ต้องสนใจทำชีวิตให้เป็นธรรม
โดย พุทธทาสภิกขุ
นี่เราจะต้องมีความรู้ครบถ้วน ทั้งสองซีกของวงกลม,
แล้วก็รู้เรื่องที่อยู่นอกวงกลมเหล่านั้นด้วย. รวมความว่ารู้เรื่องวัตถุดี
รู้เรื่องทางจิตดี แล้วก็รู้เรื่องที่เหนือไปกว่าวัตถุและจิต
เป็นระบบธรรมะที่จะใช้เป็นหลักวิชาอันสมบูรณ์ในการที่จะทำจิตให้หายโง่,
ทำจิตให้อยู่เหนือความหลอกลวงหรือเสน่ห์อันร้ายกาจของวัตถุ.
นี้เราจะต้องสนใจสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ ธรรมะ คือความถูกต้องของวัตถุและจิต
ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงโดยเฉพาะที่จะต้องปฏิบัติให้ได้ยิ่ง ๆ
ขึ้นไปจนเป็นปรกติมีชีวิตเป็นธรรมะ, มีธรรมะเป็นชีวิต;
เพราะปฏิบัติถูกต้องทั้งระบบกายและระบบจิต
คือถูกต้องทั้งฝ่ายวัตถุและฝ่ายธรรม.
ฉะนั้น ขอให้รู้และยอมรับรู้ไว้ด้วยว่า คำว่าธรรม, ธรรมะนั้น
คือความถูกต้อง ทั้งฝ่ายระบบวัตถุ และฝ่ายระบบจิต
และยิ่งขึ้นไปกว่าระบบวัตถุและระบบจิต, มันเป็นความถูกต้องทั้งหมดทั้งสิ้น;
แล้วปัญหาอะไรมันจะเกิดได้ ถ้ามันรอบรู้กันถึงขนาดนี้.
นี่เราจะแก้ปัญหาได้ก็ด้วยการมีธรรมะเป็นตัวชีวิต,
อย่าให้เพียงแต่ว่าวัตถุเป็นตัวชีวิต, หรือจิตเป็นตัวชีวิต.
ต้องมีธรรมะคือความถูกต้อง ของสิ่งทั้งสองนั้น
รวมไปทั้งสิ่งที่อยู่เหนือสิ่งทั้งสองนั้น มารวมเป็นหลักเกณฑ์,
มาเป็นระบบที่ชีวิตนี้ดำเนินอยู่ เลยเกิดคำขึ้นมาอีกคำหนึ่งว่า ธรรมชีวี.
ใช้คำบาลีว่า ธรรมชีวี หรือใช้เป็นสันสกฤตว่า ธรรมชีวิน อะไรก็ได้
แต่ขอให้มันมีความหมายว่า มีธรรมะเป็นตัวชีวิต เท่านี้แหละมันตะเพิด
วัตถุหรือวัตถุนิยมกระเด็นหายไปหมด,
แล้วยังจะตะเพิดระบบจิตนิยมบ้าคลั่งให้หายไปหมด,
เหลืออยู่แต่ความถูกต้องคือธรรมนิยม.
ชีวิตนี้ประกอบอยู่ด้วยธรรมะแล้วเข้าถึงความจริงของสิ่งทั้ง
หลายทั้งปวงว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงทุกชนิดเป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ;
เมื่อเป็นธาตุตามธรรมชาติแล้วก็มาเป็นตัวตน หรือเป็นของตนไม่ได้
มันก็ไม่ยึดถือโดยความเป็นตัวตนหรือเป็นของของตน
เพราะเห็นความที่ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ.
นี้คือทางออกหรือทางลับ ที่จะออกมาเสียได้จากวัตถุนิยม.
เอาธรรมะมาเป็นหลักของชีวิตหรือถ้าดีกว่านั้นก็เอาธรรมะเป็น
ตัวชีวิต; อย่าไปเอาตัวชีวิต ที่วัตถุหรือจิตเลย,
เอาตัวชีวิตที่ธรรมะคือความถูกต้องของสิ่งทั้งสองนั้นเรียกว่าธรรมะ,
แล้วก็มีการประพฤติปฏิบัติที่ถูกต้องตามหลักของธรรมะ. คำว่าธรรมะ
ธรรมะนี้มีความหมายที่ดีที่สุด ที่ควรจะกำหนดจดจำไว้ ว่าธรรมะ,
ธรรมะนี้คือระบบการปฏิบัติที่ถูกต้อง
แก่ความเป็นมนุษย์ทุกขั้นตอนแห่งวิวัฒนาการทั้งเพื่อตนเองและเพื่อผู้อื่น
นั้นคือสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ.
ธรรมะเกิดมาจากการที่รู้จักธรรมชาติ,
รู้จักความจริงของธรรมชาติโดยครบถ้วน คือรู้จักตัวธรรมชาติ,
รู้จักตัวกฎของธรรมชาติ, รู้จักตัวหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ,
แล้วก็รู้จักผลอันเกิดมาจากการปฏิบัติหน้าที่; มีอยู่ ๕ อย่างที่จะต้องรู้
รู้ธรรมชาติ : รู้กฎของธรรมชาติ, รู้จักหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ,
รู้จักผลที่เกิดมาจากหน้าที่ แล้วก็รู้ว่าสิ่งที่ ๓
คือหน้าที่ตามกฎของธรรมชาตินั่นแหละคือตัวธรรมะ
ที่มีความหมายจำเป็นที่จะต้องมีก่อน หรือยิ่งกว่าความหมายอย่างอื่น
รู้จักหน้าที่ที่จะต้องประพฤติกระทำให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ.
รู้ธรรมชาติ ก็ไม่หลงใหลเอาธรรมชาติใด ๆ มาเป็นตัวตน, ของตน
รู้จักกฎของธรรมชาติ
ก็สามารถจะรู้วิธีที่จะควบคุมสิ่งที่เป็นธรรมชาติในภายในนี้ ร่างกายจิตใจ,
ธาตุ ขันธ์ อะไรต่าง ๆ นี้ให้ถูกต้อง
แล้วก็รู้หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติว่าจะต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างไร
ธรรมชาติเหล่านั้นจะไม่เกิดเป็นปัญหา หรือเป็นความทุกข์ขึ้นมา.
หน้าที่ตามกฎของธรรมชาตินั้นคือสิ่งที่จะดับทุกข์ได้;
คำสั่งสอนทั้งหมดทั้งสิ้นในพระพุทธศาสนา ที่พระพุทธองค์ตรัสไว้
มันไม่มีอะไรมากไปกว่าหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติที่เราทุกคนจะต้องประพฤติ
ปฏิบัติให้ถูกต้อง, แล้วก็เอาชนะความทุกข์ทั้งปวงได้,
รู้จักมันดีทั้งเรื่องวัตถุเรื่องจิต และเรื่องที่ตรงกันข้าม
คือเรื่องของพระนิพพาน.
ในทางอภิธรรม เขามีอีกคำหนึ่งคือคำว่า เจตสิก,
นี้มันรวมอยู่กับจิต ไม่ต้องแยกก็ได้ รู้เรื่องกาย รู้เรื่องจิตแล้ว
ก็เรื่องนิพพานเลยก็ได้ เป็นที่ดับ. แต่อภิธรรมที่เขาเรียน ๆ สอน ๆ กันอยู่
เขามีแยกเจตสิกออกจากจิต เลยกลายเป็น ๔ เรื่อง เรื่องรูป, เรื่องจิต,
เรื่องเจตสิก, แล้วก็เรื่องนิพพาน. เจตสิก กับ จิตนั้นไม่แยกกันได้
เพราะฉะนั้นเอาเป็นเพียงเรื่องเดียว มันก็รู้เรื่อง กายนี้อย่างดี,
รู้เรื่องจิตอย่างดี, รู้เรื่องสิ่งตรงกันข้าม
ที่จะดับเสียได้ซึ่งวัตถุและจิต คือเรื่องพระนิพพาน,
ทั้งหมดเป็นธาตุตามธรรมชาติ.
มีเรื่องธาตุว่าไว้เป็นหลักว่า รูปธาตุ อรูปธาตุ
และนิโรธธาตุ; รูปธาตุคือธาตุที่มีรูปเป็นวัตถุ,
อรูปธาตุคือธาตุที่ไม่มีรูปเป็นวัตถุ; ส่วนพระนิพพานนั้นเป็นนิโรธธาตุ
ไม่รวมอยู่ในคำว่ารูปธาตุหรืออรูปธาตุ
แต่เป็นอีกธาตุหนึ่งเรียกว่านิโรธธาตุ;
ธาตุเป็นเครื่องดับเสียซึ่งรูปธาตุและอรูปธาตุ.
ถ้าเราศึกษาจนรู้จักความเป็นธาตุอย่างนี้แล้ว
มันจะไปงมงายหลงใหลในวัตถุอย่างไรได้.
คิดดูเถอะมันรู้ทั้งหมดทุกเรื่องของวัตถุของจิต
และสิ่งที่อยู่เหนือหรือตรงกันข้ามเป็นที่ดับแห่งวัตถุและจิต
คือดับความโง่ความหลงที่จะไปยึดมั่นในเรื่องของวัตถุและจิต
เพราะรู้เรื่องของพระนิพพาน พุทธบริษัทเราโดยแท้จริง,
มันจึงตกไปเป็นวัตถุนิยมไม่ได้. พุทธบริษัทที่แท้จริงจึงไม่โง่
ไม่อาจจะโง่พลัดตกลงไปอยู่ใต้อำนาจของวัตถุนิยมได้;
เพราะมันรู้เรื่องจริงรู้ธรรมะ
หรือธรรมนิยมสำหรับจะควบคุมความถูกต้องของวัตถุและจิต.
*******
กิ่งธรรมจาก http://www.buddhadasa.org
No comments:
Post a Comment