ปีสุดท้ายของการเป็นนักศึกษา
สุทธิศาสตร์ต้องไปฝึกงานด้านสังคมสงเคราะห์
เขาอยากไปทำงานกับองค์กรชาวบ้านในภาคอีสาน
แต่อาจารย์ต้องการให้เขาไปเรียนรู้จากหน่วยงานราชการ
เขาพยายามชี้แจงอย่างไรอาจารย์ก็ไม่ยอม แต่สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปว่า
งั้นไปฝึกงานสงเคราะห์ชาวเขาในภาคเหนือก็แล้วกัน
แต่เมื่อเดินทางไปถึงเชียงใหม่
เขาจึงทราบว่าสถานฝึกงานที่อาจารย์ติดต่อให้เขา คือกรมประชาสงเคราะห์
ไม่ใช่เอ็นจีโออย่างที่ตกลงกัน เขาโมโหมาก ขุ่นมัวกับเรื่องนี้ทั้งวัน
ตกค่ำก็ยังไม่หายคับข้องใจ วันรุ่งขึ้นอาจารย์ที่ปรึกษามาหาเขา
เขาจึงระบายความโกรธใส่อาจารย์ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วย
แต่เขาไม่สนใจ อาจารย์พยายามอธิบายอย่างไรเขาก็ไม่ฟัง
มีช่วงหนึ่งอาจารย์ทักเขาว่า “สุทธิศาสตร์ คิ้วของเธอผูกเป็นโบว์เลยนะ”
ได้ยินเท่านี้เขาก็ชะงัก
คำพูดของอาจารย์ทำให้เขาเพิ่งรู้ตัวว่ากำลังหน้านิ่วคิ้วขมวดด้วยความโกรธ
ทันทีที่เห็นความโกรธพลุ่งพล่านในใจ ความโกรธก็หลุดหายไปทันที
เกิดความรู้สึกโปร่งเบา แตกต่างจากความรู้สึกเมื่อสักครู่อย่างชัดเจน
ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้เขาประจักษ์ชัดถึงพลังแห่งสติว่าสามารถปลดเปลื้อง
อารมณ์ไปจากใจได้อย่างน่าอัศจรรย์
แม้ความโกรธเผาลนจิตใจเป็นวันเป็นคืน แต่ผู้คนทั้งหลายหารู้ตัวไม่
เพราะใจนั้นพุ่งออกไปยังบุคคลหรือเหตุการณ์ที่ทำให้ตนไม่พอใจ
คิดแต่จะตอบโต้เขาด้วยคำพูดและการกระทำ
ในยามนั้นใจไม่ได้หันกลับมามองตนเลย จึงไม่รู้ว่ากำลังถูกความโกรธครอบงำ
สุทธิศาสตร์ก็เช่นกัน
หลงปล่อยให้ความโกรธเล่นงานข้ามวันข้ามคืนโดยไม่รู้ตัว
ต่อเมื่อถูกอาจารย์ทัก จึงค่อยรู้ว่าเผลอโกรธไปตั้งนาน หากไม่รู้ตัว
เขาคงระบายไม่หยุดและเป็นทุกข์อีกนาน
ความโกรธทำให้ลืมตัว และความลืมตัวทำให้โกรธหนักขึ้น
จนสามารถทำอะไรก็ได้อย่างที่ตนเองอาจนึกไม่ถึงด้วยซ้ำ
โรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพ ฯ เมื่อถึงเวลาเลิกเรียน
นอกจากจราจรหน้าโรงเรียนจะแน่นขนัดแล้ว
ที่จอดรถในโรงเรียนยังหาได้ยากด้วย
มีผู้ปกครองคนหนึ่งเลี่ยงปัญหานี้ด้วยการแหกกฎ ขับรถเข้าทางประตูออก
จึงไม่ต้องเสียเวลาจอดออที่ประตูเข้า แถมยังได้ที่จอดรถอย่างง่ายดาย
บังเอิญนั่นเป็นที่จอดรถสุดท้ายที่เหลืออยู่ ผู้ปกครองอีกคน
ซึ่งควรจะได้ที่จอดรถนั้นเพราะขับตามกฎของโรงเรียน
ไม่พอใจที่ถูกแย่งที่จอดรถไปต่อหน้าต่อตา จึงลงจากรถไปต่อว่าเขา
โดยหารู้ไม่ว่าชายผู้นั้นเป็นนายทหารยศพันเอก
ฝ่ายหลังนั้นไม่เคยถูกต่อว่าเช่นนี้มาก่อน จึงโกรธมาก ถามกลับไปว่า
“รู้ไหมว่าอั๊วเป็นใคร” คำตอบที่ได้รับคือ “ผมไม่สนใจว่าคุณเป็นใคร
แต่คุณทำผิดกฎของโรงเรียน ทำอย่างนี้ไม่ถูก” พูดเสร็จ
เขาก็เดินกลับไปที่รถของตน
นายทหารผู้นั้นโกรธจัด คว้าปืนจากรถแล้วเดินตามผู้ปกครองคนนั้นไป
หมายจะยิงให้หายแค้น โดยอีกฝ่ายไม่รู้เลยว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นกับตน
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้อยู่ในสายตาของพนักงานขับรถคนหนึ่งของ
โรงเรียน เขาเห็นท่าไม่ดี จึงเข้าไประงับเหตุร้าย
แต่เขารู้ดีว่าหากทะเล่อทะล่าเข้าไป อาจกลายเป็นผู้เคราะห์ร้ายแทนก็ได้
สิ่งที่เขาทำก็คือ เดินไปหานายทหารผู้นั้น
สัมผัสที่แขนแล้วพูดอย่างอ่อนน้อมว่า “ท่านครับ
ท่านมารับลูกไม่ใช่หรือครับ”
พอได้ยินคำว่า “ลูก” เขาก็ได้สติขึ้นมาทันที ความโกรธพลันหายไป
ครั้นรู้สึกตัวขึ้นมาว่ากำลังจะทำอะไรลงไป เขาก็เปลี่ยนใจ หันกลับไปที่รถ
เอาปืนไปเก็บ แล้วเดินไปรับลูก
จึงรอดพ้นจากการเป็นอาชญากรไปได้อย่างหวุดหวิด
ความโกรธกับสติ เป็นคู่ตรงข้ามกัน ถ้าไม่มีสติ
ความโกรธก็รังควานจิตใจได้ง่าย แต่ถ้ามีสติเมื่อใด ความโกรธก็อยู่ไม่ได้
บุคคลในเรื่องทั้งสองได้สติก็เพราะมีคนช่วยทักช่วยเตือน
แต่คนเราไม่ได้โชคดีไปตลอด หากไม่มีคนช่วยทักช่วยเตือน
ทำอย่างไรความโกรธจะไม่ครอบงำจนเผลอทำสิ่งที่ต้องเสียใจในภายหลัง
คำตอบก็คือ ต้องพัฒนาสติของตัวเองให้ทำงานได้ทันท่วงที
ด้วยเหตุนี้เองเมื่อสุทธิศาสตร์เรียนจบ
เขาจึงตัดสินใจออกบวชเพื่อฝึกสติให้เจริญงอกงาม เขาได้พบกับความสงบเย็น
อารมณ์ไม่ผันผวนขึ้นลงเหมือนก่อน
ผ่านไปสิบปีแล้วเขาก็ยังมีความสุขอยู่ในผ้าเหลือง
แต่เราไม่จำเป็นต้องบวชก็ได้ เพียงแค่หมั่นดูใจของตนอยู่เสมอ
ทำอะไรใจก็อยู่กับสิ่งนั้น ใจลอยไปไหน ก็รู้ แล้วกลับมาอยู่กับสิ่งนั้น
ทำบ่อย ๆ สติก็จะว่องไวปราดเปรียว ช่วยคุ้มกันใจ ไม่ให้อารมณ์ใด ๆ
ครอบงำ เพียงเท่านี้ ความสงบเย็น โปร่งโล่งเบาสบาย จะกลายเป็นเรื่องง่าย
แม้รอบตัววุ่นวายเพียงใดก็ตาม
กิ่งธรรมจาก http://www.visalo.org
Imane/nasa

No comments:
Post a Comment