เพาะธรรม สร้างใจ กายสุข มาติดตามดูว่า ทำไมพระท่านจึงว่า ความตายไม่ใช่เป็นแค่วิกฤตของชีวิตเท่านั้น
หากยังเป็นโอกาสในทางจิตวิญญาณ ในทางพุทธศาสนาเชื่อว่าจิตที่สงบเป็นกุศล
ความตายในมิติทางสังคมและจิตวิญญาณ
พระไพศาล วิสาโล
พระไพศาล วิสาโล
เราทุกคนต้องตายไม่ช้าก็เร็ว ที่สำคัญก็คือเราตายได้ครั้งเดียวในชีวิตนี้
ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราทุกคนจะต้องเตรียมตัวตายให้ดีที่สุด เพราะหากพลาดพลั้งไป
เราก็ไม่อาจแก้ตัวได้ สอบเข้ามหาวิทยาลัย หรือสอบเข้าทำงาน เรายังมีโอกาสแก้ตัวได้หากสอบตก
แต่เราไม่มีสิทธิทำอย่างนั้นได้กับความตาย
นี่เป็นเหตุผลประการแรกที่เราควรรู้จักความตายและเตรียมใจรับมือกับความตาย
ขณะที่ยังมีเวลาอยู่
ประการต่อมาก็คือ แม้เราจะตายได้ครั้งเดียว แต่ขณะที่ยังไม่ตายนั้น
เราต้องเผชิญกับความตายของคนที่เรารัก
ของคนที่เรารู้จักและไม่รู้จักอีกมากมาย
เราไม่รู้ว่าในช่วงชีวิตนี้เราต้องเผชิญกับความตายของคนที่เรารักและรู้จัก
อีกมากมายสักเท่าไหร่
อาจจะไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขสองหน่วย แต่อาจเป็นสาม หรือสี่หน่วย
เช่น เวลาเกิดภาวะสงครามหรือ อุบัติเหตุร้ายแรง
ในสภาวะเช่นนี้การที่เราเข้าใจเรื่องความตายได้ดีไม่เพียงแต่จะช่วยให้เรา
เผชิญกับความตายของคนที่เรารักได้อย่างดีเท่านั้น
แต่เรายังสามารถที่จะช่วยคนเหล่านั้นได้ด้วย
เราอาจจะช่วยให้เขาเหล่านั้นมีชีวิตยืนยาวไม่ได้
แต่เราสามารถช่วยให้เขาตายอย่างดีที่สุดหรือตายอย่างมีคุณภาพได้
ที่พูดมานี้เป็นเหตุผลในเชิงปัจเจกบุคคลอยู่มาก
อย่างไรก็ตาม
การศึกษาเรื่องความตายมีประโยชน์นอกเหนือจากประโยชน์ส่วนตัวหรือคุณค่าใน
เชิงปัจเจกบุคคล
มันยังมีคุณค่าต่อสังคมทั้งสังคมเลยทีเดียว
พิจารณาให้ดีแล้วจะพบว่าความเข้าใจเรื่องความตายนั้นมีผลกำหนดสภาพความเป็น
ไปหรือทิศทางของสังคมไม่น้อยเลย
ที่เห็นได้ชัดก็คือ เมื่อเราไม่สนใจเรื่องความตาย
ปิดหูปิดตาไม่รับรู้เรื่องความตาย
ไม่ช้าไม่นานเราก็จะหลงลืมไปว่าสักวันหนึ่งเราก็ต้องตาย
คนจำนวนไม่น้อยในสังคมปัจจุบันอยู่ในสภาพที่เรียกว่าลืมตาย
ลืมว่าจะต้องตาย ดังนั้นจึงเอาแต่แสวงหาเงินทอง ชื่อเสียง
อำนาจและความสำเร็จทางโลก
โดยไม่คิดเลยว่าสิ่งเหล่านั้นจะช่วยเขาได้ไหมเมื่อความตายมาถึง
และเขาจะเอาสิ่งเหล่านั้นไปได้ไหม เมื่อสิ้นลม
พฤติกรรมเช่นนี้ยังส่งผลไปถึงแบบแผนของสังคมปัจจุบันที่มุ่งแต่ความเจริญ
เติบโตทางวัตถุ
วัดความเจริญก้าวหน้าของประเทศโดยดูจากอัตราการเติบโตของจีดีพีและตัวเลขอีก
ไม่กี่ตัว
เช่น ตัวเลขการซื้อขายในตลาดหุ้น
และค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์
คนทั้งสังคมสนใจตัวเลขเพียงไม่กี่ตัวเพราะเราลืมไปว่าเราจะต้องตาย
และตัวเลขเหล่านี้มันช่วยอะไรเราไม่ได้เมื่อถึงเวลานั้น
ทำไมคนทุกวันนี้ถึงหลงลืมความตาย คำตอบประการหนึ่งก็คือ
เพราะความตายถูกปิดบังเอาไว้จนยากจะเห็นได้ในชีวิตประจำวัน ที่พูดนี้หมายถึงความตายที่ประสบสัมผัสด้วยตนเอง
มิใช่ความตายที่เห็นทางโทรทัศน์หรือหนังสือพิมพ์ อันเป็นความตายที่อยู่ห่างไกลและเราไม่รู้สึกผูกพันด้วย
หรือความตายในภาพยนต์และวีดีโอเกม ซึ่งเป็นความตายแบบเทียม ๆ ส่วนความตายของคนทั่ว
ๆไป เวลานี้ก็นิยมกันออกไปให้อยู่ห่างแม้กระทั่งจากคนใกล้ชิด เพราะเดี๋ยวนี้มักตายกันที่ห้องไอซียู
ที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ยาก นอกจากนั้นยังมีการปิดกั้นไม่ให้เราได้สัมผัสพบเห็นกับคนตาย
หาไม่ก็ตกแต่งให้ความตายเป็นเรื่องที่สะอาดไม่น่ากลัว เช่นปิดผนึกไว้ในโลงที่มิดชิด
เช่น ตกแต่งศพให้สวยงาม มีดอกไม้ประดับประดา เป็นต้น
เมื่อความตายกลายเป็นเรื่องน่ากลัว
อย่างไรก็ตามการที่คนเราลืมตายนั้นยังมีเหตุผลที่ลึกไปกว่านั้นอีก
นั่นคือเราแกล้งลืม เพราะลึกๆ เรากลัวความตายมาก เรากลัวตาย ไม่อยากนึกถึงความตาย
ก็เลยผลักมันออกไปจากจิตสำนึก หรือจะเรียกว่าเก็บกดเอาไว้ในจิตไร้สำนึกก็ได้
จนลืมไปว่าเราจะต้องตาย การหมกมุ่นอยู่กับความสนุกสนาน ความบันเทิงเริงรมย์ทางเพศ
การแสวงหาเงินทองชื่อเสียงและอำนาจ เป็นวิธีการหนึ่งในการที่จะทำให้ตัวหลงลืมเรื่องความตาย
เป็นการเบนความสนใจออกไปจากสิ่งที่ตนหวาดกลัว
เดี๋ยวนี้เรากลัวความตายกันมากเนื่องจากเราไม่เข้าใจเรื่องความตาย
เราไปเข้าใจว่าความตายเป็นจุดสุดท้ายของชีวิต
เมื่อชีวิตดำเนินมาถึงความตายก็มักเข้าใจว่าชีวิตนั้นจบสิ้นแล้ว
ไม่มีอะไรหลังจากนั้นอีกต่อไป
ยิ่งไปกว่านั้นเรายังมองว่าความตายเป็นเรื่องของความเจ็บปวดทรมานที่มีแต่
ความเสื่อมสลายความพินาศเป็นจุดหมายปลายทาง
นั่นเป็นเพราะเรามองแต่ในแง่ร่างกาย หรือมองความตายเฉพาะมิติกายภาพ
ถ้าเรามองความตายแต่ในแง่กายภาพเราจะเห็นว่ามีแต่ความเสื่อมความพินาศ
ย่อยยับเมื่อถึงจุดสุดท้ายของชีวิต
แต่ถ้าเรามองเห็นความตายในมุมที่กว้างขึ้นโดยคลุมไปถึงเรื่องจิตใจหรือ
เรื่องจิตวิญญาณด้วยแล้ว
เราจะพบว่าความตายมิใช่ “วิกฤต”เท่านั้น หากยังเป็น “โอกาส”
อีกด้วยคือเป็นโอกาสที่จิตจะได้พัฒนาไปสู่อีกระดับหนึ่ง
เกิดพัฒนาการทางจิตวิญญาณ ที่ไปพ้นจากสภาวะเดิม
ความตายเป็นโอกาสให้เกิดพัฒนาการทางจิตวิญญาณได้แม้ร่างกายจะเสื่อมทรุดแตก
สลาย
แต่ถ้าเราเห็นความตายว่าเป็นเรื่องกายภาพหรือเป็นเรื่องร่างกายล้วนๆ
ที่วัดกันด้วยตัวเลขการเต้นหัวใจ
ความดันเลือด และเส้นกราฟจากสมอง เมื่อเรามองเพียงแค่นี้
ความตายก็เป็นเรื่องน่ากลัวมากเพราะมันหมายถึงความย่อยยับแตกดับของร่างกาย
เราถึงกลัวความตายมาก
เราถึงกลัวความตายมาก
การกลัวความตายแบบนี้ทำให้เกิดปัญหามากมายร้อยแปด
เช่น การพยายามหนีความตายให้ไกลที่สุด และหากหนีไม่ได้
ก็ขอประวิงให้ตายช้าที่สุด
เดี๋ยวนี้เราทำอย่างไรเมื่อเราเจ็บป่วยใกล้ตาย
ส่วนใหญ่ก็พยายามใช้เครื่องช่วยชีวิต
ต่อท่อเข้าไปตามทวารต่าง ๆ ทั้งร่างกาย
และใช้ทุกวิธีที่จะยืดลมหายใจให้ได้นานที่สุด
หรือกระตุ้นการเต้นของหัวใจให้ได้นานที่สุด
จนกระทั่งไม่สามารถตายอย่างสงบ
หรือไม่สามารถทำใจให้สงบได้
เพราะเกิดความเจ็บปวดมากจากการรักษาแบบก้าวร้าวรุนแรงแบบนั้น
นอกจากสร้างความเจ็บปวดแก่ผู้ป่วยแล้ว
การพยายามหนีความตายแบบนี้ยังก่อให้เกิดความสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจอย่างมาก
มาย
ทั้งต่อครอบครัวผู้ป่วยและต่อส่วนรวม มีตัวเลขว่าในสหรัฐอเมริกา
ค่าใช้จ่ายเพื่อช่วยให้คนมีลมหายใจยืดยาวขึ้นนั้นเป็นตัวเลขมหาศาล
ประมาณว่า ๖๐
เปอร์เซ็นต์ของค่าใช้จ่ายในการรักษาผู้ป่วยทั้งประเทศนั้นหมดไปกับการดูแล
ผู้ป่วยในระยะ
๖ เดือนสุดท้าย น่าสนใจว่าในจำนวน ๖๐ เปอร์เซนต์ที่ใช้นั้น
มีกี่เปอร์เซ็นต์ที่ใช้ไปกับการต่ออายุหรือยืดลมหายใจผู้คนในช่วง
๒-๓ ชั่วโมงหรือ ๒-๓ วันสุดท้ายของชีวิต
เป็นเพราะเรามีทัศนคติว่าความตายเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่ต้องพยายามหลีกเลี่ยงให้ได้ไกลที่สุด
เราจึงมักช่วงเวลาท้าย ๆ ของชีวิตไปอยู่ในโรงพยาบาล โดยฝากทุกอย่างไว้กับหมอ
โดยไม่คิดว่าในช่วงสำคัญของชีวิตเช่นนี้ สิ่งสำคัญที่สุดไม่ได้อยู่ที่การยืดลมหายให้ได้นานที่สุด
หากอยู่ที่การเตรียมใจให้สามารถเผชิญกับความตายได้อย่างสงบสันติที่สุดเท่าที่จะทำได้
แต่คนส่วนใหญ่ไม่ได้นึกถึงเรื่องนี้ เพราะไม่เคยเตรียมตัวไว้ก่อนเลยในยามที่ยังปกติสุขอยู่
หรือถึงนึกได้ก็สายไปเสียแล้ว เพราะไม่มีใครที่จะช่วยเราได้ในเรื่องนี้นอกจากตัวเราเอง
การเห็นความตายเป็นสิ่งน่าเกลียดน่ากลัวยังก่อให้เกิดผลกระทบตามมาอีกหลายอย่าง
อาทิ การนิยมให้คนไปตายนอกบ้าน และเมื่อตายแล้วก็ตั้งศพนอกบ้าน เช่นที่วัด
สมัยก่อนคนไทยจัดงานศพกันที่บ้าน แม้ในชนบทปัจจุบันก็ยังมีธรรมเนียมนี้อยู่
แต่คนในเมืองไม่จัดงานศพกันที่บ้านแล้ว ส่วนหนึ่งเพราะสถานที่ไม่อำนวย อีกส่วนหนึ่งเพราะเห็นว่าศพนั้นเป็นสิ่งปฏิกูล
อุจาด ไม่สะอาด ไม่เอื้อต่อสุขอนามัย จึงเอาออกนอกบ้าน ขณะที่ห้องส้วมซึ่งแต่ก่อนเอาไว้นอกบ้าน
เดี๋ยวนี้กลับย้ายเข้ามาไว้ในบ้าน เพราะถือว่าสะอาดสะอ้าน สวนทางกับศพซึ่งถือเป็นของไม่สะอาด
การพยายามทำให้ศพเป็นสิ่งสะอาด ไม่อุจาด
ทำให้งานศพสมัยนี้เป็นเรื่องสิ้นเปลืองมาก เพราะต้องเอาศพไปตั้งในวัดหรือสถานที่ดูโล่งโปร่ง
มีการตกแต่งศพและประดับประดาศพ เมรุเผาศพก็ทำให้เผาศพได้อย่างมิดชิด ไม่เปิดโล่งอย่างเมรุในชนบท
ซึ่งเปิดให้ทุกคนได้เห็นศพทั้งก่อนเผาและระหว่างเผา
การเห็นว่าศพเป็นสิ่งไม่สะอาดที่ควรตั้งไว้นอกบ้าน
เป็นความคิดที่ได้รับอิทธิพลจากวิทยาศาสตร์สมัยใหม่โดยเฉพาะเมื่อค้นพบว่าบักเตรีเป็นสาเหตุของโรคหลายชนิด
ทำให้เกิดความคิดเรื่องความสะอาดที่ไร้เชื้อโรค(ความสะอาดสมัยก่อนไม่เกี่ยวกับเชื้อโรค
แต่เกี่ยวกับสายเลือดหรือวรรณะหรือบุญบาป เป็นต้น ) พฤติกรรมที่คนแต่ก่อนถือว่าธรรมดา
เช่น การไม่ใส่รองเท้าไม่ล้างมือหรือกินข้าวด้วยมือกลายเป็นเรื่องไม่สะอาดขึ้นมา
ความคิดที่ว่าความสะอาดคือการปลอดจากเชื้อโรคนี้เป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้คนนิยมนำคนป่วยไปอยู่โรงพยาบาล
ซึ่งนอกจากจะสะอาดแก่ผู้ป่วยแล้ว ยังเป็นผลดีต่อคนในบ้านที่ไม่ต้องห่วงกังวลกับเชื้อโรคหรือสิ่งปฏิกูลจากผู้ป่วย
ความคิดแบบวิทยาศาสตร์ซึ่งนิยมมองสิ่งต่าง
ๆ แต่ในเชิงวัตถุ ที่ชั่งตวงวัดหรือจับต้องได้ ยังมีอิทธิพลสำคัญในการทำให้ผู้คนมองความตายแต่ในแง่กายภาพดังได้กล่าวมา
จนลืมนึกถึงมิติด้านจิตใจหรือด้านจิตวิญญาณ ความคิดแบบวิทยาศาสตร์ดังกล่าวยังทำให้ความตายหมายถึงความย่อยยับดับสลายของชีวิต
เป็นจุดสุดท้ายของชีวิต ที่ไม่มีอะไรหลังจากนั้น ตรงนี้เองเป็นจุดที่ทำให้ความตายเป็นสิ่งน่ากลัวยิ่งขึ้น
เพราะในสัญชาตญาณส่วนลึกที่สุดของคนเรานั้นต้องการความเป็นอมตะ ปรารถนาความสืบเนื่องของตัวตน
ทนไม่ได้ที่ตัวตนจะดับสูญ ถ้ามองแบบพุทธ ปุถุชนย่อมมีความยึดมั่นในความเป็นตัวตน
เพราะนึกว่าตัวตนนั้นมีอยู่จริง จึงต้องการให้ตัวตนคงอยู่ยั่งยืนสืบเนื่องต่อไป
แต่เมื่อวิทยาศาสตร์บอกเราว่าความตายเป็นจุดสุดท้ายของชีวิต ไม่มีอะไรหลังจากนั้น
ไม่มีทั้งนรกสวรรค์ หรือชีวิตหลังตาย เราจะรู้สึกอย่างไร ในยามปกติเราอาจไม่รู้สึก
แต่เมื่อกระทบกับความตายอย่างจัง ๆ หรือเมื่อความตายมาอยู่ใกล้ตัว เราย่อมอึดอัดกระสับกระส่าย
ทนไม่ได้ที่ตัวตนจะดับสูญ ดังนั้นจึงดิ้นรนที่จะหนีความตายไปให้ไกลที่สุด
หรือยิ่งกว่านั้นก็คือพยายามหาทางทำให้ตัวเองเป็นอมตะ
ความเป็นอมตะในยุคใหม่
แต่จะทำให้ตัวเองเป็นอมตะได้อย่างไรในเมื่อคุณไม่เชื่อเรื่องชาติหน้า
ไม่เชื่อเรื่องสวรรค์ ไม่เชื่อเรื่องพระเจ้า
การมีอนุสาวรีย์หรือสร้างชื่อเสียงให้วงศ์ตระกูลเป็นวิธีการหนึ่งที่ทำให้
เรารู้สึกเป็นอมตะ
การมีชื่อเสียงสืบเนื่องไปถึงคนรุ่นลูกรุ่นหลาน
มีชื่อปรากฏในประวัติศาสตร์
เป็นวิธีการที่สนองจิตไร้สำนึกของเราซึ่งต้องการให้ตัวตนสืบเนื่องหรือเป็น
อมตะ
ความคิดแบบนี้ทำให้คนจำนวนไม่น้อยไม่กลัวตาย
เพราะเชื่อว่าตัวตนจะยังสืบเนื่องต่อไป
แม้เขาจะตายแต่ก็ตายแค่ร่างกาย “ตัวตายแต่ชื่อยัง”
คำขวัญหรือความคิดแบบบนี้ทำให้หลายคนยอมตายเพื่อชาติ
เพราะเชื่อว่าที่ตายนั้นคือร่างกาย
แต่ตัวตนที่แท้จริงนั้นยังดำรงอยู่ในรูปชื่อเสียงเกียรติยศหรืออนุสาวรีย์
ลัทธิชาตินิยมกลายมาเป็นศาสนาอย่างหนึ่งก็เพราะสามารถทำให้คนยอมตายได้ด้วย
ความเชื่อว่ายังมีตัวตนสืบเนื่องหลังตาย
แต่ชื่อเสียงเกียรติยศหรืออนุสาวรีย์ไม่ใช่คำตอบเดียวของคนสมัยนี้ที่ต้อง
การเป็นอมตะ
การมีทรัพย์สินเงินทอง มีตึกรามบ้านช่องใหญ่โต
ก็เป็นทางเลือกของคนสมัยนี้ด้วยเช่นกัน
การที่เอาตัวตนไปผูกติดกับอะไรบางอย่างที่ดูมั่นคงยั่งยืนเป็นรูปธรรม
ช่วยทำให้เรารู้สึกมีตัวตนที่มั่นคงยั่งยืนตามไปด้วย
และพลอยทำให้เกิดความหวังว่าตัวตนจะยั่งยืนชั่วกาลนาน
วิธีนี้ดูน่าจูงใจและมีเสน่ห์มากกว่าการเสียสละชีวิตเพื่อชาติ
เพราะ(เชื่อว่า)ตัวตนสามารถยั่งยืนไปได้โดยไม่ต้องสร้างวีรกรรมหรือให้ใครมา
สังหารเสียก่อน
นี้เป็นคำตอบของลัทธิบริโภคนิยมที่ได้รับความนิยมอย่างสูงจนกำลังมาแทนที่
ลัทธิชาตินิยมในการสร้างความหวังเกี่ยวกับตัวตนอมตะ
ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้คนรู้สึกศรัทธาหลงใหลกับยี่ห้อดัง
ๆ
เพราะการที่เขารู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของยี่ห้อระดับโลกที่ดูยั่งยืนเป็น
อมตะนั้น
ทำให้เขามั่นใจว่าตัวตนของตนจะยั่งยืนเป็นอมตะด้วยแม้ร่างกายจะดับสูญไปแล้ว
ก็ตาม
บ่อยครั้งยี่ห้อดัง ๆ
ยังทำให้เขารู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนที่นิยมของยี่ห้อเดียวกัน
อย่างเช่น มอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์เดวิดสัน หรือรถโฟล์ก
กลุ่มเหล่านี้ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าตนมีกลุ่มก้อนสังกัดที่ฝากใจหรือฝากตัวตน
ไว้ได้
กลุ่มเหล่านี้มีเสน่ห์ก็เพราะผู้คนรู้สึกว่าเมื่อเขาตายไปแล้ว
กลุ่มเหล่านี้ก็จะยังคงอยู่
ซึ่งหมายถึงตัวตนของเขาได้คงอยู่สืบเนื่องตามไปด้วย
ทั้งหมดนี้เป็นทางออกของคนสมัยนี้ที่ต้องการในส่วนลึกให้ตัวตนเป็นอมตะ
หลังจากที่พระเจ้าหรือสวรรค์ได้สูญหายไปจากโลกของเขาแล้วด้วยอิทธิพลของ
วิทยาศาสตร์สมัยใหม่
พูดอีกอย่างคือว่า
อารยธรรมสมัยใหม่ที่มุ่งสั่งสมความมั่งคั่งทางวัตถุ
ตลอดจนอุดมการณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าลัทธิชาตินิยม หรือบริโภคนิยม
เหล่านี้
โดยส่วนลึกแล้วมันพยายามตอบสนองความต้องการทางจิตวิญญาณของผู้คนที่ปรารถนา
ความเป็นอมตะหรือความสืบเนื่องของตัวตน
ในเมื่อไม่มีสวรรค์ ไม่มีพระเจ้าที่จะยึดถือได้
ผู้คนจำนวนไม่น้อยก็วิธีการแบบโลกย์
ๆ เหล่านี้แหละมาเป็นสิ่งตอบสนองความต้องการส่วนลึกแทน
จะว่าไปแล้วอารยธรรมทั้งหลายของมนุษย์มีขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการดัง
กล่าว
มีนักประวัติศาสตร์ผู้หนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า
เมื่อคริสต์ศาสนาเริ่มเสื่อมอิทธิพลลงไปและยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา
การ(Renaissance)เริ่มถือกำเนิดขึ้นมา
สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดก็คือ
ผู้คนเริ่มหมกมุ่นคิดถึงความตายมากขึ้น
ผิดกับก่อนหน้านั้น คือช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๑-๑๒
ตอนนั้นคริสต์ศาสนายังมีอิทธิพลอยู่มาก
ผู้คนจึงเชื่อว่าความตายมิใช่เรื่องน่ากลัว
เพราะเมื่อตายไปก็จะไปรวมกับพระเจ้า
แต่เมื่อความเชื่อนี้เสื่อมอิทธิพลลงไป
คนก็เริ่มเห็นความตายเป็นเรื่องน่ากลัว
สุสานของคนยุโรปยุคนี้นิยมสลักหรือปั้นภาพศพที่น่าเกลียดน่ากลัว
ความตายในทัศนะของคนยุคนี้มิใช่เรื่องน่ายินดีที่วิญญาณของตนจะได้ไปอยู่กับ
พระเจ้าแล้ว
แต่กลับก็มีความหมายเพียงแค่ความเน่าเปื่อยผุพังของร่างกาย
เมื่อมีความเชื่อแบบนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
ว่าความตายเป็นจุดสุดท้ายของชีวิต
ความตายก็กลายเป็นสิ่งที่น่าเกลียดน่ากลัว
แต่ขณะเดียวกันจิตส่วนลึกยังต้องการความเป็นอมตะของตัวตน
จึงพยายามแสวงหาสิ่งต่างๆ
ขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการส่วนลึกนี้
ชื่อเสียงเกียรติยศเป็นทางออกอย่างหนึ่งของคนยุคนี้ที่ต้องการเป็นอมตะ
ดังจะเห็นได้ว่ายุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการเป็นยุคที่ผู้คนแข่งขันกันสร้างชื่อ
เสียง
จะเป็นดาร์วินชี ไมเคิลแองเจลโล ราฟาเอล ตลอดจนศิลปินดังๆ
ทั้งหลายในยุคนี้ล้วนต้องการสร้างชื่อเสียงกันทั้งนั้น
ในขณะที่ยุคก่อนหน้านั้น ศิลปินจะไม่มีความคิดเช่นนั้น
เพราะเขาไม่ต้องการฝากชื่อเสียงเอาไว้
ชื่อเสียงไม่มีความหมายเพราะเขาคิดว่าภพหน้า ชีวิตหน้าสำคัญกว่า
จึงมุ่งอุทิศชีวิตนี้เพื่อพระเจ้า
วาดภาพเพื่อเป็นสมบัติของศาสนายิ่งกว่าเพื่อสร้างชื่อเสียงให้ตนเอง
แต่พอมาถึงยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา
ความเชื่อในชีวิตหน้าและภพหน้าเริ่มจางคลาย
ผู้คนคิดว่ามีเพียงโลกนี้หรือชีวิตนี้เท่านั้น
จึงพยายามสร้างชื่อเสียงเพื่อให้เป็นอมตะ
แม้เขาจะวาดภาพเกี่ยวกับพระเจ้ามาก
แต่แรงจูงใจที่สำคัญไม่น้อยก็คือความต้องการฝากชื่อเสียงไว้ให้เป็นอมตะ
ความใส่ใจเรื่องชื่อเสียงและความหมกมุ่นในเรื่องเกียรติยศจะมีความเด่นชัด
มากในยุคนี้และส่งผลถึงผู้คนในยุคหลัง
ๆ กระทั่งยุคปัจจุบัน
อย่างไรก็ตามเกียรติยศและชื่อเสียงที่ได้มานั้นตอบสนองความต้องการเป็นอมตะ
ได้เพียงชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น
เมื่อความตายมาถึงเขาจะพบว่าชื่อเสียงเกียรติยศนั้นไม่ใช่คำตอบ
ความรู้สึกว่าตัวตนใกล้ขาดสูญจะหลอกหลอนเขาในช่วงวิกฤตของชีวิต
ความตายกับอารยธรรม
ถ้าเราพิจารณาให้ดีจะเห็นว่าทัศนะเรื่องความตายนั้นถึงที่สุดแล้วเป็นตัว
กำหนดอารยธรรมเลยทีเดียว
อารยธรรมต่าง ๆ
ในโลกนี้จะเป็นภาพสะท้อนทัศนะเรื่องความตายที่แตกต่างกัน
อาทิเช่น อารยธรรมอียิปต์กับกับการสร้างพีระมิด
อารยธรรมเขมรกับการสร้างนครวัด
อารยธรรมธิเบตกับการหั่นศพและทิ้งให้แร้งกิน
สองอารยธรรมแรกมีความเชื่อว่าตัวตนนั้นยั่งยืนเป็นอมตะ
ขณะเดียวกันก็มีความปรารถนาอยากให้ผู้ที่ตายไปแล้วโดยเฉพาะพระราชากลับมา
เกิดใหม่
จึงสร้างสถานที่เอาไว้รองรับผู้ที่จะมาเกิดใหม่
มีการระดมผู้คนจำนวนมหาศาลมาก่อสร้างสุสานอย่างใหญ่โต
สิ้นเปลืองทรัพยากรมากมาย
ตรงกันข้ามกับธิเบตซึ่งเห็นว่าคนเรานั้นมาจากธรรรมชาติเมื่อตายไปก็กลับคืน
สู่ธรรมชาติ
กลายเป็นอาหารของสรรพสัตว์
ชื่อเสียงเกียรติยศหรือยศศักดิ์อัครฐานไม่ว่าจะสะสมไว้มากเพียงใด
ตายไปก็เป็นอันยุติ ไม่มีความหมายอีกต่อไป
จึงไม่มีความจำเป็นต้องสร้างเทวสถานหรือสุสานรอคอยการกลับมาของคนที่ตายไป
ส่วนอารยธรรมปัจจุบันเห็นว่าโลกหน้านั้นไม่มีหรือไม่สำคัญ
สิ่งสำคัญอยู่ที่โลกนี้ชีวิตนี้
ดังนั้นการสร้างสุสานอย่างใหญ่โตเพื่อรองรับชีวิตหน้าของคนตาย
จึงไม่ค่อยมี
มีแต่การสร้างอนุสาวรีย์เพื่อประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในโลกนี้ เช่น
เพื่อสร้างความรักชาติ
กระตุ้นให้คนเสียสละ
หรือเพื่อชื่อเสียงเกียรติยศของวงศ์ตระกูลหรือของลูกหลาน(ซึ่งเป็นผู้สร้าง
อนุสาวรีย์)
นอกจากนั้นความที่อารยธรรมสมัยใหม่เชื่อมั่นในโลกนี้มากกว่าโลกหน้า
จึงมุ่งแสวงหาและตักตวงวัตถุมาปรนเปรออย่างไม่หยุดหย่อนมากกว่าที่จะสร้าง
บุญ กุศลสำหรับโลกหน้า
ที่กล่าวมานี้ดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว
แต่ก็ต้องการชี้ให้เห็นว่าทัศนะเรื่องความตายนั้นมีอิทธิพลต่อสังคมของเราและแบบแผนการใช้ชีวิตของเรามาก
ดังที่ได้พูดไว้แต่ต้นแล้วว่า เดี๋ยวนี้ผู้คนอยู่อย่างลืมตาย ทั้งนี้ก็เพราะสังคมปัจจุบันเห็นความตายเป็นเรื่องน่ากลัว
และดังนั้นจึงพยายามปกปิดซ่อนเร้น ยิ่งเห็นความตายว่าเป็นจุดสุดท้ายของชีวิตด้วยแล้ว
ก็เลยยิ่งกลัว พยายามลืมเรื่องนี้ และหมกมุ่นกับการเสพสุข แต่ไม่ว่าจะพยายามปิดหูปิดตาและหลีกหนีความตายอย่างไร
ในที่สุดเราก็ต้องเผชิญกับความตายอยู่นั่นเอง คำถามก็คือเมื่อถึงตอนนั้นเราจะเผชิญกับความตายอย่างไร
เผชิญด้วยความสงบ หรือด้วยความทุรนทุรายและสะพรึงกลัว
ถึงที่สุดความตายเป็นเรื่องใกล้ตัวอย่างยิ่ง
เพราะเรามีโอกาสตายทุกวินาที
และอันที่จริงแล้วความตายเกิดขึ้นกับเราทุกขณะ
เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายตายตลอดเวลา แต่ก็มีเซลล์ใหม่มาแทนที่
จึงดูเหมือนว่าร่างกายของเรานั้นคงที่
แท้จริงแล้วร่างกายของเราขณะนี้กับเมื่อสิบปีก่อน
เป็นคนละร่างก็ว่าได้
กล่าวอีกนัยหนึ่งร่างของเราเมื่อสิบปีก่อนได้ตายไปแล้ว
และมีร่างใหม่มาแทนที่ จิตของเราก็เช่นกัน มีการเกิดดับตลอดเวลา
แต่มีความสืบเนื่องกัน
จึงดูเหมือนว่าเป็นจิตที่คงที่คงตัว
การเข้าใจแบบนี้ทำให้เห็นจิตเป็นตัวเป็นตน
แต่ที่จริงไม่ใช่
แต่ความตายหรือแตกดับแบบทุกขณะจิตนั้นไม่สำคัญสำหรับเราเท่ากับความตายชนิดที่เหลือแต่ร่างกายที่ไร้วิญญาณ
คำถามคือเราจะทำอย่างไรกับความตายแบบนี้ ถ้าเรารู้จักความตายดีพอ เราย่อมเผชิญกับความตายด้วยใจสงบได้
แต่ความที่คนสมัยนี้ไม่พยายามทำความรู้จักกับความตาย คือเห็นความตายแต่ในแง่กายภาพ
คือเป็นเพียงความแตกดับของร่างกาย จึงเห็นความตายเป็นเรื่องน่ากลัว เป็นเรื่องเลวร้าย
เป็นสภาวะที่มีแต่ทุกข์ทรมานสถานเดียว โดยมองข้ามความจริงไปว่า แม้ร่างกายจะแตกดับ
แต่เราสามารถรักษาจิตประคองใจให้สงบ ไม่ทุกข์ร้อนทุรนทุรายไปกับร่างกายได้ด้วย
วิธีเตรียมตัวตาย
ความทุกข์ของผู้คนในยามที่เผชิญกับความตายนั้น
ไม่ใช่เป็นแค่ความทุกข์เนื่องจากความเจ็บปวดรวดร้าวทางกายเท่านั้น
ที่สำคัญกว่านั้นก็คือความทุกข์ทางจิตใจ
อาทิ เช่น ความกลัว ความตื่นตระหนก
ความรู้สึกดังกล่าวสร้างความทุรนทุรายและทรมานแก่ผู้คนยิ่งกว่าอาการทางกาย
ด้วยซ้ำ
ความรู้สึกดังกล่าวนี้ทำให้ผู้คนพยายามผลักไสความตาย
แต่ทำเท่าไรก็ไม่สำเร็จ
จึงทุกข์ทรมานยิ่งขึ้นไปใหญ่
หากเราต้องการเผชิญหน้ากับความตายอย่างสงบ
เราต้องเรียนรู้ที่จะไม่ผลักไสความตายเมื่อเวลานั้นมาถึง
ยอมรับความตายว่าเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นกับเราในที่สุด
จะทำเช่นนั้นได้
ก็ต้องหมั่นทำใจให้คุ้นเคยกับความตายตั้งแต่เนิ่น ๆ
ไม่ใช่มาทำเอาตอนจวนตัวแล้ว
การพิจารณาความตายสม่ำเสมอที่เรียกว่า มรณสติ
เป็นสิ่งที่ควรทำเป็นอาจิณ
คือเตือนตนว่าความตายเป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องเกิดขึ้นกับเราไม่ช้าก็เร็ว
การทำเช่นนี้สม่ำเสมอ ช่วยให้เราไม่ลืมตาย ไม่อยู่อย่างประมาท
เวลาได้รับรู้ถึงความตายของผู้อื่นหรืออ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์
แทนที่จะตื่นเต้นไปตามข่าวสาร ให้เตือนตนเองว่า
สักวันหนึ่งเราก็ต้องเป็นอย่างเขา
เวลาขึ้นรถลงเรือนั่งเครื่องบินควรเตือนตนว่านี้อาจเป็นการเดินทางครั้งสุด
ท้ายของเรา
ก่อนจะเข้านอนควรระลึกว่าอาจไม่มีพรุ่งนี้สำหรับเราก็ได้
ในทำนองเดียวกัน
ไปงานศพแต่ละครั้ง
ควรถือเป็นโอกาสที่จะได้ตอกย้ำตนเองในเรื่องสัจธรรมของชีวิต
แทนที่จะมัวแต่สังสรรค์กับมิตรสหายเท่านั้น
นอกจากการเตือนตนเรื่องความตายแล้ว ควรหาโอกาสพิจารณาถึงความตายอย่างเป็นรูปธรรมด้วยว่า
เมื่อเราจะต้องตายจริง ๆ ไม่ว่าเพราะโรคร้าย หรืออุบัติเหตุ เราจะรู้สึกอย่างไร
และควรจะทำใจอย่างไร นึกภาพให้เห็นเด่นชัด จับความรู้สึกกลัวที่เกิดขึ้น
และยอมรับตามที่เป็นจริง ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจะช่วยให้เรารู้จักตัวเองได้ดีขึ้นและรู้ว่าจะต้องฝึกฝนตนเองอย่างไร
การสาวหาสาเหตุของความกลัว จะช่วยให้เรารู้วิธีที่จะแก้ไขหรือลดทอนความกลัวนี้ได้
การฝึกใจให้คุ้นเคยกับความตายช่วยให้เรายอมรับความตายได้มากขึ้น
และสามารถเผชิญหน้ากับความตายด้วยใจสงบ
แต่ยังมีอีกสองสามปัจจัยที่สำคัญด้วยเช่นกัน
ได้แก่ การหมั่นทำความดี สร้างกุศลอยู่เสมอ
ผู้ที่ได้ทำกรรมดีไว้ตลอดชีวิต
เมื่อเผชิญกับความตาย ย่อมมีความอุ่นใจและมั่นใจว่าจะได้ไปสุคติ
ตรงกันข้ามกับผู้ที่ทำกรรมชั่ว
ย่อมมีความทุกข์เมื่อวาระสุดท้ายใกล้จะมาถึง เพราะกลัวจะไปสู่ทุคติ
ในทางพุทธศาสนายังเชื่ออีกด้วยว่า
เมื่อใกล้ตายจะเกิดนิมิตสองประเภท คือ กรรมนิมิต และคตินิมิต
นิมิตอย่างแรกหมายถึงภาพที่ปรากฎเกี่ยวกับกรรมที่ได้เคยกระทำไว้
หากทำความดีมาตลอด กรรมนิมิตจะเป็นในทางที่ดี แต่หากทำชั่ว
จะเกิดกรรมนิมิตที่น่ากลัว
ส่วนคตินิมิตหมายถึงนิมิตหรือภาพเกี่ยวกับภพหน้าที่ตนจะไปเกิด
คนที่ทำความดีจะเกิดคตินิมิตที่งดงาม
ส่วนคนทำชั่วจะพบเห็นนิมิตที่น่ากลัว
นิมิตที่ดีย่อมช่วยให้ผู้ใกล้ตายมีอาการที่สงบ
ในทางตรงข้ามนิมิตที่น่ากลัวย่อมมีผลให้ผู้ใกล้ตายกระสบกระส่าย
ทุกข์ทรมาน
นอกจากกรรมดีแล้ว สติเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ
การรักษาจิตให้เป็นปกติ ไม่ตื่นตระหนก หวาดกลัว หรือยินดียินร้าย จะช่วยให้จิตสงบได้ในยามที่ถือว่าเป็นวิกฤตของชีวิต
คนที่ไม่มีสติ เมื่อร่างกายเจ็บปวด ใจก็จะทุกข์ทรมานไปด้วย แต่ผู้ที่มีสติเข้มแข็ง
แม้กายจะเจ็บปวด แต่ใจจะไม่ทุกข์ไปกับร่างกาย สติช่วยให้ใจไม่ติดยึดกับความเจ็บปวด
หรือไปยึดเอาความเจ็บปวดมาเป็น “ของฉัน” เป็นแต่รู้ว่ามีความปวดเกิดขึ้นเท่านั้น
มีผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายหลายคนที่อาศัยการเจริญสติและสมาธิภาวนา ทำให้ไม่ต้องใช้ยาแก้ปวดเลยแม้แต่น้อย
หรือใช้น้อยมาก การมีสติเท่าทันความกลัวที่เกิดขึ้น ก็เป็นปัจจัยที่ช่วยให้เผชิญกับความตายได้อย่างสงบ
การหมั่นพิจารณาความตาย การทำกรรมดี
และการฝึกสติ เป็นสิ่งที่บุคคลพึงตระเตรียมอย่างสม่ำเสมอและอย่างเนิ่น ๆ
แต่เมื่อความตายใกล้เข้ามา มีอีกหลายอย่างที่ควรจะตระเตรียมให้พร้อมเพื่อรับมือกับความตายด้วยใจสงบ
อาทิ การสะสางกิจต่าง ๆ ไม่ให้คั่งค้าง ความเป็นห่วงในบางสิ่งบางอย่างที่ยังคั่งค้าง
เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ผู้คนกระสับกระส่ายเมื่อใกล้ตาย สิ่งนั้นอาจได้แก่การงานที่ยังไม่แล้วเสร็จ
มรดกที่ยังไม่ได้ทำ ทรัพย์สินที่ยังไม่ได้สะสาง หรือภารกิจบางอย่างเกี่ยวกับลูกหลาน
หรือบิดามารดา ที่ยังคาราคาซังอยู่ สิ่งเหล่านี้ควรสะสางให้แล้วเสร็จก่อนที่จะไม่มีโอกาส
ในทางพุทธศาสนาเชื่อว่า ความห่วงกังวลไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม นอกจากจะทำให้ทุกข์ทรมานในยามใกล้ตายแล้ว
เมื่อสิ้นลม ก็จะเป็นเหตุให้ไปสู่ทุคติได้
สิ่งค้างคาใจเป็นภาระอีกประการหนึ่งที่ควรปลดเปลืองหรือสะสางให้แล้วเสร็จ
อาทิเช่น ความรู้สึกโกรธเคืองเจ็บแค้นใครบางคน โดยเฉพาะคนที่เคยใกล้ชิด เช่น
พ่อแม่ ลูกหลาน หรือเพื่อนร่วมงาน หรือความรู้สึกผิดที่ได้กระทำสิ่งไม่สมควรต่อคนเหล่านั้น
เมื่อความตายใกล้เข้ามาควรหาทางปลดเปลืองความรู้สึกเหล่านั้น เช่น ให้อภัย
หรือขอโทษ ขออโหสิ การกระทำดังกล่าวต้องอาศัยความกล้าไม่น้อย เช่นเดียวกับการพยายามลดทิฐิมานะ
ไม่ติดยึดกับหน้าตา หาไม่แล้ว จะต้องจ่ายด้วยบทเรียนราคาแพง คือความทุกข์ใจในยามใกล้ตาย
ทรัพย์สมบัติ ชื่อเสียงเกียรติยศ ลูกหลาน
พ่อแม่ คนรัก หรือคู่ครอง เป็นสิ่งที่ควรตัดใจปล่อยวางเช่นกันเมื่อวาระสุดท้ายใกล้มาถึง
การเป็นห่วงคนเหล่านั้นยิ่งทำให้ความตายกลายเป็นเรื่องทุกข์ทรมานมากขึ้น
การปล่อยวางเกิดขึ้นได้ยากเพราะความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็น “ตัวกู ของกู”
ความตายนั้นโดยตัวมันเองก็เป็นปกาศิตจากธรรมชาติว่า ไม่มีอะไรเป็นของเราสักอย่าง
เพราะเราเอาติดตัวเมื่อตายไปแล้วไม่ได้เลย แต่บ่อยครั้งปกาศิตดังกล่าวผู้คนกลับไม่ได้ยิน
จึงจำเป็นที่จะต้องตอกย้ำกับตัวเองเพื่อให้ปล่อยวางก่อนที่สิ่งเหล่านั้น
(พูดให้ถูกต้องคือ ความติดยึดสิ่งเหล่านั้น)จะทำให้เราทุกข์ทรมานในยามใกล้ตาย
. จะทำเช่นนั้นเราควรฝึกปล่อยวางในชีวิตประจำวันเสียแต่เนิ่น
ๆ เวลาเงินหาย ข้าวของถูกลักขโมย หรือเจ็บป่วย ควรฝึกใจให้เป็นปกติ
ไม่ฟูมฟายเสียอกเสียใจให้มาก
ให้ระลึกว่านี้เป็นความสูญเสียพลัดพรากเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับความสูญ
เสียครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตซึ่งจะต้องมาถึงอย่างแน่นอน
ความสูญเสียและความทุกข์เล็ก ๆ น้อย ๆ มิใช่อะไรอื่น
หากคือแบบฝึกหัดให้เรารู้จักปล่อยวางและทำใจเมื่อเผชิญทุกข์ภัยที่ยิ่งใหญ่
กว่า
การฝึกทำใจน้อมรับความพลัดพรากสูญเสียซึ่งเป็นธรรมดาของชีวิต
จะช่วยให้เราสามารถปล่อยวางสิ่งทั้งหลายทั้งปวงในชีวิตได้มากขึ้นเมื่อความ
ตายมาถึง
อันจะช่วยให้เรายอมรับความตายได้ง่ายขึ้นด้วย
ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นปัจจัยภายใน คือการทำใจในฝ่ายผู้ใกล้ตาย
อย่างไรก็ตามการเผชิญกับความตายอย่างสงบนั้น ปัจจัยภายนอกก็สำคัญ แม้ไม่สำคัญกว่าปัจจัยภายใน
ปัจจัยภายนอกที่ช่วยให้ผู้ตายจากไปอย่างสงบก็คือ บรรยากาศแวดล้อมผู้ใกล้ตาย
ควรเป็นบรรยากาศแห่งความสงบ มิใช่แวดล้อมด้วยผู้คนที่กำลังเศร้าโศก ร้องห่มร้องไห้
หรือทะเลาะกันเรื่องมรดก หรือเถียงกันเรื่องใครจะเป็นผู้จ่ายค่าพยาบาลหรือค่างานศพ
ห้องที่มีพระพุทธรูปหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของผู้ใกล้ตาย มีดอกไม้ประดับประดาให้ดูแช่มชื่น
มีการสวดมนต์ หรือทำสมาธิร่วมกัน ตลอดจนมีการเปิดเทปธรรมะที่น้อมใจให้เป็นกุศล
ไม่พลุกพล่านหรือมีเสียงรบกวน เหล่านี้ล้วนช่วยสร้างบรรยากาศแห่งความสงบ
ซึ่งน้อมใจให้ผู้ใกล้ตายเกิดสมาธิและจิตที่สงบ เป็นกุศล
ความตายไม่ใช่เป็นแค่วิกฤตของชีวิตเท่านั้น
หากยังเป็นโอกาสในทางจิตวิญญาณ ในทางพุทธศาสนาเชื่อว่าจิตที่สงบเป็นกุศล
ไม่เพียงช่วยให้ตายอย่างไม่ทุกข์ทรมานแล้ว ยังสามารถนำพาผู้ตายไปสู่สุคติ
เป็นการยกระดับจิตใจให้เข้าสู่ภพภูมิที่ดีกว่าเดิม ยิ่งผู้ใกล้ตายนั้นมีสติเต็มที่
เห็นโทษของความติดยึดในสังขารหรือความสำคัญมั่นหมายในตัวตน จนสามารถละวางได้อย่างสิ้นเชิง
ก็จะเข้าถึงความวิมุติหลุดพ้นคือนิพพานได้ทันที ดังพระสาวกหลายท่าน ได้กระทำไว้เป็นแบบอย่าง
นับเป็นตัวอย่างที่ชี้ว่าความตายสามารถเป็นปัจจัยให้เกิดพัฒนาการทางจิตวิญญาณอย่างถึงที่สุดได้
ด้วยเหตุนี้เราจึงสมควรที่จะเตรียมตัวรับความตายแต่เนิ่น ๆ ในขณะที่ยังมีเวลาอยู่
ทั้งนี้เพื่อใช้ความตายให้เป็นโอกาสในทางจิตวิญญาณ ไม่ปล่อยให้ความตายนำชีวิตไปสู่วิกฤตหรือความแตกดับเท่านั้น
กิ่งธรรมจาก http://www.visalo.org

No comments:
Post a Comment