อำนาจ ความจริง และสันติภาพ
โดย พระไพศาล วิสาโล
โดย พระไพศาล วิสาโล
ประเด็นแรก
คำว่าอำนาจและความจริง เป็นคำที่อยู่ตรงข้ามกัน อำนาจต้องการบังคับให้ทุกอย่างเป็นไปในแนวเดียวกัน
แต่ความจริงต้องอาศัยเสรีภาพ เพราะความจริงไม่ใช่สิ่งที่จะเสนอหน้ามาให้เราเห็น
แต่ต้องใช้กระบวนการทางปัญญาในการค้นหา ไม่ว่าจะเป็นความจริงทางวิทยาศาสตร์
ประวัติศาสตร์ ทางโลก แม้กระทั่งทางธรรมก็ต้องอาศัยกระบวนการทางปัญญา
การแสวงหาความจริงต้องอาศัยเสรีภาพ เพราะว่ามนุษย์มีความจำกัด
มีอคติ แต่ถ้ามีเสรีภาพก็เปิดโอกาสให้คนสามารถแสวงหาความจริงได้ โต้เถียงได้
เพื่อพิสูจน์ว่าอะไรคือความจริงกันแน่ ต้องอาศัยเสรีภาพและความหลากหลาย แต่อำนาจต้องการทำให้ทุกอย่างอยู่ในแนวเดียวกัน
อำนาจไม่ชอบเสรีภาพ เพราะฉะนั้นอำนาจจึงเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงความจริง
ประเด็นที่สอง
ความจริงต้องอาศัยการตั้งคำถาม ซึ่งเป็นกระบวนการหรือศิลปะในการเข้าถึงความจริง
ถ้าตั้งคำถามถูกก็สามารถค้นพบความจริง แต่อำนาจไม่ต้องการการตั้งคำถามเพราะว่าอำนาจต้องการให้ทุกคนเชื่อหรือสยบ
เช่น การที่ทุกคนเชื่อนายกฯ เพราะมีอำนาจ แต่เมื่อมีใครที่ไม่เชื่อในนายกฯ
ก็เพราะว่าอำนาจถูกลดทอนลง
ประเด็นที่สาม อำนาจจะภูมิใจและเชื่อมั่นว่าทุกอย่างจัดการได้
ถ้ามีเงินและมีอำนาจทางการเมืองก็สามารถจัดการใครก็ได้ แต่ความจริงไม่ยอมให้ใครจัดการ
ความจริงก็คงอยู่เช่นนั้น เพียงแต่ว่าเราจะเข้าถึงความจริงได้หรือไม่ นี่คือสิ่งที่อำนาจยอมรับไม่ได้
เพราะฉะนั้นจะพยายามบิดเบือนความจริง อันที่จริงความจริงบิดเบือนไม่ได้ แต่การสร้างความจริงที่บิดเบือนได้
เรียกว่าความเท็จ หรือการสร้างความเท็จเข้ามาแทนความจริง เรียกว่าความจริงเท็จ
อำนาจ เกลียดและกลัวความจริง
เพราะอำนาจทำอะไรความจริงไม่ได้
ได้แต่เพียงแค่สร้างความเท็จเข้ามาทดแทนความจริง
อำนาจและความจริงก็เหมือนอยู่คนละขั้ว
ผลก็คือผู้มีอำนาจจะเกลียดและกลัวความจริง
แต่ไม่สำคัญเท่ากับอำนาจที่เข้าไปผูกขาดความจริง
เพราะเมื่อผูกขาดความจริงก็จะรู้สึกว่าอยู่ในฝ่ายที่ถูกต้อง
เพราะเมื่อผูกขาดความจริงก็จะรู้สึกว่าอยู่ในฝ่ายที่ถูกต้อง
และคิดว่าเข้าถึงความจริงสูงสุดแล้ว
ซึ่งสามารถทำให้เกิดการทำลายล้างมากมาย
ในสารวันสันติภาพสากล ปี ๒๕๔๙ ได้กล่าวถึงกลุ่มที่คลั่งศาสนา
กลุ่มก่อการร้ายว่าอันตรายอย่างไร
ส่วนหนึ่งคนเหล่านี้เชื่อว่าเขาเข้าถึงความจริงแล้วและเขาเท่านั้นที่เข้า
ถึงความจริง
คนอื่นไม่สามารถเข้าถึงความจริงได้ ฉะนั้น
ถ้าไม่เชื่อเขาก็ต้องตายหรือถูกจับกุม
นี่คืออำนาจที่น่ากลัวยิ่งกว่าอำนาจใดๆ
สิ่งเหล่านี้ทำให้สันติภาพไม่เกิดขึ้น
เมื่อผู้มีอำนาจเชื่อว่าเขาคือผู้ผูกขาดความจริง
ซึ่งไม่ได้ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ที่คลั่งศาสนาหรือคลั่งอุดมการณ์เท่านั้น
ในสมัยสตาลิน เลนิน หรือพอลพต
คนเหล่านี้เชื่อว่าเขาผูกขาดความจริงเกี่ยวกับกระบวนการทางประวัติศาสตร์
ความจริงเกี่ยวกับการต่อสู้ทางชนชั้น
ความจริงที่จะนำไปสู่โลกอุดมคติ ความจริงเหล่านี้เขาเข้าถึงแล้ว
และเป็นความจริงสูงสุดที่ไม่มีใครเข้าถึง
เพราะฉะนั้นใครที่ตั้งคำถามหรือปฏิเสธก็จะถูกกำจัด
นี่คืออำนาจที่ผูกขาดความจริง
ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังมาก
ในทางพุทธศาสนาเรียกว่าความยึดติดในทิฐิอุดมการณ์
ภาษาบาลีเรียกว่าทิฐิปาทาน ยึดติดในทิฐิความเห็นหรือทฤษฎี
ที่ยึดติดเพราะคิดว่าตัวเองเข้าถึงความจริงแล้ว
และสิ่งเหล่านี้สามารถนำไปสู่การทำลายล้างได้
โลกนี้ไม่มีสันติภาพเพราะเกิดจากผู้มีอำนาจต้องการจะสถาปนาความจริงในแบบ
ฉบับของตนเอง
และสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือสงครามระหว่างศาสนา
สงครามระหว่างอุดมการณ์
เพราะต่างเชื่อว่าตนเองได้ผูกขาดความจริงตั้งแต่สงครามครูเสด
สงคราม ๓๐ ปีในยุโรป สงครามโลกครั้งที่ ๒ สงครามเย็น
และยังคงมีอย่างนี้เรื่อยไป
ในพุทธศาสนามีคำหนึ่งเรียกว่าสัจจานุรักษ์
หมายถึงผู้ที่เชื่อมั่นหรือรักษาสัจจะ ในแง่ที่ว่าแม้ตัวเองเชื่อว่าตนเองเข้าถึงความจริง
รู้ความจริง แต่ก็ไม่ผูกขาดว่าตนเองเท่านั้นที่ถูกต้อง คนอื่นก็สามารถที่จะเข้าถึงความจริงโดยใช้วิธีการที่ต่างกัน
ความใจกว้างและรับฟังคนที่คิดแตกต่างกันเป็นสิ่งที่เราต้องตระหนัก ซึ่งอำนาจกับความจริงเป็นสิ่งที่อยู่กันคนละฝั่ง
เมื่อมีอำนาจมาก ความจริงก็จะถูกปิดบัง แต่ไม่ใช่ว่าความจริงจะไม่มีอำนาจ
ประเด็นที่สี่
ความจริงก็มีอำนาจ
อย่างที่มหาตมาคานธี เรียกว่า สัตยาเคราะห์ คือ
กระบวนการที่เอาความจริงมาแสดง
โดยการยึดมั่นในความจริงอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะโดนกระทำทารุณต่างๆ
ก็ไม่จะไม่ถอย
ในแนวทางสันติวิธีให้ปรากฏในการท้าทายความจริงที่มีการเสกสรรขึ้นมา
ซึ่งสามารถสั่นคลอนระบบกฎหมายและโครงสร้างที่อยุติธรรมได้
ทั้งหมดนี้ต้องใช้พลังแห่งสัจจะ
แต่ไม่ใช่การใช้พลังแห่งการพูดเพียงอย่างเดียว
ยังต้องเอาตัวเข้าไปขวางโครงสร้างที่อยุติธรรม ดังกรณีที่มาร์ติน
ลูเธอร์คิงให้คนดำไปนั่งในสถานที่ของคนขาว
ซึ่งหมายถึงการนำเอาความจริงมาเปิดเผยว่าคนดำถูกยัดเยียดให้ยอมรับว่าเป็น
พลเมืองชั้นสอง
ถูกเลือกปฏิบัติได้
ในการทำเช่นนี้จะถูกมองว่าก่อให้เกิดความวุ่นวายในสังคม
แต่ที่จริงแล้วเป็นการสถาปนาสันติภาพให้เกิดขึ้น
คือโครงสร้างที่ตั้งบนสัจจะและความยุติธรรมอย่างแท้จริง
การยึดมั่นในความจริง โดยไม่ใช้กำลังอาวุธ
ใช้สันติวิธีและหลักอหิงสา
จะเป็นการเขย่าโครงสร้างที่อยุติธรรมและไม่มีสันติ
และสามารถก่อให้เกิดสันติภาพได้ในที่สุด
เพราะสังคมได้ยอมรับความแตกต่างอย่างเท่าเทียมกัน
โดยไม่คำนึงถึงสีผิว เชื้อชาติ ศาสนา ความจริงมีพลัง
โดยไม่ต้องอิงอำนาจใดๆ
ทั้งสิ้น แต่สิ่งที่ต้องระวัง คืออย่าไปยึดมั่นในความจริงของตน
จนกระทั่งไม่รับรู้ความจริงของผู้อื่น
โดยเฉพาะศาสนิกชนซึ่งจะเป็นที่มาของความรุนแรงและความไม่มีสันติ
ความจริงมีหลายระดับ ความจริงที่ดีก็มี
ความจริงที่ไม่อยากเปิดเผยก็มี ผู้มีอำนาจจึงเลือกที่จะเปิดเผยความจริงเพียงด้านเดียว
และไม่เปิดเผยความจริงที่เป็นผลเสีย ความจริงมีหลายระดับขึ้นอยู่กับว่าเราจะมีปัญญามองไปได้ในระดับใด
นอกจากนี้ยังมีความจริงที่มีประโยชน์
และความจริงที่ไร้ประโยชน์ ตรงนี้คือสิ่งที่เราต้องใช้ปัญญาแยกแยะจากสื่อต่างๆ
เราจะเข้าถึงความจริงได้อย่างไร การโยงเข้าถึงสันติภาพ ต้องมีความจริงถึงจะเกิดสันติภาพ
และต้องเป็นความจริงที่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดความถูกต้องและยุติธรรม
ที่ใดที่มีการสกัดกั้นความจริง ที่นั้นไม่มีสันติภาพ เวลานี้มีการกล่าวหากลุ่มที่คลั่งศาสนาหรือกลุ่มที่ก่อความรุนแรง
ว่าเป็นพวกที่ทำลายสันติภาพ แต่เราต้องมองอีกด้านหนึ่งว่าคนเหล่านี้ก็เป็นผลพวงจากสังคมและโครงสร้างทางการเมือง
ซึ่งไม่อนุญาตให้ความจริงหรือเสรีภาพเกิดขึ้น กระบวนการก่อการร้ายไม่ใช่ตัวก่อการ
แต่เป็นเหยื่อของความอยุติธรรมและอำนาจนิยมที่ปิดกั้นเสรีภาพในการแสวงหาความจริง
เพราะฉะนั้นการจะต่อสู้กับขบวนการเหล่านี้ต้องไม่สู้ด้วยอาวุธ แต่จะเป็นการสู้ด้วยการเปิดเผยความจริง
และใช้เสรีภาพในการแสวงหาความจริง ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงแก้ไขความอยุติธรรมได้
ความจริงเป็นกุญแจไปสู่สันติภาพ ทำให้ความเลวร้าย
ความอยุติธรรม ไม่สามารถหลบซ่อนอยู่ได้ เพราะความจริงได้เปิดโปงสิ่งเหล่านี้ออกมา
ความจริงทำให้การจัดการแก้ไขได้ถูกต้อง ความจริงเป็นสะพานไปสู่สันติภาพได้
โดยเฉพาะเมื่อความจริงนั้นเป็นความจริงที่เป็นสาระ และความจริงยังนำไปสู่ความรักได้ด้วย
ซึ่งความรักนำไปสู่สันติภาพ ถ้าเราเข้าใจคนอย่างครบถ้วนรอบด้าน จะทำให้เราเกลียดกันน้อยลง
ความรักและความเมตตาเกิดขึ้น สันติภาพก็จะสามารถเกิดขึ้นได้
กิ่งธรรมจาก http://www.visalo.org

No comments:
Post a Comment