ปาฏิหาริย์ของรักแท้
โดย ภาวัน
โดย ภาวัน
เป็นเวลานานถึง ๒๓ ปีที่รอม
ฮูเบน นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง เปลือกตาปิดเกือบตลอดเวลา มือและเท้าไม่เขยื้อนขยับ
ไม่มีเสียงใด ๆ เปล่งมาจากลำคอ มีเพียงลมหายใจเข้าและออกเท่านั้นที่บ่งบอกว่าเขายังมีชีวิตอยู่
คำวินิจฉัยของหมอคือ เขาเป็น “ผัก” ไม่สามารถรับรู้อะไรได้แล้ว กล่าวอีกนัยหนึ่ง
มีเพียงร่างของเขาเท่านั้นที่ยังหลงเหลืออยู่ ส่วนจิตใจนั้นหามีไม่
หนุ่มชาวเบลเยียมผู้นี้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อ
๒๖ ปีก่อน หลังจากนั้นก็อยู่ในภาวะโคม่า แม้หมอจะช่วยชีวิตเขาไว้ได้ แต่เขาก็อยู่ในสภาพเจ้าชายนิทรามานับแต่นั้น
การทดสอบของหมอคนแล้วคนเล่ายืนยันว่าเขามีเพียงชีวิต แต่ไม่มีจิตใจ
ชะตากรรมของเขาคงไม่ต่างจาก “ผัก”ทั้งหลาย
นั่นคือมีชีวิตอยู่เพียงเพื่อรอวันตายเท่านั้น จนกระทั่ง เมื่อ ๓ ปีที่แล้ว
ความจริงก็เปิดเผยออกมาว่า เขายังมีชีวิตจิตใจเหมือนกับเราทุกคน เขาสามารถรับรู้ทุกอย่าง
ได้ยินเสียงรอบตัว และสามารถรู้สึกได้เวลามีคนสัมผัสตัว ใช่แต่เท่านั้นเขายังคิดและมีอารมณ์เหมือนคนปกติ
มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่เขาทำไม่ได้คือควบคุมร่างกายให้เขยื้อนขยับหรือพูดคุยกับใครได้
เครื่องตรวจสอบการทำงานของสมอง
ชนิดใหม่ล่าสุด
(PET Scan)พบว่าสมองของเขาทำงานเหมือนคนปกติแทบทุกอย่าง
รวมทั้งส่วนที่เกี่ยวกับการได้ยิน
การคิดนึกและอารมณ์ความรู้สึก
นั่นแสดงว่าเขาได้รับการวินิจฉัยผิดพลาดมาโดยตลอด
เขามิได้เป็นผัก แต่มีอาการที่เรียกว่า Locked-in syndrome
คืออัมพาตทั้งตัว
ใครที่เป็นโรคนี้จะมีอาการเสมือนคนที่ถูกกักขังอยู่ในร่างของตัวเอง
ผู้ป่วยโรคนี้ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ
ฌอง-โดมินิก โบบี้ ซึ่งเขียนหนังสือที่โด่งดังมากเรื่อง
ผีเสื้อและชุดประดาน้ำ
ด้วยวิธีกะพริบตาข้างซ้ายซึ่งเป็นอวัยวะส่วนเดียวที่เคลื่อนไหวได้
(หนังสือเล่มนี้ได้ถูกถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์ชื่อดังเมื่อปีที่แล้ว)
ทันทีที่รู้ว่าเขายังมีความรู้สึกนึกคิดเหมือนคนปกติ
หมอและนักวิทยาศาสตร์ได้คิดค้นหาวิธีที่ช่วยให้เขาสื่อสารกับโลกภายนอกได้
นับแต่นั้นเขาก็พรั่งพรูความรู้สึกนึกคิดให้เรารับรู้ “ผมรู้สึกเหมือนเกิดเป็นครั้งที่สอง”
เมื่อถามถึงความรู้สึกของเขาตอนที่ใคร ๆ คิดว่าเขาเป็นผัก เขาตอบว่า “ผมตะโกน
แต่ไม่มีใครได้ยินเลย”
เรื่องราวของรอม ฮูเบน เป็นเสมือนปาฏิหาริย์
จะเป็นรองก็แต่เรื่องของคนที่ฟื้นจากตายเท่านั้น แต่ปาฏิหาริย์อย่างนี้เกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่มีบุคคลชื่อโยเซฟิน
ฮูเบน ผู้เป็นมารดาของรอม เธอเชื่อมาโดยตลอดว่าลูกของเธอยังมีความรู้สึกนึกคิดเหมือนคนทั่วไป
ไม่ใช่เป็นแค่ผักเท่านั้น เธอพยายามพาลูกไปตรวจตามที่ต่าง ๆ รวมทั้งข้ามทวีปไปยังสหรัฐอเมริกาถึง
๕ ครั้ง แม้ทุกหนแห่งจะยืนยันว่าลูกของเธอ ปราศจากจิตใจแล้ว เธอก็ไม่ย่อท้อ
“ด้วยสัญชาตญาณ ฉันรู้มาตลอดว่าเขายังเป็นมนุษย์ที่มีจิตใจอยู่”
เธอปฏิบัติกับเขาเหมือนคนปกติ
พูดกับเขาทุกวันด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
เพราะเธอเชื่อแน่ว่าเขาได้ยินเสียงของเธอ
เธอยังพาลูกไปเที่ยวตามที่ต่าง
ๆ โดยไม่สนใจว่าใครจะพูดอย่างไร “ข้อสำคัญก็คือ อย่ายอมแพ้
คุณต้องมีความหวัง”
เธอพยายามมา ๒๐ กว่าปีจนในที่สุดได้พบกับนายแพทย์สตีเวน ลอเรส์
ซึ่งใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดจนพบว่าเขาเป็นอย่างที่เธอเชื่อมาโดยตลอด
โยเซฟิน ฮูเบน
คือบทพิสูจน์แห่งความรักอันยิ่งใหญ่ของผู้เป็นแม่
เป็นความรักที่ทำให้มนุษย์ผู้หนึ่งอดทนและพากเพียรอย่างยืดเยื้อยาวนานถึง
๒๓ ปี ทั้ง ๆ ที่ไม่มีวี่แววว่าจะประสบความสำเร็จ
ความอุตสาหะพยายามดังกล่าวถูกหล่อเลี้ยงด้วยความศรัทธาเชื่อมั่นว่าลูกของ
เธอยังมีจิตใจเหมือนคนปกติ
สำหรับโยเซฟิน นี้ไม่ใช่แค่ความเชื่อมั่น
แต่เป็นความรู้แน่แก่ใจว่ามีจิตใจอยู่ในร่างที่ไม่ไหวติงของลูกเธอ
ความรักเท่านั้นที่จะเป็นสะพานสื่อจากใจถึงใจ
จนล่วงรู้ความจริงที่คนทั่วไปมิอาจเข้าถึงได้
ความรักของแม่ที่ไร้ขีดจำกัดนี้
เองที่น่าจะเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจของรอมให้สามารถอดทนและคงความปกติ
อยู่ได้แม้ตกอยู่ในสภาพที่ทุกข์ทรมานเป็นอย่างยิ่ง
ใครก็ตามที่อยู่ในสภาพเดียวกับเขา อย่าว่าแต่ ๒๓ ปีเลย
แค่ปีเดียวก็คงคลุ้มคลั่งอย่างยิ่ง
เพราะเหมือนกับตกนรกทั้งเป็น
ปาฏิหาริย์มิจำเป็นต้องเกิดจาก
สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงส่ง
แต่สามารถเกิดได้จากปุถุชนที่มีความรักอันยิ่งใหญ่
นั่นคือความรักที่เปี่ยมด้วยความเสียสละและปรารถนาดีต่อผู้อื่นอย่างแท้จริง
ใช่หรือไม่ว่ารักแท้นั้นสามารถบันดาลให้เกิดปาฏิหาริย์ได้เสมอ
ปาฏิหาริย์แห่งรัก อ้อมกอดแม่ปลุกชีวิตลูกน้อยฟื้น
*******
กิ่งธรรมจาก http://www.visalo.org/

No comments:
Post a Comment