อย่างไรเรียกว่า "สังฆทาน"
โดยพระไพศาล วิสาโล
โดยพระไพศาล วิสาโล
คนไทยที่นับถือพุทธศาสนา
ไม่ว่าอยู่ที่ใด มักหาโอกาสทำบุญอยู่เสมอ และการทำบุญที่นิยมกันมากก็คือการทำสังฆทาน
ยิ่งชาวพุทธไทยที่อยู่ต่างประเทศด้วยแล้ว ชอบทำสังฆทานมากกว่าการทำบุญชนิดอื่น
รวมถึงการใส่บาตร ส่วนหนึ่งก็เพราะสังฆทานนั้นสามารถทำได้ตลอดเวลา อีกทั้งยังเชื่อว่าสังฆทานนั้นมีอานิสงส์มาก
อย่างไรก็ตามทุกวันนี้ความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับสังฆทานได้แพร่หลายไปมาก
กล่าวคือเข้าใจว่าหมายถึงการถวายทานแก่พระภิกษุ ถ้าถวายแก่พระรูปใดก็ถือว่าเป็นสังฆทานทั้งนั้น
แต่ความจริงแล้วการถวายทานแก่พระรูปใดรูปหนึ่งอย่างเจาะจง ไม่เรียกว่าสังฆทาน
แต่เรียกว่า “ปาฏิบุคลิกทาน”
สังฆทานนั้นหมายถึงการการถวายทานแก่สงฆ์หรือพระทั้งคณะโดยไม่เจาะจงที่พระรูปใดรูปหนึ่ง
เพราะคำว่า “สงฆ์”นั้นหมายถึงหมู่คณะ มิได้แปลว่า “พระภิกษุ”อย่างที่มักเข้าใจกัน
การถวายแก่สงฆ์หรือพระทั้งคณะ เป็นบุญกิริยาที่พระพุทธองค์ตรัสว่ามีอานิสงส์มาก
และมากยิ่งกว่าการถวายแก่บุคคลอย่างเจาะจง แม้ท่านนั้นจะเป็นถึงอริยบุคคลก็ตาม
ดังมีพุทธพจน์ว่า “เราไม่เห็นว่าของที่ให้แก่บุคคล (ปาฏิบุคลิกทาน)มีผลมากกว่าของที่ให้แก่สงฆ์
โดยปริยายใด ๆ เลย”
ในขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระไตรปิฎก
มีเรื่องเล่าถึงการพบปะระหว่างเทพธิดาคู่หนึ่งซึ่งเคยเป็นพี่น้องกันในชาติก่อน
เทพธิดาผู้พี่หรือนางภัทรามีความสงสัยว่าเหตุใดตนจึง บังเกิดในสวรรค์ชั้นต่ำกว่าผู้น้อง
ทั้ง ๆ ที่เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ตนถวายทานแก่พระภิกษุบ่อยครั้งกว่า เทพธิดาผู้น้องหรือสุภัทราตอบว่า
นี้เป็นเพราะตนได้ถวายสังฆทานคือถวายทานแก่หมู่สงฆ์ ซึ่งมีผลมาก “จนไม่อาจประมาณได้ว่ามีอยู่เท่าไร”
ส่วนผู้พี่นั้นถวายทานแก่ภิกษุ “ด้วยความเลื่อมใสเป็นรายบุคคล ดังนั้นจึงมีผลไม่มาก”
หลักการสำคัญประการหนึ่งของพุทธศาสนาคือ
ให้ความสำคัญแก่หมู่คณะหรือส่วนรวมมากกว่าตัวบุคคล
ส่วนหนึ่งก็เพราะพุทธศาสนาหรือพระธรรมคำสอนจะยั่งยืนสืบต่อไปได้ก็เพราะหมู่
คณะ
มิใช่เพราะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แม้ผู้นั้นจะมีคุณวิเศษเพียงใดก็ตาม
แต่ก็ต้องมีอันเป็นไปไม่วันใดก็วันหนึ่ง
การฝากพระศาสนาไว้กับคนใดคนหนึ่งจึงเป็นเรื่องเสี่ยงอย่างยิ่ง
ตรงกันข้ามกับหมู่คณะซึ่งมีการสืบต่อได้ยาวนานกว่า
การให้ความสำคัญแก่หมู่คณะมากกว่าตัวบุคคลนี้เอง
ที่ทำให้พระพุทธองค์ทรงส่งเสริมสังฆทานมากกว่าปาฏิบุคลิกทาน ดังพระองค์ได้ทรงบำเพ็ญเป็นแบบอย่าง
เช่น เมื่อพระนางมหาปชาบดีโคตมีนำผ้าไตรที่ทรงตัดเย็บเองมาถวายแด่พระพุทธเจ้า
พระองค์ได้ปฏิเสธ และตรัสว่า “ดูกรพระนางโคตมี โปรดทรงถวายแก่สงฆ์เถิด เมื่อท่านถวายแก่สงฆ์ทั้งเราทั้งสงฆ์จักเป็นอันได้รับการบูชา”
ถ้าเราเข้าใจความหมายที่แท้ของสังฆทาน
เราจะไม่มุ่งทำบุญถวายทานแก่เจ้าอาวาส พระเกจิอาจารย์
หรือพระอริยบุคคลเพียงรูปใดรูปหนึ่งเท่านั้น
แต่ยังจะให้ความสำคัญกับการอุปถัมภ์พระสงฆ์ในวัด
ซึ่งเท่ากับเป็นการสร้างศาสนทายาทเพื่อสืบทอดภารกิจของเจ้าอาวาสหรือพระผู้
เป็นสุปฏิปันโนหลังจากท่านได้ละสังขารไป
อีกทั้งยังเป็นการอุปถัมภ์พระศาสนาให้มีความยั่งยืนในระยะยาวด้วย
เพราะดังได้กล่าวแล้วว่าพระศาสนาจะยั่งยืนได้มิใช่เพราะความสามารถของบุคคล
ใดบุคคลหนึ่งเท่านั้นแต่เพราะมีคณะสงฆ์ที่เข้มแข็งช่วยกันสืบทอดพระธรรมคำ
สอน
ดังนั้นจะถวาย “ถังเหลือง” หรือไม่ก็ตาม
หากถวายแก่สงฆ์ หรือมีพระรูปใดรูปหนึ่งรับในนามของสงฆ์ ก็ถือว่าเป็นสังฆทานทั้งสิ้น
เมื่อถวายแล้วก็ขอให้เกิดความปีติอิ่มเอิบใจในบุญที่ได้ทำ
กิ่งธรรมจาก http://www.visalo.org

No comments:
Post a Comment