เกิดมาอยู่กับความทุกข์ ควรรู้จักเปลี่ยนบ้าง
โดยพุทธทาสภิกขุ
เด็ก ๆ ไม่ได้มีสติปัญญามาแต่ในท้องแม่ แต่มาด้วยสัญชาตญาณกลาง ๆ
ซึ่งยังไม่ดีไม่ชั่ว, แต่ในความรู้สึกเป็นรากฐานแห่งตัวตน; พอคลอดออกมาแล้ว
ได้รับของอร่อยในเวทนา ก็เกิดความรู้สึกเป็นตัวตน เลยขอบเขตว่ากูอร่อย,
กูต้องได้ มาเป็นของกูให้มาก, กูจะต้องสะสมเอาไว้,
จะต้องเอาให้ได้มากที่สุดที่จะมากได้. ทีนี้พอ เกิดทุกขเวทนา
เสวยสิ่งที่ไม่ อร่อยไม่เป็นสุข มันก็เกิดตัวกู ตัวกูเดือดร้อน
ตัวกูเสียหาย ตัวกูจะต้องต่อสู้ ทั้งสองฝ่ายแหละ.
ฝ่ายยินดีก็ให้เกิดตัวกูไปแบบหนึ่ง,
ฝ่ายยินร้ายก็ให้เกิดตัวกูไปอีกแบบหนึ่ง, รวมกันเข้าเป็นสองตัวกู
เป็นตัวกูที่สมบูรณ์ทั้งทางยินดีและทางยินร้าย
มันก็อยู่ในโลกนี้ด้วยความเจริญแห่งตัวกู; นี่มันก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ.
เด็ก ๆ คลอดออกมา จิตเกลี้ยง แล้วก็เศร้าหมอง,
เศร้าหมองด้วยความยินดียินร้าย อันเกิดจากเวทนามากขึ้น ๆ จนเป็นผู้
เห็นแก่ตัวจัด, ไม่ทันจะเป็นหนุ่มสาวด้วยซ้ำไป
หรือไม่เป็นหนุ่มสาวก็เป็นระยะที่มีความเห็นแก่ตัวจัด
หลงใหลในความรู้สึกของกิเลส เป็นสิ่งสูงสุด,
แล้วก็ได้ทำไปอย่างนั้นแล้วก็ได้รับผลเป็นความทุกข์ เป็นความทุกข์
เพิ่มขึ้น ๆ แล้ว ต่อมาจึงรู้จัก อ้าว!
นี้มันเป็นความทุกข์ก็อยากจะเปลี่ยนทิศทาง มันจึงจะเริ่มหันเหมาทางธรรมะ
ถ้าโชคดีก็ได้มาพบธรรมะที่ดีที่ถูกต้อง และหันเหเปลี่ยนทิศทางได้โดยเร็ว;
ถ้าโชคไม่ดี
บางทีจนตายมันก็ไม่ได้รู้จักของจริงไม่ได้รู้จักเปลี่ยนทิศทางให้ถูกต้องได้
เป็นที่น่าเวทนา สงสารอย่างยิ่ง.
เราจงรู้ว่าเรามันตั้งต้นขึ้นมาด้วยความว่าง เกิดจากท้องแม่มา
ด้วยจิตที่มันว่าง, แต่ว่าเป็นความว่างชนิดที่ไม่คงตัว;
เปลี่ยนเป็นความวุ่นได้ โดยการสัมผัสโลกมากเข้า มากเข้าจนเกิดเป็นความวุ่น,
เมื่อเจ็บปวดที่สุด ถึงที่สุด ถึงประมาณแล้ว
มันก็อยากจะเลิกอาการอย่างนี้เพื่อจะกลับไปสู่ความว่างอีก;
ก็ปฏิบัติศึกษาธรรมะเพื่อให้เกิดความว่างขึ้นมาอย่างถูกต้อง;
แต่มันเกิดความว่างอันใหม่ที่จะไม่เปลี่ยนแปลงอีกต่อไป
จนกระทั่งบรรลุพระอรหันต์ มันก็เป็นความว่างแท้
จริงและไม่เปลี่ยนแปลงอีกต่อไป ไม่กลับวุ่นได้อีกต่อไป. แต่ถึงอย่างไรก็ดี
เราก็กล่าวได้ว่า ชีวิตมันตั้งต้นขึ้นมาด้วยความว่าง ชนิดที่เปลี่ยนแปลงได้
มันจึงเปลี่ยนมาเป็นความวุ่น : ครั้นวุ่นทรมานกันถึงที่สุดแล้ว
มันก็เปลี่ยนไปสู่ความว่าง เพราะมันจัดการอย่างยิ่ง ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา,
จัดการอย่างยิ่งจนเกิดความว่างชนิดที่แท้จริง
ไม่กลับเป็นความวุ่นถึงยอดสุดของมนุษย์ที่จะทำ คือความเป็นพระอรหันต์
ก็หมดปัญหา; อันนี้เรียกว่ามันจบลงด้วยความว่าง ถ้าเป็นพระอรหันต์.
ทีนี้ มีใครกี่คนล่ะ ที่ได้เกิดมาแล้วได้บรรลุพระอรหันต์
มันอยู่ในความวุ่น มันตายไปในความวุ่นนั่นแหละ?
แต่ถ้าเราจะเป็นพุทธบริษัทที่มีโชคดี
ได้รับคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามาอย่างถูกต้องและเพียงพอ
ก็สามารถจะรู้จักเข้าใจเรื่องความว่าง จะสามารถปฏิบัติเรื่องความว่าง,
แล้วจะได้รับผลแห่งความว่างทันในเวลาก่อนแต่ที่จะตาย,
ก่อนแต่ที่จะแตกตายทำลายขันธ์.
นี่จึงจะเรียกว่าไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบกับพุทธศาสนา.
ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วมันก็ต้องอยู่ในพวกที่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์และพบ
กับพุทธศาสนาทั้งนั้นแหละ, มีสิทธิที่จะถูกด่าอย่างหยาบคายว่า
คนเสียชาติเกิด เกิดมาไม่พบกับสิ่งที่ควรจะได้พบได้รับ.
กิ่งธรรมจาก http://www.buddhadasa.org


No comments:
Post a Comment