด้วยความรู้สึกตัว ไม่ใช่เฉพาะเวลามาวัด มาเดินจงกรมสร้างจังหวะ แต่เวลาอยู่เมื่อทำอะไรก็ให้มีสติมีความรู้สึกตัว  นั่นก็คือการปฏิบัติธรรมเหมือนกัน ถ้าเราไม่มีสติไม่มีความรู้สึกตัว  เมื่อนั้นความทุกข์ก็สามารถจู่โจมเล่นงานจิตใจเราได้  ทุกวันนี้เราขวนขวายหาวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ มาปกป้องร่างกายเรา เช่น หน้ากากอนามัย ยิ่งถ้าเป็นหมอพยาบาลแล้ว ยิ่งต้องมีอุปกรณ์ป้องกันร่างกายมากมายทีเดียว เรียกว่าทั้งตัวเลย แต่อย่าลืมว่าอุปกรณ์ในการป้องกันรักษาจิตก็สำคัญ จะละเลยไม่ได้ แม้มีหน้ากากอนามัยที่ดีกันไวรัสได้ มีเฟสชีลด์ (face shield) หรือแม้กระทั่งอยู่ในห้องที่กันไม่ให้เชื้อโรคเข้า แต่ถ้าใจไม่มีสิ่งคุ้มกันรักษาแล้ว เราก็ยังอยู่ร้อนนอนทุกข์ กลัดกลุ้ม กราดเกรี้ยว รวมทั้งถูกความเกลียด ความโกรธ เล่นงาน

    การรักษาใจจึงสำคัญมากทีเดียว อย่างที่บอกแล้ว ไม่นาน อาจจะปีหน้า เราคงไม่ต้องใช้หน้ากาก    อนามัยป้องกันร่างกายของเราอย่างวันนี้ แต่ว่าสิ่งที่จะช่วยรักษาใจของเรายังต้องมีต่อไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต ยิ่งวันนั้นมาถึงเรายิ่งจำเป็นต้องมีสติรักษาใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าความทุกข์ทรมาน ทุกขเวทนาอันแรงกล้าที่ไม่เคยเจอเลยในชีวิต ก็จะต้องเจอในวันนั้น  การปฏิบัติทั้งหมด ถ้ามี ก็จะเอามาใช้ในเวลานั้นได้อย่างคุ้มค่ามาก 

    สมัยที่หลวงปู่ดูลย์ อตุโลไปเยี่ยมลูกศิษย์ที่เป็นพระท่านหนึ่ง ซึ่งป่วยหนักและกำลังอยู่ในระยะท้าย หลวงปู่พูดกับลูกศิษย์ไม่กี่ประโยค ปกติท่านก็ไม่พูดมากอยู่แล้ว  ท่านพูดว่า “การปฏิบัติทั้งหมดที่เราพยายามปฏิบัติมาก็เพื่อจะใช้ในเวลานี้เท่านั้น” 

    แต่ถึงแม้ว่าเราจะยังห่างไกลจากความป่วย ห่างไกลจากความตาย การปฏิบัติของเราคือการเจริญสติก็ยังสำคัญอยู่ เพราะว่าแม้จะยังไม่ป่วย แม้จะยังไม่ตาย ก็ต้องเจอกับอะไรต่ออะไรมากมายที่เป็นเสมือนพายุที่ซัดกระหน่ำชีวิตของเรา ดังนั้นถ้าเรามีสติ จิตของเราก็เหมือนกับเรือที่มีสมอ เรือไม่พลิกคว่ำไม่อับปางยามถูกพายุกระหน่ำเพราะมีสมอ ฉันใดก็ฉันนั้น จิตของเราเมื่อเจออนิฏฐารมณ์ เจอเหตุการณ์ที่ไม่พอใจ เจอความพลัดพราก ก็ยังตั้งมั่นได้ ไม่พัดลอยไปกับความทุกข์ เรียกว่าเจอทุกข์แต่ไม่เป็นทุกข์  

    รับมือทุกข์ได้เพราะมีสติ...รู้ทันมัน

    ที่จริงนอกจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่จะต้องผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา ที่เรียกว่าโลกธรรมฝ่ายลบ เช่น เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ความทุกข์ รวมถึงความพลัดพรากสูญเสียนานาชนิด ทั้งของเราและของคนที่เรารัก พูดง่าย ๆ คือนอกจากรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสที่ไม่น่าพอใจแล้ว ในใจเราก็ยังต้องเจอกับความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความวิตกกังวล ความเครียด ความรู้สึกผิด สิ่งเหล่านี้ล้วนบั่นทอนทำร้ายจิตใจผู้คนมาก แต่ถ้าเรามีสติ อารมณ์ภายในก็ทำร้ายจิตใจไม่ได้ ความกลัวมีอยู่แต่ทำร้ายใจไม่ได้ ความโกรธมีอยู่แต่เผาลนจิตใจไม่ได้ เพราะว่า สติช่วยให้เรา“เห็นความโกรธ แต่ไม่เป็นผู้โกรธ” หรือถึงจะมีความกลัวแต่มันก็ไม่ลามกลายเป็นความเกลียด ความตื่นตระหนกอาจจะมีได้ แต่ก็ไม่ลุกลามกลายเป็นความก้าวร้าวหยาบคายกับคนอื่นหรือคนรอบข้าง เพราะมีสติ เพราะเรารู้ทันมัน

    สติจึงเป็นสิ่งที่เราทิ้งไม่ได้เลย แม้เราไม่สามารถควบคุมบงการสิ่งแวดล้อมภายนอกให้เป็นไปดั่งใจ ไม่สามารถเรียกร้องให้มีแต่รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่น่าพอใจ หรือมีเหตุการณ์ที่สมหวังในชีวิตได้ แต่เราสามารถดูแลใจของเราไม่ให้เป็นทุกข์เพราะสิ่งเหล่านั้นได้

    เราฝึกสติกันง่ายๆ ด้วยการรู้ตัวเวลากายทำอะไร เรียกว่า “รู้กาย” ไม่ใช่เฉพาะเวลาเดินจงกรม เวลาสร้างจังหวะ แต่รวมถึงเวลาอยู่ในอิริยาบถอื่นๆ ด้วย เช่น ตื่นนอน ขึ้นมาเก็บที่นอนก็รู้ตัว เดินไปล้างหน้าแปรงฟันก็รู้ตัว ระหว่างที่ล้างหน้ารู้สึกสดชื่นหายงัวเงีย ก็รู้... นอกจากรู้อาการของกาย รวมทั้งรู้เวทนาที่เกิดขึ้นกับกายแล้ว  เวลาเกิดความสบายใจ หรือใจเผลอคิดไปถึงเรื่องอนาคตที่ปรุงแต่งขึ้นมา เกิดความกังวล ก็รู้... อันนี้เรียกว่า “รู้ใจ” 

    การเจริญสติเริ่มต้นด้วยการรู้กาย กายทำอะไรก็รู้ ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม เคี้ยว ลิ้ม กระทั่งไปอุจจาระปัสสาวะก็รู้... อันนี้คือรู้กาย แต่งตัว หวีผม ก็รู้... ไม่ใช่รู้เพราะเห็นตัวเองในกระจก แต่เป็นเพราะใจรับรู้ได้ถึงการเคลื่อนไหวของกาย ไม่ว่าด้วยมือหรือด้วยส่วนใดของร่างกาย ขณะที่นั่งอยู่ตอนนี้ก็รู้ตัว 

    แต่ระหว่างที่นั่งอยู่อาจจะใจลอย ก็รู้ทันทีว่าใจเผลอคิดไปแล้ว มันเผลอคิดไปถึงเรื่องราวในอดีต ความเป็นมาแต่หนหลัง ก็รู้... มันเผลอนึกถึงลูกที่อยู่บ้าน พ่อแม่ที่อยู่โรงพยาบาล ก็รู้...แค่รู้ทัน  หรือถึงแม้จะรู้ไม่ทัน เผลอคิดไปจนเกิดความเครียดความวิตก ก็ยังไม่สายที่จะรู้ทันความเครียดความวิตก มันเผลอคิดไปถึงอีกสามสี่เดือนข้างหน้าว่า ถ้าโรคนี้ยังลุกลามต่อไป เราจะมีงานทำไหม จะมีรายได้ไหม จะเอาเงินจากไหน เกิดความวิตก เกิดความกลัวขึ้นมา ก็รู้...กลัวได้ วิตกได้ เครียดได้ แต่ให้รู้ทัน หงุดหงิดเพราะเผลอคิดถึงคนที่ต่อว่าเรา หรือปรุงแต่งว่าเขาจะนินทาว่าร้ายเราอย่างไร หรือว่ามีเสียงดังมากระทบ  เกิดหงุดหงิดขึ้นมาก็รู้ทัน 

    วางใจไว้ตรงกลาง ระหว่างยินดีและยินร้าย

    แม้แต่อยู่ในวัด  อารมณ์พวกนี้ก็เกิดขึ้นได้นะ อารมณ์ที่ไม่น่าพึงพอใจ เกิดขึ้นได้แม้กระทั่งระหว่างปฏิบัติ เกิดความเครียด เกิดความวิตก ก็อย่าไปหงุดหงิดว่าทำไมมันเกิดขึ้น ให้รู้ทันมันเฉยๆ อย่าเสียใจว่าทำไมเราปฏิบัติแล้วใจไม่สงบสักที อย่าโมโหตัวเองว่าทำไมมันฟุ้งเหลือเกิน นักปฏิบัติหลายคนมีปัญหาตรงนี้ อันนี้เป็นกับดักของนักปฏิบัติ ก็คือว่าอยากให้ใจสงบ พอใจไม่สงบ ฟุ้งขึ้นมา เลยหงุดหงิด อันนี้เป็นเพราะว่าไม่รู้ทันความหงุดหงิด และเป็นเพราะมีความคาดหวังว่าเมื่อปฏิบัติแล้วใจต้องไม่ฟุ้ง ใจต้องสงบ อันนี้เป็นความคาดหวังที่ผิด เป็นกับดักของนักปฏิบัติเลย คือปฏิบัติด้วยความคาดหวังว่าใจต้องสงบ ไม่ฟุ้ง พอใจไม่สงบ มันฟุ้งขึ้นมาก็เลยหงุดหงิด ยิ่งไปบังคับจิตไม่ให้ฟุ้ง  แล้วมันไม่เป็นไปอย่างที่ต้องการ ก็ยิ่งหัวเสีย  เดินจงกรมด้วยความโกรธ เดินด้วยความเครียด ยกมือด้วยความหงุดหงิด อันนี้เพราะตั้งความหวังหรือวางใจผิด  ขอให้ตระหนักว่า เรามาปฏิบัติที่นี่ ไม่ใช่เพื่อเอาความสงบ  แต่เอาความรู้สึกตัว เพื่อฝึกสติ

    ฝึกสติคืออะไร คือ “รู้ทันทุกอารมณ์ที่เกิดขึ้น” ทุกการกระทำที่เกิดกับกายหรือที่กายทำ ทุกอาการทุกกิริยาของจิต เช่น คิด รู้สึก คาดหวัง ยิ่งถ้าทำด้วยความคาดหวังว่าจะให้จิตสงบก็ผิดแล้ว เราปฏิบัติเพื่อสร้างสติ เพื่อให้รู้ทันทุกอารมณ์ที่เกิดขึ้น รู้ทัน คือรู้ซื่อๆ รู้เฉยๆ ไม่ผลักไสอารมณ์ที่เป็นลบ และไม่ไปยึดติดอารมณ์ที่เป็นบวก ไม่ว่าเจอทุกข์หรือสุขก็ปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน เหมือนกัน คือแค่รู้เฉยๆ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์บวกหรือเป็นลบก็ปฏิบัติต่อมันอย่างเท่าเทียมกัน คือแค่เห็นมันเฉยๆ ไม่ใช่ว่าถ้าเจอทุกข์ก็ผลักไส ถ้าเจอสุขก็จะเอา หรือว่าเจออารมณ์ที่เป็นบวกก็เอา ถ้าเจออารมณ์ที่เป็นลบก็ผลักไส  อย่างนั้นไม่ถูกแล้ว 

    เรามาปฏิบัติเพื่อให้รู้จักวางใจเป็นกลางต่อทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับใจ และทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเรา ไม่ว่าจะเป็นเสียงเพลง เสียงนกร้อง หรือเสียงเครื่องยนต์ ปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันกับคำชมและคำติฉินนินทา ก็คือรู้สึกเป็นกลางๆ ไม่ยินดีไม่ยินร้าย แต่ถ้ามันจะเผลอยินดีก็ให้รู้ทัน ถ้าเผลอยินร้ายก็ให้รู้ทันเหมือนกัน ทุกอย่างมาเพื่อฝึกให้เรามีสติทั้งนั้น ไม่ใช่มาเพื่อเอาความสงบแล้วก็ดื่มด่ำไปกับมัน 

    คนเราเวลาเจอทุกข์ก็ไม่พอใจ เวลาเจอสุขก็รู้สึกว่ายังไม่พอ ไม่ว่าจะเป็นสุขเพราะความสบาย สุขเพราะเงินทอง สุขเพราะชื่อเสียง ก็ยังรู้สึก “ไม่พอ” ความไม่พอใจเมื่อเจอทุกข์ และไม่รู้สึกพอเมื่อเจอสุข มันก็ทุกข์ทั้งนั้น ไม่พอใจก็ทุกข์ ไม่รู้สึกพอก็ทุกข์ คนจำนวนมากแม้ได้โชคได้ลาภมาก็ไม่มีความสุข มีชื่อเสียงมากมายเป็นที่อิจฉาของผู้คน แต่เขาก็ไม่มีความสุข เพราะเขาไม่รู้สึกพอ อันนี้เพราะเขาปฏิบัติกับความสุขไม่เป็น 

    เวลาเจอสุข ใจรู้สึกยินดี  ก็รู้ว่ายินดี แต่ถ้าไม่รู้ มันจะไม่จบแค่นั้น ใจอยากจะได้อีก อยากเอาอีก อยากให้อยู่นานๆ ความสงบก็เหมือนกัน วันนี้ทำแล้วสงบ  พรุ่งนี้ก็อยากได้อีก อันนี้เรียกว่าไม่รู้สึกพอ เหมือนกับอยากได้เงิน พอได้เงินมาแล้วก็อยากได้อีก ได้ล้านดีใจก็อยากได้อีก ได้สิบล้านดีใจก็อยากได้อีก เรียกว่าไม่รู้สึกพอ และเมื่อไม่ได้ก็เป็นทุกข์ 

    ได้ความสงบเมื่อวานนี้ ก็ยังไม่รู้สึกพอ วันนี้อยากได้อีก พอไม่ได้ก็หงุดหงิด ทุกข์และสุขถ้าเราเกี่ยวข้องไม่เป็นก็เกิดผลเสียทั้งนั้น เจอทุกข์ ถ้าปฏิบัติกับทุกข์ไม่เป็น ก็เป็นทุกข์ เจอสุข ถ้าวางใจไม่เป็น ไม่รู้สึกพอ ก็ทุกข์เหมือนกัน นี่เป็นเพราะขาดสติ และขาดปัญญาด้วย แต่ถ้ามีสติ พอมีอารมณ์ใด ๆ เกิดขึ้น ก็รู้ทัน เจอทุกข์แต่ว่าไม่เป็นทุกข์เพราะเห็นทุกข์ เพราะรู้ทุกข์ คนส่วนใหญ่พอเจอทุกข์ก็เป็นทุกข์เพราะไม่มีสติ แต่ถ้าหากว่ามีสติ พอเห็นทุกข์ ก็ไม่เป็นทุกข์ พอเจอสุขก็เห็นมัน ไม่เป็นสุขหรือไม่เป็นผู้สุข เพราะถ้าเป็นผู้สุขเมื่อไร สิ่งที่ตามมาต่อไปคืออยากได้อีก ไม่รู้สึกพอ อันนั้นแหละทุกข์ หลวงพ่อชาท่านเปรียบว่า สุขคือหางงู ส่วนทุกข์คือหัวงู ไปจับหัวงูก็โดนมันกัด ไปจับหางงูถ้าไม่รีบปล่อยมันก็แว้งกัด 

    ทุกข์กับสุขล้วนไม่น่าเอาทั้งนั้น แต่เราก็เลี่ยงไม่ได้ บางทีก็เจอทุกข์ บางทีก็เจอสุข แต่ขอให้เรารู้ทันอารมณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเจอทุกข์ รู้ทันอารมณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเจอสุข ไม่ยินร้ายหรือยินดีกับมัน  แต่ถ้าเกิดยินร้ายก็รู้ มันก็หยุดอยู่ตรงนั้น ยินดีก็รู้ ไม่ยึดต่อ หากเจอทุกข์ แล้วรู้ทัน หรือรู้เฉย ๆ  ความรู้สึกไม่พอใจก็มารบกวนจิตใจไม่ได้ กลายเป็นความปกติ นี่คืองานของเราที่จะต้องทำ ไม่ว่าจะมีโควิดระบาดหรือไม่ เพราะว่าสุขและทุกข์ก็จะต้องผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา ถ้าเราเกี่ยวข้องกับมันให้เป็น มีสติ มีปัญญา เราก็จะอยู่กับสิ่งเหล่านั้นได้ด้วยใจที่เป็นปกติสุข

    เวลาปฏิบัติธรรมใจมันฟุ้งก็ไม่เดือดร้อนอะไร ก็แค่เห็นความฟุ้ง ไม่เกิดความทุกข์หรือเผลอเครียดขึ้นมา รู้ทันมัน ดูมันไป สงบก็รู้ ไม่สงบก็รู้ ฟุ้งก็รู้ ไม่ฟุ้งก็รู้ นั่นล่ะคือการปฏิบัติ

 ที่มา https://visalo.org

เป็นสุขท่ามกลางความทุกข์


เป็นสุขท่ามกลางความทุกข์ 

พระไพศาล วิสาโล

    นเรามักอยู่ด้วยความรู้สึก คือปล่อยให้ความชอบ-ไม่ชอบมาเป็นตัวกำหนดชีวิตของตน โดยที่ความชอบ-ไม่ชอบนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่ามันให้ความสุขและสะดวกสบายแก่ตนหรือไม่ อะไรก็ตามที่ให้ความสะดวกสบายหรือความสุขแก่ตน ก็อยากได้อยากหามาครอบครอง ส่วนมันจะเป็นประโยชน์หรือเป็นสิ่งถูกต้องหรือไม่ ไม่สนใจ ในทางตรงข้าม อะไรก็ตามที่ทำให้ตนสะดวกสบายน้อยลงหรือเกิดความยากลำบาก ก็อยากผลักไสออกไป ไม่อยากเกี่ยวข้องด้วย แม้มันจะมีประโยชน์ก็ตาม เด็กจึงเลือกเที่ยวเล่นมากกว่านั่งทำการบ้าน ส่วนผู้ใหญ่ก็ชอบสุมหัวคุยกันหรือดูหนังฟังเพลงมากกว่าจะทำงานอย่างตั้งใจ

การปล่อยให้ความรู้สึกมาครอบงำชีวิตของตน แท้จริงก็คือการปล่อยให้อัตตามาครองใจ เพราะอัตตาไม่ได้สนใจอะไรนอกจากสิ่งที่จะตอบสนองความอยากได้ใคร่เด่นที่ไม่เคยพอเสียที เจออะไรที่ไม่ถูกใจจึงโกรธแม้จะเป็นเรื่องธรรมดาหรือมีประโยชน์ก็ตาม ดังนั้นแค่เจอไฟแดง รถติด ฝนตก เพื่อนร่วมงานไม่ทักทาย พ่อแม่แนะนำตักเตือน อัตตาก็ขุ่นเคืองใจแล้ว ถ้าเราปล่อยให้มันครองใจ เราก็ต้องทุกข์ไม่หยุดหย่อน เพราะชีวิตนี้ทั้งชีวิตเราย่อมต้องเจอสิ่งที่ไม่ถูกใจเราอยู่เสมอ ถึงแม้จะร่ำรวย ยิ่งใหญ่ หรือมีอำนาจมากมายเพียงใด เราก็ไม่สามารถบัญชาหรือควบคุมให้ทุกอย่างเป็นไปตามใจเราได้ตลอดเวลา

      ความจริงที่ทุกชีวิตหลีกหนีไม่พ้นก็คือ ต้องประสบกับสิ่งไม่พึงปรารถนา และพลัดพรากจากสิ่งพึงปรารถนา อยู่เป็นนิจ รวยแค่ไหนก็ต้องแก่ เจ็บ และตาย เก่งแค่ไหนก็ต้องมีวันประสบความล้มเหลว ยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ต้องพลัดพรากจากคนรักไม่ช้าก็เร็ว คนที่ปล่อยให้ชีวิตจิตใจเป็นไปตามความรู้สึก ย่อมหาความสุขได้ยาก

    แต่คนเราไม่จำเป็นต้องทุกข์ไปตามเหตุการณ์ที่มากระทบเสมอไป หากเราเป็นอยู่ด้วยปัญญา ไม่เอาความรู้สึกเป็นใหญ่ มีสติรู้เท่าทันอัตตา ไม่ปล่อยให้มันครองใจ เราก็สามารถทำใจให้เป็นปกติได้แม้ในยามที่ประสบกับสิ่งที่เป็นลบในสายตาของคนทั่วไป เช่น เมื่อถูกตำหนิหรือวิพากษ์วิจารณ์ หากเราปล่อยให้อัตตาเป็นใหญ่ในใจ เราก็จะรู้สึกขึ้นมาทันทีว่า “กูถูกเล่นงาน” หรือ “กูเสียหน้า” ผลคือเกิดความโกรธและตอบโต้กลับไป ซึ่งอาจทำให้ถูกวิจารณ์กลับมาหนักขึ้น ในทางตรงข้าม หากเรามีสติทันท่วงทีและสามารถดึงปัญญาออกหน้า เราก็จะหันมาใคร่ครวญว่าสิ่งที่เขาพูดมานั้นเป็นความจริงหรือไม่ มีประโยชน์เพียงใด มันอาจช่วยให้เราเห็นข้อบกพร่องของตัวเองชัดขึ้น หรือไม่ก็เผยให้เห็นตัวตนของผู้พูด ทำให้เรารู้จักเขามากขึ้น ผลคือนอกจากเราจะฉลาดมากขึ้นแล้ว จิตใจยังไม่ร้อนรุ่มหรือทุกข์เพราะคำวิจารณ์นั้น

    หากเราดำเนินชีวิต ทำกิจวัตรประจำวัน และทำงานด้วยความใส่ใจ โดยไม่มุ่งหวังเพียงแค่ทำงานให้เสร็จหรือให้ดีเท่านั้น หากยังถือว่าเป็นการฝึกฝนจิตใจหรือขัดเกลาตนเองไปด้วย เช่น ฝึกให้มีสติรู้ตัวอยู่เสมอ ลดละความเห็นแก่ตัว บ่มเพาะเมตตากรุณา ก็จะเป็นการเปิดทางให้ปัญญาเข้ามาแทนที่อัตตา นั่นหมายความว่าเมื่อประสบกับสิ่งไม่พึงปรารถนา หรือพลัดพรากจากสิ่งพึงปรารถนา เราก็สามารถรับมือกับมันได้โดยไม่ทุกข์

    ดังได้กล่าวแล้วว่าเราไม่สามารถควบคุมหรือจัดการให้เกิดสิ่งดี ๆ กับเราได้ตลอดเวลา แต่เมื่อใดก็ตามที่เกิดสิ่งแย่ ๆ กับเรา เราสามารถเลือกได้ว่าจะยอมให้มันมีอิทธิพลต่อชีวิตจิตใจของเราได้มากน้อยแค่ไหน รวมทั้งเลือกว่าจะมีปฏิกิริยาอย่างไรกับมันได้ด้วย เช่น จะใช้มันให้เกิดประโยชน์แก่เราอย่างไร แต่ทั้งหมดนี้เราจะเลือกได้ก็ต่อเมื่อมีสติและปัญญา ซึ่งเกิดจากการสะสมในชีวิตประจำวันและการฝึกปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ

    ขอให้สังเกตว่าเมื่อมีสิ่งแย่ ๆ (หรือสิ่งที่เราไม่ชอบ)เกิดขึ้นกับเรา สิ่งนั้นไม่ทำให้เราทุกข์มากเท่ากับใจของเราเองที่วางไว้ไม่ถูก ทันทีที่ได้รับการบอกเล่าจากหมอว่าเป็นมะเร็ง หลายคนถึงกับล้มทรุด หมดเรี่ยวแรง กินไม่ได้นอนไม่หลับ ทั้ง ๆ ที่ยังเป็นมะเร็งแค่ขั้นที่ ๑ หลายคนทำงานด้วยความทุกข์ ไม่ใช่เพราะว่างานที่ได้รับนั้นเป็นงานยาก แต่เป็นเพราะเขาไม่อยากทำงานชิ้นนั้น หรือเพราะไม่พอใจที่เจ้านายเอางานของคนอื่นมาให้เขาทำ ฯลฯ บางคนก็ทุกข์เพราะเพื่อน ๆ ทิ้งงานให้เขาทำคนเดียว ใจที่เอาแต่บ่นว่า “ทำไมต้องเป็นฉัน ?” “ไม่เป็นธรรม ๆ ๆ ๆ” ทำให้เขาทำงานด้วยความทุกข์ทรมานราวกับตกนรกทั้ง ๆ ที่อยู่ในห้องแอร์

    ตอนหนึ่งของรายการ “พลเมืองเด็ก” ที่ออกอากาศช่องทีวีไทย เด็ก ๓ คนได้รับมอบหมายให้ขนของขึ้นรถไฟ บังเอิญตอนนั้นมีการถ่ายทอดสดการชกของสมจิตร จงจอหอ นักชกเหรียญทองโอลิมปิก เด็กชาย ๒ คนจึงทิ้งงานไปดูโทรทัศน์ข้างสถานีรถไฟ พิธีกรจึงถามเด็กหญิงซึ่งตั้งหน้าตั้งตาขนของอยู่คนเดียวว่า เธอคิดอย่างไรที่เพื่อนทิ้งงาน เธอตอบว่าไม่เป็นไร เห็นใจทั้งสองคนเพราะนาน ๆ จะได้ดูสมจิตรชกมวย พิธีกรถามต่อว่า เธอไม่โกรธหรือไม่คิดไปด่าว่าเพื่อนหรือที่ปล่อยให้เธอทำงานอยู่คนเดียว เธอตอบว่า “หนูขนของขึ้นรถไฟ หนูก็เหนื่อยอย่างเดียว แต่ถ้าหนูโกรธหรือไปด่าว่าเขาหนูก็เหนื่อยสองอย่าง”

    คนส่วนใหญ่เลือกที่จะเหนื่อยสองอย่าง คือเหนื่อยกายด้วย เหนื่อยใจด้วย ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะไม่รู้ทันอารมณ์ความรู้สึกของตัว ปล่อยให้ความโกรธหรือหงุดหงิดทำร้ายจิตใจของตน จึงทำงานอย่างไม่มีความสุข จริงอยู่การทิ้งงานให้เราทำคนเดียวเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่หากใจเรายึดติดกับ “ความถูกต้อง” หรือ “ความน่าจะเป็น” โดยไม่รู้จักวางเลย ความยึดติดนั้นเองจะกลับมาบั่นทอนทำร้ายจิตใจของเรา เขาไม่ควรทิ้งงานให้เราทำก็จริง แต่นั่นก็ไม่ควรเป็นเหตุผลที่เราจะต้องหันมาซ้ำเติมตัวเอง เหนื่อยใจนั้นไม่มีใครทำให้เราได้ นอกจากเราเอง

    เหตุการณ์แย่ ๆ นั้นทำอะไรเราไม่ได้หากเราไม่ปล่อยให้มันเข้ามาเล่นงานเราถึงจิตถึงใจ แม้แต่ความเจ็บป่วย ก็ทำให้กายทุกข์เท่านั้น แต่ทำใจให้ทุกข์ไม่ได้ เว้นเสียแต่เราจะยอมปล่อยให้ใจทุกข์ไปกับกายด้วย อันที่จริงนอกจากเราเลือกได้ว่าจะปล่อยให้มันมามีอิทธิพลต่อชีวิตจิตใจเราแค่ไหนแล้ว เรายังเลือกว่าจะมีปฏิกิริยาอย่างไรกับมันได้ด้วย เช่น เมื่อเจ็บป่วยเราเลือกได้ว่าจะดูแลรักษาตัวอย่างไรดี แต่นั่นเป็นแค่ส่วนหนึ่ง เรายังทำได้มากกว่านั้น เช่น ใช้มันให้เป็นประโยชน์ หรือหาประโยชน์จากมัน

    บางคนพบว่าเจ็บป่วยก็ดีเหมือนกัน เพราะจะได้พักจากการทำงานที่หนักอึ้ง ได้มีเวลาอยู่กับครอบครัว นอนอ่านหนังสือที่ชอบ หรือหันมาทำสมาธิภาวนา หลายคนถึงกับอุทานว่า “โชคดีที่เป็นมะเร็ง” เพราะมะเร็งทำให้เขาค้นพบความสุขที่แท้อันได้แก่ความสงบทางใจ ผลก็คือชีวิตเขาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

    หากเรามีสติและปัญญา ไม่มัวปล่อยใจจ่อมจมอยู่กับความทุกข์ หรือเอาแต่บ่นว่า “ทำไมต้องเป็นฉัน” เราจะพบว่าเหตุการณ์แย่ ๆ ที่ไม่พึงปรารถนานั้นมีข้อดีอยู่เสมอ บางคนพบว่าการตกงานทำให้เขามีเวลาอยู่กับพ่อแม่และทดแทนพระคุณท่านได้มากขึ้น ธุรกิจที่ล้มละลายผลักดันให้หลายคนเข้าวัดและค้นพบจุดหมายที่แท้ของชีวิต อกหักหรือแยกทางจากคนรักก็ช่วยให้หลายคนพบกับชีวิตที่อิสระและเป็นตัวของตัวเอง

    นอกจากประโยชน์ในเชิงรูปธรรมแล้ว เหตุการณ์แย่ ๆ ทั้งหลายยังมีข้อดีอย่างน้อย ๒ ประการ ได้แก่

    ๑. สอนใจเรา กล่าวคือสอนให้เราตระหนักถึงความจริงของชีวิตซึ่งมีความผันผวนปรวนแปรเป็นนิจ เช่น ของหายก็สอนใจเราว่าความพลัดพรากจากของรักเป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีอะไรที่จะอยู่กับเราหรือเป็นของเราได้อย่างยั่งยืน การถูกตำหนิก็สอนใจเราว่า สรรเสริญกับนินทาเป็นของคู่กัน ไม่มีใครที่จะได้รับการสรรเสริญอย่างเดียว ไม่ว่าดีแค่ไหนก็ยังถูกนินทา

    ๒. ฝึกใจเรา เช่น ฝึกใจให้ไม่ประมาท ระมัดระวัง เพื่อป้องกันมิให้เหตุร้ายเกิดขึ้นอีก หรือฝึกใจให้ปล่อย                                             

    วางเพื่อรับมือกับเหตุร้ายที่แรงกว่าในอนาคต (ถ้าโทรศัพท์หายยังปล่อยวางไม่ได้ แล้วจะทำใจได้อย่างไรเมื่อต้องสูญเสียคนรัก เช่น พ่อแม่ ลูกเมีย ซึ่งต้องเกิดขึ้นแน่) หรือฝึกใจให้มั่นคงเข้มแข็ง เพราะเราจะต้องเจออะไรต่ออะไรอีกมากมายในวันข้างหน้า อีกทั้งยังฝึกให้เราฉลาดและมีประสบการณ์มากขึ้น (อย่าลืมว่าคนเราเรียนรู้จากความล้มเหลวได้มากกว่าความสำเร็จ)

    ความฉลาดในการรับมือกับเหตุการณ์แย่ ๆ นั้นไม่อาจเกิดขึ้นได้จากห้องเรียนหรือจากตำรา แต่เกิดได้เพราะเรียนรู้จากประสบการณ์ในชีวิตประจำวันและจากการทำงาน ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราไม่ว่าดีหรือร้าย บวกหรือลบ หากไม่ปล่อยใจไปตามอารมณ์ความรู้สึก คือชอบหรือไม่ชอบ เพลิดเพลินยินดีหรือคร่ำครวญโกรธแค้น แต่มีสติรู้ทันอารมณ์ความรู้สึก และหันมาใคร่ครวญสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยปัญญา ประโยชน์ย่อมเกิดขึ้นแก่เราเสมอ หรืออย่างน้อยก็ทำให้เห็นช่องทางที่จะใช้มันให้เกิดประโยชน์ สามารถเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดี หรือเปลี่ยนเคราะห์ให้กลายเป็นโชคได้

    ถ้าทำเช่นนั้นได้ เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับเรา แม้จะเลวร้ายเพียงใด จะมิใช่สิ่งที่ยัดเยียดความทุกข์หรือความปราชัยให้แก่เรา แต่จะกลายเป็นสิ่งที่ฝึกฝนจิตใจเราให้มีสติ ปัญญา และลดละอัตตา ช่วยให้เรามีชีวิตที่โปร่งเบา สงบเย็น และเป็นอิสระจากสิ่งต่าง ๆ ที่มากระทบได้เป็นลำดับ จนในที่สุดก็สามารถอยู่เหนือความทุกข์หรือความผันผวนปรวนแปรทั้งปวงได้ นี้คือสิ่งที่ไม่เหลือวิสัยของเราทุกคน และควรเป็นจุดมุ่งหมายของชีวิตเราด้วย

กิ่งธรรม https://visalo.org/

อัครสาวก

อัครสาวก
 

       อัครสาวก แปลว่า สาวกผู้เลิศ, สาวกผู้ยอดเยี่ยม หมายถึง พระสารีบุตร (เป็นอัครสาวกเบื้องขวา) และพระมหาโมคคัลลานะ (เป็นอัครสาวกเบื้องซ้าย)
        อีกนัยหนึ่ง คำว่า "อัคร" มีความหมายถึง "ตุลา" แปลว่า ตราชู, ประมาณ, เกณฑ์วัด, มาตรฐาน, ตัวแบบ, แบบอย่าง
         สาวกหรือสาวิกา ที่พระพุทธเจ้าตรัสยกย่องว่าเป็นตราชู หรือเป็นแบบอย่างในพุทธบริษัทนั้นๆ อันสาวกและสาวิกาทั้งหลาย ควรใฝ่ปรารถนาจะดำเนินตาม หรือจะเป็นให้ได้ให้เหมือน คือ
      ๑. ตุลา สำหรับภิกษุสาวกทั้งหลาย ได้แก่ พระสารีบุตร และพระมหาโมคคัลลานะ
      ๒. ตุลา สำหรับภิกษุณีสาวิกาทั้งหลาย ได้แก่ พระเขมา และพระอุบลวรรณา
      ๓. ตุลา สำหรับอุบาสกสาวกทั้งหลาย ได้แก่ จิตตคฤหบดี และหัตถกะอาฬวกะ
      ๔. ตุลา สำหรับอุบาสิกาสาวิกาทั้งหลาย ได้แก่ ขุชชุตตราอุปาสิกา และเวฬุกัณฏกี นันทมารดา
        พระสาวกและพระสาวิกา ที่พระพุทธเจ้าตรัสยกย่องว่าเป็น “ตุลา” นี้ ในที่ทั่วไปมักเรียกกันว่า พระอัครสาวกและพระอัครสาวิกา เป็นต้น แต่พระพุทธเจ้าเองไม่ทรงใช้คำเรียกว่า “อัครสาวก” เป็นต้นนั้น โดยตรง แม้ว่าคำว่า “อัครสาวก” นั้นจะสืบเนื่องมาจากพระดำรัสครั้งแรกที่ตรัสถึงพระเถระทั้งสองท่านนั้น คือ เมื่อพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะ ออกจากสำนักของสัญชัยปริพาชกแล้ว นำปริพาชก ๒๕๐ คน มาเฝ้าพระพุทธเจ้าที่พระเวฬุวัน ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็นทั้งสองท่านนั้นกำลังเข้ามาแต่ไกล ก็ได้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า (วินย.๔/๗๑/๗๗) “ภิกษุทั้งหลาย สหายสองคนที่มานั่น คือ โกลิตะ และอุปติสสะ จักเป็นคู่สาวกของเรา เป็นคู่ที่ดีเลิศ ยอดเยี่ยม (สาวกยุคํ ภวิสฺสติ อคฺคํ ภทฺทยุคํ)”, คำเรียกท่านผู้เป็น ตุลา ว่าเป็น “อัคร” ในพระไตรปิฎก ครบทั้ง ๔ คู่ มีแต่ในพุทธวงส์ โดยเฉพาะโคตมพุทธวงส์ (ขุ.พุทธ.๓๓/๒๐๖/๕๔๕) กล่าวคือ
      ๑. อัครสาวก ได้แก่ พระสารีบุตร และพระมหาโมคคัลลานะ
      ๒. อัครสาวิกา ได้แก่ พระเขมา และพระอุบลวรรณา
      ๓. อัครอุปัฏฺฐากอุบาสก ได้แก่ จิตตะ (คือ จิตตคฤหบดี) และหัตถาฬวกะ (คือ หัตถกะอาฬวกะ)
      ๔. อัครอุปัฏฺฐิกาอุบาสิกา ได้แก่ (เวฬุกัณฏกี) นันทมารดา และอุตตรา (คือขุชชุตตรา)

        อัครอุปัฏฺฐากอุบาสกนั้น ในอปทานแห่งหนึ่ง (ขุ.อป.๓๓/๗๙/๑๑๗) และในอรรถกถาธรรมบทแห่งหนึ่ง เรียกสั้นๆว่า อัครอุบาสก และอัครอุปัฏฺฐิกาอุบาสิกา เรียสั้นๆ ว่า อัครอุบาสิกา(แต่ในที่นั้น อรรถกถาธรรมบท ฉบับอักษรไทยบางฉบับ, ธ.อ.๓/๗ เรียกเป็นอัครสาวก และอัครสาวิกา เหมือนอย่างในภิกษุและภิกษุณีบริษัท ทั้งนี้ น่าจะเป็นความผิดพลาดในการตรวจชำระ)

        พระสาวกสาวิกาที่เป็น “อัคร” นั้นแทบทุกท่านเป็นเอตทัคคะในด้านใดด้านหนึ่งด้วย คือ พระสารีบุตร เป็นเอตทัคคะทางมีปัญญามาก, พระมหาโมคคัลลานะ เป็นเอตทัคคะในทางมีฤทธิ์, พระเขมา เป็นเอตทัคคะทางมีปัญญามาก, พระอุบลวรรณา เป็นเอตทัคคะในทางมีฤทธิ์, จิตตคฤหบดีซึ่งเป็นอนาคามี เป็นเอตทัคคะในด้านเป็นธรรมกถึก, หัตถกะอาฬวกะ ซึ่งเป็นอนาคามี เป็นเอตทัคคะทางสงเคราะห์บริษัท คือชุมชนด้วยสังคหวัตถุสี่, ขุชชุตตรา ซึ่งเป็นโสดาบัน ผู้ได้บรรลุปฏิสัมภิทา (ได้เสขปฏิสัมภิทา คือปฏิสัมภิทาของพระเสขะ) เป็นเอตทัคคะในด้านเป็นพหูสูต

        เว้นแต่เวฬุกัณฏกีนันทมารดา (เป็นอนาคามินี) ที่น่าแปลกว่าไม่ปรากฏในรายนามเอตทัคคะซึ่งมีชื่อนันทมารดาด้วย แต่เป็นอุตตรานันทมารดา ที่เป็นเอตทัคคะในทางชำนาญฌาน (และทำให้ยังสงสัยกันว่า“นันทมารดา” สองท่านนี้ แท้จริงแล้ว จะเป็นบุคคลเดียวกันหรือไม่)
        นอกจากนี้ ยังมีตำแหน่ง “อัคร” ที่ยอมรับและเรียกขานกันทั่วไปอีก ๒ อย่าง คือ อัครอุปัฏฐาก ผู้เฝ้ารับใช้พระพุทธเจ้าอย่างเยี่ยมยอด ได้แก่พระอานนท์ (“อัครอุปัฏฐาก” เป็นคำที่ใช้แก่พระอานนท์ ตั้งแต่ในพระไตรปิฎก,ที. ม.๑๐/๕๕/๖๐; พระอานนท์เป็นเอตทัคคะถึง ๕ ด้าน คือ ด้านพหูสูต มีสติ มีคติ มีธิติ และเป็นอุปัฏฐาก) และอัครอุปัฏฐายิกา คือ อุบาสิกาผู้ดูแลอุปถัมภ์บำรุงพระพุทธเจ้าอย่างเยี่ยมยอด ได้แก่ วิสาขามหาอุบาสิกา (นางวิสาขาซึ่งเป็นโสดาบัน เป็นเอตทัคคะผู้ยอดแห่งทายิกา คู่กับอนาถบิณฑิกเศรษฐี ซึ่งก็เป็นโสดาบัน และเป็นเอตทัคคะผู้ยอดแห่งทายก, แต่พบในอรรถกถาแห่งหนึ่ง, อุ.อ.๑๘/๑๒๗, จัดเจ้าหญิงสุปปวาสา โกลิยราชธิดา ซึ่งเป็นเอตทัคคะผู้ยอดแห่งประณีตทายิกา ว่าเป็นอัครอุปัฏฺฐายิกา)
สรุปรายนามพระอัครสาวกของพระพุทธเจ้า
๑. อัครสาวก ได้แก่ พระสารีบุตร และพระมหาโมคคัลลานะ
๒. อัครสาวิกา ได้แก่ พระเขมา และพระอุบลวรรณา
๓. อัครอุปัฏฺฐากอุบาสก ได้แก่ จิตตะ (คือ จิตตคฤหบดี) และหัตถาฬวกะ (คือ หัตถกะอาฬวกะ)
๔. อัครอุปัฏฺฐิกาอุบาสิกา ได้แก่ (เวฬุกัณฏกี) นันทมารดา และอุตตรา (คือขุชชุตตรา)
๕. อัครอุปัฏฺฐาก (ฝ่ายสงฆ์) ได้แก่ พระอานนท์
๖. อัครอุปัฏฺฐาก (ฝ่ายคฤหัสถ์) ได้แก่ วิสาขามหาอุบาสิกา และอนาถบิณฑิกเศรษฐี   
ที่มา : พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ โดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)  
 http://www.thammapedia.com

Wednesday, July 14, 2021

ธัมมจักกัปปวัตนสูตร

          ธัมมจักกัปปวัตนสูตร



  บทสวดธัมมจักกัปปวัตนสูตร ทำนองอินเดีย (ย่อ)
 
 
      ธัมมจักกัปปวัตนสูตร หรือเขียนอย่างภาษามคธว่า ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร  เป็นปฐมเทศนา เทศนากัณฑ์แรก ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่พระปัญจวัคคีย์เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสธัมมจักกัปปวัตนสูตรนี้อยู่ ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลีปราศจากมลทิน ก็ได้เกิดขึ้นแก่ท่านพระโกณฑัญญะนับเป็นพระสงฆ์ สาวกองค์แรกในพระพุทธศาสนา วันนั้นเป็นวันเพ็ญกลางเดือนอาสาฬหะหรือเดือน 8 เป็นวันที่พระรัตนตรัยครบบริบูรณ์ บังเกิดขึ้นในโลกเป็นครั้งแรก คือมี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ครบบริบูรณ์
    ธัมมจักกัปปวัตนสูตร มีเนื้อหาแสดงถึงการปฏิเสธส่วนที่สุดสองอย่าง และเสนอแนวทางดำเนินชีวิตโดยสายกลางอันเป็นแนวทางใหม่ให้มนุษย์ มีเนื้อหาแสดงถึงขั้นตอนและแนวทางในการปฏิบัติเพื่อบรรลุถึงอริยสัจทั้ง 4 คืออริยมรรคมีองค์ 8 โดยเริ่มจากทำความเห็นให้ถูกทางสายกลางก่อน เพื่อดำเนินตามขั้นตอนการปฏิบัติรู้เพื่อละทุกข์ทั้งปวง เพื่อความดับทุกข์ อันได้แก่นิพพาน ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา

        ธัมมจักกัปปวัตนสูตรมิได้เป็นพระสูตรเฉพาะที่ปรากฏอย่างโดดๆ ในพระไตรปิฎก แต่เป็นพระสูตรที่มีเนื้อหาปรากฏอยู่ในพระสูตร และกถาที่แตกต่างกัน 2 แห่ง กล่าวคือ ปรากฏเนื้อความใน ปญฺจวคฺคิยกถา ตอนปฐมเทศนา มหาขนฺธก มหาวคฺค ในพระวินัยปิฎก ซึ่งในกถานี้ในบางครั้งมีการระบุอย่างชัดเจนว่าเป็นธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แต่บางกรณีก็มิได้ระบุชื่อพระสูตร และยังปรากฏในตถาคตสุตฺตํ หรือตถาคตสูตร สมาธิวโคฺค สจฺจสํยุตฺตํ สํยุตฺตนิกาย ในพระสุตันตปิฎก เรียกว่าธัมมจักกัปปวัตตนสูตรเช่นกัน
       เนื้อหาจากปญฺจวคฺคิยกถา ตอนปฐมเทศนา มหาขนฺธก มหาวคฺค ในพระวินัยปิฎกอันเป็นที่มาของธัมมจักกัปปวัตตนสูตรนั้น มิได้ปรากฏอารัมภกถาว่า "เอวัมเม สุตังฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา พาราณะสิยัง วิหะระติ อิสิปะตะเน มิคะทาเย ตัตระ โข ภะคะวา ปัญจะวัคคิเย ภิกขู อามันเตสิ ฯ" หรือ "ข้าพเจ้าได้ฟังจากพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้ว่า ในสมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับยับยั้งอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันใกล้เมืองพาราณสีฯ ในกาลครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเตือนสติเหล่าภิกษุปัญจวัคคีย์ให้ตั้งใจฟังและพิจารณาตามพระดำรัสของพระองค์อย่างนี้ว่า ฯ" อันเป็นอารัมภกถาที่กล่าวโดยพระอานนท์ เพื่อแสดงต่อที่ประชุมสังคายนาครั้งแรก เพื่อชี้แจงว่าพระสูตรนี้สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ ณ สถานที่แห่งใด และทรงตรัสแก่ผู้ใด
        ส่วนเนื้อหาจากตถาคตสุตฺตํ หรือตถาคตสูตร สมาธิวโคฺค สจฺจสํยุตฺตํ สํยุตฺตนิกาย ปรากฏอารัมภกถาว่า "เอกัง สมยัง ภควา พาราณสิยัง วิหรติ อิสิปตเน มิคทาเยฯ ตัตระ โข ภควา ปัญจวัคคิเย ภิกขู อามันเตสิ" หรือ "ในสมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับยับยั้งอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันใกล้เมืองพาราณสีฯ ในกาลครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเตือนสติเหล่าภิกษุปัญจวัคคีย์ให้ตั้งใจฟังและพิจารณาตามพระดำรัสของพระองค์อย่างนี้ว่า ฯ" จากนั้นจึงเริ่มเนื้อหาของพระสูตร ซึ่งตรงกันกับในมหาวคฺคทุกประการ

 เนื้อหาที่เป็นประเด็นหลักในพระพุทธพจน์ที่ปรากฏในธัมมจักกัปปวัตนสูตรโดยสรุปมีดังนี้

...ภิกษุทั้งหลาย ทุกขอริยสัจ คือ ความจริงที่ช่วยมนุษย์ให้เป็นผู้ประเสริฐเกี่ยวกับการพิจารณาเห็นทุกข์ เป็นอย่างนี้ คือ การเข้าใจว่า "เกิด แก่ เจ็บ ตาย" ล้วนแต่ เป็นทุกข์ แม้แต่ความโศรกเศร้าเสียใจ ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กายทุกข์ใจ ทั้งความคับแค้นใจก็เป็นทุกข์ ประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ พลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ ว่าโดยย่อ การยึดมั่นแบบฝังใจ ว่า เบญจขันธ์ (คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ว่าเป็น อัตตา เป็นตัวเรา เป็นเหตุทำให้เกิดความทุกข์แท้จริง
ภิกษุทั้งหลาย เหตุทำให้เกิดความทุกข์ (สมุทัย) มีอย่างนี้ คือ ความอยากเกินควร ที่เรียกว่า ทะยานอยาก ทำให้ต้องเวียนว่ายตายเกิด เป็นไปด้วยความกำหนัด ด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน มัวเพลิดเพลินอย่างหลงระเริงในสิ่งที่ก่อให้เกิดความกำหนัดรักใคร่นั้นๆ ได้แก่
  1. ความทะยานอยากในสิ่งที่ก่อให้เกิดความใคร่
  2. ความทะยานอยากในความอยากเป็นนั่นอยากเป็นนี่
  3. ความทะยานอยากในความที่จะพ้นจากภาวะที่ไม่อยากเป็น เช่น ไม่อยากจะเป็นคนไร้เกียรติ ไร้ยศ เป็นต้น อยากจะดับสูญไปเลย ถ้าไม่ได้เป็นอย่างนั้น อย่างนี้
ภิกษุทั้งหลาย นิโรธ คือ ความดับทุกข์อย่างแท้จริง คือ ดับความกำหนัดอย่างสิ้นเชิง มิให้ตัณหาเหลืออยู่ สละตัณหา ปล่อยวางตัณหาข้ามพ้นจากตัณหา ไม่มีเยื่อใยในตัณหา
ภิกษุทั้งหลาย ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ คือ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์อย่างแท้จริง คือ อริยมรรคมีองค์ 8 ได้แก่ (1) ความเห็นชอบ (2) ความดำริชอบ (3) วาจาชอบ (4) การงานชอบ (5) เลี้ยงชีวิตชอบ (6) ความเพียรชอบ (7) ความระลึกชอบ (8) ความตั้งจิตมั่นชอบ...





กล่าวโดยสรุป ธัมมจักกัปปวัตนสูตร แสดงถึง
  • ส่วนที่สุดสองอย่าง ที่พระพุทธศาสนาปฏิเสธ อันได้แก่ "กามสุขัลลิกานุโยค" คือการหมกมุ่นอยู่ในกามศก และ "อัตตกิลมถานุโยค" คือการทรมานตนให้ลำบากโดยเปล่าประโยชน์
  • มัชฌิมาปฏิปทา คือปฏิปทาทางสายกลางที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสรู้ ได้แก่ มรรคมีองค์แปด
  • อริยสัจสี่ คือธรรมที่เป็นความจริงอันประเสริฐสี่ประการ  

Sunday, October 29, 2017

ความสงบพบได้ที่ใจเรา

ความสงบพบได้ที่ใจเรา
โดย พระไพศาล วิสาโล

ความสงบพบได้ที่ใจเรา

        ทุกวันนี้มีคนจำนวนไม่น้อยพบว่าแม้ได้รับความสุขทางกายเต็มที่แล้ว แต่รู้สึกว่ายังขาดอะไรบางอย่าง ยังรู้สึกพร่องอยู่ เขาเริ่มตระหนักว่า เป็นเพราะขาดความสงบ หลายคนจึงพยายามแสวงหาความสงบ แทนที่จะไปเที่ยวแสวงหาความบันเทิงเริงรมย์ ความสนุกสนาน หรือไปช็อปปิ้ง ก็ไปเข้า   คอร์สปฏิบัติธรรม  นี้เป็นแนวโน้มที่เห็นชัดทั้งเมืองไทยและเมืองนอก ที่เมืองนอกสถานที่สงบสำหรับปฏิบัติธรรมแพงมาก คอร์สหนึ่งราคาเป็นหมื่นเป็นแสนก็ยอม นี้เป็นเพราะผู้คนทุกข์มากจึงยอมเสียเงิน หลายคนปฏิบัติธรรมแล้วก็พบความสงบอย่างที่ต้องการ แต่พอออกมาอยู่โลกภายนอก เจอความวุ่นวายอีกก็กลับมาทุกข์เหมือนเดิม เพราะความสงบที่เขาพบ เป็นความสงบที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมบรรยากาศภายนอก ไม่ใช่ความสงบที่เกิดจากใจจริง ๆ
       มีบุรุษไปรษณีย์คนหนึ่งออกไปส่งจดหมาย วันนั้นแดดแรงมาก ตอนบ่ายอากาศร้อนอบอ้าว เหงื่อเต็มหลังแต่เขาก็ยังยิ้มได้ ขณะที่รอคนมาเปิดประตูรับจดหมาย เขาก็ร้องเพลงไปด้วย  ส่วนเจ้าของบ้าน อยู่ในห้องแอร์แต่ก็ยังรู้สึกร้อนอ้าว หงุดหงิดจนไม่อยากจะออกไปรับจดหมาย แต่เธอรู้ว่าถ้าไม่ออกไปรับจดหมาย บุรุษไปรษณีย์ก็จะต้องรอไปเรื่อย ๆ   พอเดินออกไปรับ เจออากาศร้อนข้างนอก ก็ไม่ค่อยพอใจ  ครั้นเห็นบุรุษไปรษณีย์ยืนร้องเพลงรออยู่ เธอจึงถามว่าอากาศร้อน ๆ อย่างนี้ ทำไมยังมีอารมณ์ร้องเพลง บุรุษไปรษณีย์ตอบว่า “โลกร้อน แต่ใจเราเย็น มันก็เย็นครับ ร้องเพลงเป็นความสุขของผมอย่างหนึ่ง ส่งไปร้องไป” ว่าแล้วเขาก็ไปทำงานต่อ
      บุรุษไปรษณีย์คนนี้ไม่พึ่งพาความสุขจากภายนอก แดดร้อน แม้ทำให้กายร้อน แต่เขาก็สามารถรักษาใจไม่ให้ร้อนตามไปด้วยได้ เพราะเขารู้จักหาวิธีทำใจให้เย็น วิธีการของเขาง่าย ๆ คือร้องเพลง แต่ถึงแม้เราไม่ร้องเพลงใจก็เย็นได้ ถ้าฝึกจิตเอาไว้ดี ใจเราก็เย็นได้ สงบได้ แม้ว่าข้างนอกจะวุ่นวาย ลองสังเกตดูว่าเวลามีเสียงดังข้างนอกแล้วใจเราไม่สงบ ไม่ใช่เป็นเพราะเสียงดัง แต่เป็นเพราะใจต่างหาก
มีเรื่องเล่าว่าสมัยหลวงปู่บุดดา ถาวโร ยังมีชีวิตอยู่  ตอนนั้นประมาณ ๕๐-๖๐ ปีที่แล้ว ท่านได้รับนิมนต์ให้ไปฉันที่บ้านโยมคนหนึ่งในกรุงเทพฯ ท่านเดินทางมาจากสิงห์บุรี พอฉันเพลเสร็จท่านก็จะกลับวัด โยมเห็นว่าท่านชราแล้ว ขณะนั้นท่านน่าจะอายุประมาณ ๘๐ ปี ก็อยากให้ท่านพักก่อน จึงหาห้องให้ท่านเอนหลัง ลูกศิษย์หลายคนมานั่งเป็นเพื่อน เวลาคุยกันก็กระซิบกระซาบเพราะไม่อยากให้เสียงรบกวนหลวงปู่
      แต่ห้องที่ติดกันเป็นร้านชำ เจ้าของเป็นอาซิ้ม คนจีนสมัยก่อนสวมเกี๊ยะไม้ เวลาเดินจะมีเสียงดัง เสียงเกี๊ยะดังมาถึงห้องที่หลวงปู่บุดดาเอนหลังอยู่ ลูกศิษย์ได้ยินก็ไม่พอใจ จึงพูดขึ้นมาว่า “เดินเสียงดังจัง ไม่เกรงใจกันเลย”  หลวงปู่ท่านไม่ได้หลับ พอได้ยินเช่นนั้นจึงปรารภขึ้นมาเบา ๆ ว่า “เขาเดินของเขาอยู่ดี ๆ เราเอาหูไปรองเกี๊ยะของเขาเอง”
      เสียงเกี๊ยะไม่ใช่ปัญหา ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเอาหูไปรองเกี๊ยะ  ทำไมถึงเอาหูไปรองเกี๊ยะ ก็เพราะไม่มีสติ พอไม่มีสติหูก็หาเรื่อง เอาหูไปรองเกี๊ยะจนเกิดความหงุดหงิด ใจไม่สงบแล้ว ที่จริงถ้าไม่เอาหูไปรองเกี๊ยะ เสียงดังยังไงใจก็สงบได้  ไม่เอาหูไปรองเกี๊ยะก็เพราะว่ามีสติ เวลาใจกระเพื่อมก็มีสติรู้ทันว่าใจกระเพื่อม เวลามีเสียงมากระทบหู ใจกระเพื่อมเกิดความไม่พอใจขึ้นมา แต่ถ้ามีสติรู้ทัน ใจที่กระเพื่อมก็จะกลับมาเป็นปกติ เกิดความสงบขึ้น  
      เป็นธรรมชาติของจิตเวลามีอะไรมากระทบ ถ้าไม่มีสติมันก็จะกระเพื่อม ขึ้นหรือลง ยินดีหรือยินร้าย  แต่พอมีสติ เห็นใจกระเพื่อม ใจก็จะสงบ แปลกนะทั้ง ๆ ที่คนเราไม่ชอบเสียงเกี๊ยะหรือเสียงดังอื่น ๆ แต่มักจะเอาหูไปรองเกี๊ยะหรือจดจ่อกับเสียงนั้น  เวลามีการก่อสร้าง  ช่างไม้ตอกตะปูเสียงดัง บางคนก็เอาหูไปรองค้อน หงุดหงิดทุกครั้งที่เขาตอกตะปู นี่เรียกว่าหูหาเรื่องเพราะไม่มีสติ เขาตอกตะปู ใจเราก็สงบได้ ถ้าไม่เอาหูไปรองค้อนเขา  ความสงบเกิดขึ้นในจิตใจเราอยู่แล้ว สิ่งภายนอกจะเป็นอย่างไรเป็นเรื่องของเขา เป็นธรรมดา
       ลองสังเกตดูอะไรก็ตามที่ใจไม่ชอบ ใจจะเข้าไปยึดเอาไว้ หรือเข้าไปจดจ่อปักตรึง เช่น ความปวด ความเมื่อย หลายคนพอปวดเมื่อยทีไรใจก็ไม่สงบ แล้วโทษว่าถูกบังคับให้นั่งนาน ๆ หรือเป็นเพราะฝืนใจนั่งหลังขดหลังแข็ง  ที่จริงความปวดความเมื่อยที่เกิดกับกายไม่ได้ทำให้ใจทุกข์เลย แต่พอใจไปยึดติด ไปจดจ่อปักตรึงอยู่ตรงความปวดเมื่อย  เกิดความสำคัญมั่นหมายขึ้นมาว่า กูปวด กูเมื่อย ขึ้นมา  ใจก็เป็นทุกข์ทันที ว้าวุ่น ไม่สงบ  อันที่จริงกายปวดเมื่อยแต่ว่าใจสงบนั้นเป็นไปได้
      อาตมาเคยพานักปฏิบัติธรรมเดินจงกรมบนถนน ถนนลาดยางก็จริง แต่ถูกน้ำเซาะจนกร่อน เหลือแต่กรวดหินที่แหลมคม เพราะไม่ค่อยมีรถผ่าน อาตมาจึงแนะนำผู้ปฏิบัติว่าลองถอดรองเท้าเดิน ส่วนใหญ่บ่นว่าเจ็บปวด บางคนขนลุก เหงื่อออกเลย ที่เหงื่อออกไม่ใช่เจ็บ แต่เป็นเพราะความกลัว เท้ายังไม่ทันเหยียบกรวดเลย แต่พอเห็นมัน  หัวใจก็เต้นตึกตัก ๆ แล้ว  อาตมาแนะให้เขาดูใจ ไม่ใช่ไปจดจ่อตรงเท้าหรือปักตรึงอยู่กับความเจ็บปวดที่เท้า  ลองสังเกตว่าข้างในมันโวยวายตีโพยตีพายหรือเปล่า ให้สังเกตดูใจว่าไปยึดติด ไปจดจ้องอยู่กับความปวดที่เท้าหรือเปล่า สังเกตไหมว่าความปวดนี้เราไม่ชอบ แต่ทำไมจิตจึงไปปักตรึงที่ความปวดนั้น แล้วก็มีตัวกูผู้ปวดเกิดขึ้นทันที
      วันที่ ๒ วันที่ ๓ มีหลายคนพบว่าเวลาเท้าเหยียบกรวด พอมีสติดูใจ ใจก็โล่ง พอเห็นใจที่มันโล่งเบา กลับรู้สึกว่าไม่ค่อยปวดเท่าไหร่ ที่จริงความปวดที่เท้ายังมีอยู่เหมือนเดิม แต่สิ่งที่หายไปคือความปวดใจหรือความทุกข์ใจ เพราะว่าพอมีสติเห็นใจบ่นโวยวาย เห็นใจปรุงแต่ง ยึดติดถือมั่นกับความปวดที่เท้า พอมีสติรู้ปุ๊บก็วางเลย ใจกลับเป็นปกติ ความทุกข์ใจหายไป สิ่งที่เหลือคือความทุกข์ที่เท้าหรือความทุกข์กายซึ่งอาจจะเหลือแค่ ๑ ใน ๓ จึงทำให้รู้สึกว่าเบาสบายขึ้น อันนี้เป็นประสบการณ์ที่หลายคนพบ เวลาเดินมีสติรู้จิต รู้เวทนา เขาเห็นแล้วว่าความทุกข์ก้อนใหญ่ที่เกิดจากการเดินเป็นเพราะใจ ใจไปหาเรื่องเอง ที่ใจไปหาเรื่องก็เพราะไม่มีสติ เดินจงกรมเท้าเจ็บกายปวด แต่ใจสงบได้ ตรงนี้แหละที่พวกเราจะเห็นเลยว่าความสงบอยู่ที่ใจ  ความไม่สงบก็เกิดจากใจ ถ้าวางใจผิดก็เกิดปัญหา
       การหมั่นรู้ตัว รู้กาย รู้ใจ เป็นวิถีสู่ความสงบ เป็นความสงบที่เกิดขึ้นเอง เกิดขึ้นที่ใจโดยไม่ต้องพึ่งพาสิ่งภายนอก ไม่ต้องเรียกร้องคนอื่นว่าหยุดส่งเสียงดังได้แล้ว หรือมิฉะนั้นก็ต้องหากระจกมาปิดติดแอร์จะได้ไม่มีใครมารบกวน หรือว่าต้องหลีกเร้นมาอยู่ป่า วิธีที่ดีกว่านั้นคือให้หมั่นรู้ใจ รู้เวทนา รู้กาย
ในมหาสติปัฏฐานสูตร มีข้อความตอนหนึ่งว่า ให้พิจารณาเห็นกายในกาย  มีสติตั้งมั่นว่า กายมีอยู่ สักแต่ว่าเป็นที่อาศัยระลึก หมายความว่ากายเป็นสิ่งที่จิตไปรับรู้ เห็นว่าเป็นแค่กาย ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา  แต่ถ้าไม่มีสติ จะไม่เห็นว่านี่คือกาย แต่จะยึดว่ามันเป็นเรา เป็นของเรา จิตก็เหมือนกัน อารมณ์ที่เกิดขึ้นกับจิต ไม่ว่าจะเป็นโทสะ โลภะ ราคะ ก็เพียงแต่รู้ว่ามันมีอยู่ เป็นสิ่งที่ถูกรู้ ไม่เข้าไปยึดติดถือมั่นว่าเป็นเราเป็นของเรา  เวทนาก็เช่นเดียวกัน เพียงแต่รู้ว่ามันมีอยู่ เป็นสิ่งที่ถูกรู้ ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา แต่ถ้าไม่มีสติใจก็จะเข้าไปยึดว่าความปวดเป็นเรา เป็นของเรา เกิดตัวกูผู้ปวดขึ้นมา อย่างนี้เรียกว่าหลง เป็นการเห็นที่ผิดจากความจริง คือไม่รู้ความจริง เมื่อไม่รู้ความจริงจึงเกิดทุกข์ จิตใจไม่สงบ
       หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ อาจารย์ของอาตมาเคยกล่าวว่า ความสงบจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะ “เปลี่ยนหลงให้เป็นรู้” เช่น รู้ว่าใจกำลังตีโพยตีพาย เพราะใจเข้าไปจดจ่ออยู่กับความปวด ถ้ารู้หรือเห็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ก็จะรู้ความจริงว่ามันเป็นแค่เวทนา ไม่ใช่เรา  ส่วนกายก็สักแต่ว่าเป็นที่ระลึก คือ เป็นสิ่งที่ถูกรู้ เป็นสิ่งที่สติระลึกได้ แค่นั้นเอง
      ขอให้ระลึกอยู่เสมอว่า ความสุขที่ประเสริฐและประณีตคือความสงบนั้น พบได้ที่จิตใจหรือด้วยจิตใจของเรา อย่าคอยพึ่งพาความสงบจากภายนอก จากผู้คนรอบข้าง ใจเราสามารถผลิตความสุข ความสงบขึ้นได้ พยายามเห็นศักยภาพตรงนี้ของใจเรา ใช้ศักยภาพนี้ให้เกิดประโยชน์ เพื่อให้ชีวิตไม่แห้งแล้งและไม่รุ่มร้อน เกิดความสงบเย็น สดชื่น แจ่มใสเป็นนิจ 

กิ่งธรรมจาก  www.visalo.org
 

Sunday, December 18, 2016

สวดมนต์ข้ามปี ประโยชน์ของการสวดมนต์

สวดมนต์ข้ามปี ประโยชน์ของการสวดมนต์




ประโยชน์ของการสวดมนต์ ข้อมูล

      ก่อนจะสิ้นปีของทุกปี คือระหว่างรอยต่อปีเก่า กับปีใหม่ กลายเป็นที่นิยมของเหล่าชาวพุทธกันคือการไปวัดไปวา แล้วสวดมนต์ข้ามปีกัน  การสวดมนต์ข้ามปี หรือการสวดมนต์ทั่วไป สวดอย่างไรถึงจะได้ประโยชน์ การเตรียมตัว การเตรียมใจ การเตรียมพร้อมของข้อมูล เป็นสิ่งจำเป็น 
     เพาะธรรมได้เตรียมพร้อมมาให้ท่านแล้ว ทั้งข้อมูล การเตรียมตัว และบทสวด
     การสวด หมายถึง การท่องบ่นสาธยายบทสวดเป็นทำนองมนต์ หมายถึง คำภาษาบาลีที่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยตรงซึ่งมีแหล่งที่มาจากพระไตรปิฎก อีกส่วนหนึ่งเป็นคำบาลีที่อาจารย์ทั้งหลายแต่งขึ้น เพื่อใช้เป็นบทสวดสรรเสริญคุณของพระรัตนตรัยเสริมสร้างศรัทธาความเลื่อมใสแก่ผู้สวด
     
ภาษาบาลีนี้เป็นภาษาที่พระพุทธเจ้าใช้ประกาศพระศาสนา เป็นภาษาที่ใช้จารึกหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า เป็นภาษาของพระพุทธเจ้า ฉะนั้น การสวดมนต์จึงมิใช่การท่องบ่นคำบาลีเพื่อให้จดจำได้เท่านั้น แต่ได้หมายถึงการเรียนเอาหลักคำสอนจากถ้อยคำที่พระพุทธองค์ทรงตรัสด้วยพระโอษฐ์โดยตรงเลยทีเดียว และได้สรรเสริญคุณของพระองค์ คุณของพระรัตนตรัยด้วยภาษาที่พระองค์ใช้สั่งสอนพวกเรา
การสวดมนต์แต่ละครั้งจึงถือว่า ผู้สวดได้รับคุณประโยชน์นานัปการ ทั้งแก่ตัวเองและแก่ส่วนรวมด้วย ไม่ว่าจะเป็นการสวดด้วยวิธีการไหนหรือบทใดก็ตาม หากสวดด้วยความตั้งใจจริง หมั่นพิจารณาเนื้อความจนเข้าใจและรู้ซึ้งถึงความหมายของบทสวดนั้นๆแล้ว ย่อมได้รับผลานิสงส์มากมายดังนี้
๑. เป็นการสร้างศรัทธา (สทฺธาพลํ) คือ ความเชื่อมั่นในคุณของพระรัตนะตรัย กล่าวคือ พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และเปิดเผยสัจธรรมแก่มวลมนุษย์ พระธรรมทำให้เข้าใจในสรรพสิ่งได้อย่างแท้จริง และพระสงฆ์เป็นผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า แล้วนำคำสอนนั้นมาเผยแพร่แก่ประชาชน ดังนั้น การสวดมนต์จึงเป็นการเสริมสร้างพลังศรัทธาในพระพุทธศาสนา และน้อมนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาใช้ในการดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่ามากที่สุด
๒. เป็นการสร้างปัญญา (ปญฺญาพลํ) คือ การสร้างสรรค์พลังทางปัญญา เพราะการที่เราท่องบ่นจดจำหลักธรรมที่ปรากฏในพระสูตรต่างๆ นั้น แล้วนำไปพิจารณาเพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง โดยการพินิจพิจารณาความหมายของแต่ละสูตร ซึ่งในกระบวนการดังกล่าวเป็นการพัฒนาทางด้านความคิดและสติปัญญาให้เกิดขึ้น และย่อมสามารถขจัดปัญหาอุปสรรคได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมที่สุด
๓. เป็นการไล่ความขี้เกียจ และตัดความเห็นแก่ตัว เพราะในขณะที่กำลังสวดมนต์นั้น ความเบื่อหน่าย ง่วงนอน และเกียจคร้านจะหายไป กลับมีจิตใจแช่มชื่นฮึกเฮิมอย่างน่าประหลาด นอกจากนี้ก็เป็นการตัดความเห็นแก่ตัวออกไปอีกด้วย เพราะในขณะที่เราสวดมนต์อารมณ์จะจดจ่ออยู่ที่บทสวดมนต์ ไม่ทำให้คิดไปในเรื่องอื่นที่เป็นเหตุให้เกิดความฟุ้งซ่าน และเป็นการกำจัดความโลภ ความโกรธ หลงออกไปจากใจ
๔. จิตสงบเป็นสมาธิ ในขณะที่สวดมนต์ ผู้สวดต้องสำรวมใจให้แน่วแน่ ไม่หวั่นไหวคลอนแคลน มีใจจดจ่ออยู่กับบทสวดมนต์ระมัดระวังอย่าให้สวดผิดอักขระ ขณะที่สวดอยู่จิตย่อมเป็นสมาธิ และเมื่อจิตเป็นสมาธิแล้วย่อมเกิดความสงบเยือกเย็น ทำให้มีพลังในการคิดสร้างสรรค์ในสิ่งต่างๆได้ดียิ่งขึ้น
๕. ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า กล่าวคือ ในขณะที่เรากำลังสวดมนต์อยู่นั้น เราย่อมเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล สมาธิ ปัญญา กล่าวคือ มีกายวาจา เป็นปกติ (ศีล) มีใจที่แน่วแน่นิ่งสงบ (สมาธิ) และมีความรู้ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้า (ปัญญา) ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าด้วยการปฏิบัติบูชา คือ การสวดมนต์
ดังนั้นการสวดมนต์จึงเป็นการทำเพื่อความเจริญแก่ตน ทั้งในด้านสติปัญญาและพัฒนาจิตใจให้งดงาม สั่งสมศรัทธาให้ยึดมั่นและน้อมไปในการทำดี การสวดมนต์นั้น ถ้าเพียงแต่สวดคิดพิจารณาไม่นำไปประพฤติปฏิบัติก็จะได้รับผลไม่เต็มที่ เพราะฉะนั้นในฐานะที่เป็นชาวพุทธ เมื่อเราสวดมนต์ก้มกราบพระพุทธแล้ว ต้องให้รู้ถึงพระธรรมด้วย กล่าวคือ ต้องพยายามทำความศึกษาหัวใจของแต่ละบท
เมื่อรู้แล้วก็ให้นำธรรมะนั้นไปปฏิบัติใช้ในชีวิตประจำวันให้ถูกต้อง เพื่อให้การดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างราบรื่น มีจิตใจมั่นคงเต็มเปี่ยมด้วยพลังใจ สามารถในการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงาม ก่อเกิดประโยชน์สุขทั้งแก่ตนเองและสังคมโดยรวม และที่สำคัญที่สุดหากผู้สวดสวดด้วยจิตใจที่เป็นสมาธิ จนดื่มด่ำในรสแห่งพระธรรมอย่างลึกซึ้งแล้ว ย่อมบรรลุถึงเป้าหมายอันสูงสุด คือความพ้นทุกข์ได้ ดังมีข้อความปรากฏ ในวิมุตตายตนสูตร ว่า บางคนหมั่นสวดมนต์หรือสาธยายข้อธรรมที่ได้เรียนมา และขณะที่สวดมนต์ด้วยจิตเป็นสมาธินั้น เขาน้อมข้อธรรมาปฏิบัติ จนบรรลุถึงความพ้นทุกข์ได้
“ ผู้ที่สวดมนต์เป็นนิตย์ ย่อมได้อานิสงส์อเนกประการ กล่าวคือ ย่อมประสบความสวัสดี มีความเจริญรุ่งเรือง ประสบชัยชนะ รอดพ้นจากอันตรายทั้งปวง มีสุขภาพ (จิต) ดี และทำให้มีอายุยืนยาวอีกด้วย ”
ขอให้ทุกทานได้บุญได้ประโยชน์ตามที่คาดหวังไว้ อิ่มบุญที่ได้เพาะธรรมกันถ้วนหน้าทุกท่านครับ





การเตรียมตัว


บทสวดเลือกสวดเลือกฟังได้

เป็นบทเริ่มต้นสวดตามได้ง่ายๆ

สวดมนต์ทำวัตรเย็น

สวดมนต์ทำวัตรเช้า
สวดมนต์เจ็ดตำนาน

สุดยอดคาถา

 บทสวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตร


ที่มาภาพ https://www.facebook.com/buddhadasaarchives
            http://www2.thaihealth.or.th

Monday, June 20, 2016

จุดแท้จริงของความเป็นคน !


จุดแท้จริงของความเป็นคน !

      พุทธทาสภิกขุ



       ข้าพเจ้าเคยพบคนหลายคนที่มีความรู้สึกภายในใจรุนแรง จนแสดงออกมาทาง  กายวาจาว่า ท่านแน่ใจเป็นทีสุดแล้วว่า ท่านเป็นคนเต็มเปี่ยมตามคำแปล หรือความหมายของคำว่า คน. ท่านหยิ่งตัวเอง เพราะเหตุนี้ และเห็นว่า เรื่องที่พวกเพื่อนๆ นำมาคุยมาเล่า ให้ฟังนั้นยังต่ำเกินไป ไม่ถึงขีดของความเป็นคน หรือ เป็นเรื่องลัทธิครึ เก่าเกินสมัยเรื่องใด เรื่องหนึ่งเท่านั้นทีนี้ ข้าพเจ้า ตั้งอกตั้งใจ พิจารณาดู จุดแท้แห่งความเป็นคน ของท่าน เหล่านั้นว่า คืออะไรกันแน่ ในที่สุด พบว่า จุดแห่งความเป็นคน ของท่านเหล่านี้ ตามที่ท่านเข้าใจ ก็คือ การที่ ท่านสามารถหารายได้มากๆ ทำงานเบา มียศศักดิ์สูงๆ และสามารถหาความเพลิดเพลินทุกประการ มาให้แก่ตนได้ ตามวิธีหรือลักษณะที่นิยมกันว่า เป็นการกระทำของคนชั้นสูง หรือ จะสรุปให้สั้นที่สุด ความเป็นคนของท่าน ก็คือ ความมีเกียรติอันสูงสุด นั่นเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ เข็มอันชี้จุดแห่งความเป็นคนของท่าน ก็ได้ชี้บ่งไปยัง การได้ทำงานชนิดมีเกียรติมาก มีผลมากนั่นเอง และทำด้วยตัณหา คือ ความอยาก เป็นนั่น เป็นนี่.
        ความเห็นอย่างแจ่มแจ้ง ได้ขยายตัว ออกไป ตามแนวนั้น อีกว่า คน คือ สัตว์ชนิดหนึ่งซึ่งเห็นแก่ตัวจัด เป็นทาสแห่งความทะเยอทะยานของตัวยิ่งกว่าสัตว์อื่นๆ ทุกชนิด และ คน คงมิใช่ สัตว์ที่เกิดมาเพื่ออิสรภาพ และความสุขอันสงบ เพราะถ้าเกิดมาเพื่อความสุขสงบ ก็คงไม่ยอมตน เป็นทาสของความเห็นแก่ตัว ที่บังคับให้ทำให้คิดเพื่อตัวทุกๆ ชั่วโมง แม้เวลาหลับก็ยังฝัน แม้บนเตียง ที่นอนเจ็บ ก็ยังครุ่นคิด เพื่อการหาสิ่งบำเรอตัว สัตว์ที่ไม่ใช่คน ย่อมได้รับการพักผ่อน หรือ ความสงบ ยิ่งกว่า สัตว์ที่เรียกว่า คน ประเภทนี้ มากนัก
       อีกอย่างหนึ่ง คนคือสัตว์ชนิดหนึ่ง ซึ่ง ขยาย "พวงอัตตา" หรือ "พวงตัว" ออกเรื่อยๆ โดยไม่มีเวลาสิ้นสุด และการขยายนั้น ก็เพื่อตนจะได้แบกไว้เอง เท่านั้น ครั้งแรก มีอัตตาหรือ ตัวเพียงตัวเดียว พอ "ความเป็นคน" มากขึ้น ก็มี ภรรยา สามี ลูกหลาน ข้าทาสบริวาร หรือ อันเตวาสิก สัทธิวิหาริก พอกขึ้นเป็นพวง เมื่อสิ่งที่เรียกว่า "บุญบารมี" มากขึ้น บริวารเหล่านั้น ต่างก็มี การขยายพวงของตัว ออกไปๆ และพวงน้อยๆ เหล่านั้น รวมกันเป็น พวงใหญ่ พวงเดียว อีกต่อหนึ่ง โดยมี อัตตา ตัวแรกนั่นเอง อ้าออกรับ เป็นเจ้าของพวง ผู้มีเกียรติ หยิ่งตัวเอง เสมอว่า การที่สามารถ หิ้วพวงใหญ่ๆ เช่นนั้น ไว้ได้นั้น เป็น "เกียรติอันสูงสุด" นี่เป็น จุดหมายของความเป็นคน ปริยายหนึ่ง ซึ่งน่าจะสรุปได้สั้นๆ ว่า เกียรติของความเป็นคนก็คือ การเกิดมา เพื่อแบกพวงอัตตา พวงใหญ่ๆ นั่นเอง กระมังอีกปริยายหนึ่ง ซึ่งค่อนข้างจะเด่นอยู่มาก ก็คือว่า คนได้แก่สัตว์ชนิดหนึ่งซึ่งเอาเปรียบผู้อื่นเป็น และรู้สึกว่า ผู้อื่นเอาเปรียบตนก็เป็น. ความรู้สึกเช่นนี้ เป็นความรู้สึกที่หาได้ยากในสัตว์ จำพวกนกหนู เมื่อ "ความเป็นคน" ยังน้อยอยู่ ก็ไม่ค่อยรู้สึกว่าใครเอาเปรียบตน หรือ ลูบคมตน เมื่อความเป็นคนชนิดที่กล่าวนั้น มีมากขึ้น เรื่องนิดเดียว และ ชนิดเดียวกันนั่นเอง กลับเห็นเป็นเรื่องที่ ผู้อื่นลูบคมตน เอาเปรียบตน ไม่เคารพตน ผู้เป็นหัวหน้าหมู่ อย่างใหญ่หลวง และมักหาเรื่อง ลงโทษ ลูกหมู่ หรือ ลูกพวง เป็นการประดับเกียรติของตน ถ้าจะกล่าว อีกอย่างหนึ่ง ก็ได้ว่า คน คือ สัตว์ที่รู้จักผูกโกรธ หรือแก้แค้นเพื่อนฝูงด้วยกัน ในกรณีที่สัตว์ซึ่งต่ำกว่าคนทำเช่นนั้น
ไม่เป็น จุดหมายของความเป็นคนตามนัยนี้ น่าจะได้แก่ การไม่ยอมให้ใครมาลูบคม เล่นได้นั่นเอง

       เมื่อข้าพเจ้า ได้สังเกต ลักษณะแห่งความเป็นคนของบรรดาท่าน ซึ่งท่านแน่ใจตัวเองว่า ถึงขีดสุด ของความเป็นคน จนพบว่า ท่านหมายถึงอะไร โดยนัย ที่กล่าวมาแล้ว ก็ยังไม่แน่ว่า ข้าพเจ้าเข้าใจ ท่านเหล่านั้น ได้ถูกต้องทำให้ต้องซักซ้อมดูอีกเป็นหลายครั้ง แต่ในที่สุด ก็ไม่พบอะไร มากไปกว่านั้นจึงยุติว่า ความเป็นคน ตามความหมายธรรมดา เท่าที่มีที่เป็นกันอยู่ในจิตใจมนุษย์เรานั้น ไปได้ไกล เพียงแค่นั้นเอง แต่อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้ายังไม่พอใจว่า ความเป็นคน มีเพียงเท่านั้นเอง น่าจะมี เป็นอย่างอื่น.
       ทีนี้ เราจงชวนกัน มามองไปยัง บุคคลประเภท ที่ไม่มีอัตตา เห็นตนเอง และผู้อื่น เป็นเช่นกับ พืชพรรณ ธัญญชาติ ซึ่งต่างก็เกิดขึ้นแล้ว เจริญงอกงาม และดับไปในที่สุด ตามเรื่องของตนๆ พวงอัตตา ของคนประเภทนี้ ก่อขึ้นไม่ติดครั้นหนักเข้า ตัวเองก็ไม่มี คน หรือ สัตว์ก็ไม่มี ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ถือพวกถือพวงไม่รู้สึกว่า ได้เกียรติหรือเสียเกียรติ ทำงานเพียงเพื่อความตั้งอยู่ได้ของร่างกายนี้ เพียงเพื่อต้านทาน ธรรมชาติ ใช้หนี้ธรรมชาติ ตามที่ปัญญา บ่งให้ทำเฉพาะในด้านกาย เช่น พ่อแม่เลี้ยงตนมา ก็เลี้ยงตอบแทน เมื่อยังไม่หลุด ก็ต้องเลี้ยง ลูกหลานของตนเอง ใช้หนี้ธรรมชาติอันนี้ ไม่รู้สึกว่ามีใคร เสียเปรียบได้เปรียบในโลกนี้ มีแต่สิ่งทั้งหลายที่หมุนไป ตามเหตุตามปัจจัย ยินดีที่จะให้อภัยกันเสมอ ถือหลักความจริง เป็นแนวแห่งการครองชีพ ไม่แสวง"บุญบารมี" มาเพื่อใช้ อำนวยการ สำเร็จความใคร่ ให้แก่ ความทะเยอทะยานอยากของตน ไม่อ้าออกรับ สิ่งทั้งหลาย มาเป็นของตน เหล่านี้ เมื่อเรามอง ซึ้งลงไปถึงหัวใจของเขา เรากลับพบว่า จุดแห่งความเป็นคนของเขานั้น ตรงกันข้าม จากของคนจำพวก ที่กล่าวมาแล้ว ข้างต้น ในที่สุด ข้าพเจ้า ก็กระทบกันกับ ปัญหาว่าถ้าเช่นนั้น พวกไหนเล่า เป็นคนที่แท้จริง ตามความหมาย ซึ่งอาจเป็นที่พอใจได้ด้วยกันทุกฝ่าย.
กิ่งธรรมจาก  http://www.buddhadasa.com

Tuesday, March 22, 2016

อย่าให้อัตตาครองใจ

อย่าให้อัตตาครองใจ โดย พระไพศาล วิสาโล


       พระ อาจารย์พยอม กัลยาโณ เคยให้สัมภาษณ์เมื่อปีที่แล้วว่า   ช่วงที่มีความขัดแย้งระหว่างสีนั้นเป็นช่วงที่ชีวิตของท่านตกต่ำมาก  เวลามีเหตุการณ์บ้านเมืองเกิดขึ้น หนังสือพิมพ์ก็ไม่ค่อยมาสัมภาษณ์เหมือนก่อน กิจนิมนต์ลดลง  เวลาไปบรรยายที่ไหนคนก็มาฟังน้อยมาก ผลก็คือสินค้าที่ลูกศิษย์นำไปขายในงาน  มีคนซื้อน้อยลง  ทำให้รายได้ที่จะเป็นทุนสนับสนุนมูลนิธิวัดสวนแก้วลดลงไปด้วยจนไม่พอกับราย จ่าย
      ทั้งหมดทั้งปวงนี้เป็นผลจากการที่คนมองว่าท่านฝักใฝ่เสื้อแดง ลูกศิษย์ลูกหาจำนวนมากเป็นผู้ที่ไม่ชอบเสื้อแดง จึงไม่พอใจท่าน บางวันท่านไปบิณฑบาต ชาวบ้านก็ถามว่าทำไมไม่ห่มจีวรสีแดงซะเลยล่ะ บางทีก็ด่าว่าท่านแรงๆ  ท่านก็พยายามอธิบายชี้แจงแต่ไม่ค่อยเป็นผล   ท่านบอกว่าที่เสียใจอย่างหนึ่งคือ แม้แต่พระสวนโมกข์ก็บอกว่าท่านฝักใฝ่เสื้อแดง ทั้งๆ ที่ท่านไม่ได้วางตัวแบบนั้น
     เหตุการณ์นี้ทำให้ท่านบอกว่าบางช่วงทุกข์มาก จนจิตตก  แต่เวลาที่จิตตกท่านก็นึกถึงคาถาไล่ทุกข์ของท่านอาจารย์พุทธทาส ท่านก็รู้สึกดีขึ้น  คาถานั้นก็คือ “กูไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นทุกข์โว้ย”
     คาถานี้ใครที่มีความทุกข์เอาไปใช้บ้างก็ดี  เวลามีความทุกข์ ก็ตวาดใส่มันบ้าง จะช่วยให้ได้สติ และบรรเทาความทุกข์ใจไปได้ไม่มากก็น้อย   ปกติคนเราเวลาทุกข์ จิตจะจมดิ่ง  จนลืมตัว ไม่ได้ตระหนักว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร  สำหรับชาวพุทธ จุดหมายของชีวิตคือการพ้นทุกข์ หรือการไม่ถูกครอบงำด้วยความทุกข์ แต่บางครั้งพอมีเหตุร้ายมากระทบ ก็ทำให้ลืมไปว่าเรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร คาถานี้จะช่วยเตือนใจให้เรากลับมาตั้งหลักได้
      นอกจากความทุกข์แล้ว   อีกสิ่งหนึ่งที่เราควรตวาดใส่บ้าง ก็คือ กิเลส เพราะมีกิเลสที่ไหน ความทุกข์ก็เกิดขึ้นที่นั่น  ในสมัยพุทธกาลมีพระบางรูปใช้วิธีการทำนองนี้ เช่น พระวิชิตเสนะ มีช่วงหนึ่งท่านทำกรรมฐานแล้วจิตพยศมาก ทำอย่างไรจิตก็ไม่ยอมร่วมมือด้วย ท่านจึงตวาดใส่ว่า "แน่ะ จิตผู้ชั่วช้า ดื้อด้าน ...เราจะบังคับเจ้าให้อยู่ในอำนาจให้ได้ จะใช้สติผูกเจ้าไว้”  อีกท่านหนึ่งคือพระตาลปุฏ  จิต ของท่านเบื่อหน่ายในการปฏิบัติ ท่านจึงตำหนิว่า “จิตเอ๋ย เจ้าร้ายนัก เราจักไม่ตกอยู่ในอำนาจของเจ้าอีกแล้ว กามล้วนเป็นทุกข์ มีผลเผ็ดร้อน มีภัยใหญ่หลวง  เราจักมุ่งแต่พระนิพพานเท่านั้น...จิตเอ๋ย เมื่อเรามั่นคงเสียแล้ว เจ้าก็ทำอะไรเราไม่ได้หรอก”  ไม่ช้าไม่นานทั้งสองท่านก็บรรลุอรหัตผล 
      เวลาถูกตำหนิหรือถูกท้วงติงแล้วเกิดความรู้สึกขุ่นเคืองไม่พอใจ มองให้ดีจะพบว่า ที่จริงแล้วไม่ใช่เราที่เป็นทุกข์ กิเลสหรือมานะ คือความถือตัวว่า ดีกว่า สูงกว่า เก่งกว่า ต่างหากที่เป็นทุกข์ แต่คนเราก็มักจะเผลอยึดเอาความทุกข์ของกิเลสมาเป็นความทุกข์ของเรา เมื่อมีคนตำหนิ กิเลสหรือมานะย่อมไม่พอใจ มันก็เลยสั่งให้เราด่ากลับหรือตอบโต้ทันที ทั้งที่มันไม่ได้เป็นผลดีกับเราเลย
        ถ้าเรารู้ทันก็อย่าไปปล่อยให้กิเลสหรือมานะครองใจหรือขี่คอเรา เมื่อใดที่เป็นทุกข์มากเพราะคำตำหนิก็ควรตวาดใส่มันบ้างว่า “กูไม่ยอมมึง อย่ามาก่อกวนกู”   เราต้องรู้จักตวาดใส่กิเลสบ้าง เพราะถ้าเรายอมมัน มันก็ขึ้นมาขี่คอ จนเป็นนายเหนือหัวเรา คนส่วนใหญ่ปล่อยให้กิเลสครอบงำใจจนโงหัวไม่ขึ้น ใครแตะนิดแตะหน่อยไม่ได้ บ่อยครั้งที่เราปกป้องกิเลส ยอมตายเพราะกิเลสทั้งๆ ที่กิเลสไม่ได้ช่วยอะไรเราเลย กลับเป็นอันตรายต่อเราด้วยซ้ำ
       อาตมาเคยอ่านเรื่องราวของเต่าทองจากนิตยสารเนชันแนลจีโอกราฟฟิก  เต่าทองเป็นแมลงที่ดุมาก พวกนกไม่กล้าเล่นงานเพราะมันมีพิษ เวลาที่นกจะกิน แมลงเต่าทองก็คายพิษออกมา นกก็ต้องคายมันทิ้งไป แต่มันกลับไปเสียท่าแมลงชนิดหนึ่งซึ่งเป็นพวกปาราสิต เรียกว่าแตนเบียน ตัวเต็มวัยของแตนเบียนจะต่อยแมลงเต่าทอง จากนั้นก็จะวางไข่ไว้ในช่องท้องของแมลงเต่าทอง แล้วตัวอ่อนแตนเบียนก็เติบโตขึ้นโดยกินสารอาหารในตัวแมลงเต่าทอง พอโตจนเข้าระยะดักแด้ ตัวหนอนก็จะเจาะท้องแมลงเต่าทองออกมา แล้วสร้างรังไหมห่อตัวเอง แมลงเต่าทองแทนที่จะเล่นงานแตนเบียน กลับคอยปกป้องมัน ป้องกันภัยให้มัน เวลามีสัตว์เข้ามาใกล้ ๆ   เต่าทองจะขยับแย้งขยับขา เพื่อขู่ไม่ให้ใครมากินตัวอ่อน ทั้งที่ตัวอ่อนของแตนเบียนนี้เป็นปาราสิต  ดูดเอาอาหารจากเต่าทอง เต่าทองแทนที่จะเล่นงานมัน กลับปกป้องเสียอีก ไม่ให้ใครเข้ามาทำร้ายตัวอ่อนแตนเบียนในรังไหมได้
       แมลงเต่าทองโง่มากเลยนะ แตนเบียนเป็นอันตรายกับมันแท้ๆ แต่กลับปกป้องมัน แต่จะว่าไปแล้ว คนเราก็ทำอย่างนั้นกับกิเลสและอัตตาเหมือนกัน กิเลสไม่ได้เป็นคุณต่อเราเลย อัตตาก็เป็นโทษมาก มันทนฟังคำวิจารณ์คำแนะนำไม่ได้ ทั้งที่คำแนะนำคำวิจารณ์อาจมีประโยชน์ แต่มันไม่ชอบก็เลยสั่งให้เราไปด่าคนที่วิจารณ์หรือคนที่แนะนำท้วงติง เราก็เลยกลายเป็นผู้พิทักษ์อัตตา คอยเล่นงานหรือคอยไล่ล่าคนที่มากระทบกระแทกอัตตา
       ถ้าเรามีสติ เราจะไม่ปกป้องมัน แต่จะต้องเล่นงานมันด้วยซ้ำ ถ้ามันกร่างมากก็ต้องตวาดมัน อย่าให้มันเป็นใหญ่เหนือเรา เวลาอัตตารู้สึกขุ่นเคืองใจเมื่อมีเพื่อนร่วมงานมาท้วงติง เราไม่ควรจะปกป้องมัน เราไม่ควรเป็นข้ารับใช้มัน แต่ส่วนใหญ่ไม่ทำอย่างนั้น พอมันสั่งให้ด่า เราก็ด่า เลยเกิดปัญหากับเพื่อน  นี่เราโง่หรือเราฉลาด ถ้าฉลาดเราควรฟังคำวิจารณ์ และนำมาพิจารณาว่าเขาพูดถูกหรือไม่ มีประโยชน์หรือไม่ 
       ส่วนความทุกข์ที่เกิดขึ้นเวลาถูกตำหนิ ก็ให้ตระหนักว่านั่นเป็นความทุกข์ของอัตตาหรือกิเลส ไม่ใช่ความทุกข์ของเรา เหมือนที่แมลงเต่าทองคิดว่า ความทุกข์ของแตนเบียน เป็นความทุกข์ของมัน มันก็เลยปกป้องแตนเบียน หารู้ไม่ว่าพอแตนเบียนโตเต็มที่แมลงเต่าทองก็ตาย เพราะอวัยวะภายในถูกทำลายไปเยอะแล้ว ที่จะมีชีวิตอยู่รอดต่อไปมีน้อยมาก คนเราก็ถูกอัตตากระทำเช่นนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราอย่าไปยอมเป็นเครื่องมือของมัน เวลารู้สึกเสียหน้า ขุ่นเคืองเพราะถูกข้ามหน้าข้ามตา หรือถูกวิจารณ์ แทนที่จะโกรธก็ต้องมาดูว่าเขาพูดจริงไหม ยิ่งถ้าเขาพูดจริงพูดถูก ก็ต้องขอบคุณเขา
       นอกจากการตวาดใส่กิเลสหรือมานะแล้ว การทำให้มันลีบเล็กลงก็สำคัญ การพยายามทำอะไรเพื่อลดละมานะ หรือที่คนส่วนใหญ่เรียกว่า ลดละอัตตา  เป็นสิ่งที่ควรทำ เพื่อนคนหนึ่งมีวิธีลดอัตตาที่น่าสนใจ เธอเป็นนักเขียนหญิงที่มีชื่อเสียง  ทุกปีเธอจะไปอาสาเป็นพนักงานเสิร์ฟให้ร้านอาหารของเพื่อน ไม่ได้หวังเอาเงินหรือประสบการณ์ แต่ทำเพื่อช่วยลดอัตตา  เพราะการเป็นนักเขียนชื่อดัง มีคนยกย่องมากมาย  บางทีก็ลืมตัว พอไปเป็นพนักงานเสิร์ฟ ก็ช่วยได้มากเพราะต้องบริการผู้อื่น ลูกค้าหลายคนปฏิบัติไม่คอยดีกับพนักงานเสิร์ฟ บางทีเธอก็ฉุนขึ้นมาว่า  “ทำอย่างนี้กับกูได้ไง  กูเป็นนักเขียนดังนะโว้ย” แต่มันโผล่มาแป๊บเดียวก็รู้ทัน ระงับได้ นี่เป็นวิธีลดอัตตาที่ดีมากสำหรับเธอ
       หมอผู้หนึ่งเป็นคนมีความสามารถมาก ได้รับเชิญเป็นวิทยากรตามที่ต่างๆ มากมายทั่วประเทศ ให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์บ่อยๆ แต่เขาไม่คอยสนใจเรื่องการแต่งตัว ไม่ค่อยหวีผม ภรรยาต้องคอยเตือนให้หวีผมเป็นประจำ วันหนึ่งก่อนจะออกไปบรรยาย ภรรยาก็เตือนให้หวีผม พอได้ยินเขาก็ฉุนกึกขึ้นมาทันที  นึกในใจว่า  “พูดอย่างนี้ได้ไง  กูเป็นวิทยากรระดับชาตินะโว้ย”  ตอนนั้นอัตตาครองใจ จนเขาลืมไปว่าตนเองเป็นสามีของเธอ ดีที่เขามีสติรู้ทัน จึงไม่ได้พูดประโยคดังกล่าวออกไป
       หมอเอาเรื่องนี้มาเล่าด้วยความขำ  ชี้ให้เห็นฤทธิ์ของอัตตาว่ามันร้ายกาจมาก  หลงในความเป็นวิทยากรระดับชาติ ขนาดอยู่กับภรรยา ก็ยังไม่ยอมถอดหัวโขนดังกล่าวลง  แต่คนที่ไม่รู้ทันอัตตา คงไม่ขำกับเรื่องแบบนี้ ยิ่งต้องเก็บงำเอาไว้เพราะกลัวเสียหน้า  แต่ถ้าต้องการกำราบอัตตา ก็ต้องกล้าแฉความเกเรของอัตตา ไม่ใช่เก็บซุกซ่อนเอาไว้
เจ้าของสายการบินแอร์เอเชีย ชื่อโทนี่ เฟอร์นันเดส เขาตั้งกติกากับตัวเองว่าทุกเดือนจะทำงานเป็นพนักงานขนกระเป๋า ทุกสองเดือนเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน และทุกสามเดือนจะเป็นพนักงานที่เคาน์เตอร์  ไม่แน่ชัดว่าเขาทำเช่นนั้นเพื่อลดอัตตา หรือเพื่อจะได้ใกล้ชิดกับพนักงานและเรียนรู้ปัญหาที่อาจเกิดกับบริษัท จะได้ปรับปรุงให้บริการดีขึ้น  อย่างไรก็ตามการที่เขาลงมาทำงานระดับเดียวกับพนักงาน ก็มีส่วนช่วยลดอัตตาของตัวเองได้มาก เพราะธรรมชาติของผู้บริหารหรือเจ้าของ ย่อมรู้สึกว่ามีอำนาจเหนือพนักงาน ทำให้เกิดความหลงตัวลืมตนได้ง่าย
         แต่ละคนควรมีวิธีการของตัวเองในการลดอัตตา  หากเราไม่ใช่เป็นคนเด่นคนดัง ไม่ต้องทำถึงขั้นนั้นก็ได้  เพียงแค่เปิดใจฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ คำท้วงติง  ก็ช่วยได้มาก  เพราะเวลาเจอคำท้วงติง อัตตาจะไม่ยอม มันจะฮึดฮัดขัดขืน เมื่อไรก็ตามที่เรารู้ว่ามันฮึดฮัดขัดขืน แทนที่จะเดือดร้อนกับมัน ควรสมน้ำหน้ามัน ถือว่าถ้อยคำเหล่านี้เป็นการทรมานอัตตาให้กร่างน้อยลง มันจะได้สงบเสงี่ยมเจียมตัวมากขึ้น เพราะถ้าเราไม่ทรมานมันบ้าง  ไม่ฝึกให้มันอยู่เป็นที่เป็นทางบ้าง มันก็จะยกหูชูหาง แล้วมาครอบงำเรา ทำให้เป็นทุกข์อยู่ร่ำไป 
 กิ่งธรรมจาก http://visalo.org